[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 23 เลื่อนขั้น...คนสำคัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48,363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 566 ครั้ง
    10 ม.ค. 61


ตอนที่ 23 เลื่อนขั้น...คนสำคัญ

 

 

 

เฌอแตม

 

          อุ่นจัง

 

            นี่เป็นความรู้สึกแรกที่ผมสัมผัสได้หลังจากที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า สมองยังคงง่วงงุนจนอยากจะกลับไปซุกตัวเข้าหาผ้านวมอุ่นๆ แล้วหลับอีกสักรอบ แต่ความอุ่นที่มากกว่าครั้งไหน ไหนจะสัมผัสของผ้าที่ควรจะนุ่มนิ่มกลับแข็งกว่านั้นมาก ทำให้ผมกะพริบตาหลายทีเพื่อตั้งสติ ยังไม่ทันตรองดูเลยว่าผมอยู่ที่ไหน ข้างหูก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

 

            ผมเงยหน้าขึ้นทันควัน ก่อนที่จะชะงักเสียเอง เพราะว่าผมเกือบจะจูบปลายคางของใครบางคนเข้าแล้ว...พี่ไค

 

            วินาทีแรกที่ผมรู้ตัวว่ามีคนกำลังกอดผมอยู่ ผมตกใจจนเกือบจะผลักเขาออกไป แต่หัวใจผมกลับสงบลงทีละน้อย จนได้แต่หลุบตาลงต่ำเพื่อสำรวจตัวเอง

 

            ตอนนี้ผ้านวมผืนหนาห่มคลุมตัวผมและเขามาถึงหัวไหล่ แต่ผมก็มองลอดผ่านรอยแง้มของผ้าผืนหนาลงไปได้ แล้วเห็นว่ามือพี่ไคกำลังกอดผมเอาไว้ทั้งสองข้าง ขณะที่ผมเองก็หันหน้าเข้าหาแผ่นอกของเขา จากเดิมที่นอนหันหลังให้ หนุนหมอนใบเดียวกัน ซบหน้าอยู่ระหว่างซอกคอของเขา จนไม่นึกแปลกใจเลยที่ตัวของผมจะอุ่นจนร้อนผ่าวมาถึงหน้าได้ขนาดนี้

 

            ก่อนหน้านี้พี่ไคก็คงซบหน้ากับหัวของผม เพราะพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นแค่ปลายคางที่มีไรหนวดจางๆ เป็นอย่างแรก แต่เขายังคงหลับสนิท

 

            ผมรู้ได้ยังไงน่ะหรือ ก็เพราะเสียงกรนเบาๆ ที่ดังอยู่ข้างหูยังไงล่ะ

 

          พี่ไคนอนกรนด้วย

 

            พอคิดว่าเขายังหลับอยู่ ผมก็คลายความตื่นเต้นลงนิด รู้สึกอยากมองหน้าตอนหลับยังไงไม่รู้ก็เลยออกแรงดึงตัวออกจากอ้อมกอดช้าๆ แต่...

 

            หมับ

 

            “เฮ้ย อุ๊ป!” ผมยกมือตะครุบปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน เมื่อจู่ๆ เขาก็กระชับสองแขนที่ทาบทับอยู่บนแผ่นหลังของผมแน่นขึ้น สะดุ้งโหยงสุดตัว หลับตาปี๋อย่างตกใจ หัวใจเต้นตึกตักจนกลัวมันจะกระดอนออกมานอกอก เพราะแค่คิดว่าเขาจะตื่นมาเห็นว่าเรานอนกอดกัน ผมก็เขินจะแย่แล้ว

 

            ทว่า...

 

            “ฟี้...ฟี้...”

 

            พี่ไคยังไม่ตื่น ลมหายใจของเขายังสม่ำเสมอ เขาแค่กอดผมแน่นขึ้น กระชับเข้ามาหาตัวเหมือนกำลังกอดหมอนข้าง แต่ผมไม่ใช่หมอนข้างนะ การที่เขาดึงเข้าไปจนแผ่นอกแนบชิดกันทำให้ผมตัวแข็ง หัวใจเต้นดังวุ่นวายจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น

 

          พี่ไคกอดแตมแน่นไปแล้วนะ

 

            ผมอยากตะโกนใส่หูเขาจริงๆ แต่ไม่กล้า ได้แต่นอนตัวแข็งอยู่อีกหลายนาที แต่ก็...ไม่ยักกะเกิดอะไรขึ้น

 

            จากนั้น ผมจึงทำใจกล้าอีกครั้งเพื่อเงยหน้า และเพราะเขาขยับตัวไปนอนหนุนหมอน แทนที่จะซบหัวของผม ผมเลยได้มีโอกาสมองหน้าผู้ร้ายตอนหลับกับเขาอีกครั้ง

 

            ทำไมครั้งก่อนไม่เห็นตื่นเต้นเท่านี้เลย

 

            ผมเคยเห็นพี่ไคหลับในห้องนั่งเล่นมาแล้วครั้งหนึ่งนะ แต่ครั้งนี้ผมกลับตื่นเต้นมากกว่า สายตาก็มองตั้งแต่คิ้วเข้ม ดวงตาที่ปิดสนิท จมูกโด่ง และริมฝีปากที่เมื่อก่อนพูดน้อยเสียราวกับกลัวว่าดอกพิกุลจะร่วง มาเดี๋ยวนี้พูดเยอะขึ้น แถมพูดแต่ละครั้ง ทำเอาไอ้แตมงี้ไปไม่เป็นเลย...ปากที่เราจูบกันแล้ว

 

            แก้มผมร้อนจัด เผลอกัดปาก หลุบตาลงนิด แล้วก็ช้อนขึ้นไปมองเขาใหม่

 

          นิ่มจัง

 

            ผมเผลอยื่นนิ้วไปแตะริมฝีปากของพี่ไค พึมพำในใจ นึกดีใจที่เขายังไม่ตื่น เพราะถ้าตื่นมาตอนนี้ผมคงทำหน้าไม่ถูกแน่ๆ ขณะที่ขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด มือข้างหนึ่งก็วางไว้บนแผ่นอกของอีกฝ่าย รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ ใบหน้าแหงนขึ้น แล้วผมก็หลุดยิ้มซุกซนออกมา

 

          ปลายจมูกพี่ไคมันนิดๆ ด้วย

 

            ผมเลื่อนนิ้วไปแตะปลายจมูกของเขา อมยิ้มอย่างอดไม่ได้ ไม่คิดว่าจะได้สำรวจคนหน้าดุใกล้ๆ ขนาดนี้ จนแตะอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทั้งคิ้วเข้ม ดวงตาที่ปิดสนิท ปลายจมูก แล้วก็วกมาที่ริมฝีปากอีกครั้งอย่างเผลอไผล

 

          เมื่อคืนพี่ไคนอนกี่โมงนะ

 

            ผมคงหลับไปก่อนเขา ส่วนเขายังดูเพลียๆ จนผมเม้มปากแน่น

 

          พี่ไคคงไม่ตื่นหรอกนะ...ไอ้บ้าแตมเอ๊ย มึงกลายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

            ผมเม้มปากแน่นกว่าเดิม เพราะกำลังจ้องริมฝีปากของพี่ไคอยู่น่ะสิ แล้วมันจะผิดมั้ยที่ผมยื่นหน้าเข้าไปหาเขาช้าๆ ใกล้มากจนรู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารินรดอยู่ข้างแก้มไม่ห่าง แล้วก็เหลือบไปมองอีกทีว่าพี่ไคยังปิดตาสนิท จากนั้นก็หลุบตาลงมามองปากอุ่นอีกครั้ง

 

          ขอบคุณที่เมื่อวานพี่มาช่วยแตมไว้นะครับ

 

            ผมกระซิบในใจ แล้วขยับเข้าไปหมายจะแอบขโมยจูบเพื่อขอบคุณเขา...ใกล้แล้ว...ใกล้จนปากของเราเกือบจะโดนกัน

 

            ผมหลับตาลง แล้ว...แตะลงไป

 

            กริ๊งงงงงงงงงงงงง

 

            เฮือก!

 

            พรึ่บ

 

            ทันใดนั้น ผมก็ช็อกเกือบตาย ไม่ใช่เพราะเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์หรอกนะ แต่เป็นการที่คนหลับลืมตาขึ้นมาแบบตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้พี่ไครู้หรือเปล่าว่าผมจูบปากพี่เขาไปแล้ว เพราะจังหวะเดียวกันนั้นเอง ผมก็ทำตัวเหมือนเต่าที่หดหัวเข้ากระดอง แต่ของผมเป็นการหดหัวเข้าไปใต้ผ้านวม สองมือกำขยุ้มเสื้อนอนของพี่ไคไว้ แล้วซบหน้าลงกับอกของเขา ทั้งที่เบิกตาโพลงอย่างตกใจสุดขีด

 

          ทำไงดีๆๆๆๆ ไอ้แตมทำไงดี!

 

            ผมยิ่งซุกหน้าเข้าอกของพี่ไค ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากถูหน้าผากกับอกเสื้อเขาแก้อาย

 

            “เฌอแตม?” เสียงพี่ไคตอนตื่นแหบต่ำ แต่มันยิ่งทำให้ผมจั้กจี๋ เพราะอยู่เหนือหัวผมไปนิดเดียว

 

          แตมเปล่าทำอะไรนะ เปล่าทำเลยนะ

 

            ผมแก้ตัวกับตัวเองแทนที่จะเอ่ยบอกเขา ยิ่งซุกหน้าแทบจะสิงร่างพี่ไคอยู่แล้ว ยามรู้สึกได้ว่าพี่ไคเลื่อนมือจากแผ่นหลังผมไปคว้าโทรศัพท์ของผมเองที่ตั้งปลุกทิ้งไว้ แล้วกดปิดให้ เพราะเสียงแสบแก้วหูมันเงียบไปแล้ว ที่ทำให้ผมยิ่งนึกเสียใจ

 

            ตอนนี้เงียบจนเสียงหัวใจดังจนน่ากลัว!

 

            “เป็นอะไร” พอพี่ไคถามด้วยเสียงแหบข้างหูแบบนั้น ผมยิ่งรู้สึกจั้กจี๋ ขยุ้มเสื้อพี่ไคแน่น เอาตัวไปสิงเขามากกว่าเดิม ก้มหน้าลงต่ำ ไม่คิดจะเงยหน้าให้เขาเห็นหน้าตาผมตอนนี้แน่

 

            หน้าผมต้องประหลาดแน่ ทั้งอาย ทั้งเขิน ทั้งร้อน ไหนจะอยากร้องไห้ไปพร้อมกัน

 

            ขวับๆๆๆ

 

            ผมส่ายหน้าบนอกของเขา ทำใจเงยหน้าสบตาไม่ได้จริงๆ กระทั่ง...

 

            แปะ

 

            “ขอโทษนะ” พี่ไควางมือบนหัวของผม แต่คำที่เขาเอ่ยออกมาทำให้ผมแปลกใจ

 

            “ขอโทษที่ถือวิสาสะกอดเธอ เมื่อคืนฉันเป็นคนดึงเธอเข้ามากอดเอง ขอโทษนะ”

 

            ผมได้แต่ถามตัวเองว่าคนบ้าที่ไหนสารภาพกันตามตรงแบบนี้ ผมยังไม่กล้าบอกพี่ไคเลยว่าแอบขโมยจูบพี่เขา ขณะที่รู้สึกว่าเขาผละห่างออกไปอีกนิด

 

            “เธอตื่นมาแล้วคงรู้สึกไม่ดี”

 

            ขวับๆๆๆ

 

            ผมส่ายหน้าหัวแทบหลุด อยากจะยืนยันว่าผมเปล่ารู้สึกไม่ดีนะ ผมแค่เขินต่างหาก

 

            “โกรธมั้ย”

 

            ขวับๆ

 

            พี่ไคเงียบไปนิด แล้วเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนคนแบกรับความผิด

 

            “ฉันแอบจูบแก้มเธอด้วย”

 

          ฮื่อ ไอ้เคอร์ มึงมาช่วยกูคิดหน่อยว่ามีไอ้บ้าที่ไหนสารภาพกันตามตรงงี้วะ มาช่วยกูที เพื่อนมึงจะละลายเป็นมาร์ชเมโล่ตอนโดนไฟแล้วนะ!

 

            ขวับๆๆๆ

 

            “โกรธหรือ”

 

            “แตมไม่ได้โกรธนะ!” ผมโพล่งขึ้นมาอย่างตกใจ เผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วพบว่าดวงตาเรียบนิ่งคู่นั้นดูเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด ซึ่งทันทีที่ได้ยินคำพูดของผม แววตาก็เปลี่ยนไปเป็นแปลกใจ เป็นยินดี และกลับกลายเป็นอ่อนโยนในที่สุด จนผมหลับตาปี๋

 

          ไม่มงไม่มองแล้ว มึงมโนไปเองแน่ๆ ไอ้แตม

 

            “ไม่ได้...โกรธ...สักหน่อย” ผมบอกเสียงอ่อนอ่อย ไม่ยอมลืมตา แล้วก็พยายามจะก้มหน้า ถ้าไม่ติดว่าพี่ไคจับแก้มผมเอาไว้ก่อน ปลายนิ้วไล้ที่ข้างแก้มแผ่วเบา

 

            “ฉันมีความสุข” เขาพึมพำ จนผมลืมตาอย่างงุนงง

 

            พี่ไคไม่ได้ทำหน้าเหมือนปากพูด แต่ผมคิดว่าเขาคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะเขาบอกต่อหน้าตาย

 

          “ฉันคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก”

 

          บ้าชะมัด เขินจะตายห่าอยู่แล้ว!

 

            ผมเบี่ยงหน้าหลบมือเขา ดื้อจะซุกกับไปที่คอเขาอีกครั้ง พร้อมทั้งยังโขกหัวใส่เบาๆ

 

          งื้อ แม่จ๋า ช่วยน้องแตมด้วย น้องแตมจะหัวใจวายตายแล้วนะ

 

ต่อค่ะ

 

            “ยังง่วงหรือ นอนต่ออีกหน่อยสิ” คนแถวนี้ก็ตีความไปอีกอย่าง แต่ผมไม่เถียง ไม่พูด แค่เอาตัวใกล้ชิดกันตอนมีสติเต็มร้อยก็แทบแย่แล้ว แต่น่าแปลกที่ถึงผมจะเขินจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ผมกลับไม่มีความคิดที่จะผละจากอ้อมกอดของเขา ยอมให้เขาลูบหัว กอดเอว แล้ว...จูบขมับ

 

          พี่ไคบ้า มองไม่เห็น แต่แตมรู้นะว่าพี่ขโมยจูบแตมอยู่น่ะ

 

            หากผมเองก็ว่าเขาไม่ได้ เพราะผมก็ขโมยจูบเขาเหมือนกัน แต่ผมไม่เหมือนตรงที่เขากำลังจูบกกหูของผม แล้วทำท่าจะไล่มาที่ข้างแก้ม จนยิ่งซุกหน้ากับคอพี่ไคมากกว่าเดิม จะเหลือก็แค่ดวงตาข้างหนึ่งที่ช้อนขึ้นไปมอง แล้วพบว่าอีกฝ่ายก็จ้องผมอยู่ จนหลุบตาหนีอีกครั้ง

 

            “เฌอแตม ฉันมีอะไรจะบอก” เขามีอะไรจะบอกผม แต่ไหง เขาถึงมองปากผมด้วยล่ะ

 

            “อะ อือ”

 

            พี่ไคขยับหน้าเข้ามาใกล้ผมแล้ว ผมเองก็ไม่กล้าซุกหนีไปมากกว่านั้น เพราะผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งในหัวใจก็อดไม่ได้ที่จะ...รอคอย

 

            เขาเหมือนจะจูบผมเลย

 

            ตึกตัก ตึกตัก...

 

            ผมรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างเรา มันเหมือนมีอะไรอุ่นๆ นุ่มๆ คลี่คลุมรอบร่างของผม แค่สูดหายใจก็เหมือนได้รสหวานติดปลายลิ้น ทุกอย่างนิ่งเงียบไปหมด ยกเว้นเสียงหัวใจของผม กับหัวใจของเขาที่เต้นอยู่ใต้ฝ่ามือ

 

            “ฉัน...”

 

            RRRRrrrrrrrrrrrrrrrrrr

 

            ทันใดนั้น บรรยากาศแปลกๆ ก็มลายหายวับไปพร้อมกับอาการสะดุ้งคล้ายคนเพิ่งตื่น เมื่อเสียงโทรศัพท์กรีดร้องดังลั่น แต่นี่ไม่ใช่เครื่องของผม หากแต่เป็นเครื่องที่ดังมาจากโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

 

            “ของฉันเอง” พี่ไคถอนหายใจ แล้วเขาก็ขยับไปหาที่มาของเสียง

 

            แน่นอนสิว่าผมก็ดึงผ้านวมมาปิดหน้าปิดตาทันที

 

          ใครมันจะใจกล้าหน้าด้านมองหน้าพี่ไคตอนนี้ได้วะ!

 

            ผมยกมือแตะริมฝีปาก เพราะคิดว่าถ้าโทรศัพท์ดังช้าอีกนิด ผมคงจูบกับเขาไปแล้วจนไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี เมื่อไหร่กันที่ผมเปลี่ยนความกลัวเขาเป็นความคาดหวังขนาดนี้ และผมก็โกหกตัวเองไม่ได้ด้วยว่า...ผมแอบเคืองคนที่โทรมานิดๆ

 

            “อืม...ครับ เดี๋ยวผมลงไปรับ”

 

            หากเสียงตอบรับของพี่ไคที่เหมือนใครจะมา ทำให้ผมโผล่มาแค่ลูกตา มองคนที่กำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ แล้วเพียงพี่ไคเห็นว่าผมมอง เขาก็เลื่อนมือมาลูบไหล่ผมที่ถูกคลุมด้วยผ้านวมอีกทีเบาๆ จากนั้นก็วางสาย

 

            “ไปอาบน้ำเถอะ”

 

            “เอ่อ ใครจะมาหรือครับ” ผมถามอย่างไม่แน่ใจ สงสัยว่าใครกันที่สำคัญขนาดให้พี่ไคลงไปรับด้วยตัวเอง เพราะขนาดของมาส่ง ผู้ชายคนนี้ยังให้พนักงานคอนโดจัดการให้เลย หากแต่คำตอบที่ได้ยินก็ทำให้ผมอึ้ง

 

            “แม่เธอ”

 

            “แม่แตม? แม่นุก?” ผมทวนถามอย่างตกใจ และพี่ไคก็พยักหน้า

 

            “อืม อยู่ข้างล่างแล้ว”

 

            พี่ไคว่าพลางลุกขึ้น แล้วเดินเข้าห้องน้ำ คงไปล้างหน้าล้างตา แต่ผมงี้แทบจะหลับตาปี๋ ยกมือไหว้ฟ้าดินแทบไม่ทัน เพราะผมเปล่าว่าแม่เลยนะ เปล่าเคืองแม่เลยด้วย อีกทั้ง...

 

          ทุกทีเรียกแล้วแม่ไม่เห็นศักดิ์สิทธิ์แบบนี้เลย ไหงคราวนี้พอแตมเต็มใจ แม่กลับมาช่วยกันล่ะครับ งื้อ ครั้งนี้แตมเปล่าขอความช่วยเหลือจริงๆ นะ ก็แค่เขินจนเรียกผิดเรียกถูกเท่านั้นเอง

 

            ความคิดละอายใจที่ทำให้ผมยิ่งซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมกระทั่งพี่ไคเดินออกจากห้องเลยเชียวล่ะ

 

....................................

 

            “ไคไปอาบน้ำเถอะ พี่จัดการเอง อ้อ พี่ขอยืมครัวหน่อยนะ”

 

            พอผมก้าวออกมาจากห้องนอนด้วยชุดใหม่ ผมก็เห็นแม่สุดที่รักยืนอยู่ในห้องครัว กำลังคว่ำจานชามที่ล้างแล้ว ปากก็เอ่ยบอกกับเจ้าของบ้านที่ยังอยู่ในชุดเดิม จนละล้าละลังว่าควรจะเข้าไปดีมั้ย เพราะอดเขินไม่ได้กับความจริงที่ว่าผมกำลังมีความสัมพันธ์บางอย่างกับญาติแม่

 

          ถ้าเป็นแม่ แม่ต้องดูออกแน่เลย

 

            “น้องแตม” เป็นแม่ซะอีกที่หันมาเห็นผมก่อน เพราะรีบเช็ดมือที่เปียก ก้าวเร็วๆ มาหยุดตรงหน้า แล้วอ้าแขนออก

 

            “ไม่คิดถึงแม่หรือครับคนเก่ง”

 

            หมับ

 

            “คิดถึงสิ น้องแตมคิดถึงแม่จังเลย” ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ไม่ว่าผมจะพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน ยังไงผมก็ยังเป็นเด็กน้อยของแม่อยู่ดี จนกอดแม่แน่น ซบหน้ากับผมของแม่ ได้กลิ่นแป้งเด็กโชยมาด้วยล่ะ จนเอ่ยปากถาม

 

            “แม่มาได้ไงครับ แล้วที่รักล่ะ”

 

            “ถามว่าแม่มาได้ไง ก็เพราะน้องแตมนั่นแหละ ถามกี่ทีก็ไม่ยอมให้แม่มา บอกแต่ว่าไม่เป็นไรๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องแม่เป็นห่วงน้องแตมจะแย่ นี่ถ้าไม่แอบมาเอง น้องแตมก็คงบอกว่าไม่ให้แม่มาอีกนั่นแหละ น้องแตมเป็นลูกแม่นะ แม่จะไม่มาหาน้องแตมได้ยังไง” แม่ตีไหล่ผมดังเพียะ ไม่เจ็บหรอกนะ แต่แม่ก็ผละออกมาแล้วว่าเสียงดุ ก่อนที่จะเลื่อนมือมาจับแก้มของผมอย่างเบามือ ยิ้มอ่อนโยน

 

            “วันนี้แม่เป็นของน้องแตมทั้งวันเลย แม่ฝากที่รักไว้ให้พ่อเขาย่าเขาช่วยดูแล้วเนอะ”

 

            หมับ

 

            ผมยิ้มกว้าง กอดแม่อีกครั้ง กอดแน่นๆ อย่างอยากให้รู้ว่าคิดถึงมากแค่ไหน

 

          แม่รู้จริงๆ ด้วยว่าน้องแตมแอบน้อยใจ

 

            ความคิดที่ทำให้ผมรู้สึกผิดที่คิดหวงแม่จากน้องสาววัยไม่ถึงขวบ หากผมก็ห้ามรอยยิ้มมีความสุขไม่ได้เหมือนกัน ตอนที่แม่บอกว่าวันนี้จะอยู่กับผมทั้งวัน จนบอกด้วยเสียงอ้อนๆ

 

            “น้องแตมรักแม่จังเลย”

 

            “จ้า วันนี้แม่อยู่ให้เด็กคนนี้อ้อนเต็มที่เลยเนอะ...วันนี้พี่ขอรบกวนไคหน่อยนะ” แม่เหลียวไปมองเจ้าของบ้านที่ยังไม่ไปอาบน้ำ จนผมเองก็หันไปมองบ้าง สองมือยังกอดแม่ไม่ปล่อยเหมือนลูกลิง แล้วอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาออดอ้อนอีกฝ่ายอย่างมีความหวัง

 

          นะครับพี่ไค

 

            ผมกะพริบตาปริบเหมือนเมื่อก่อนที่อ้อนแม่ มองพี่ไคอย่างมีความหวัง และนั่นก็ทำให้คนตัวโตหันกลับไปสบตาแม่ผม

 

            “ตามสบายนะ”

 

            ผมยิ้มกว้างกว่าเดิมกับคำตอบของพี่ไค หันกลับมาสบตาแม่อย่างดีใจ จนแม่นุกหัวเราะ

 

            “ดูทำหน้าเข้าสิ ถ้าอยากให้แม่มาหาก็ปากตรงกับใจบ้างสิน้องแตม”

 

            “น้องแตมเปล่าปากไม่ตรงกับใจนะ แต่น้องยังเล็กนี่นา” แม่ผมส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม

 

            “จ้ะ พ่อพี่ชาย แต่เอ วันนี้พี่ชายคนโตของแม่กลายเป็นลูกลิงเกาะแม่แน่นเลยเนอะ” แม่แซวผมขำๆ จนย่นจมูกใส่

 

            “แม่อย่าล้อน้องแตมสิ” ถึงจะโอดครวญแบบนั้น แต่ผมก็ยังเกาะติดแม่แน่นอยู่ดี ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าต้องขอบคุณใครอีกคนที่ไม่ว่าอะไร ทั้งที่แม่มาโดยไม่บอกกล่าวไว้ก่อน ทว่าพอหันไปมอง กลับเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างที่หายลับเข้าห้องนอนไปแล้ว

 

          ขอบคุณนะครับพี่ไค

 

            “นี่ยังไม่กินข้าวเช้ากันใช่มั้ย งั้นทำยำปลากระป๋องกับทอดกุนเชียงกินกับข้าวต้มกันดีกว่า” ผมละสายตาจากประตูห้องหันกลับมามองคนเอ่ยเมนูอาหาร จนขยับเข้าไปดูถุงข้าวของมากมายที่วางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว

 

            “แม่ทำแกงส้มมาให้ คิดว่าน้องแตมคงอยากกิน อ้อ มีน้ำพริกกะปิผักต้มด้วยนะ เอาไว้เป็นมื้อเย็น แล้วแม่ไม่รู้ว่าอยู่กันสองคนขาดเหลืออะไรบ้าง แม่เลยขนมาหลายอย่าง” ผมยิ้มกว้างทันทีที่เห็นว่ามีแต่ของโปรดของผมทั้งนั้น เห็นแบบนี้ผมชอบกินผักมากกว่ากินเนื้อนะ แล้วก็ไม่ได้กินน้ำพริกกะปิมาพักใหญ่ๆ แล้วด้วย

 

            แม่รู้ใจผมตลอดเลย

 

            “น้องแตมช่วยแม่ทอดกุนเชียงหน่อยนะ” ขนาดกุนเชียงยังแปะตราโลโก้ร้านโปรดที่เยาวราช จนผมพยักหน้าแรงๆ เข้ามาช่วยหั่นกุนเชียงเป็นแนวเฉียง หันไปตั้งกระทะข้างหม้อข้าวต้มกุ๊ยที่แม่ตั้งเตา ขณะที่แม่ก็หันไปทำยำปลาประป๋องต่อ

 

          เหมือนเมื่อก่อนเลย

 

            “เมื่อก่อนเราก็ทำกับข้าวกันบ่อยๆ เนอะ” ผมหันไปหาแม่ที่เหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร เจอรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและขอบคุณส่งมาให้ เพราะเมื่อก่อนเรามักอยู่ในครัวด้วยกันสองคนแบบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว แม่ดูแลแค่ผมคนเดียวอย่างเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว

 

            “น้องแตมเป็นเด็กดีของแม่เสมอ ขอบคุณนะ...แม้บางครั้ง แม่จะอยากให้น้องแตมเอาแต่ใจตัวเองมากกว่านี้ก็เถอะ” ขอบตาผมชื้นเหมือนจะร้องไห้ แต่ผมฮึบไว้ เพราะพยายามทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าแม่มาโดยตลอด จะมาต่อมน้ำตาแตกตอนนี้ได้ยังไงล่ะ

 

            “น้องแตมเอาแต่ใจจะตาย ไม่เชื่อถามพี่ไคสิ” ผมกะพริบตาไล่น้ำ สนใจกุนเชียงในกระทะก่อนที่จะไหม้ จัดการพลิกซ้ายขวา จนกลิ่นหอมลอยฟุ้งเข้าจมูก แล้วตักลงจาน

 

            “อื้อ อร่อย”

 

            “เอ๊ะ น้องแตมนี่ อย่าขโมยกินสิลูก” แม่หันมาดุ แต่ผมกลับยิ้มกว้างให้ หยิบอีกชิ้นเข้าปาก จนแม่ส่ายหน้าอย่างขำๆ

 

            “ทำตัวเป็นเด็กนะเรา”

 

            ตอนนั้นเอง ผมก็สังเกตเห็นคนที่หายไปอาบน้ำ ซึ่งกลับออกมาด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ตามสไตล์ของเขาอย่างกางเกงขายาวกับเสื้อเชิ้ต ซึ่งวันนี้ยังคงสีเข้มแต่เป็นแขนสั้น เรือนผมรอบกรอบหน้ายังดูชื้นๆ อยู่เลย จนหยิบกุนเชียงทอด แล้ววิ่งไปหาเขาอย่างลืมตัว

 

            “พี่ไค ทานมั้ยครับ อร่อยนะ” ผมคงมีความสุขเกินไปเลยทักเขาเสียงร่าเริง ยื่นกุนเชียงร้อนๆ ให้ถึงปาก

 

            พี่ไคก็มองผม แล้วมองกุนเชียงในมือ จนรีบบอก

 

            “เร็วครับ แตมร้อน เพิ่งขึ้นจากกระทะ”

 

            งับ

 

            คนฟังอ้าปากงับกุนเชียงจากมือของผมทันที แต่ตอนที่ผมกำลังจะชักมือกลับ พี่ไคกลับคว้าข้อมือของผมเอาไว้ แล้ว...

 

            แผล็บ

 

            “พองหมดแล้ว”

 

            ฉ่า!

 

            ผมถึงกับสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ เมื่อพี่ไคแลบลิ้นมาเลียปลายนิ้วของผมจนสัมผัสได้ถึงความชื้นและนิ่มที่ทำความสะอาดนิ้วให้แทนกระดาษ ใจนี่แทบจะกระดอนออกมานอกอก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ หากอีกฝ่ายเหมือนไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป เพราะเขากำลังหรี่ตามองปลายนิ้วแดงๆ เพราะโดนความร้อนของผม

 

            แผล็บ

 

            เขาเลียนิ้วผมอีกครั้ง แต่มองหน้าผมสักนิดมั้ยว่ากำลังทำหน้ายังไงอยู่

 

            หน้าผมร้อนเหมือนจะเป็นลม!

 

          คนบ้าที่ไหนแก้อาการโดนลวกด้วยการเลียให้บ้างวะ!

 

ต่อค่ะ

 

            ผมงี้กัดปากตัวเองแน่น ช้อนตามองคนที่ยังเพ่งพิจปลายนิ้วของผมอยู่ หัวใจเต้นตุบตับ มือสั่นริกๆ อยากจะถามเหลือเกินว่าพี่ไครู้ตัวมั้ยว่าทำอะไรอยู่...ทำอะไรกับหัวใจของแตมอยู่

 

          “เห็นน้องแตมกับไคสนิทกันแบบนี้แล้ว แม่ก็สบายใจ”

 

            เฮือก!

 

            ผมลืมสนิทเลยว่าแม่ยืนอยู่ในครัวด้านหลัง จนได้แต่พลิกข้อมือ แล้วรีบดึงมือไปซ่อนอยู่ข้างหลัง ก้มหน้าก้มตาอย่างขัดเขิน ดีใจที่ตัวเองค่อนข้างสูง กับแม่ที่เตี้ยกว่ามากคงไม่เห็นหรอกว่าลูกชายตัวเองถูกญาติเลียนิ้วเข้าให้แล้วไง จากนั้นก็ถอยหลังสามก้าวถ้วน

 

            “คิดว่าแตมเขินไม่เป็นหรือไง” ผมงึมงำ แล้วหมุนตัว รีบหนีเข้าห้องครัวไปทันที แต่ผมเห็นนะ...พี่ไคทำหน้างงใส่ด้วย

 

          ทำแล้วไม่รู้ตัวแบบนี้น่างอนชะมัดเลยว่ะ

 

            “ก่อนหน้านี้แม่ก็ไม่แน่ใจที่น้องแตมจะมารบกวนไค แต่เห็นเข้ากันได้ดีแบบนี้ก็ค่อยโล่งใจหน่อย...ขอบคุณมากนะไคที่ช่วยดูแลน้องแตมให้พี่” แม่หันไปคุยกับเจ้าของบ้านแล้ว แต่ผมงี้รีบเดินไปหน้าหม้อข้าวต้ม คนแรงๆ อย่างไม่กลัวเม็ดข้าวแตก ก็ยืนหน้าเตาจะได้มีข้ออ้างได้ไงว่าไอน้ำมันร้อน

 

            “ถ้าดื้อถ้าซนจับตีก้นได้เลยนะ พี่อนุญาต” แม่ว่าขำๆ แต่ผมงี้เม้มปากแน่น ไม่กล้าบอกแม่เลยว่าน้องแตมเปล่าดื้อเปล่าซนเปล่าโดนตีก้นด้วย แต่ขยำตูดนี่นับมั้ย

 

            แน่นอน ให้ตายผมก็ไม่กล้าบอกหรอก ได้แต่คนข้าวแรงๆ จนแม่ดุ

 

            แม้จะถูกดุ แต่การได้ทำกับข้าวกับแม่ ได้กินข้าวกับพี่ไค มันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนหุบยิ้มแทบไม่ลง...ความสุขของการได้อยู่กับคนสำคัญทั้งสอง

 

            ว่าแต่ ผมนับพี่ไคเป็นคนสำคัญของผมตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

.........................................

 

            “แม่ เดี๋ยวน้องแตมทำเอง”

 

            “แค่เก็บผ้าเอง ให้แม่ทำเถอะ”

 

            “แค่เก็บผ้าที่ไหน แม่ทั้งทำกับข้าว ล้างจาน ช่วยน้องแตมทำความสะอาดทุกห้อง ซักผ้า แย่งงานน้องแตมทุกอย่างเลยต่างหาก”

 

            “ไม่ดีหรือ น้องแตมจะได้งานน้อยลงไง”

 

            “น้องแตมกลัวแม่เหนื่อยต่างหาก”

 

            แม่มาหาผมตั้งแต่เช้า จนกระทั่งท้องฟ้าถูกฉาบด้วยสีส้มสดตัดกับขอบฟ้าอีกด้านที่กำลังถูกความมืดยามค่ำคืนไล่กลืนกิน ช่วยผมทุกอย่างตั้งแต่เก็บห้องนอน ไปจนถึงล้างห้องน้ำ ซึ่งแม้จะแย้งกี่ครั้ง แม่ก็ยังยืนยันว่าอยากจะช่วย จนจนใจจะห้าม

 

            “แค่นี้สบายมาก” แม่บอกอย่างร่าเริง ยามส่งตะกร้าผ้าให้ผม

 

            “ไคนี่มีแต่เสื้อสีเข้มเนอะ ส่วนของน้องแตมนี่มีทุกสีเลย” แม่ว่าอย่างขำๆ เพราะดูปุ๊บรู้เลยว่าของใครเป็นของใคร ขนาดชั้นในยังคนละสีอะคิดดู แต่อันนั้นไม่ต้องดูสีก็ได้ ดูไซส์ก็รู้แล้ว แล้วผมจะคิดเรื่องนี้ให้อนาถใจทำไมนะ

 

            “ช่ายยย ใส่แต่สีดำตลอด”

 

            “เวลาเลอะเห็นชัดนะ อ่ะ ตัวนั้นแม่เห็นเลอะเป็นคราบเลย” แม่ดึงเสื้อตัวหนึ่งมาให้ผมดู ซึ่งเพียงเห็นปุ๊บ หน้าผมนี่ร้อนยังกับจะถูกเผา

 

            นี่มันเสื้อที่พี่ไคใส่เมื่อวาน แล้วคราบที่ว่า...ก็ของผมกับ...ของเขา

 

            หมับ

 

            “ปะ...ไปแม่ เข้าห้องดีกว่า ระเบียงมันร้อนเนอะ” ผมงี้คว้าเสื้อจากมือแม่แทบไม่ทัน แล้วโยนกลับเข้าตะกร้าดังเดิม เดินไวๆ ไปยังกลางห้องรับแขกอย่างเกรงว่าแม่จับสังเกตได้ แต่กลับมาป๊ะเข้ากับเจ้าของห้องที่เพิ่งก้าวออกจากห้องทำงาน จนหน้าที่ว่าร้อนแทบจะลุกไหม้ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว

 

            “เฌอแตม เธอหน้าแดงนะ ร้อนหรือ”

 

            “เปล่าครับ”

 

          เพราะพี่ไคนั่นแหละ

 

            ผมอยากจะสวนเขากลับจริงๆ เลย แต่เพียงนึกว่าพี่ไคจะทำหน้าเข้ม ถามเสียงจริงจังว่าทำให้โกรธหรือ ผมก็ได้แต่สะบัดหน้าหนี เอาตะกร้าวางไว้ แล้วก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องครัว หากหางตายังทันเห็นใครบางคนเดินไปยังรีโมทเครื่องปรับอากาศ

 

            “พี่ไค! แตมไม่ได้ร้อน ไม่ต้องปรับเลยนะ”

 

            รู้มั้ยว่าเมื่อคืนพี่ไคปรับแอร์ฯ ไปเท่าไหร่ สิบเก้าองศา! สิบเก้าเลยเชียวนะ แม่เองยังตกใจตาโตเลย เข้าใจผิดคิดว่าพี่ไคเป็นพวกชอบอากาศเย็นจัด จนไม่กล้าบอกเลยว่าพี่ไคปรับไปขนาดนั้นเพราะกลัวผมร้อน ไม่น่าล่ะสั่นจนนอนไม่หลับ แถมเช้ามายังซุกจนแทบสิงร่างพี่ไค

 

            ก่อนหน้านี้คงคิดว่าเป็นแผน แต่มองจากแววตาแล้ว...พี่ไคพาซื่อต่างหาก

 

            ติ๊ด

 

            “ไม่ได้ปรับ”

 

            ไม่ได้ปรับห่าไรล่ะครับ ได้ยินเสียงชัดขนาดนี้ แถมคนใจร้ายหน้าดุที่ผมเคยด่าเอาไว้ก็เอารีโมทไพล่หลัง แอบปรับอุณหภูมิให้กลับมายี่สิบห้าองศาตามเดิมอีกแน่ะ โอเค หน้าตาดูไม่บอกอารมณ์เหมือนเดิม แต่ท่าทางนี่แอบหนีความผิดชัดๆ

 

            “พี่ไค พี่ไคทานแกงส้มกับน้ำพริกได้หรือเปล่า” ผมเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง เพราะพอยกกับข้าวออกมาก็นึกขึ้นได้ นี่มันของชอบผม แต่อาจจะไม่ใช่ของชอบพี่ไค

 

            “ได้” ผมไม่แน่ใจว่าหน้าแบบนี้จะกินได้ชัวร์ จนคิดจะทำอะไรเพิ่มอีกสักอย่าง

 

            “เหมือนไคเคยเล่าว่าถึงอยู่โน่นก็กินอาหารไทยบ่อยๆ” แม่ที่ปิดประตูเรียบร้อยก็พูดอย่างนึกขึ้นได้ ให้คนพูดน้อยพยักหน้า

 

            “เมื่อตอนเด็กๆ ชอบแวะร้านอาหารไทยแถวบ้าน แต่เห็นว่ารสชาติไม่เหมือนอาหารไทยใช่มั้ย แต่ช่วงหลังมีเพื่อนที่เป็นเชฟขนม เลยได้กินอาหารไทยบ่อยๆ” ผมฟังอย่างสนใจ ได้ยินจากแม่มาบ้างว่าเมื่อก่อนก็ติดต่อกับพี่ไคบ่อยๆ มีผมเนี่ยแหละที่ไม่รู้เรื่องเอง

 

            “แถมเพื่อนคนนั้นก็กลับไทยมาเกือบพร้อมกันนี่” พี่ไคพยักหน้าอีกครั้ง แต่ผมชักตงิดๆ กับเพื่อนคนไทยของพี่ไคคนนี้เสียเหลือเกิน

 

          หลังๆ ได้ยินบ่อยเกินไปแล้วแฮะ อย่าบอกนะว่า...

 

            ผมเหลียวไปมองทัปเปอร์แวร์ที่เคยใส่ข้าวคลุกกะปิมาอย่างไม่แน่ใจ...คนเดียวกันหรือเปล่าวะ

 

            “อืม แต่ที่โน่นก็มีร้านนึงที่ไปกินทุกปีอยู่นะ”

 

            “อ้อ ร้านนั้น เอ๊ะ นี่วันที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย” แม่พยักหน้า ก่อนที่จะร้องอย่างตกอกตกใจ ถามวันที่ให้ผมตอบกลับไปรวดเร็ว ทั้งยังงุนงง เพราะแม่เบิกตากว้าง หันขวับไปมองเจ้าของบ้าน

 

            “พี่ลืมไปเลยว่าวันที่เท่าไหร่ ไคจะเดินทางเมื่อไหร่”

 

            “อีกสามวัน”

 

            “เอ๊ะ” ผมเองก็หลุดเสียงร้องอย่างประหลาดใจ มองแม่สลับกับพี่ไค ไม่ชอบเลยที่ไม่เข้าใจอยู่คนเดียว ยิ่งแม่กำลังพูดว่าพี่ไคจะเดินทางในสามวันอะไรนี่ด้วย เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

            “อ้าว นี่ไคยังไม่ได้บอกน้องแตมหรือ”

 

            “ตั้งใจจะบอก แต่ยังไม่ได้บอก”

 

            “พี่ไคจะบอกอะไรแตม” ผมก็ร้องถามอย่างหวังไขข้อข้องใจ ทั้งที่มือเริ่มสั่น สบตากับเขา แล้วพบว่าเขาดูลำบากใจไม่น้อย

 

            “อาทิตย์หน้าเป็นวันครบรอบที่พ่อแม่ฉันเสียครบยี่สิบเอ็ดปี”

 

            “เอ่อ แล้ว...”

 

          พ่อแม่พี่ไคเป็นไคนไทยนี่ พี่ไคจะไปทำบุญที่วัดไหนงั้นหรือ

 

            ผมคิดอย่างมีความหวัง แต่พี่ไคกลับทำลายความหวังนั้นทิ้งด้วยการบอกด้วยน้ำเสียงหนักใจ

 

            “อีกสามวันฉันจะต้องบินไปซานฟรานซิสโก”

 

            จานข้าวในมือของผมสั่นระริก

 

          อีกสามวัน...แล้วทำไมพี่ไคเพิ่งมาบอกผมล่ะ!

 

.......................................

 

            ครบค่ะ เรื่องแม่ไม่ใช่ประเด็นดราม่าแน่นอนค่า แค่ให้พวกเขาสองคนคุยกันรู้เรื่องก็ยากแล้วนะเออ แต่พี่ไคเขาก็น่ารักของเขาน้า อารมณ์แบบว่าเอามือไพล่หลังหนีความผิด น้องบอกอะไรก็ฟังหมด นี่เมย์บอกเลยว่าบ้านนี้น่ะเมียเป็นใหญ่ น้องแตมพูดอะไร พี่ไคก็รับคำแล้วจัดให้ท่าเดียวเลยล่ะ อีกหน่อยไม่ต้องเดาก็รู้เนอะว่าใครจะเป็นคนถือเงินของบ้าน แฮ่ อ้อ พี่ไคกำลังจะบินไปซานฟรานค่า ไม่บอกน้องก่อนด้วย เดี๋ยวรอดูเลย มีเด็กน้อยใจเพราะใครบางคนไม่ยอมพูดอะไรแน่นอน XD

            แล้วก็เมย์เปิดพรีหนังสือ “Try Me เสพร้ายสัมผัสรัก [ภาคร้ายยั่ว]” แล้วนะคะ ><

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 566 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10178 Orathaiks (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 18:53
    พี่ไคน่าร้ากกกก
    #10,178
    0
  2. #10105 PandaPhung (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 13:04
    พี่ไคคนซึนนน แล้วนั่น ทำไมไม่บอกน้องงงง
    #10,105
    0
  3. #10104 noeyiiiiii (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 10:57
    พี่ไคคนซึนนนน
    #10,104
    0
  4. #9391 Serin71228 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 08:08
    น่าตบอ่ะ ไคบอกช้าป๊ายยยย!
    #9,391
    0
  5. วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 16:04
    ไม่รู้จะนิยามพี่ไคว่ามึนหรือซื่อดี55
    #9,286
    0
  6. #8879 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 20:35
    พาน้องไปไหว้พ่อแม่เลยไค!
    #8,879
    1
  7. #8781 pcy921 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 16:31
    เดี๋ยวพี่เขาก็กลับมาลูกกกก
    #8,781
    0
  8. #8761 DKdabble (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 07:01
    ตอนตื่นนอนนี่...
    อบอุ่นกว่าพี่ไคก็ไมโครเวฟแล้วค่ะ
    #8,761
    0
  9. #8409 Thitaphorn Tiemnara (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:56
    น้องจะงอนแล้วพี่ไคคคค อิอิ
    #8,409
    0
  10. #7870 คุณนู๋โบว์ จอมซ่า (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 10:23
    โดนงอนแน่ๆๆเลย แต่ชอบฉากตื่นนอน แงงงเขิน
    #7,870
    0
  11. #7721 mahnuch (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 14:14
    ชอบมากกก ฉากตื่นนอนเป็นอะไรที่ผัวมาก พี่ไคคือดี น้องแต้มเขินน่าร้ากกกกก
    #7,721
    0
  12. #7688 Chopoom94 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 10:10
    พี่ไคบอกน้องช้าอ่า แล้วก็ต้องไปที่ไกลอีก น้อยใจแย่เลย
    #7,688
    0
  13. #7679 Kim-kibom (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 16:43
    งอนแน่ๆๆๆ ไม่บอกน้องอ่ะ
    #7,679
    0
  14. #7651 baekbow (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:58
    งื้อออออออ บอกช้าแบบนี้น้องก็น้อยใจแย่เลย เหมือนไม่สำคัญ ...เหงาแย่เลยแตม
    #7,651
    0
  15. #7650 baekbow (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:58
    งื้อออออออ บอกช้าแบบนี้น้องก็น้อยใจแย่เลย เหมือนไม่สำคัญ ...เหงาแย่เลยแตม
    #7,650
    0
  16. #7649 baekbow (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:58
    งื้อออออออ บอกช้าแบบนี้น้องก็น้อยใจแย่เลย เหมือนไม่สำคัญ ...เหงาแย่เลยแตม
    #7,649
    0
  17. #7647 baekbow (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:54
    งื้อออออออ บอกช้าแบบนี้น้องก็น้อยใจแย่เลย เหมือนไม่สำคัญ ...เหงาแย่เลยแตม
    #7,647
    0
  18. #7578 Karoronoii (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 23:12
    พี่ไคเอาน้องไปด้วยเลยยย เดี๋ยวน้องเหงาาา
    #7,578
    0
  19. #7569 ยิ้งฉุบ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 21:23
    แอบความผิดน่าเอ็นดูววววว
    #7,569
    0
  20. #7566 itzmeboombim (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 18:47
    มีเด็กงอน ว่าแต่พี่ไคจะรู้มั้ย
    #7,566
    0
  21. #7561 noparat (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 12:49
    เด็กน้อยกำลังน้อยใจ พี่ไคปลอบน้องแตมด่วนเลยนะ
    #7,561
    0
  22. #7538 sanomsoi (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 06:22
    น้องคงน้อยใจพี่ไคแน่เลย
    #7,538
    0
  23. #7525 KangFRung (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 00:44
    น้องต้องไม่เศร้านะคะ
    #7,525
    0
  24. #7521 June Sayamon (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 00:32
    โหยยยยเมย์จ๋าาาาาอัพตัดแบบนี้ใจร้ายมากก
    #7,521
    0
  25. #7520 PuiPui--r (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 22:24
    พอน้องแตมเป็นคนถือเงินของบ้าน เงินก็จะพอกพูนขึ้นพร้อมกับมีเกล็ดเกลือบางๆปกคลุม 55555555555555555555
    #7,520
    0