[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 17 ค่อยเป็นค่อยไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38,594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 551 ครั้ง
    18 พ.ย. 60


ตอนที่ 17 ค่อยเป็นค่อยไป

 

 

 

เฌอแตม

 

            “สเต็กเนื้อราดซอสเกรวี่หรือ ไม่เอาๆ เนื้อตามตลาดก็เหนียวเคี้ยวยาก ได้ฟันหลุดก่อนกินหมดจานแน่ จะซื้อเนื้อแพงๆ ก็เปลือง ไหนจะวิธีเคี่ยวซอสนี่อีก ถ้าทำไหม้ก็เสียดายของ เอาไงดีวะ มั่นใจฝีมือผัดกะเพรานะ แต่คอนโดแบบนี้กลิ่นได้คุ้งจนจามตายไปข้างแน่ๆ”

 

            วันนี้พอเลิกเรียนปุ๊บ ผมก็กลับมาที่คอนโดปั๊บ ไม่สนใจคำถามของเพื่อนว่าเป็นอะไร ทุกทีเอาแต่อ้อยอิ่ง แต่วันนี้เหมือนไปตามผัวหาย ขี้เกียจตีกับไอ้เคอร์ ตลอดทางก็พยายามใช้โทรศัพท์สภาพสมบุกสมบันเปิดสูตรอาหารฝรั่งที่น่าจะคุ้นปากคนที่ห้อง ก็เขาโตเมืองนอก ไอ้ผมก็ดันรับปากไปแล้วว่าทำสุดฝีมือ ขืนไม่ถูกปากก็เสียชื่อแย่สิ

 

            ผมเพิ่งดีกับเขาด้วย

 

            เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่านี่เรียกว่าดีกันมั้ย แต่ผมถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เราจะเริ่มต้นกันใหม่ แม้จะไม่รู้ว่าในสถานะอะไรก็ตาม

 

            เขาบอกชอบผม แต่ผมไม่ได้ตอบรับนี่ ก็คง...เพื่อนร่วมบ้านเหมือนเดิมมั้ง

 

            วันนี้คออาหารไทยอย่างผมจึงจะลองทำอาหารฝรั่งดู แต่วัตถุดิบแพงฉิบ

 

            ไม่ว่าจะเป็นชีส นม เนย เนื้อ แม้แต่ผักที่ใส่ในอาหารฝรั่งยังแพงเลย แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าสูตรในอินเตอร์เน็ตมันโอเคมั้ย ขืนทำพลาดขึ้นมาก็หมายความว่าโยนเงินทิ้งดิ บอกเลยว่ารับไม่ได้ว่ะ เลยกำลังหาสิ่งที่คิดว่าถึงพลาดก็กินได้อยู่นี่

 

            “เมนูแซลมอน...โอ๊ย ไม่น่าเอาแซลมอนกล่องนั้นให้ไอ้เติ้ลไปเลย”

 

            ผมงึมงำ ตาจ้องเขม็งที่หลากเมนูจากปลาแซลมอน แถมท่าทางจะทำไม่ยาก แค่ปรุงรสแล้วอบ แต่ประเด็นคือผมไม่มีวัตถุดิบเนี่ยสิ ไอ้ครั้นจะให้ไปซื้อ ผมคงทำใจซื้อไอ้ปลาสีสวย แต่ราคาแพงนั่นไม่ได้ด้วย คำนวณแล้วผมขอซื้อปลาทูแทนได้มั้ยล่ะ นั่นปลาทะเลเชียวนะ

 

            “เฮ้อ เงินก็เงินเขาอย่างที่ไอ้เคอร์ว่าจริงนั่นแหละ”

 

            ผมก็รู้นะว่าเงินเขา แต่จะให้จ่ายออกฟุ่มเฟือยก็ไม่ไหว แล้วเห็นว่าผมกินข้าวกับมาม่า แถมเขียมขั้นสุดงี้ พอผมทำงานบ้านคุณไค ผมก็พยายามคำนวณหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ราคาสบายกระเป๋า แถมอร่อยปากให้เขากิน

 

            “สปาเก็ตตี้แล้วกัน”

 

            สุดท้ายก็มาจบลงที่เจ้าเส้นเหลืองๆ ที่ผมเคยเห็นมันมีอยู่หลายแพคในตู้เก็บของ

 

            พี่ไคทำอาหารก็ไม่เป็นแต่ดันมีของต้องปรุงซะงั้นล่ะ

 

            ตอนนี้ผมยึดครัวห้องเขามาได้แล้ว ผมเลยเพิ่งสังเกตว่านอกจากเครื่องครัวพร้อมสรรพประหนึ่งอยู่ในรายการมาสเตอร์เชฟแล้ว เขายังมีพวกซอสสปาเก็ตตี้ เส้นสปาเก็ตตี้ เส้นเพนเน่ ไหนจะ อะไรน้า อ้อ ริกาโทนีอะไรสักอย่างติดบ้านอีก ทำเหมือนว่าวันไหนว่างๆ เขาจะมาควงตะหลิวโชว์ผม

 

          หรือมีใครทำให้กิน

 

            “แม่บ้านมั้ง” ผมปัดความสงสัยออกไป แล้วตัดสินใจว่ามื้อนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดกับเนื้อและผักก็แล้วกัน

 

            ผมมายืนหน้าห้องแล้ว สูดหายใจลึก ก่อนที่จะปลดล็อก แล้วก้าวเข้าไป

 

            ปัง

 

            “กลับมาแล้วหรือ”

 

            เฮือก!

 

            หัวใจไอ้แตมงี้แทบจะตกไปที่ตาตุ่ม!

 

            งานนี้จะไม่ให้ผมตกใจได้ยังไงล่ะ ก็พอเปิดประตูเข้าห้องมา จู่ๆ ห้องทำงานที่แทบจะเป็นห้องปิดตายกลับเปิดผางออกมาเต็มแรง แล้วคนข้างในก็ส่งเสียงทันควัน ทำเอาคนเพิ่งทำใจเดินเข้าห้องแทบจะปล่อยกระเป๋าหลุดมือ ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ร้องออกมาให้ขายหน้า

 

            “ตกใจหมดเลยคุณไค”

 

            “ไม่เรียกพี่แล้วหรือ”

 

            “เอ่อ” ผมยกมือแตะปาก เพราะดันเผลอเรียกเขาว่าคุณไคด้วยความเคยชิน แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องรีบเบือนหน้าไปมองรองเท้าผ้าใบที่ถอดออก ก็คงเป็นน้ำเสียงที่เหมือนจะอ่อนลง กับไหล่ของเขาที่ลู่ลงกว่าเดิมนิด ส่วนหน้าอย่าไปพูดถึง ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลานั่นแหละ

 

            หากแต่ท่าทางแบบนี้ทำให้...อ่อนวูบเลยกู

 

            “เอ่อ แตม...แตมติดปากไปหน่อย...” ผมแก้ตัว เอารองเท้าเก็บในตู้ข้างทางเข้า แล้วก็เงยหน้าขึ้น แต่...เจ้าของบ้านยังจ้องผมไม่วางตา

 

            เขาเหมือนรอคอย

 

            “เอ่อ พี่ไค”

 

            ให้ตาย! ผมคิดว่าผมเห็นเขายิ้มนะ แม้จะเป็นอาการกระตุกปากจนเหมือนแสยะยิ้มก็ตาม

 

            “อืม” พอพี่ไคพอใจ เขาก็หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง จนผมเริ่มเดาออกแล้วว่าที่เขาออกมาคือออกมารับผม แล้วก็รอผมเรียกเขาว่าพี่ไค และนั่นก็ทำให้รอยยิ้มมันผุดขึ้นมา อดรู้สึกไม่ได้ว่าพี่ไคก็น่ารักดี

 

            เดี๋ยวยอมใส่เนื้อในสปาเก็ตตี้เยอะหน่อยก็แล้วกัน

 

            ผมคิดอย่างอารมณ์ดีกว่าเดิมโข วางของไว้ที่โซฟาก่อน แล้วเดินไปล้างมือ เตรียมทำมื้อเย็น

 

            “แล้วต้องใช้เส้นแบบไหน” ผมเอาหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งเตาแล้ว ใส่เกลือตามที่สูตรบอก แต่ประเด็นคือต้องมางงกับประเภทของเส้นชนิดต่างๆ ในลิ้นชัก ในเมื่อผมเคยกินแค่เส้นแบบตรง ผมก็เอาเส้นตรงๆ เรียวๆ แบบที่อยู่ในเมนูร้านอาหารและบอกว่าสปาเก็ตตี้มากะจำนวน แล้วหย่อนลงหม้อด้วยการปล่อยให้มันกางออก

 

          เห็นมั้ย กูก็ทำได้

 

            ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ หมุนตัวหมายจะหันไปเตรียมเครื่อง แต่...

 

            “เฮ้ย!

 

            นี่เป็นครั้งที่สองของวันที่ผมร้องเสียงดังลั่น เมื่อหันมาเจอคนหน้าดุกำลังยืนเท้าแขนอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัวเงียบๆ ก็ไหนเขาเข้าไปในห้องทำงานแล้วนี่ นี่โผล่แวบกลับมาได้ไงก็ไม่รู้

 

            พอผมร้อง เขาก็เลิกคิ้ว

 

            “ฉันทำเธอกลัว?”

 

            ใจน่ะอยากตอบใช่ แต่พอเห็นท่าทางไหล่ลู่ลงหน่อยนั่นแล้ว

 

            “เปล่าครับ” พี่ไคดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา แล้วเขาก็ยกกล่องที่วางอยู่ข้างเท้า ซึ่งถูกเคาน์เตอร์บังอยู่ขึ้นมาวางข้างบน

 

            “ของเธอ”

 

            “แตมบอกแล้วไงว่าแตมไม่เอา!” ผมจ้องกล่องแมคบุ๊คที่เคยเห็นหนก่อน แล้วร้องลั่น ส่ายหน้าขวับ เกือบจะโกรธขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงทุ้มว่าต่อ

 

            “ฉันบอกชอบไปแล้วก็ไม่รับหรือ”

 

            แน่นอนล่ะว่าหน้าผมแดง

 

            “เกี่ยวอะไรด้วยล่ะ” แต่ผมก็เถียงสิ โอเค ผมก็รู้นะว่าเขาเป็นคนดี ก็คงไม่ได้เอาเงินมาฟาดหัวอย่างที่เคยคิดหรอก แต่ผมก็เห็นด้วยอย่างที่แม่ว่า เราจะรับของเขามาเปล่าๆ ได้ยังไงกัน

 

            “เกี่ยวสิ” พี่ไคหน้านิ่วคิ้วขมวดกว่าเดิม

 

            “ฉันแน่ใจว่าฉันทำถูกแล้วนะ”

 

            “อะไรที่ว่าถูก”

 

            “ทุกคนไม่ได้คิดแบบนี้หรือ” นี่ผมกำลังเถียงเรื่องอะไรกับเขาอยู่วะ สามัญสำนึกเรื่องการใช้เงินหรือ!

 

            “แล้วพี่ไคคิดอะไรล่ะ” แต่ก่อนที่ผมจะคิดเองเออเอง ตีความเอง ผมหัดที่จะถามเขาดู ไม่งั้นคืนนี้ได้กลับมาหงุดหงิดเขาอีกแน่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้าครุ่นคิด แล้วก็บอกหน้าตายว่า...

 

          “การให้ไม่ได้แปลว่าจีบหรือ”

 

            “ห้ะ!!!

 

            งานนี้ไอ้แตมมีค้าง มองหน้าก็รู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น ดูจริงจังเกินไปด้วยซ้ำ จนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ แล้วก็พูดไม่ออก แก้มดันร้อนจัด สุดท้ายก็ได้แต่เม้มปากฉับ

 

            “ก่อนหน้านี้เธอบอกว่าฉันเอาเงินฟาดหัว แต่เมื่อคืนฉันบอกว่าชอบแล้ว เพราะฉะนั้น ที่ฉันให้เธอก็มีแค่ความหมายว่าจีบไม่ใช่หรือไง” ผมอ่อนภาษาไทย หรือเขาจงใจทำให้ผมเป็นบ้ากันแน่วะ

 

            ขณะที่เขาก็เลื่อนกล่องมาตรงหน้า แล้วถามอีกครั้ง

 

            “ฉันจีบเธอไม่ได้?”

 

            “ก็...เปล่า”

 

            ผมก็ไม่รู้หรอกว่าชอบเขาหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้รังเกียจจูบเขานี่ ตรงกันข้าม รู้สึกดีด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าเขาจะบอกว่าจีบก็ไม่เห็นเป็นไร...มั้งนะ

 

            “งั้นฉันให้ อ้อ นี่แปลว่าจีบ”

 

            เขาจ้องหน้าผม ส่วนผมน่ะหรือ หลบสิวะ เล่นพูดตรงแหน่วเป็นไม้บรรทัดขนาดนี้

 

            “ไม่...ไม่รู้แล้ว! อันนี้แตมแค่ยืมนะ แต่ไม่ยืมฟรีๆ เอาไว้แตมจะหาอย่างอื่นมาตอบแทน...ไม่งั้นไม่เอา” พี่ไคเหมือนจะแย้ง แต่ผมก็สวนกลับไปทันควันเหมือนกัน บอกแล้วว่าเรื่องเงินเรื่องใหญ่ จนได้แต่ย้ำเอาไว้ว่าผมติดหนี้เขาครั้งนึง ยังไงก็จะชดเชยให้แน่ๆ

 

            “งั้นนี่ก็ไม่ใช่จีบสิ” เขาพึมพำ จนผมที่เกือบจะหันไปดูเตาตัดสินใจ

 

            “ของชิ้นเล็กๆ สิครับ”

 

            “หืม?”

 

          งื้อ จะมาไม่เข้าใจอะไรตอนนี้วะ!

 

            ผมอยากจะตะโกนใส่หน้า แต่ทำได้แค่หันไปมองหม้อต้มสปาเก็ตตี้ สายตาน่ะเพ่งแค่เตาไฟฟ้าเพื่อตั้งสติ แล้วก็เขินแทบตาย ตอนบอกเพิ่มว่า...

 

            “ถ้าพี่ไคจะจีบ แตมจะยอมรับชิ้นเล็กๆ...ก็ได้นะ”

 

            นี่ถ้าผมอยู่ในห้องนอนคงยกมือปิดหน้าด้วยความเขิน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ ผมเลยพยายามยืนนิ่งหันหลังให้ ไม่อยากให้พี่ไครู้ว่าแก้มผมร้อนมากแค่ไหน แต่หูเจ้ากรรมก็ยังได้ยินเสียงกระซิบตอบของเขา

 

            “งั้นครั้งหน้า...รับไว้ด้วยนะ”

 

            “อือ”

 

          โอ๊ย เขินว่ะ! ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันมายืนเขินไอ้ผู้ร้ายหน้านิ่งแบบนี้!

 

...................................................

 

            “ถ้ากินไม่ได้ก็อย่ากินเลยครับ เส้นมันอืดไปหน่อย”

 

            ผมก็อยากจะโยนความผิดให้คนอื่นหรอกนะ แต่แม่สอนว่าทำผิดแล้วต้องยอมรับ ผมเลยได้แต่บอกเสียงอ่อนอ่อย ยามที่มองสปาเก็ตตี้ผัดซอสที่เส้นดูจะอืดแฉะกว่าที่คิด ปากก็บอกกับพี่ไคอย่างนึกเสียดายของ แต่ถ้าเขาไม่กิน ผมก็ว่าอะไรเขาไม่ได้

 

            ก็ถูกจีบจนเบลอไง!

 

            พอเจอประโยคจีบเข้าไป ผมก็ลืมว่าต้มเส้นนานแล้ว พอสติมา มันก็สภาพนี้ไปแล้ว

 

            “ถ้าเธอทำ ฉันกินได้หมดแหละ”

 

            “อ้ะ อือๆ”

 

            บางทีการพูดตรงๆ ของเขาก็ทำให้คนฟังอายแทนนะ และใช่ ผมกำลังอาย

 

            พี่ไคคงไม่คิดอะไรหรอก เพราะเขาม้วนเส้นเข้าปาก เคี้ยวๆ กลืน พยักหน้าสองที ไม่มีคำชม ซึ่งผมก็ไม่คาดหวัง หลายวันมานี้ทำกับข้าวให้เขากิน เขาก็ไม่เคยพูดอะไรนะ ขนาดผมว่าเค็มไปหวานไป เขาก็กินหมดทุกครั้ง อ้อ แต่เพราะผมกับเขาไม่ค่อยกินด้วยกันหรอก

 

            ก่อนหน้านี้ ผมก็กินของผม แค่ทำเผื่อไว้ให้ เห็นอีกทีก็หมดจานไปแล้ว นี่จึงเป็นครั้งแรก ไม่นับเมื่อเช้าที่เรานั่งกินข้าวด้วยกัน

 

            จากนั้น ผมก็ไม่รู้จะชวนเขาคุยอะไรดี พี่ไคเองก็ไม่ใช่คนช่างพูด เราเลยกินมื้อเย็นกันไปเงียบๆ แต่ท่ามกลางความเงียบ ผมกลับรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกว่าเส้นอืดๆ นี่อร่อยกว่าสปาเก็ตตี้จานไหนๆ ที่ผมทำ อาจจะเพราะ..มีคนนั่งกินข้าวด้วย

 

            ผมนั่งกินข้าวคนเดียวในหอมานานแค่ไหนแล้ว...ตั้งแต่ออกมาอยู่คนเดียวล่ะมั้ง

 

            ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้กลับไปกินข้าวที่บ้านกับแม่นะ ผมก็กลับบ้านตอนวันหยุดบ้าง แต่การกินข้าวที่มีพ่อเลี้ยงซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยคุ้นกับเขาก็เหมือนกินข้าวกับคนแปลกหน้า ยิ่งช่วงหลังมีที่รักจนแม่ก็ต้องคอยดูน้อง ผมเลยจำไม่ได้ว่ากินข้าวกับใครสักคนด้วยบรรยากาศแบบครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

 

            ไม่มีคำพูด ไม่มีบทสนทนา แต่แค่มีคนกินข้าวด้วย ก็อร่อยมากพอแล้ว

 

            นี่ผมกำลังรับพี่ไคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวงั้นหรือ

 

            ผมไม่กล้าถามตัวเองลึกไปมากกว่านั้น

 

            กระทั่งผมกินเสร็จ พี่ไคก็จัดการเรียบร้อย

 

            “อิ่มมั้ยครับ”

 

            “อืม” ผมเลยลุกขึ้นเก็บจานของเขามาซ้อนกับจานผม ปากก็บอกไปด้วย

 

            “แตมทำเผื่อไว้อีกจานนะ ถ้าดึกๆ พี่ทำงานแล้วหิวก็อุ่นกินได้เลย” จริงๆ ผมทำเผื่อเขากินไม่อิ่มด้วยล่ะ แต่เท่านี้ ผมก็พอกะปริมาณการกินและการทำครั้งหน้าได้แล้ว

 

            จากนั้น ผมก็จัดการเดินไปล้างจาน คิดว่าเขาคงหายเข้าห้องทำงานอีกเหมือนเดิม แต่เปล่าเลย พอผมหันกลับมาหมายจะเดินไปเอากระเป๋าที่โซฟา เจ้าของห้องก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น หันมามองทางผม จนต้องหลบตา ได้แต่เดินเก้ๆ กังๆ ไปหา

 

            “จะเข้าห้องแล้วหรือ”

 

            “อืม” ผมพยักหน้า แล้วก็ถามเขากลับ

 

            “พี่ไคล่ะ ไม่ทำงานต่อหรือ” เขาส่ายหน้า

 

            “ฉันอยากอยู่กับเธอนานอีกหน่อย ให้เธอเดินเข้าห้องก่อน แล้วฉันค่อยเข้า” ผมเกือบจะหลบตาเขาแล้วนะ แต่มันหลบไม่ทันจริงๆ เมื่อเจอดวงตาแสนจริงจังจ้องไม่ละไปไหน

 

            “รอผมทำไม”

 

            “เพราะฉันมีความสุข”

 

            เขากำลังบอกว่ามีความสุขที่ได้มองผมหรือ

 

            ผมรู้นะว่าควรจะเข้าห้องนอนได้แล้ว แต่ไม่รู้สิ จู่ๆ ผมก็เข้าใจความเหงาที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของพี่ไค มันก็เหมือนความเหงาและโดดเดี่ยวที่ผมสัมผัสมาตลอด ผมเลยทำใจกล้าทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาบนโฟซา ก้มหน้าลงมองมือที่กอดกระเป๋าเป้แน่น

 

            “แตมก็แค่ภาระที่มาอยู่ด้วย” ผมเข้าใจสถานการณ์ตัวเองดี แต่พี่ไคกลับส่ายหน้า เขายื่นมือออกมาเหมือนจะจับมือผม แต่เขาก็หยุดไว้ทัน

 

            “ไม่ใช่ เธอไม่ใช่ภาระ” ผมเม้มปาก ผมไม่อาจจะปัดไล่ความคิดที่ว่าผมเป็นภาระของใครๆ ไปได้ แต่มันกลับสลายไปเพียงพราะคำพูดไม่กี่คำ

 

            “แต่เธอทำให้ที่นี่เป็นบ้าน บ้านที่ฉันเสียมันไปนานมากแล้ว”

 

            ผมพูดไม่ออก เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ แล้ววันนี้พี่ไคคงอารมณ์ดีกว่าทุกที เพราะเขายังพูดต่อ

 

            “ฉันเคยอยู่มาแล้วหลายประเทศ แต่ฉันยังหาบ้านที่ฉันเสียมันไปไม่เจอ ตอนเด็กฉันเคยมีมัน แล้วก็เสียไป ถูกส่งไปโรงเรียนประจำ แล้วก็ย้ายไปหอพัก แต่ไม่ว่าที่ไหน ฉันก็ค้นหาสถานที่ที่ฉันอยากอยู่ไม่ได้...” ผมรู้สึกว่าดวงตาร้อนผ่าว ความรู้สึกโดดเดี่ยวของเขากำลังสาดซัดเข้ามาในตัวของผม และผมเข้าใจมัน

 

            ความเหงานี่แหละที่กัดกินใจผมตั้งแต่รู้ว่าแม่จะแต่งงานใหม่...ผมไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว

 

            “กระทั่งตอนนี้”

 

            ขวับ

 

            ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าพี่ไค แล้วก็พบว่าเขายื่นมือมาอีกครั้ง แต่ก็ค้างกลางอากาศ หากแต่ครั้งนี้ผมคว้าจับมือของเขาไว้ มองตา หวังว่าเขาจะพูดต่อ

 

            “การกินข้าวข้าวกับเธอทำให้ฉันมีความสุข”

 

            พี่ไคไม่ต้องพูดมากกว่านั้น ผมก็เข้าใจแล้วว่าเขาดีใจมากแค่ไหนที่ผมมาอยู่กับเขาแบบนี้

 

            การกินข้าวเย็นก็เหมือนเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน แต่คนที่ได้กินข้าวกับครอบครัวทุกวัน ได้สัมผัสความอบอุ่นของการแบ่งกัน ได้พูดคุยระหว่างมื้ออาหาร คงไม่เข้าใจว่าคนที่ไม่มีใครให้กินด้วย ไม่มีใครแลกเปลี่ยนว่ารสชาติเป็นยังไง การกินข้าวคนเดียว...เหงาจับใจ

 

            “ทำไมพี่ไคถึงไม่จับมือแตมแล้วล่ะ” ผมจงใจเปลี่ยนเรื่อง เพราะผมไม่อยากร้องไห้งอแงต่อหน้าเขา

 

            ก่อนหน้านี้พี่ไคอยากจับตัวผมเมื่อไหร่ก็จับ ขนาดผมบอกว่าไม่เอาๆ เขาก็ยังจะแตะ แต่เดี๋ยวนี้ ผมสังเกตหลายทีแล้วว่าเขาเหมือนจะเอื้อมจับ แล้วก็ชะงักเอากลางคัน ผมเลยถามเขา และพี่ไคก็ตอบคำถามด้วยท่าทางจริงจังเหมือนทุกครั้ง

 

            “ฉันเคยบอกว่า...จะไม่ทำในสิ่งที่เธอไม่ชอบ”

 

            เขาทำตามที่ผมพูดงั้นหรือ!

 

            ผมเบิกตากว้าง มองมือที่ผมเป็นคนจับเอาไว้ และเพราะผมจับก่อน เขาเลยกระชับมือผมแน่น

 

            “แบบนี้...ไม่ชอบหรือเปล่า” พี่ไคมองมือผมเช่นกัน จนผมตัดสินใจส่ายหน้า

 

            “ไม่” ผมไม่รังเกียจสัมผัสแบบนี้นะ

 

            “แล้วแบบนี้” เขาประสานปลายนิ้วกับนิ้วของผม

 

            “มะ...ไม่”

 

            ฝ่ามือของเรากระชับกันแน่นจนผมเริ่มไม่กล้ามองตา และคำตอบของผมทำให้พี่ไคเขา...

 

            จุ๊บ

 

            “แบบนี้ล่ะ”

 

            ก่อนที่ผมจะรู้ตัว เขาก็ดึงมือผมไปกดจูบที่หลังมือจนสะดุ้งวาบ นึกรู้ว่าถ้าผมยังไม่ตอบโต้อะไร เขาก็คงจะเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แค่นี้ ผมก็แทบจะแย่แล้ว จนต้องรีบดึงมือออก ลุกพรวดขึ้นมายืนตัวตรง

 

            “แตม...แตมเข้าห้องดีกว่า”

 

            ผมกอดกระเป๋าเป้แน่น เดินไปคว้ากล่องโน้ตบุ๊ค จะวิ่งขาขวิดเข้าห้อง

 

            “เฮ้อ”

 

            หากแต่เสียงถอนหายใจเหมือนผิดหวังทำให้ผมหันกลับมา แล้วผมก็บอกได้เพียงว่า...

 

          “ถ้าแค่จูบ (มือ)...แตมโอเคนะ”

 

            ปัง

 

            ผมไม่รอดูหรอกว่าพี่ไคทำหน้ายังไง ผมปิดประตูลง อยากจะข่วนหน้าตัวเองแรงๆ สักที เพิ่งรู้เหมือนกันว่าผมโอเคกับการที่ถูกผู้ชายจูบ

 

            หรือบางที...ผมอาจจะแค่กำลังโอเคกับพี่ไคคนเดียวก็เท่านั้นเอง

 

......................................

 ต่อค่ะ

 

            “น้องคะ สีนี้ไม่มีไซส์ใหญ่กว่านี้หรือคะ”

 

            “อ้อ เชิญทางฝั่งนี้เลยครับ”

 

            ตั้งแต่เช้า ผมวิ่งวุ่นอยู่ในร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานพิเศษของผม และผมเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าผมเป็นมือพับอันดับหนึ่งของร้าน แถมตอนนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนชั้นโชว์สินค้า ผมเลยมือเป็นระวิง

 

            ตอนที่ลูกค้าเดินเข้ามาถามพร้อมแบบเสื้อในมือ ผมก็กำลังลำเลียงเอาสินค้าอีกชุดขึ้นชั้น

 

            “ขอบคุณค่ะ”

 

            “ด้วยความยินดีครับ” ผมส่งยิ้มการค้าเหมือนกับตอนจัดดีเจเป๊ะ แล้วหมุนตัวหมายจะจัดการงานต่อ

 

            “น้องครับๆ ช่วยหยิบเสื้อตัวข้างบนให้ผมหน่อยสิ”

 

            ทันใดนั้น เสียงคุ้นเคยที่ฟังยียวนกวนประสาทก็ดังขึ้นด้านหลัง จนชะงักมือ เพียงแป๊บเดียวก็ปั้นหน้ายิ้มหวาน หันไปหาลูกค้าที่ถาม แต่...กระแทกเสียงใส่

 

            “มือไม่มีหยิบเองหรือครับ”

 

            “โอ้โห เด็กร้านนี้ปากร้าย ต้องฟ้องผู้จัดการ”

 

            ผมก็คงไม่ปากร้ายใส่หรอก ถ้าไม่ใช่เพราะคนทักคือ...ไอ้เคอร์

 

            “มาทำไมวะ” ผมถอนหายใจใส่ ไม่สนใจจะหยิบเสื้อตามที่มันบอก หันไปจัดการงานตัวเองต่อ แบบที่ลูกค้ากิตติมาศักดิ์ก็ตามมาหัวเราะใส่

 

            “แฟนมาหาไม่ดีใจหน่อยหรือ”

 

            “เดี๋ยวปั๊ดเอาหุ่นโชว์เสื้อปาใส่เลย”

 

            “ป่าเถื่อนว่ะ”

 

            ผมหมั่นไส้มันมาก อยากจะด่า แต่เพราะผู้จัดการอยู่ไม่ไกล ผมเลยทำได้แค่ส่งยิ้มการค้า แต่แววตา...จะแดกหัวมันอยู่แล้ว

 

            “โอเคๆ กูไม่เล่นแล้ว อย่ากินหัว วันนี้กูมีนัดกินข้าวกับที่บ้าน แต่ยังไม่ถึงเวลา เลยมาป่วนมึงเล่น” ไอ้เคอร์สารภาพความจริง ขณะที่มันก็เอื้อมมือไปหยิบเสื้อตัวที่หมายตา แต่ผมสะดุดกับคำว่าที่บ้านของมัน

 

            “พี่กับอามึงอะนะ”

 

            “ก็จะใครล่ะ มีอยู่แค่สองคน ว่าแต่มึงเหอะ เลิกแล้วไปด้วยกันมั้ย” มันชวนผมง่ายๆ เพราะผมเองก็คุ้นเคยกับคนบ้านมัน แต่ครั้งนี้ผมปฏิเสธความหวังดี

 

            “ไม่ว่ะ กูอยากรีบกลับ”

 

            “ห้ะ!” ไอ้เคอร์ทำหน้าตกใจเกินกว่าเหตุ ยกมือทาบอกด้วยท่าทางน่าถีบ

 

            “นี่ไอ้แตมคนที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องเพราะกลัวเจ้าของบ้านหายไปไหนแล้ววะ อย่าบอกนะว่าหึงไอ้เติ้ลทีเดียว มึงถึงขั้นคิดได้เลยว่าอย่าปล่อยเสี่ยไคหลุดมือ”

 

            “...”

 

            “เดี๋ยว! จริงดิ” ไอ้เคอร์ลดมือลง เข้าโหมดจริงจัง แล้วมันก็กระเถิบเข้ามาใกล้ จ้องหน้าผมด้วยแววตาจับผิด

 

            “ไม่มีอะไร มึงน่ะคิดมาก” ส่วนผมก็หลบตา ทำเป็นยุ่งกับงาน แต่ไอ้เคอร์ก็ไม่หยุดง่ายๆ

 

            “ไม่ๆ กูไม่ได้คิดมาก อาการมึงฟ้องนะแตม”

 

            “ฟ้องบ้าบออะไร ก็บอกว่าไม่มีอะไร”

 

            จู่ๆ ผมก็รู้สึกร้อนที่หลังมือซึ่งเขาจูบมือผม แล้วหน้าแดงๆ ของผมก็ทำให้ไอ้เคอร์พยักหน้าสองที

 

            “เล่นตัวอยู่นาน สุดท้ายก็เสร็จ”

 

            ขวับ

 

            “สัส กูเปล่าเสร็จ!” ผมงี้หันขวับ เถียงมันเสียงดัง แต่ลืมไปไงว่าทำงานอยู่ และนั่น พี่ผู้จัดการร้านแม่งเดินตรงยาวมาทางนี้แล้ว จนทำได้แค่ถลึงตามองเพื่อน

 

            “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!

 

            “ฮ่าๆๆ กูไม่รับ”

 

            แล้วคนที่แวะมากวนตีนก็เดินโบกเสื้อไปจ่ายเงิน ปล่อยให้ผมโดนผู้จัดการเอ็ดอยู่คนเดียว แต่ช่างเถอะ วันนี้ผมจะไม่โกรธมัน เพราะแค่คิดว่าจะทำอะไรเป็นมื้อเย็น และพี่ไคจะแสดงออกอะไรให้ผมจับความรู้สึกของเขาได้ ผมก็ใจจดใจจ่อที่จะกลับบ้านแล้ว

 

......................................

 

            ทุกทีพอเลิกงาน ผมจะยังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในห้างฯ เปล่า ไม่ได้ซื้อของนะครับ เดินดูเฉยๆ ฆ่าเวลาเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับพี่ไค แต่สำหรับวันนี้ พอเลิกปุ๊บ ผมก็รีบนั่งรถกลับบ้านปั๊บ แล้วก็โชคดีที่รถไม่ติด ไม่นาน ผมก็เดินหิ้วถุงกับข้าวที่แวะซื้อหน้าห้างฯ มาถึงห้อง

 

            แอ๊ดดด

 

            วันนี้ไม่มีคนโผล่มาทักให้ผมตกใจแฮะ

 

            “ไม่อยู่หรือ”

 

            ผมมองไปรอบห้องก็ไม่เห็นเงาคนที่ช่วงหลังมักจะออกมานั่งเล่นอยู่ที่มุมโซฟา จนคิดว่าเขาคงจะอยู่ในห้องทำงานเหมือนเดิม แต่แล้วสายตาของผมก็สะดุดเข้ากับแมคบุ๊คเครื่องบางเฉียบ ซึ่งตั้งเปิดหน้าจอเอาไว้ตรงโต๊ะรับแขก

 

            “แปลก”

 

            ผมไม่เคยเห็นเขาเอางานออกมานั่งทำข้างนอกเลยสักครั้ง ดังนั้น ผมจึงเอาของไปวางไว้ที่ห้องครัวก่อน แล้วเดินย้อนกลับมาที่เครื่องด้วยความสงสัย เพราะแม้จะคุยกับพี่ไคมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเขาทำงานอะไร

 

          ถ้าแค่มองแวบๆ คงไม่เป็นไร

 

            “อะไรน่ะ” ผมคิดว่าจะได้เห็นหน้าจอที่เกี่ยวกับราคาซื้อขายหุ้นอะไรเถือกๆ นั้น เพราะเห็นว่าเขาทำงานอยู่กับบ้านตลอด แต่ผมกลับเห็นตัวอักษรเรียงกันเป็นพรึ่บ ซึ่งน่าแปลกยิ่งขึ้นไปอีกเพราะว่ามันเป็นภาษาไทย

 

            ผมรู้หรอกว่าไม่ดีที่จะสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น แต่จะว่าผมเริ่มสนใจเรื่องพี่ไคแล้วก็ได้ ผมเลยโน้มหน้าไปดูอีกนิด

 

          ...” “เสียว...ฮื่อ...อยากทำอีก...อยาก...แรงๆ อยากให้คุณสอน...สอนอีก...”

          นางฟ้าดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่าอยู่ที่ไหน เพราะสะโพกยิ่งขยับส่ายระรัว หอบหายใจรุนแรง ดวงตาปริ่มน้ำก้มลงมองท่วงท่าน่าอายของตัวเอง แต่กลับยิ่งแยกปลายเท้าออกกว้าง เผยให้เห็นทุกสัดส่วนน่ามองของร่างกายช่วงล่าง มืออีกข้างก็รั้งชายเสื้อตัวใหญ่ให้พ้นขึ้นเหนืออก...

 

            “เฮ้ย! นี่มันอะไรวะ!” ผมแน่ใจนะว่าสายตาผมไม่มีปัญหา แต่เพื่อความแน่ใจ ผมเลยเดินอ้อมหลังโซฟาเข้ามาดูใกล้ๆ ยื่นหน้าเข้าไปชิดหน้าจอ อ่านสิ่งที่อยู่บนนั้น

 

            “!!!

 

            และนั่นก็ทำให้ผมหน้าร้อนขึ้นเรื่อยๆ เผลอยื่นมือไปไล่หน้าต่างให้เคลื่อนขึ้นไปบนสุดเพื่ออ่านตั้งแต่แรก แล้วไล่ลงข้างล่างเพื่ออ่านเนื้อหาต่อทีละหน้า แล้วมันก็ทำให้ผมอ้าปากค้าง

 

            นี่มันนิยายอย่างว่า!

 

            ทันใดนั้น ผมก็ยกมือข้างหนึ่งปิดตา แต่ก็ยังเหลือตาอีกข้างเพื่อก้มลงอ่านต่อ ขณะที่สองขาเผลอบีบเข้าหากันตามเนื้อหาที่ไหลเข้าหัว แถมตอนนี้มันยังมาเป็นภาพ เป็นฉาก เป็นตอนจนผิวแก้มร้อนผ่าวจนน่ากลัว แต่ผมหยุดอ่านไม่ได้ ผม...อยากรู้

 

            แล้วให้ตายเถอะ นี่ไม่ใช่ผู้ชายกับผู้หญิง มันผู้ชายกับผู้ชาย!!

 

...........................................

 

            ครบค่ะ นิยายอย่างว่าซึ่งเป็นจินตนาการไม่รู้จบของอีเจ้าของเครื่องนั่นแหละค่ะ อะไรนะ ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหรอก ไอ้คนแต่งต่างหากน่ะหรือ แฮ่ ตอนหน้าจะเป็นตอนที่ 17.1 นะคะ ตอนย่อยๆ นี่อาจจะไปลงที่บล็อกอย่างเดียวเลย เมย์ขี้เกียจตัดอะงับ

            ส่วนพรุ่งนี้ใครสนใจเรื่องนี้ สามารถไปเจอกันที่งานตลาดฟิค บูธ C9-10 ได้นะคะ แฮ่ มีเรื่องใหม่ไปลงด้วยงับ

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 551 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10332 MyUniverseOSH (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 11:39
    อาชีพพี่ไคโป๊ะแล้ว เป็นไรท์เตอร์นิยายวาย 555555555
    #10,332
    0
  2. #10228 Le stelle ดวงดาวที่ปลายฟ้า (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 17:21
    น้องแตมรู้กกกกก//เอามือปิดตาให้
    #10,228
    0
  3. #10200 Golden23 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 21:41
    oh sh------
    #10,200
    0
  4. #10172 Orathaiks (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 22:23
    น้องแตมอยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง
    #10,172
    0
  5. #10145 Pusu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 10:42

    โอโห้ เจอของดีเข้าให้แล้วว

    #10,145
    0
  6. #10123 rattanalak44 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 10:43
    น้องแตมจะกลับมากลัวอิพี่อีกมั้ยเนี่ย55555
    #10,123
    0
  7. #9692 lills (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 16:51
    นักเขียนนนน555555
    #9,692
    0
  8. #9584 Red_Bunny (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 18:08
    พี่เขียนนิยายอย่างว่าเหรอคะ!? (มันก็จะมีความตกใจหน่อยๆ555)
    //ของเล็กๆที่ว่านี่อย่างกุญแจรถไหมคะ????5555555
    #9,584
    0
  9. #9385 Serin71228 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 06:41
    ไม่ใช่แค่แตมสะดุ้งนะ พี่ก็ด้วย5555
    #9,385
    0
  10. #8873 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 19:36
    สะดุ้งเลยดิแตม55555
    #8,873
    0
  11. #8843 P-Aresia (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 16:43
    นึกถึงเมะวายเรื่องนึกเลย ที่คนเมะแต่งนิยายอย่างว่าแล้วเคะมาเจอ. 55555 
    #8,843
    0
  12. #8772 pcy921 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 14:22
    เดียวๆ ตาพี่เป็นนักเขียน??
    #8,772
    0
  13. #8645 แม่มดน้อยเจ้าเสน่ห์ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 13:31
    อืม....แหวนเพชรนี่ก็ชิ้นเล็กน่ะ
    #8,645
    0
  14. #8616 birumu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 02:42
    อยากโดนจีบด้วยแม็คบุ๊คจัง
    #8,616
    0
  15. #7715 mahnuch (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 11:12
    ที่หมกมุ่นอยู่ในห้องทำงานเพราะเหตุผลนี้สินะ 5555555
    #7,715
    0
  16. #7076 Riw_Ratiyakorn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 09:21
    พี่ไคเป็นนักเขียนนิยายแน่ๆ
    #7,076
    0
  17. #6815 sanomsoi (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 02:03
    ประตูสู่นิพพานแล้วค่น้องแตม
    #6,815
    0
  18. #6454 แหวน (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 02:09
    55555น้องแฒมเจอของดีเข้าให้แล้ววสสส
    #6,454
    0
  19. #6161 Thitaphorn Tiemnara (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 01:40
    แตมลู๊กกกกกกกกกก
    #6,161
    0
  20. #6076 BubbleBbam (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 22:37
    แตมน่ารักกกกกก
    #6,076
    0
  21. #5900 sofar_fa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:37
    หายไปนาน แต่พอกลับมาคือฟีลยังเหมือนเดิมอ่ะ อ่านได้ฉากนึงก็บิดเขินทีนึง ฮือออออ แต่เขินจริงๆนะเนี่ย
    แล้วก็ เอ็นดูน้องแตมอ่า
    เดี๋ยวนะ เซ็กซ์ทอยในห้องพี่ไคคือมีไว้เขียนนิยายก็จริง แต่คงไม่มีโมเม้นแบบลองใช้เองเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของตัวละครเพื่อความสมจริงไรงี้หรอกนะ?!! 555555
    #5,900
    0
  22. #5893 JinsujeeButniam (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 21:02
    โง้ยยยยย แตมมมม
    #5,893
    0
  23. #5771 baekbow (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 19:19
    กรี๊ดดดดดดดด ไม่แปลกใจเลยทำไมพี่ไคหื่นแบบนี้ ว่าแต่แตมมาเห็นแบบนี้จะมองหน้าพี่ไคไหวไหมเนี่ย ไม่ใช่พอเห็นหน้าปุ๊บฉากนั้นแวปขึ้นมาแล้วเห็นตัวเองกับพี่ไคเป็นคนแสดงแทนล่ะ 555
    #5,771
    0
  24. #5763 SungEun~ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 11:13
    แตมลูกกก หลังจากนี้หนูต้องเขินทุกครั้งที่มองหน้าพี่ไคแน่ๆ555555
    #5,763
    0
  25. #5756 PN97:MEIXIAN (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 23:36
    น๊องแต๊มมมมม~ หนูใจอ่อนให้พี่ไคคคคค
    #5,756
    0