[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 เผยอารมณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44,921
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 611 ครั้ง
    27 ก.ค. 60



ตอนที่ 11 เผยอารมณ์

 

 

 

เฌอแตม

 

            ในยามเย็นที่ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนสี ยิ่งทำให้แสงไฟในห้องน้ำเด่นสว่างมากขึ้น เหมือนกับสปอร์ตไลท์ที่ส่องไปยังคนบนเวที หากแต่คนที่อยู่กลางเวทีไม่ใช่นักแสดงมากฝีมือ แต่เป็นนายจ้างของผมที่เพิ่งเซ็นสัญญาปากเปล่าไปเมื่อสิบห้านาทีก่อน

 

ส่วนผมน่ะหรือ ผมกำลังกำขวดสบู่เหลวและแชมพูแน่นจนหากมันไม่มีอะไรบรรจุไว้ในนั้น ขวดคงบี้แบนตามแรงของผมแล้ว ขณะที่ขาทั้งสองข้างก็แข็งเกร็ง ตาจ้องถลนไปยังเงาสะท้อนที่เห็นในกระจก...ผมกำลังมองเจ้าของบ้านช่วยตัวเอง

 

          กลับห้องสิวะไอ้แตม รีบกลับห้องสิวะ!

 

            สมองผมก็รู้ว่าควรจะทำยังไง แต่ร่างกายมันไม่ยอมขยับตาม ได้แต่ยืนอึ้งเหมือนถูกฉาบปูนทั้งตัว ก้อนเนื้อในอกก็กระตุกอย่างรุนแรง ซึ่งผมขอตีความไปก่อนว่าหมายถึงความกลัวเหมือนที่เป็นเสมอมา

 

            ผมกลัวคุณไค แต่ทำไมผมไม่รีบวิ่งหนีเหมือนทุกที!

 

            “แฮก แฮก...”

 

            ท่ามกลางเสียงน้ำไหล ผมได้ยินเสียงหอบหายใจจนแผ่นหลังสะท้านเยือก รู้ตัวว่าต้องรีบกลับห้องแล้ว เตือนตัวเองว่านี่มันเป็นเวลาส่วนตัว พยายามปัดไล่อคติออกไปว่าการทำแบบนี้มันไม่เกี่ยวกับผม เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายทุกคนต้องทำ ผมเองก็ยังทำเลย

 

            ทางที่ดีที่สุดคือผมปิดประตูห้องแล้วให้เขาจัดการตัวเองตามลำพัง แต่...ทำไม่ได้

 

            อย่างที่ผมบอก แสงไฟในห้องน้ำสว่างจนเหมือนสปอร์ตไลต์ และทำให้ผมได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...ใบหน้าที่ไม่ใช่ราบเรียบจนน่ากลัว

 

            ผมไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นสีหน้าที่ต่างออกไปของผู้ชายคนนี้

 

            ปกติญาติแม่ผมจะทำหน้านิ่ง ตาเย็นชา ปากเป็นเส้นตรง จะพูดอะไรออกมาแต่ละคำก็ทำให้นึกเกลียดขี้หน้า แต่ตอนที่เขากำลังมีอารมณ์เหมือนกับปุถุชนทั่วไป คิ้วเข้มกำลังขมวดมุ่นเหมือนทรมาน ดวงตาอาจจะปิดลงจนไม่เห็นแววตา แต่การหลับแน่นแสดงให้เห็นถึงความต้องการ ปากขบกัดกันสลับกับเปล่งเสียงคราง ผมเปียกลู่ล้อมใบหน้าที่ไม่รู้ว่าเพราะน้ำจากฝักบัวหรือเหงื่อ

 

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเขากำลังนึกถึงอะไรตอนช่วยตัวเอง แต่สีหน้าแบบนี้ของเขา...น่ามอง

 

มันอาจจะน่ากลัว แต่สีหน้าที่ผิดจากปกติของคุณไคกลับดึงดูดสายตาผมจนขยับไม่ได้

 

“อึ้ก...แฮก แฮก...”

 

คุณไคยกมือข้างหนึ่งเท้ากับผนังห้องน้ำ มืออีกข้างขยับเร็วขึ้นจนผมมองไม่ทัน และผมก็ไม่กล้ามองด้วย ผมยังคงมองแค่สีหน้าเปี่ยมอารมณ์จนก้อนเนื้อในอกเต้นแรงกว่าเดิม ผมพยายามบอกว่ามันคือความกลัว แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็รู้ว่ามันมีความสนใจแฝงอยู่

 

            ผมอยากเห็นสีหน้าที่แสดงอารมณ์ของเขาให้มากกว่านี้

 

            เขากัดฟันอีกแล้ว แล้วคลายออก สูดหายใจลึกยาว คิ้วของเขาผูกกันแน่นไม่คลายออก สีหน้าของเขาทรมานยิ่งกว่าเดิม เสียงหอบหายใจของเขาเริ่มดังกว่าเสียงน้ำไหล ผสมปนเปไปกับเสียงขยับของอะไรบางอย่างข้างใต้

 

          ใครกันที่อยู่ในจินตนาการของคุณไค

 

            ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก!!

 

            หัวใจผมเต้นเร็วอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มั่นใจว่าไม่ใช่ความเขิน มันเป็นความรู้สึกร้อนผ่าวที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก แล้วแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายจนไม่ว่าจะแขนขาหรือใบหน้าก็ร้อนผ่าว

 

            ผมเคยดูเอวีแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะเมื่อก่อนอยู่กับแม่ นอนกับแม่ เพิ่งจะย้ายออกมาอยู่คนเดียวก็ตอนที่แม่แต่งงานใหม่ แต่ด้วยความพยายามส่งเสียตัวเองทำให้ผมแทบไม่มีเวลาเจียดไปสนใจเรื่องพวกนี้ บวกกับหนังแบบนี้มักจะเน้นฉายที่ผู้หญิง แล้วกับคนที่โตมากับผู้หญิงสวยอย่างแม่นุก การดูผู้หญิงไม่ค่อยทำให้เกิดอารมณ์สักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมเพิ่งรู้...การเห็นผู้ชายทำให้ผมร้อนไปทั้งตัว

 

            ผมสนใจผู้ชายหรือ...ไม่รู้

 

            ผมเพิ่งเห็นเห็นผู้ชายทำเรื่องอย่างว่าเป็นครั้งแรก แถมเกิดกับผู้ชายที่ชื่อไคคนนี้อีก

 

            ทำไงดี ผมร้อนไปทั้งตัวแล้ว แขนผมแดงเหมือนกุ้งที่ถูกโยนลงน้ำร้อน แต่ผมก็ยังไม่ละสายตาจากคนที่กำลังปลดเปลื้องอารมณ์

 

            สายตาของผมเลื่อนไปยังลำคอของเขา แล้วผมเพิ่งมีเวลาสังเกตว่าคุณไคเป็นคนรูปร่างดีมาก เทียบกับไอ้เคอร์แล้ว ผู้ชายที่โตกว่าคนนี้หุ่นดีกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งช่วงไหล่กว้าง ทั้งกล้ามแขนเป็นมัด ทั้งแผ่นอกที่เห็นรูปร่างของกล้ามเนื้อสวยๆ ชัดเต็มตา แต่ผมไม่กล้ามองต่ำกว่านั้น แค่นี้ก็ทำให้ผมต้องลดมือมากุมเป้ากางเกง

 

          ไม่ กูไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเพราะไอ้คุณไคนะ

 

            ผมพยายามแก้ตัวกับตัวเอง แต่ผมก็ยังมอง ทั้งหยดน้ำที่ไหลผ่านแก้ม ผ่านปลายคาง หยดลงไปยังแผ่นอก จนเผลอกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ สูดหายใจอีกเฮือก จากนั้นก็วกกลับไปมองสีหน้าของเขา

 

            ตอนอยู่กับผม เขามีแค่หน้าเดียว แต่ตอนที่เขากำลังทำอย่างว่ากลับดูหลากหลายอารมณ์อย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่ตอนนี้ที่กำลังหอบหายใจถี่ หน้าแดงจัด กัดปากจนเป็นเส้นตรง ผมยืนมองไกลๆ แบบนี้ยังรู้เลยว่ากำลังจะถึงจุดสุดยอดของอารมณ์

 

            สีหน้าแบบนี้ทำให้ผมขนอ่อนลุกชันไปทั้งตัว เสียววาบตั้งแต่ต้นคอจรดบั้นเอว สองขาของผมหนีบเข้าหากัน จนรู้ว่าไม่ต้องก้มลงไปมองก็รู้ว่าบางอย่างที่ไม่ค่อยปลดปล่อยกำลังชูชันตามแรงอารมณ์ จนผมเกิดคำถามขึ้นในใจ ใครกันที่ทำให้ผู้ชายแบบนั้นทำสีหน้าแบบนี้ให้เห็นได้

 

            ใครที่อยู่หลังเปลือกตา

 

            และวินาทีที่ผมถาม คือวินาทีที่ได้รับคำตอบ

 

            “...เฌอแตม”

 

            “!!

 

            ผมไม่ได้เป็นคนชื่อโหล อย่างน้อยที่สุดในชีวิตผมก็ไม่รู้จักคนอื่นที่ชื่อเฌอแตม ดังนั้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนในห้วงคำนึงของคุณไคเป็นคนอื่น เพราะเขาก็เรียกออกมาชัดเจนว่าเขากำลังนึกถึง...ผม

 

            ตุบ!

 

          เฮ้ย!

 

            ผมสะดุ้งสุดตัวเลย เพราะผมเผลอทำขวดแชมพูเลื่อนหลุดมือกระแทกพื้น!

 

            ถ้าผมยังยืนอยู่ตรงนี้ เขาต้องเห็นผมแน่ ยังดีที่เขายังลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็หลับตาหันมาทางหน้าห้องที่ผมยืนอยู่จนผมหันรีหันขวาง รู้ว่าเดี๋ยวเขาก็ลืมตาขึ้น และการที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ไม่ดีแน่

 

            เขาโชว์ของดีให้ผมเห็นหลายรอบ แต่นี่เป็นรอบแรกที่ผมแอบดูเขา และที่สำคัญ...

 

          กูขึ้น

 

            ผมจะให้เขาเห็นผมตอนนี้ไม่ได้!

 

            “เฌอแตม?”

 

            เฮือก!

 

          รู้ได้ไงวะ!!!

 

            ผมสะดุ้งโหยง ดึงประตูให้งับปิดอย่างรวดเร็วและเบาที่สุด ไม่รู้ว่าทันเขาหันไปคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าหรือเปล่า แต่วินาทีนั้น สมองผมทำงานไวกว่าตอนคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน เพราะทุกอย่างในมือถูกวางลงหน้าห้อง แล้วผมก็กระโจนเร็วยิ่งกว่าเมื่อเช้าไปยังหน้าตู้เย็นไฮโซที่เป็นระบบทัชสกรีน แล้วก้มหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์

 

            แกร๊ก

 

            ทันจังหวะที่เขาดันประตูออกมาด้วยสภาพผ้าขนหนูผืนเดียว

 

            “นี่มัน...” เขาน่าจะเห็นขวดแชมพูและขวดสบู่เหลว ขณะที่ผมใจตุ้มๆ ต่อมๆ แต่ความอยากรู้มันมีมากกว่า ผมเลยค่อยๆ ยื่นหน้าขึ้นไปช้าๆ และผมก็ได้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่า

 

            คุณไคยิ้ม!

 

            คนหน้านิ่งกำลังจ้องขวดทั้งสองในมือ ขณะที่ริมฝีปากที่เหยียดตรงเสมอกำลังโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยแสนน้อย แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ดวงตาติดดุอ่อนโยนจนน่าแปลก

 

            “เฌอแตม”

 

            ฟึ่บ

 

            ผมรีบหลบเข้าที่เดิม ได้ยินชัดยิ่งกว่าเมื่อครู่ว่าเขาเรียกชื่อผม จากนั้นเสียงประตูก็ปิดลงอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงล็อกที่ชัดเจน เหลือเพียงห้องนั่งเล่นกว้างที่เงียบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

 

            สองมือผมกุมหน้าอกแน่น มันเต้นเร็วจนน่ากลัว เพราะผมมั่นใจ...เขาเรียกชื่อผมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

 

          ฉิบแล้วไง!

 

            ผมสบถในใจ เพราะ...ใจผมเต้น ไอ้นั่นผมตั้ง แล้วทีนี้ผมควรจะทำยังไงดีล่ะ!!!

 

.......................................

 

ต่อค่ะ

 

            “กินพิซซ่าได้มั้ย”

 

            “เอ่อ...ครับ”

 

            กลางโต๊ะอาหารที่มีเก้าอี้วางล้อมถึงหกตัวมีกล่องพิซซ่าไซส์ใหญ่สุดเปิดกางออก ด้านข้างก็มีไก่นิวออลีนแปดชิ้น เบรดสติ๊กพร้อมซอสจิ้ม สปาเก็ตตี้ขี้เมากับสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ขนมปังกระเทียมเพิ่มชีสอีกกล่อง พร้อมทั้งน้ำอัดลมขวดลิตรอีกหนึ่งขวด จนผมได้แต่กลั้นหายใจเอ่ยเสียงเบา

 

          ไม่ใช่อะไร เสียดายตังค์โว้ย!

 

            ตอนแรกที่ถูกเคาะเรียกให้ออกมากินข้าว ผมก็คิดว่าไม่มีทางมองหน้าเขาติด แต่พอเห็นจำนวนอาหารที่เขาสั่งมาแล้ว ผมก็เงยหน้าขึ้นมองคุณไคด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ เพราะไอ้ทั้งหมดนั่นกินได้ทั้งครอบครัวสี่ห้าคน ไม่ใช่สองคนแล้ว

 

            “คุณสั่งแบบนี้ตลอดเลยหรือครับ”

 

            “ฉันไม่แน่ใจว่าเธอชอบกินอะไร ก็เลยสั่งมาหลายๆ อย่าง”

 

            คำด่าที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากกลืนหายไปในลำคอ ได้แต่เหลือบมองใบหน้าที่กลับมาเรียบนิ่งตามเดิม แล้วพบว่าที่เขาสั่งมาตั้งมากมายนี่ก็เพื่อ...ผม

 

          จริงหรือวะ

 

            ผมรีบปัดไล่ความคิดนั้นออกไป พยายามบอกตัวเองว่าให้ระแวง ให้ไม่ไว้ใจ เตือนสติว่าเมื่อกี้เขาเพิ่งจะเรียกชื่อผมไป ทั้งยังรีดพิษงูไปอยู่เลย ดังนั้น ผมห้ามเชื่อใจเขาเด็ดขาด

 

          แต่ไหงวะ ไหงพอบอกว่าทำให้...เสือกใจสั่นเสียเฉยๆ

 

            “ผมกินแค่นี้ก็พอแล้ว” ผมตั้งสติบอกเขา เลื่อนจานมาตรงหน้า ดึงพิซซ่าหนึ่งชิ้น ม้วนสปาเก็ตตี้อีกสี่ช้อน แล้วก็หยิบไก่มาหนึ่งปีก จากนั้นก็เงยหน้า มองแค่แก้ม เพราะรู้สึกมองตาไม่ติดยังไงไม่รู้ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามหนักแน่นที่สุดเท่าที่จะมากได้

 

            “เท่านี้ผมก็อิ่มแล้ว”

 

            ก่อนหน้านี้ผมหยิ่งไม่กินของเขา เพราะไม่อยากได้ชื่อว่ากินของฟรี แต่ตอนนี้ผมถือว่าเป็นลูกจ้างที่มีอาหารด้วยสามมื้อ ดังนั้น ผมเลยต้องบอกเขาให้ชัดเจนว่าปริมาณแค่นี้ก็อิ่มตื้อแล้ว จนคุณไคมองผมนิ่ง วกกลับไปมองอาหารบนโต๊ะ

 

            “งั้นหรือ ไม่เป็นไร เหลือก็ทิ้ง”

 

            “คุณว่าอะไรนะ!” ผมงี้หันขวับ ลืมเรื่องก่อนหน้าไปสนิท

 

            “ก็ถ้าเหลือก็ต้องทิ้ง กินอาหารค้างไม่ดีนะ” เขาก็ตอบผมหน้านิ่ง จนผมงี้หน้าดำหน้าแดง ไม่ได้งกนะเว้ย แค่มัธยัสถ์!

 

            “คุณไค นี่ไม่มีใครสอนคุณหรือไงว่าอย่ากินทิ้งกินขว้าง กว่าจะหาเงินมาสักบาทก็เหนื่อยยากสายตัวแทบขาด แล้วไอ้ที่คุณซื้อมาหมดนี่ก็เจ็ดแปดร้อยแล้ว คุณจะทิ้งขว้างเงินแบบไม่เห็นค่าไม่ได้นะ นี่บ้านคุณไม่เคยสอนเรื่องค่าของเงินเลยหรือไง!” แม่ผมทำงานคนเดียว ผมต้องรู้จักประหยัด การเห็นคนไม่เห็นค่าเงินทำผมฉุนจนกล้าเถียงเขา

 

            “ไม่มี”

 

          โอ๊ย กวนตีนหรือไงวะ!

 

            นี่ถ้าเป็นไอ้เคอร์ ผมตบกะโหลกมันแล้ว มีอย่างที่ไหนตอบหน้าตายว่าไม่รู้ค่าของเงิน เออ ไอ้คนรวย ไอ้คนมีอันจะกิน ไอ้อาเสี่ยตัญหากลับ ไอ้...

 

          “เพราะพ่อแม่ฉันเสียก่อนที่จะสอนฉันเรื่องนี้”

 

            กึก

 

            ทุกคำด่าที่วิ่งฉิวในใจผมถึงกับเบรกกันหน้าทิ่ม กะพริบตาปริบ มองคนที่กำลังดึงพิซซ่าขึ้นมาจากถาดหนึ่งชิ้น สีหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย จนผมไม่รู้ว่านี่เรื่องจริงหรือเรื่องล้อเล่น เผลอนึกไปถึงตอนที่เขาบอกว่าเขาก็ไม่มีพ่อแม่ และเอาเข้าจริง ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เลย

 

            ไม่สิ เมื่อก่อนผมไม่เคยสนใจเรื่องของคุณไคเลยต่างหาก

 

            ความคิดที่ทำให้ผมเผลอมองเข้าไปในดวงตานิ่งเฉยของเขา

 

            “แตม...ผมขอโทษ” พอผมสติหลุดทีไร คำแทนตัวแบบนี้ชอบหลุดออกมาทุกที และตอนนี้ผมเองก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อพูดการสูญเสียขึ้นมา ผมยังจำความเศร้าที่เสียพ่อไปได้ แต่ผมยังมีแม่นุก ส่วนคุณไคที่เสียทั้งพ่อและแม่ไปด้วยกันตั้งแต่เด็กล่ะ

 

            “แตมขอโทษ”

 

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้คิดมาก แล้ว...”

 

            “แล้ว?” ผมทวนคำ เอียงคอมองคนที่พูดไม่จบ

 

            คุณไคเงียบไปอึดใจ แล้วก็พูดออกมา

 

            “เธอก็สอนฉันสิ”

 

            “เอ๊ะ”

 

          “เธอก็สอนฉันเรื่องที่ฉันไม่รู้สิเฌอแตม”

 

            ทำไมผมถึงหลบตาเขาวะ

 

            “แตม...ผมจะสอนคุณได้ไง” ผมหลุดชื่อเล่นอีกแล้ว ยิ่งหลุบตาลงต่ำ ไม่เข้าใจว่าทำไมผมเกิดเขินขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่น้ำเสียงของเขาไม่เห็นจะน่าเขินเลยสักนิด สงสัยเรื่องที่ไปแอบมองเขายังทำให้รู้สึกผิดอยู่

 

            “สอนได้สิ” ผมจ้องแค่สปาเก็ตตี้ขี้เมา พยายามไม่สนใจเสียงของคุณไค ทั้งที่เพิ่งสังเกตว่าแม้โทนเสียงของเขาจะราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ถ้าฟังดีๆ เขามีเสียงที่ทุ้มและน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก แต่ความคิดเหล่านั้นก็กระเจิดกระเจิงไปคนละทาง เพราะว่า...

 

          “ฉันอยากให้เธอสอนฉันทุกเรื่อง เพราะฉันก็อยากรู้เรื่องของเธอทุกเรื่องเหมือนกัน”

 

            ขวับ

 

            ผมเงยหน้าขึ้นไปมองตาเขาอย่างคาดไม่ถึง แม้จะเห็นเพียงตาดุๆ หน้าเข้มๆ สีหน้านิ่งๆ แต่มันทำให้แก้มของผมร้อนขึ้นเรื่อยๆ มือที่ถือส้อมถึงกับเปลี้ยเอาดื้อๆ ขณะที่แก้มของผมร้อนกว่าเดิม จนอยากจะเอามีดจ้วงแทงตัวเองว่ามาร้อนอะไรกับผู้ชายไร้อารมณ์คนนี้วะ!

 

            ความคิดที่ผมต้องรีบสั่นหัว แต่...

 

            “ฉันพูดผิดหูเธออีกแล้วหรือ”

 

            คนตรงข้ามถามขึ้น แล้วผมไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าน้ำเสียงของเขามันดูผิดหวังชอบกล จนต้องสูดหายใจลึกๆ เหมือนตอนที่ไปสงบสติอารมณ์ก่อนหน้า มองเข้าไปในดวงตาของเขาให้ลึกที่สุด เพื่อพบว่าเขาดู...หงอย

 

          ไม่นะ ตาฝาดแล้วไอ้แตม เพ้อแล้วมึง ไม่มีทางอะ

 

            “ทะ...ทำไมคุณคิดงั้น” แย่ล่ะ เสียงผมสั่นมากเลย

 

            คำถามที่คุณไคมองตาผม ก่อนที่จะหันไปมองอาหารบนโต๊ะ มองจานของผม แล้ววกกลับมาจ้องตาผมอีกครั้ง แล้วเขาก็เอ่ยอีกครั้ง

 

            “ฉันคงทำอะไรที่เธอไม่พอใจอีกแล้ว”

 

            “เปล่า มันก็...ไม่ใช่อย่างนั้น” เสียงผมอ่อนอ่อยมาก เพราะจะบอกว่าไม่ได้ไม่พอใจเขาก็ไม่จริง ผมไม่ชอบหน้าเขามาตลอด แต่ในตอนที่เขาบอกด้วยท่าทางหงอยเหงาแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ไม่สิ ผมกำลังแปลกใจมากกว่าว่าทำไมผมถึงคิดว่าเขาหงอย

 

            “จริงหรือ” เขาถามย้ำ แล้วไหงท่าทางหงอยของเขาหายไปล่ะ

 

            “อะ...อืม ผมไม่ได้...ไม่พอใจคุณ”

 

            ทันใดนั้น ผมก็ต้องนิ่งอึ้ง เปล่า ไม่ใช่ว่าคุณไคยิ้มเหมือนก่อนหน้านี้ที่ติดตรึงอยู่ในใจผม แต่ดวงตาของเขาที่ผมชอบค่อนขอดว่าเหมือนโจรโหดเหี้ยมกลับอ่อนแสงลง ดูนุ่มนวลขึ้น ดูอบอุ่นกว่าเดิม และริมฝีปากเขาเหมือนกระตุกนิดๆ จนผมไม่แน่ใจว่าเขายิ้มเหลือเปล่า

 

            “งั้นหรือ”

 

            “แต่ผมจะพอใจหรือไม่พอใจก็ไม่เห็นต่างกันเลยนี่ครับ” ผมพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกมันสั่นจนน่าแปลก ยิ่งตอนที่เขาขยับมานั่งตัวตรง จ้องผมไม่ละสายตา

 

            “ต่างสิ...ฉันดีใจที่เธอไม่เกลียดฉัน” หากแววตาที่ดูนุ่มนวลขึ้นของเขาทำผมใจสั่นแปลกๆ แล้ว ประโยคถัดมาของเขาก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเก้าอี้ที่นั่งสั่นโยกเหมือนแผ่นดินไหว

 

            ประโยคที่ว่า...

 

          “อย่าเกลียดฉันเลยนะเฌอแตม”

 

            ผมรู้สึกว่าเขากำลัง...อ้อนวอนและขอร้อง

 

ต่อค่ะ

 

            ทำไงดี ใจผมสั่นจนน่ากลัว!

 

            สิ่งที่ผมทำคือการเบือนหน้าหลบสายตา รู้สึกว่าความร้อนพร้อมใจกันมารวมตัวที่แก้ม มือที่ว่าอ่อนแรงไม่มีกำลังจะจับส้อมทำได้เพียงวางอยู่บนโต๊ะ ไม่กล้าเอ่ยเต็มปากแล้วว่าผม เคย เกลียดเขา ซึ่งวินาทีนั้นเองที่ผมเพิ่งรู้ว่ามันกลายเป็นอดีตไปแล้ว

 

            ผมไม่รู้ว่าผมเริ่มมองเขาในแง่ดีตอนไหน อาจจะตอนที่เขาให้ผมอยู่ที่นี่ ตอนที่เขากอดผมไว้ ตอนที่เขาปลอบใจผม หรืออาจจะเป็นรอยยิ้มแรกของเขา ผมไม่รู้หรอกว่าตอนไหน แต่ตอนนี้ผมคงพูดอย่างเต็มปากไม่ได้แล้วว่าผมเกลียดเขา

 

            “ฉันพูดอะไรผิดหรือ”

 

            “เปล่า!” ผมรีบร้องเสียงสูง เพราะเริ่มจับได้ว่าเสียงเขาดูหงอยลง จนเผลอสบตาอีกจนได้

 

            “แต่เธอหลบตาฉัน”

 

            “แต่ผมไม่ได้เกลียดคุณแล้วนะ!” ผมลนจนเผลอโพล่งออกไปจนได้ ซึ่งเขาก็นิ่งไป เขาต้องจับได้แน่เลยว่าผมเคยเกลียดเขา และนั่นก็ทำให้คุณไคพยักหน้าช้าๆ

 

            “แค่ตอนนี้เธอไม่เกลียดฉันก็ดีแล้ว”

 

            ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่กล้าสบตา ไม่กล้าต่อคำ กลัวจะบอกเขาออกไปหมดว่าผมรู้สึกยังไง กลัวเขาจะรู้ว่าผมเห็นอะไร ทั้งที่ในใจเกิดคำถามว่าตอนนั้น...เขาคิดถึงผมตอนทำ...แบบนั้นอยู่หรือ

 

            “กินเถอะ เธอคงหิวแล้ว” ผมคว้าส้อมขึ้นมาอีกครั้ง ม้วนสปาเก็ตตี้เข้าปากอย่างไม่รู้รส ในหัวคิดเรื่องท่าทางอ่านไม่ออกของคนตรงข้าม ไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไง หรือมองผมอยู่หรือเปล่า

 

            “ไม่ชอบพิซซ่า งั้นพรุ่งนี้ลองอาหารญี่ปุ่น” ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ลอยมา จนเงยหน้าขวับขึ้นมา แล้วพบว่าคุณไคกำลังกวาดสายตามองหน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่จนชักเอะใจ จากนั้นก็ถามขึ้นมาง่ายๆ

 

            “ชอบข้าวหน้าปลาไหลมั้ย หรือซาชิมิ”

 

            “แล้วคุณถามทำไม” ผมว่าผมเดาได้นะว่าเขาจะตอบยังไง แต่ผมก็อดจะอึ้งไม่ได้อยู่ดีตอนที่ได้ยินคำตอบ

 

            “พรุ่งนี้ฉันจะสั่งมาให้”

 

            “ไม่เอา!” ผมงี้ตอบกลับทันควัน มองอีกฝ่ายที่อึ้งไป ก่อนที่จะขมวดคิ้ว

 

            “ไม่ชอบงั้นหรือ งั้นเอาเป็น...”

 

            “ไม่ๆๆๆ คุณไค ไม่ใช่แบบนั้น!” ตอนนี้ความกลัว ความประหม่าช่างแม่งมันเถอะ พอได้ยินคนที่คิดจะใช้เงินแบบนี้นี่ทนไม่ได้จริงๆ จนต้องร้องเสียงดัง แล้วผมก็ว่าด้วยสีหน้าที่พยายามเข้มที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

            “จะไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือเกาหลีก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ ผมเป็นแค่คนอยู่อาศัย คุณจะมาสั่งอาหารตามใจปากผมทำไม แถมอาหารส่งถึงบ้านก็แพงๆ ทั้งนั้น ผมไม่เอา ไม่กิน มันเปลือง!” ถ้าไอ้เคอร์อยู่ มันคงด่าผมว่าของฟรีไม่เอานี่โง่นะ หรือเจ้าน้องรหัสคงร้องแง้วๆ ว่าถ้าไม่กินก็ให้มันกินแทน แต่ผมไม่เห็นเลยว่าการสั่งอาหารมาให้ผมกินทุกวันมันดีตรงไหน ตรงกันข้าม...

 

            “คุณหัดประหยัดซะบ้างสิ”

 

            “แล้วจะให้ฉันทำยังไง”

 

            นั่นสิ แล้วผมจะให้เขาทำยังไงล่ะ

 

            “ทุกทีคุณทำยังไงล่ะ” ผมถามกลับอย่างไม่แน่ใจ

 

            “ก็โทรสั่งมาส่ง ไม่ก็ออกไปกินข้างนอก หรือบางครั้งก็ไปกินกับเพื่อน”

 

          คนแบบนี้มีเพื่อนด้วยหรือวะ

 

            นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่ผมไม่กล้าพูด ได้แต่เม้มปากเข้าหากันแน่น มองคนที่เคยคิดว่าเป็นผู้ใหญ่นิสัยแย่ แต่ผมเพิ่งรู้ตอนนี้ว่าเขาทำตัวเหมือนเด็กที่พ่อแม่เอาแต่ทำงาน แล้วเลี้ยงลูกด้วยเงิน ใช่ ผมว่าเขานี่มันเด็กชัดๆ ขนาดหาข้าวกินเองยังทำไม่เป็น ไม่น่าล่ะ มาแต่ละครั้งก็เห็นอาหารเดลิเวอรี่ตลอด

 

            และทั้งที่ผมไม่จำเป็นต้องยุ่งเรื่องปากท้องของเขาก็ได้ แต่สุดท้ายความงกก็เป็นอันชนะขาด ตอนที่ผมบอกเขาไปว่า...

 

            “งั้นต่อไปนี้ ผมจะหาข้าวให้คุณกินเอง”

 

            คุณไคดูอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด จนผมรีบบอกด้วยเสียงรัวเร็ว

 

            “แต่ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอกนะ แค่พอทำอะไรกินเองได้ เดี๋ยวผมจะหากระปุกมาตั้งไว้ในห้องครัว ตั้งแต่นี้คุณก็เอาเงินใส่กระปุกไว้ ผมจะเอาส่วนนั้นมาจัดการอาหารเช้ากับเย็นให้ แต่ตอนกลางวันผมมีเรียน ผมคงไม่ได้ทำอะไรไว้ให้ ตกลงตามนั้นก็แล้วกัน” โธ่ อย่าคิดว่าผมจะออกเอง เรื่องอะไรจะเจียดเงินเดือนที่เป็นทั้งค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายมาช่วยออก ดังนั้น ค่าข้าวก็ต้องเขาออกอยู่แล้วสิ

 

            เอาเป็นว่าผมจะพยายามหาอะไรที่มีประโยชน์ให้เขากิน ไม่ใช่แค่ข้าวกับมาม่า

 

            พอผมพูดจบ ผมก็รอดูปฏิกิริยา กลัวว่าจะพูดผิดหูนายจ้าง แต่แล้ว...เขาเอามือปิดหน้า

 

          ตายห่าล่ะไอ้แตม มึงจะโดนฆ่ามั้ยวะเนี่ย

 

            “เอ่อ คุณ...ไคครับ...”

 

            ผมอดจะกลัวไม่ได้ ถอยเก้าอี้ไปข้างหลังอีกหน่อย เพราะแม้จะเริ่มรู้สึกดีกับเขา แต่ใช่ว่าผมจะไม่กลัวเขานี่ แต่แล้วความกลัวของผมก็สลายหายวับไป ตอนที่เขากำลังลดมือจากใบหน้าช้าๆ เผยให้ผมเห็นสีหน้าของเขา และน้ำเสียงที่กำลังบอกว่า...ยินดี

 

            “ฉันยิ้มอยู่หรือเปล่า”

 

            “ครับ?”

 

          ยิ้มบ้าอะไรวะ ปากเป็นเส้นตรงขนาดนั้น!

 

            “นี่ฉันไม่ได้ยิ้มหรือ ฉันนึกว่าฉันจะยิ้มกว้างกว่านี้ไม่ได้แล้วซะอีก” คุณไคยกมือจับปากตัวเองอีกที แล้วเขาก็เอ่ยออกมาด้วยสีหน้านิ่งดุจเดิม ดวงตาเคร่งขรึมไม่ต่างจากเดิม และริมฝีปากที่เหมือนกระตุกนิดๆ นั่น เขากำลังพูดกับตัวเองว่า...

 

            “นี่สินะ...ความรู้สึกของคนที่ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว”

 

            ผมนิ่ง ผมอึ้ง ผมหายใจติดขัด ผมรู้สึกว่าเขา...มีความสุข

 

            คุณไคยกมือปิดหน้าเพราะเขาคิดว่ากำลังยิ้มกว้างมากๆ แม้ในความเป็นจริงจะไม่ใช่แบบนั้น แต่ผมเอง ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าเขากำลังยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เขายิ้มได้ ตอนที่บอกกับผมว่า...ไม่ได้อยู่คนเดียว

 

            ใจผม...เต้นแรงอีกแล้ว

 

            หมับ

 

            “น้องแตม...เอ่อ ผม...คือผมขอไปกินข้าวในห้อง...นะครับ” ผมก้มหน้าลงทันที ปกติก็รับมือเขาไม่ค่อยได้ แต่พอเขาทำแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกติดขัดไปหมด ทั้งมือไม้ ทั้งเสียงพูด ทั้งแววตา ไม่กล้าที่จะมองเขาตรงๆ ได้แต่ยกจานพร้อมกับลุกขึ้น

 

            “เฌอแตม”

 

          ให้ตาย! อย่าเรียกด้วยเสียงนิ่งๆ แต่รู้สึกเหมือนคุณกำลังจะถูกทิ้งได้มั้ย!

 

            “ผม...ผมเปล่าไม่ชอบที่คุณพูดนะ ผมแค่...แค่นึกขึ้นได้ว่ามีการบ้าน” ผมพึมพำ รีบก้าวถอยหลังอย่างกลัวอะไรบางอย่าง...ความรู้สึกภายในใจของตัวเอง

 

            “งั้นหรือ” ทำไมเขาต้องทำเสียงแบบนี้อีกแล้วล่ะ แล้วทำไมผมบ้าคิดว่าเขาเหงาล่ะ อาจจะเพราะคำพูดก่อนหน้านี้ของเขา...เขาอยู่คนเดียวมานานแค่ไหนแล้ว

 

            ผมเองก็เหมือนกัน แม้จะบอกว่าอยู่คนเดียวได้ แต่ผมก็เกลียดการที่ต้องอยู่ห่างจากแม่จับใจ ดังนั้น แม้จะอยากหนีกลับห้อง แต่สุดท้าย ผมก็ลังเล แล้วหมุนตัวกลับไปหาเขาจนได้ ตอนที่พึมพำ

 

            “ต่อไปนี้ผมจะมาอยู่กับคุณแล้วไง ยังไง...ฝากตัวด้วยนะครับ” พอผมพูดจบก็รีบหมุนตัวกลับ จะตรงไปยังห้องนอนที่เขายกให้ผมอาศัย แต่หูผมเนี่ยสิ ดันมาดีอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ เพราะได้ยินเสียงทุ้มดังตามมา

 

            “ขอบคุณ...ที่ยอมอยู่กับฉัน”

 

            ปัง

 

            บานประตูปิดสนิทแล้ว แต่ในหูยังก้องไปด้วยเสียงผู้ชายที่ผมเคยเกลียด คนที่แค่เผยอารมณ์ความรู้สึกบางด้านออกมา หัวใจของผม...ก็รับมือไม่ไหวขึ้นมาดื้อๆ

 

            แท้จริงแล้ว ผมก็มีคำพูดอยากบอกเขาเหมือนกัน แต่ไม่กล้าเอ่ยออกไป

 

            “ขอบคุณที่ทำให้น้องแตมไม่ต้องอยู่คนเดียว”

 

            บางครั้ง ผมอาจจะรู้ดีที่สุดก็ได้ว่าเขารู้สึกยังไง ความดีใจที่ตอนนี้...ผมไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป

 

            “ทำไมกูยิ้มกว้างได้ขนาดนี้วะ”

 

            สุดท้าย ผมก็ทำได้แค่ยกมือจับหน้าแล้วพบว่ามันยิ้มกว้าง...อาจจะกว้างเท่าที่คุณไคคิดว่าเขายิ้มเมื่อกี้ก็ได้

 

...................................

 

            ครบค่ะ มามะ มาต่อคุณไคกันต่อดีกว่าเนอะ ผู้ชายหน้าปูนซีเมนต์ พ่อหุ่นไล่กา พ่อคนที่ห้ามช่วงล่างไม่ได้ พ่อคนหน้าตาย นี่ฉายาพี่ไคมีอะไรอีกนะคะ แฮ่ เขาแสดงออกชัดจะตายนะเออ เพียงแต่ต้องสังเกตหน่อย เชื่อเมย์ค่ะว่าอยู่กันไปนานๆ น้องแตมจะบรรลุวิธีอ่านสีหน้าพี่ไค นี่แค่อยู่ด้วยกันไม่กี่วันก็เริ่มสังเกตเห็นแล้วว่าคนคนนี้ไม่มีหน้าหลัง รู้สึกยังไงก็พยายามแสดงออกแบบนั้นเลย ไม่เหมือนพี่ป้อง คนนั้นมีแต่เบื้องหลัง เบื้องหน้านี่พ่อเทวดา

            ส่วนตอนนี้ แค่มีคนอ่านแล้วฉีกยิ้มกว้างๆ ให้ เมย์ก็ดีใจแล้วค่า ><

            อ้อ สามวันนี้เมย์ไปเที่ยวนะคะ ถ้าไม่มาแปลว่าเที่ยวเพลินอะจ้า แต่เมย์เอาคอมไปด้วย ไม่รู้จะได้อัพมั้ย แหะๆ

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 611 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10357 Xakas (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 23:07
    ส่วนตัวเรา ก็เมื่อยแก้มไปดิ
    #10,357
    0
  2. #10356 Xakas (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 23:07
    ส่วนตัวเรา ก็เมื่อยแก้มไปดิ
    #10,356
    0
  3. #10326 โนนามิ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 16:41

    คนเหงาสองคนอะเนอะ

    #10,326
    0
  4. #10265 Pimnok2124 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:52
    เดี๋ยวนะ จากการบรรยายที่น้องแตมดูพี่ไคในพาร์ทนี้แล้ว ถามจริงนะคะ พี่ไคจะเคะรึเปล่า โอ่ย555
    #10,265
    0
  5. #10221 Le stelle ดวงดาวที่ปลายฟ้า (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 14:33
    น้องแตมเขินใช่ม้ายยยย
    #10,221
    0
  6. #10177 คูฮาร่า (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 09:52
    น้องแตมม. 10กว่าตอนแล้วลูกลดเกราะได้แล้ววว ป้าลุ้นให้ได้กันจนความดันขึ้น
    #10,177
    0
  7. #10166 Orathaiks (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 17:23
    หวั่นไหวแล้วละสิน้องแตมมมม
    #10,166
    0
  8. #10118 rattanalak44 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 04:46
    เขินอ่ะ เขาค่อยๆเช้าใจกันแล้ว
    #10,118
    0
  9. #10073 Pusu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 08:07

    อบอุ่นเลยอ่ะ

    #10,073
    0
  10. #9929 ^^นูน่าหัวสีชมพู^^ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 00:10
    อร้ายยย น่ารักกกกก
    #9,929
    0
  11. #9686 lills (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 08:17
    ชอบอ่ะน้องแตมมองตาคุณไคก็มองออกหมดเลยย
    #9,686
    0
  12. #9591 P'est (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 21:46
    ชอบตอนไคถามว่ายิ้มอยู่รึเปล่า ละน้องเค้าก้คิดว่าปากเป็รเส้นตรงจนาดนี้นี่ยิ้มแล้วเหรอ กูนี่ลั่นเลอออ
    #9,591
    0
  13. #9378 Serin71228 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 21:56
    กูก็จะนั่งเขินเงียบๆ ฮือออออ
    #9,378
    0
  14. #9301 kimleehyun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 11:29
    ยิ้มแก้มแทบแตก@^ ^@
    #9,301
    0
  15. วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 11:07
    อะไรคือการไปแอบดูเค้าาาา
    #9,279
    0
  16. #9262 crazygirl (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 23:40
    ไคน่ารักอ่ะ อ่านแล้วอยากหิวไคกลับบ้าน อิอิ น้องแตมเจ๊ขอไคคนดีเหอะน้า
    #9,262
    0
  17. #9176 Amp (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 01:04

    โอ้ยมันละมุนอะ คนนึงก็พูดไม่เก่ง คนนึงก็โคตรซื่อ

    อยากให้พี่ไคปากตรงกับใจอะค่ะ แล้วก็อย่าหื่น

    ให้น้องมันเห็นบ่อยๆดิ น้องจากหวั่นไหวๆ มันกลัว

    หมดแล้ว เด็กมันไม่เคย 555

    #9,176
    0
  18. #8863 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 22:03
    ตอนนี้น่ารักมากเลย
    #8,863
    0
  19. #8844 PJ05 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 18:43
    ไคน่าเห็นใจจัง เอ็นดูแตมม
    #8,844
    0
  20. #8763 pcy921 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 08:17
    สงสารคุณไคเน้อ อยากยิ้มกว้างแต่เป็นคนน่านิ่งไปอีก เอ็นดู
    #8,763
    0
  21. #8274 loocbomb (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:49
    ไคเป็นคนที่น่าสงสารมากเหมือนกันนะ

    #8,274
    0
  22. #7708 mahnuch (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 10:01
    ไคน่ารักมากกก เป็นคนนึงที่จัดการอารมณ์และสีหน้าของตัวเองไม่เก่ง แต่ห่วงทุกความรู้สึกแตม กลัวเขาจะเกลียด โอ้ยย เอ็นดูววว
    #7,708
    0
  23. #7469 xiaoly (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 23:28
    ตลก ยิ้มกว้างยังไงให้ปากเป็นเส้นตรง 66666มึนกันทั้งคู่เลย น่ารักกกก
    #7,469
    0
  24. #6753 pim_9665 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 15:42
    น้ำตาซึม 😭
    #6,753
    0
  25. #6180 ikonyg (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:27
    อ่านเพลินมากเวอร์ น่ารักเเรกอะไรขนาดนี้ อบอุ่นหัวใจ โอ้ยยนน พี่ไคทำไมเหมือนหมาตัวใหญ่แบบขี้นอยนะ น่ารักอะ งือออ
    #6,180
    0