[Yaoi] Money Addict ผมมีค่า ต้องกล้าจ่าย! [Boy's Love]

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 เบื้องหลังหน้ากาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56,786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 641 ครั้ง
    14 ก.ค. 60




ผมไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!


ตอนที่ 9 เบื้องหลังหน้ากาก

 

 

 

ไค

 

            ผมกำลังถามตัวเองว่าทำอะไรผิดไป ไม่สิ ผมน่าจะ พูดอะไรผิดไป มากกว่า

 

            “เฮ้อ”

 

            ผมถอนหายใจหนักๆ มองประตูห้องนอนที่ถูกยึดจากเด็กน้อยที่เอ็นดูมาตลอด และมันคงไม่เปิดออกมาจนถึงเช้า ขณะที่คิดแล้วคิดอีกว่าเมื่อกี้ผมพูดอะไรออกไปบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะมองยังไง ผมก็คิดว่าผมไม่ได้พูดอะไรที่ไปทำลายน้ำใจเฌอแตมเลย ผมแค่ซื้อของที่คิดว่าเขาจำเป็นต้องใช้ หรือผมจะซื้อมาน้อยเกินไป(?)

 

            ผมหันไปมองข้าวของที่ไปเลือกซื้อตั้งแต่เช้า ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือแม้กระทั่งชุดนักศึกษา โทรถามเพื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเด็กวัยนี้จะชอบอะไร พยายามคิดแล้วคิดอีกว่าเขาจะชอบหรือเปล่า แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกับทุกครั้ง

 

            เฌอแตมดูไม่ต้องการ

 

            “เฮ้อ” เป็นอีกครั้งที่ผมถอนหายใจหนักๆ คิดไม่ตกจริงๆ ว่าควรจะทำยังไงดี

 

            แต่เดิม ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีมนุษสัมพันธ์อยู่แล้ว เพราะหลีกเลี่ยงผู้คนมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ผมบอกตรงๆ ว่าการรับมือกับเด็กมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้ผมจะพาเขามาอยู่ที่นี่จนได้ แม้ว่าเมื่อคืนเขาจะยอมนอนอยู่ในอ้อมกอดของผม แต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้...

 

          เด็กคนนั้นไม่ชอบหน้าผม

 

            ความคิดที่ทำให้ผมยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน

 

ผมก็แค่อยากหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ก็เท่านั้น แม้อีกฝ่ายจะไม่เคยรับน้ำใจเลยสักครั้ง จนผมยังแอบคิดเลยว่าการที่เฌอแตมยอมมาอยู่ที่นี่อาจจะเป็นการใช้บุญทั้งหมดที่ผมสะสมมาตลอดชีวิตแล้วก็ได้

 

            สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ก้มลงคว้าของที่ซื้อมา แล้วเดินไปยังประตูห้องนอน ยกมือขึ้นจะเคาะเรียก แต่ก็...ชะงัก

 

            เฌอแตมเจอเรื่องร้ายมาพอแล้ว ผมไม่ควรจะเอาเรื่องอะไรไปทำให้เขาไม่สบายใจมากกว่าเดิม โดยเฉพาะสีหน้าที่เพื่อนชอบบอกว่าไร้ความรู้สึกแบบนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ไร้ความรู้สึก ไม่ได้เป็นคนด้านชา ไม่ได้เป็นคนที่คิดเรื่องเลวร้าย ผมแค่...แสดงออกไม่เก่ง

 

            ไม่สิ ผมไม่รู้วิธีการแสดงสีหน้านับตั้งแต่พ่อแม่ของผมด่วนจากไปมากกว่า

 

            สุดท้าย ผมก็เดินถือของพวกนั้นตรงไปยังห้องทำงานที่ห้ามไม่ให้เฌอแตมเข้า

 

            ห้องนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครคิดหรอก ก็แค่ห้องทำงานกว้างๆ หนึ่งห้องที่มีโต๊ะหนังสืออยู่ด้านหนึ่ง บนโต๊ะก็มีคอมพิวเตอร์อยู่สองเครื่อง ผนังด้านหนึ่งทั้งด้านเป็นชั้นที่มีหนังสืออัดแน่นจนแทบจะล้นตู้ เยื้องออกมาหน่อยเป็นกระจกบานสูงที่ใหญ่เท่าคนจริงๆ และผมก็เดินตรงไปหามัน

 

            เงาสะท้อนที่ผมเห็นคือผู้ชายหน้าตาไร้ความรู้สึก ดวงตาสีดำดูนิ่งสงบที่ดูไม่แตกต่างจากที่ผมเห็นในทุกๆ วัน จากนั้น...

 

            แสยะ

 

            ผมยกมุมปากขึ้นเพื่อให้มันเป็นรอยยิ้มที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่แทนที่จะดูเป็นมิตร ผมกลับดูไม่ต่างจากผู้ร้ายที่คิดจะทำการใหญ่ รอยยิ้มบางๆ ก็กลายเป็นรอยยิ้มเยาะที่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงยิ้มไม่ได้เหมือนที่คนอื่นยิ้ม

 

            ผมวางของลง ยกมือขึ้นขยับมุมปากให้โค้งขึ้น มันก็ดูเป็นรอยยิ้มน่ะนะ แต่พอปล่อย...กล้ามเนื้อบนหน้าก็กระตุกแปลกๆ จนต้องวางมือบนกระจก ก้มหน้าลงอย่างไม่อยากเห็นสีหน้าประหลาดของตัวเอง

 

            ใครว่าการยิ้มเป็นเรื่องง่าย ผมเถียงเลยว่ามันยากเสียยิ่งกว่าหาเงินสิบล้านด้วยซ้ำ!

 

            ผมสั่นหน้าแรงๆ นี่ไม่ใช่เวลาที่ผมควรจะมาท้อ เพราะเฌอแตมมาอยู่ที่นี่แล้ว มันไม่เหมือนก่อนหน้าที่ผมเป็นฝ่ายเข้าหาอย่างเดียว ในเมื่อผมอยากให้เขาอยู่ที่ห้องนี้อย่างสบายใจที่สุด ผมต้องฝึก จะทีละเล็กละน้อยก็ได้ อย่างน้อยก็คุยกันได้อย่างสะดวกใจ

 

            ผมฝึกยิ้มทุกวัน แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่

 

            “ขอแค่ให้คุยกันได้”

 

            ความจริงผมก็เลิกหวังเรื่องการแสดงออกทางสีหน้ามานานแล้ว ดังนั้น ช่วงหลังมานี้ผมกำลังฝึกอย่างอื่นอยู่

 

            ฟึ่บ

 

            ผมเงยหน้าขึ้นมองกระจกอีกครั้ง แล้วขยับริมฝีปาก

 

            “เธอรับไว้สิ ฉันไม่ได้คิดเงิน” ผมรู้ว่าเฌอแตมมีปัญหาเรื่องเงิน เด็กคนนั้นทำงานแทบทุกอย่างเพื่อหาเงินมาส่งตัวเองเรียน ทั้งยังไม่แตะต้องเงินที่พี่นุกส่งให้ และเพราะผมรู้ ผมถึงโอนเงินให้ คิดว่าเป็นทุนการศึกษา แต่ก็ถูกเด็กคนนั้นด่าด้วยสีหน้ากึ่งจะร้องไห้

 

            ผมไม่ได้ดูถูกเขา แต่เขาชอบคิดว่าผมดูถูก

 

            ผมแค่อยากช่วย เพราะแม้ผมจะเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ลำบาก เงินมรดกมากมายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้มากพอที่จะอยู่สบายๆ ไปตลอดชีวิต แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ เฌอแตมเจอเรื่องมามากกว่าผมไม่รู้กี่เท่า ตอนที่ผมได้ยินครั้งแรก ผมก็คิดแค่ว่า...อยากช่วย

 

          ทว่าก็ถูกปัดความหวังดีกระเด็นแถมถูกตราหน้าว่าเป็นจอมดูถูกคน เฮ้อ

 

            ประโยคเมื่อกี้ก็เหมือนกัน ผมคิดว่าพูดไม่ผิดนะ ผมไม่ได้คิดเงินเขา แต่ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อพูดออกไปด้วยหน้าแบบนี้ ด้วยปากของผมอย่างนี้จะถูกตีความผิดๆ หรือเปล่า

 

            “ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ รับเอาไว้สิ” ผมพยายามอีกครั้ง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเลย จนได้แต่งอหลังอย่างสิ้นหวัง ผมจะบอกเขายังไงเพื่อแสดงความจริงใจว่าอยากช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน

 

            ผมเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คว้าของถุงหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นไปข้างหน้า

 

            “รับไว้สิ...ไม่ใช่” ผมพูดเองยังสั่นหัวแรงๆ สูดหายใจลึกๆ มองเงาสะท้อนในกระจก พยายามแล้วที่จะทำสีหน้าอ่อนโยนให้มากที่สุด

 

            “รับไว้นะ” ปากผมกระตุก

 

            “รับไว้เถอะ” ตาผมจ้องเขม็ง

 

            “เอาสิ ลองเปิดดู” มือผมขยับเหมือนให้ส่งๆ

 

            “ของแค่นี้ฉันซื้อให้ได้” หน้าผมเหมือนอาเสี่ยซื้ออีหนู!

 

          ไม่ใช่! ยังไงก็ไม่ใช่!

 

            ผมหลับตาลงอย่างจนตรอก ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นเหมือนที่ทำทุกวัน เพราะฝึกยังไงก็ลงอีหรอบนี้ทุกที จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม จะอ่อนโยนก็ดูเลวร้าย จะพยายามให้ตายก็ไม่สัมฤทธิ์ผล จนต้องเหลียวไปมองผนังอีกด้านของห้องทำงานที่มีบอร์ดขนาดใหญ่เต็มไปด้วยกระดาษโน้ตที่ปักหมุด

 

            ...ไม่ต้องกังวล บ้านหลังนี้ยินดีต้อนรับ...

 

...ถ้าไม่สบายใจโทรหาฉันได้...

 

...ไม่ต้องคิดมาก ฉันจะเป็นคนปลอบเธอเอง...

 

...อยู่ที่นี่เธอไม่ต้องกังวล ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอสบายใจ...

 

ทั้งหมดนั่นคือกระดาษที่ผมเขียนขึ้นเมื่อตอนเช้ามืด แล้วเอามาติดเพื่อเลือกแล้วเลือกอีกว่าควรจะเอาแผ่นไหนทิ้งไว้กับเฌอแตม

 

ถ้ามึงไม่ถนัดพูด ก็ใช้วิธีที่ถนัดแทนสิ

 

เพื่อนผมแนะนำเอาไว้แบบนั้น และวิธีที่ผมถนัดก็คือ...การเขียน

 

ผมอาจจะไม่เข้าสังคมก็จริง แต่ผมก็มีงานมีการทำ และเป็นงานที่พอบอกใครก็มีแต่คนหัวเราะขำ...ผมเป็นนักเขียน

 

ทว่า ผมไม่ได้เป็นนักเขียนในไทย ผลงานของผมเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และตีพิมพ์ที่อเมริกา แต่ถึงผมจะเขียนผลงานมาแล้วนับสิบเล่ม แต่มันไม่ช่วยอะไรเลย ผมยังคงต้องคิดแล้วคิดอีกที่จะเลือกข้อความสักข้อความนึงให้เด็กคนนั้น และท่ามกลางกระดาษมากมายบนบอร์ด มีอยู่แผ่นหนึ่งที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน

 

กระดาษที่อยู่มุมหนึ่งพร้อมข้อความที่ผมอยากเอ่ยออกไปมากที่สุด

 

แกร๊บ

 

ผมดึงมันออกมา จ้องตัวอักษรที่เขียนว่า...

 

“เธอทำให้ฉันเป็นห่วงแทบบ้า”

 

ข้อความที่ผมอยากบอกกับเด็กคนนั้น แต่กลับยาก...ที่จะเอ่ยออกไป

 

......................................

 

ต่อค่ะ

 

หลังจากใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง สุดท้าย ผมก็เลือกข้าวของที่คิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งกระเป๋า ชุดนักศึกษา เครื่องเขียน รองเท้า (จากหนึ่งในสามคู่) เรียงใส่ถุงหลายใบ ลังเลอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเขียนข้อความสั้นๆ แล้วแปะเอาไว้ว่า...

 

...ของพวกนี้แม่เธอฝากฉันซื้อ...

 

จากนั้นก็ติดต่อไปหาญาติ ขอร้องให้เขาพูดแบบเดียวกับผม

 

[พี่จะพูดแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อของทั้งหมดเป็นของที่ไคซื้อให้น้องแตม อีกอย่าง พี่ไม่เห็นด้วยที่ไคต้องเสียเงินทองขนาดนี้เพื่อน้อง แค่ให้ไปอยู่ด้วย พี่ก็เกรงใจจะแย่แล้ว]

 

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาด เฌอแตมเป็นเด็กรู้จักใช้เงินก็เพราะผู้หญิงคนนี้ คนที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วยอย่างที่สุด

 

“ผมอยากให้”

 

[แต่มันไม่ควรจะมากขนาดนั้น อีกอย่าง น้องแตมไม่มีทางเชื่ออยู่แล้วว่าพี่เป็นคนซื้อให้ ไคก็รู้ว่าพี่ไม่ได้มีเงินเก็บมากขนาดซื้อของแบบที่ไคซื้อ แม้พี่จะอยากให้เขามากแค่ไหนก็ตาม]

 

“อย่างน้อยก็แค่ข้าวของจำเป็น”

 

ผมคิดว่าของที่เลือกออกมาเป็นของธรรมดาที่วัยรุ่นทั่วไปก็ใช้แล้วนะ ไม่ใช่ว่าเด็กเดี๋ยวนี้ขับมินิคูเปอร์กันเกลื่อนหรอกหรือ

 

[เฮ้อ พี่ไม่อยากเถียงเรื่องสามัญสำนึกเรื่องเงินกับไคหรอกนะ พี่ก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่จะสั่งสอนได้ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าไคอยากให้น้องแตม...พี่ขอจ่ายในส่วนที่ไคบอกว่าเป็นของพี่ได้มั้ย]

 

“ไม่” ผมตอบกลับทันควัน รับรู้ได้ถึงความลำบากใจของญาติ ก่อนที่จะว่าต่อเรียบๆ

 

“ผมอยากให้เฌอแตมจริงๆ” ผมรู้ว่าน้ำเสียงของผมยังราบเรียบเหมือนที่เฌอแตมเกลียด แต่เหมือนว่าพี่นุกจะเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อมากกว่าคนเป็นลูก เพราะทางนั้นถอนหายใจหนักๆ แล้วก็เอ่ยออกมาอย่างจนใจ

 

[พี่จะบอกว่าชุดนักศึกษากับรองเท้าเป็นของที่พี่ฝากไคซื้อ ส่วนที่เหลือไคบอกน้องแตมเองก็แล้วกัน]

 

ผมโล่งอกทันทีที่อีกฝ่ายยอมช่วย เพราะสังเกตมานานแล้วว่าหากเป็นคำพูดของพี่นุก เฌอแตมจะฟังทุกคำ จะเห็นด้วยหรือไม่ เด็กคนนั้นก็จะเชื่อฟังอยู่ดี ดังนั้น ถ้าผมจะใส่ข้าวของไปเพิ่มสักชิ้นสองชิ้น ญาติผมไม่รู้ เฌอแตมไม่รู้ และผมไม่บอกก็น่าจะยัดเยียดให้ได้เพิ่มขึ้น

 

ความคิดที่ทำให้ผมมีความสุขเล็กๆ ที่คิดว่าเขาจะใช้ของที่ผมให้

 

หลังจากวางสายจากญาติ ผมก็รอคอยอย่างใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่ตอนเช้าจะมาถึง เมื่อไหร่เด็กคนนั้นจะยอมรับของที่ผมซื้อ จนนอนแทบไม่หลับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างีบไปตอนไหน แต่พอเคลิ้มๆ เหมือนจะหลับในห้องทำงาน เสียงนี้ก็ดังขึ้น

 

ก๊อกๆๆ

 

ผมทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง ตั้งสติเพียงไม่กี่วินาที วิ่งโครมครามไปมองเงาสะท้อนในกระจกเพื่อเช็กสภาพอีกนิด ก่อนที่จะสูดหายใจ แล้วเดินไปเปิดประตูห้องทำงานเพื่อเจอกับเด็กที่ทำหน้ามุ่ย สองมือถือของที่ผมไปวางไว้ให้แน่น

 

พลั่ก

 

“เอาของของคุณคืนไป ผมไม่เชื่อหรอกว่าแม่ซื้อให้” ข้าวของทั้งสองมือถูกดันกระแทกอกผม แต่ผมไม่รับ มองเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววแคลงใจ

 

“ฉันพูดจริง”

 

“ผมไม่เชื่อ เมื่อวานผมก็คุยกับแม่ แม่ไม่เห็นบอกเรื่องนี้กับผมเลย” เฌอแตมว่าอย่างดื้อดึงสมกับเป็นเด็กฉลาด จนผมงัดไม้ตาย

 

“ไม่เชื่อก็ถามดูสิ”

 

อีกฝ่ายเม้มปากแดงจัดนั่นจนเป็นเส้นตรง ดูลังเลที่จะทำตามคำพูดของผม ซึ่งผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า...น่าเอ็นดู

 

“หรือให้ฉันโทรให้” ผมพยายามจะพูดดีกับเขาให้มากที่สุด แต่ทั้งสีหน้า ทั้งน้ำเสียงของผมก็ยังน่าหงุดหงิดอยู่ดี ซึ่งทำให้เฌอแตมสั่นหน้า ก้าวถอยหลังอีกหลายก้าว เอาถุงไปวางลงบนโต๊ะแล้วควักโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาแม่

 

เด็กตัวขาวเหลือบมามองผมอย่างระแวง และผมก็รู้ว่าคงทำหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม ทั้งที่...ใจแทบจะตกไปที่ตาตุ่ม

 

ผมภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เฌอแตมยอมเชื่อด้วยเถอะ!

 

“แม่หรือครับ คือน้องแตมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย...แม่ฝากคุณไคซื้อของให้น้องแตมหรือ” ผมคิดว่าผมกำลังอมยิ้มนะ แม้ในความเป็นจริงกล้ามเนื้อจะไม่กระตุกก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ผมได้ยินเด็กคนนี้แทนตัวว่าน้องแตมด้วยเสียงอ้อนๆ ผมอดจะรู้สึกดีไม่ได้

 

นี่ล่ะมั้งที่เรียกว่า...น่ารัก

 

เด็กน่ารักที่เหลือบมามองผมอีกแล้ว จนผมเผลอขมวดคิ้ว และนั่น เฌอแตมก้าวถอยหลังออกห่างผมอีกก้าว จนไม่เข้าใจว่าระยะที่เหมือนจะใกล้เข้ามาเมื่อวาน มันกลับมาเป็นอย่างเดิมได้ยังไง

 

หรือไม่ถูกใจยี่ห้ออันเดอร์แวร์ที่ผมให้? หนหน้าผมจะลองซื้อยี่ห้ออื่นดู

 

“แม่ไม่เห็นต้องเสียเงินให้น้องแตมขนาดนั้นเลย เสียดายเงินเปล่าๆ น้องแตมใช้อะไรก็ได้” อีกฝั่งคงโกหกให้ผมแล้วล่ะ เสียงโวยวายที่ติดงอแงเล็กๆ จึงดังขึ้น

 

ผมไม่รู้ว่าพี่นุกพูดอะไร แต่เด็กตรงหน้ากำลังยิ้มกว้างมากขึ้น...มากขึ้น...และมากขึ้น

 

แน่นอนว่าผมจ้องใบหน้าขาวไม่วางตา รู้มานานแล้วล่ะว่าเฌอแตมเป็นเด็กหน้าตาดี แต่เมื่อเด็กที่หน้าขาวๆ ปากแดงแจ๋กำลังยิ้มหวานน่ามอง ตาเป็นประกายวับๆ ผมก็ละสายตาไม่ได้

 

“ขอบคุณนะครับที่แม่บอกว่าน้องแตมเป็นลูกแม่เสมอ”

 

กึก

 

ทันใดนั้น ผมก็ชะงัก มองเฌอแตมที่กำลังจับโทรศัพท์ด้วยสองมือ ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ผมเห็นความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ลึกๆ ในตัวเด็กคนนี้ เห็นมานานแล้ว

 

ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะว่าอีกฝ่ายคิดมากแค่ไหนที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพี่นุก ยิ่งตอนนี้ทางนั้นมีลูกแท้ๆ ของตัวเอง ทางนี้ก็คงยิ่งกดตัวเองต่ำจมดิน ดังนั้น แค่คำพูดไม่กี่คำที่บอกว่าสำคัญ เฌอแตมก็ดูมีความสุขจนผมเจ็บปวดแทน

 

ผมอยากให้เขาพึ่งพาผมมากกว่านี้ ผม...อยากช่วยเขาได้มากกว่านี้

 

มันคงเป็นความคิดที่ทำได้ยากลำบาก เพราะเขาปฏิเสธหัวชนฝาที่จะรับของของผม แต่เขากลับยิ้มกว้างวางสาย แล้วใช้สองมือกอดถุงที่เคยบอกปัดก่อนหน้าด้วยท่าทางมีความสุข

 

เฌอแตมมักจะแสดงออกให้เห็นว่าพึ่งตัวเองได้ แต่จริงๆ แล้วเด็กคนนี้กลับขี้เหงาอย่างไม่น่าเชื่อ คนที่กำลังหันมามองผมด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ดูรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ก้าวเข้ามาหาผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ แม้จะยังรักษาระยะห่าง แต่ก็ใกล้กว่าเดิมมาก

 

“คุณไค”

 

ผมสะดุ้งในใจ ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงติดอ้อนของคนที่ช้อนตาขึ้นมองช้าๆ บอกด้วยเสียงเครือๆ

 

“ขอโทษนะครับ”

 

“เรื่องอะไร” ผมขมวดคิ้ว ให้เฌอแตมหลบสายตา ก้มหน้าลง ดูตัวหดเล็กลงไปอีก จนผมเผลอกำมือแน่น ข่มกลั้นทุกความคิดที่ไหลเข้ามาในหัว

 

“ก็ที่ผมไม่เชื่อคุณ...แถมยังว่าคุณ เอ่อ บ้า” ผมยอมรับว่ารู้สึกเหมือนล้มทั้งยืน ในเมื่อเฌอแตมไม่เคยทำท่าแบบนี้กับผม ที่ผ่านมามีเพียงท่าทางไม่พอใจกับน้ำเสียงหาเรื่องเท่านั้น แต่ดูตอนนี้สิ...เด็กน้อยที่ทำท่ารู้สึกผิด สองมือกอดถุงข้าวของเหมือนกอดตุ๊กตา เหลือบตาโตๆ มองผม สลับกับกัดปากอย่างประหม่า...นางฟ้าชัดๆ!

 

เด็กอะไรทำไมถึงน่ารักขนาดนี้ ทั้งดวงตากลมโตสีดำขวับราวกับไข่มุกดำล้ำค่าจากท้องทะเล ผิวขาวนวลเนียนเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ จมูกน่ารักจิ้มลิ้มที่เข้ากับพวงแก้มสีระเรื่อเหมือนใครเอาสีชมพูมาแต้มอย่างเบามือ แล้วปากนั่นอีก กินอะไรหนอถึงแดงจัดได้ขนาดนั้น ทั้งฉ่ำทั้งแดง และถึงตัวสูงยังไงแต่พอเห็นใกล้ๆ ก็อดนึกถึงสัตว์ตัวเล็กๆ ไม่ได้ ใครหนอช่างปั้นช่างแต่งให้เด็กคนนี้น่ารักเหมือนนางฟ้า...

 

“คุณไค?”

 

ผมเกือบจะสะดุ้ง ไม่รู้ตัวว่าเกือบจะกลับไปอยู่ในโลกที่มีเพียงความมโนของตัวเอง รีบส่ายหน้าอย่างไม่อยากให้รู้ว่าคิดอะไรอยู่ มองคนที่เรียกสติผมกลับมา

 

“ไม่...ไม่มีอะไร” แต่ต่อให้ผมสั่นแค่ไหน เสียงของผมกลับนิ่งสนิท จนทางนั้นยิ้มแหย แล้วรีบสูดหายใจลึกๆ เพื่อว่าต่อ

 

“ส่วนอย่างอื่นผมไม่รับนะ ผมรับแค่ที่แม่ให้ กับ เอ่อ...”

 

ทันใดนั้น แก้มขาวก็แดงแจ๊เหมือนที่เพื่อนผมชอบเปรียบว่าเหมือนสตรอเบอร์บนครีมขาว...น่ากิน

 

“...ใน”

 

“หืม” ผมรีบปัดไล่ความคิดตัวเอง ไม่ทันฟังสิ่งที่เฌอแตมพูด แล้วท่าทางแบบนี้ของผมก็ยิ่งทำให้เด็กตรงหน้าหน้าแดงกว่าเดิมเป็นสตรอเบอรี่สุกจัด...น่ากินอีกแล้ว

 

“คุณก็ได้ยินแล้วนี่”

 

“ไม่ ฉันไม่ได้ยิน” ผมไม่ได้ยินจริงๆ ไม่ได้แกล้ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคิดว่าผมแกล้งเพราะเฌอแตมยิ่งหน้าแดงจนน่ากลัวว่าจะเป็นลม เม้มปากเข้าหากันแน่น แล้ว...

 

“ผมบอกว่าขอบคุณสำหรับกางเกงในไงเล่า!!!!” คราวนี้ชัดเจนเต็มสองหูจนผมกะพริบตาสองที ไม่เข้าใจว่าจะมาขอบคุณกับแค่ของชิ้นเล็กๆ ทำไม แต่ดูเหมือนเฌอแตมจะไม่คิดแบบนั้น เพราะดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำใสๆ

 

“แล้วก็...แล้ว...” คนตรงหน้าว่าเสียงตะกุกตะกัก ก้มหน้าลงนิด แล้ว...ช้อนตาขึ้นมอง

 

“ขอบคุณที่ให้ผมมาอยู่ด้วยนะครับ”

 

ขวับ...ปัง!

 

เฌอแตมว่าจบก็หมุนตัววิ่งเข้าห้องไป เหลือเพียงแค่ผมที่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่เพราะเพิ่งเข้าใจคำที่เพื่อนใช้ตอนพูดถึงแฟน

 

และใช่ วันนี้ผมได้เรียนรู้คำไทยอีกหลายคำ นั่นคือ...น่ารักฉิบหายเลยว่ะ!!!

 

........................................

 

ต่อค่ะ

 

“น่ารักฉิบหาย...น่ารักจนหัวใจจะวาย”

 

[ฮ่าๆๆๆ เออ กูรู้แล้วว่าน่ารัก ตั้งแต่มึงคอลมาหากูก็พูดแต่คำนี้จนจำขึ้นใจแล้วไอ้ไค]

 

หลังจากที่เฌอแตมกลับไปขังตัวเองในห้องนอนอีกครั้ง ผมก็อยากหาที่ระบายความอัดอั้นในใจให้ใครสักคนฟัง ซึ่งตัวเลือกก็มีเพียงเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวที่ยอมรับสายในตอนเช้าตรู่ ทั้งที่ภาพบนจอยังอยู่ในชุดนอนหัวยุ่งเหยิง

 

“เฌอแตมน่ารักจริงๆ” ผมยังยืนยันอีกครั้งให้เพื่อนนามปกป้องฟัง

 

[ครับๆ น้องเขาน่ารักก็ชมให้เขาได้ยินสิ มาพูดกับกูก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ]

 

“ถ้ากูชม เฌอแตมจะเชื่อหรือไง”

 

[พูดจากใจ สักวันก็รับรู้...]

 

[แต่ที่รู้ๆ...พี่จะยุ่งกับผัวผมตั้งแต่เช้าไม่ได้นะ!!!]

 

ทันใดนั้น บนหน้าจอโทรศัพท์ที่มีภาพของผู้ชายหน้าตาแบบผู้ใหญ่ใจดีก็ปรากฏเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักที่โผเข้ามากอดจากด้านหลัง ทว่าความน่ารักนั้นกำลังบึ้งสนิท ตาขุ่นขวาง สองมือกอดคอปกป้องแน่นอย่างหวงแหน เขม่นตามองผม แล้วก็โวย

 

เด็กคนนี้...กั๊ก...แฟนปกป้อง

 

[พี่รู้มั้ยว่านี่มันกี่โมงกี่ยาม ผมรู้ว่าพี่เป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญของพี่ป้อง เมื่อวานที่โทรมาขัดเวลาผมเอากับผัวก็อภัยให้ได้นะ แต่นี่มันตอนเช้า พี่จะปลุกพี่ป้องที่นอนกอดผมแบบนี้ไม่ได้นะพี่ไค!!!] เด็กที่กำลังโวยด้วยสีหน้าขัดใจ

 

จุ๊บ

 

[เด็กดี ไม่เอาไม่โกรธสิ นานๆ ไอ้ไคมันจะอารมณ์ดีขนาดนี้นะ]

 

[งื้อ พี่ป้องอย่ามาจุ๊บให้เพื่อนพี่เห็นสิ เดี๋ยวกั๊กขึ้นแล้วทำไง]

 

ผมมองภาพของเพื่อนที่ยื่นหน้าไปหอมแก้มแฟนเด็ก แล้วคนที่อารมณ์บูดก็ดูอารมณ์ดีทันตาเห็น มีการหอมแก้มปกป้องกลับ ซึ่งเป็นภาพที่ผมชินแล้ว ก็เห็นแบบนี้มาตั้งกี่เดือน แล้วไม่รู้ทำไม ผมโทรไปทีไรก็ขัดจังหวะสองคนนี้ตลอด จนอดสงสัยไม่ได้ว่าผมโทรถี่ไปหรือสองคนนี้ทำกันตลอดเวลา

 

            [แล้วพี่ไคเนี่ยนะอารมณ์ดี หน้าเหี้ยมเป็นผู้ก่อการร้ายงี้อะนะ]

 

            [ดูดีๆ มันยิ้มอยู่นะครับนั่น]

 

            ปกป้องเป็นไม่กี่คนในโลกนี้ที่รับรู้อารมณ์ของผม ไม่รู้ว่าเพราะเป็นคนละเอียดอ่อนหรือยังไง แต่นั่นทำให้ผมเป็นเพื่อนกับปาติซิเย่คนนี้ได้

 

            [แหงะ ไม่เห็นรู้เลยว่ายิ้ม แล้วพี่ป้องอะ ไม่ต้องรู้ใจพี่ไคนักได้มั้ย เดี๋ยวกั๊กก็หึงซะหรอก]

 

            กั๊กว่าเสียงงอแงให้ปกป้องง้อแล้ว จนผมคิดว่าวางดีกว่า

 

            “ขอโทษที่รบกวนเวลา งั้นกูวางแล้วนะ”

 

            [เฮ้ยๆ แล้วเรื่องเค้กเอายังไง ให้กูไปส่งหรือจะมารับเอง]

 

            ก่อนที่จะวางสาย ป้องก็ถามขึ้นมาก่อนจนผมนิ่งไปนิด เพราะผมปรึกษาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านขนมหวานแล้วว่าอยากทำอะไรต้อนรับเฌอแตมสักหน่อย สุดท้ายก็ลงที่เค้กสักก้อนกับข้อความสวยๆ ที่ผมเป็นคนคิด และก็ตัดสินใจได้

 

            “เดี๋ยวกูไปเอาเอง ขอบคุณที่ช่วย”

 

            [บ๊ายบายพี่ไค...งั้นพี่ป้องไปนอนกอดกันต่อเนอะ]

 

            ผมเอ็นดูกั๊กอยู่ไม่น้อยที่พูดกับผมส่งๆ แต่หันไปอ้อนปกป้องอีกแล้วจนพยักหน้าช้าๆ แต่...

 

            [โชคดีนะไค]

 

            ผมชะงัก มองเพื่อนที่ส่งยิ้มซึ่งเปี่ยมความเข้าใจมาให้ จนผมหันไปมองเด็กที่กอดคอปกป้องอยู่ จากนั้นก็พยักหน้า เข้าใจดีว่าเพื่อนหมายถึงอะไร

 

            ปกป้องรักเด็กคนนั้นมาเจ็ดปี ส่วนผมอยากดูแลเด็กคนหนึ่งมาหลายปี เรามีสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน แต่ในขณะที่ป้องสมหวัง เรื่องของผมกลับไม่เคยก้าวหน้าเลย เผลอๆ จะถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเฌอแตมยอมมาอยู่ที่นี่...นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ฟ้าประทานมาให้

 

            “ขอบใจ”

 

ผมตัดสาย เอนตัวพิงเก้าอี้ทำงาน เงยหน้าขึ้นมองเพดานด้วยแววตาว่างเปล่า เพราะบางครั้ง...ก็อิจฉาเพื่อนเหมือนกัน

 

ก๊อก ก๊อก

 

“หืม!” นี่เป็นครั้งที่สองของวันที่มีคนเคาะประตูห้องทำงานผม จนเดินออกไปเปิดประตูให้

 

คนมาเคาะที่ก้าวถอยหลังไปอีกสามก้าวเมื่อผมเดินออกมา ขณะที่มองมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

“ผม...จะถามว่าคุณมีผ้าจะซักเพิ่มมั้ย ผมกำลังจะซักผ้า” อีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยม (ที่เชื่อว่า) แม่ซื้อให้ ในมือมีชุดที่ใส่ติดตัวมาตั้งแต่คืนที่ไฟไหม้ จนผมขมวดคิ้วฉับ

 

“เธอไม่จำเป็นต้องรีบทำงานให้ฉันก็ได้ เรายังไม่ได้คุยเรื่องค่าตอบแทน...”

 

“ไม่ๆๆ! ไม่ใช่เรื่องทำงาน เอ่อ...” ก่อนที่ผมจะพูดจบ เฌอแตมก็แทรกขึ้นมาเสียงดัง แล้วก็เงียบลงไปอีก สองมือกำผ้าเอาไว้แน่นกว่าเดิม จากนั้นก็...ช้อนตา

 

อ่า ถ้าเลือดกำเดาไหลจะผิดมั้ย (?)

 

“ผมแค่อยาก...ตอบแทน...” นางฟ้าบอกผมด้วยเสียงเบาแสนเบา จนผมหายใจสะดุด เป็นฝ่ายหลบเลี่ยงสายตา ก่อนที่ในหัวจะสาธยายสิ่งที่ไม่ควรตีแผ่ให้โลกรู้ ปากก็รับคำแบบสติไม่ค่อยอยู่กับตัวเท่าไหร่

 

วันนี้ผมคงใช้บุญทั้งชีวิตหมดแล้วจริงๆ

 

“งั้นฝากชุดนี้หน่อย” ในเมื่อเขาอยากทำ ผมก็อยากจะตอบสนองเขาให้ได้ แต่คิดไม่ออกว่ามีเสื้อผ้าต้องซักมั้ย จะมีก็แต่ชุดที่ใส่ตั้งแต่เมื่อวาน แล้วยังไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะห้องนอนใหญ่ถูกยึด ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าหงึกๆ

 

“งั้นคุณไปเปลี่ยน...เฮ้ย คุณทำอะไร!!

 

ผมได้แต่หันไปมองคนร้องลั่นอย่างแปลกใจ แล้วก็พบว่าเฌอแตมกำลังทำตาโตมองมา ให้ต้องก้มลงมองตัวเอง

 

“เปลี่ยนเสื้อผ้าไง” ผมถอดเสื้อออกลวกๆ

 

“ก็ไปทำในห้องคุณสิ!

 

“มันเสียเวลา” ในเมื่อเฌอแตมบอกจะซักตอนนี้นี่

 

ผมมุ่นคิ้ว พยายามตามใจเขา มองคนที่กำลังยกมือข้างหนึ่งปิดซีกหน้า แง้มนิ้วมองที่ดูแล้ว...น่ารักจัง

 

“เธออาย?”

 

“มะ...ไม่อาย! อายอะไร ผู้ชายด้วยกัน!” เขาปฏิเสธเสียงดัง รีบลดมือลงข้างตัว ยืดอก หันหน้ามองผมด้วยตาสั่นๆ ซึ่งดวงตากลมโตแสนสวยที่ผมว่าเหมือนไข่มุกดำล้ำค่าทำให้ใจผมสั่น และนั่นก็ทำให้...พลาด

 

ฟึ่บ

 

“เฮ้ย!!!

 

ผมมัวแต่มองหน้าเฌอแตม เลยไม่ได้จดจ่อกับปลายนิ้วที่เกี่ยวกับขอบกางเกงว่ามันเกี่ยวกับชิ้นในด้วย ดังนั้น พอผมดึงลงมาที่ปลายเท้า มัน...ก็ร่วงลงมาทั้งยวง

 

อีกทั้ง...

 

“คะ...คุณทำอะไรกับมันหน่อยสิ เก็บไปเลยนะ เก็บไปโว้ย!!!” เด็กตรงหน้าโวยหนักข้อขึ้นกว่าเดิม ทำหน้าช็อก แก้มแดงแจ๋ จนผมก้มลงมอง

 

ซวยล่ะ สงสัยเพราะเห็นท่าทางน่ารักมากไปหน่อย

 

ตอนนี้สิ่งที่ควรจะทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงกำลังต้านแรงทีละน้อย ซึ่งคราวนี้เฌอแตมยกสองมือปิดหน้า แก้มแดงเถือกเหมือนลูกมะเขือเทศสุก ปากคอสั่น เสียงสั่นไปหมด แต่ไม่วายที่จะ...แง้มนิ้วดู

 

แย่ล่ะ น่ารักเกินไป

 

ฟึ่บ

 

“เฮ้ย!!! ไหงมันใหญ่ขึ้นวะ!!!!” ผมพยายามห้ามตัวเองแล้วนะ แต่ลูกชายของผมมันซื่อตรงผิดกับสีหน้าของพ่อมัน เพราะขยายขึ้นทันควันจนเฌอแตมหน้าแดง หูแดง น้ำตาคลอ ไหนจะจ้องเป้งที่ส่วนล่างอย่างสติหลุด และการจ้องแบบนี้ก็ทำให้ผมบอกได้คำเดียวว่า...ตายห่า

 

ฟึ่บ

 

“อ๊ากกกก อย่าเข้ามาใกล้นะไอ้วิตถารโรคจิต!!!

 

ป๊าบ!!

 

ทันใดนั้น เสื้อผ้าในมือเฌอแตมก็ถูกปาอัดหน้าผม ส่วนคนพูดวิ่งแจ้นกลับไปปิดประตูห้องนอนดังปัง ปล่อยให้ผมยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับของซื่อตรงบางชิ้นที่ยังคงบ่งบอกความรู้สึกปั่นป่วนในตัว จนได้แต่ก้มลงไปเก็บเสื้อผ้า และบอกตัวเอง

 

ผม...คงใช้บุญหมดแล้วจริงๆ นั่นแหละ

 

ส่วนตอนนี้...

 

“คงต้องเอาออกก่อน” ผมพูดอย่างหมดหวัง แต่สายตาเจ้ากรรมก็จ้องไปที่...เสื้อในมือ

 

อย่านะไอ้ไค อย่า...

 

สมองเตือนสติ แต่ร่างกายเนี่ยสิ...ดึงเข้าหาตัว

 

.....................................

 

ครบค่ะ อีพี่ไคคคคคคคคค!!! ทุกคนกำลังเห็นความดีนะนั่น เริ่มมีหลายคนบอกพี่ไคนี่เทวดา เจอส่วนท้ายนี่ไปมารออก ไม่สิ ไส้กรอกชีสมันเด้ง ฮา เมย์ว่าออกจะขำ ลองนึกหน้าคนแบบหุ่นไล่กา แต่ตรงนั้นมันซื่อตรงผิดหน้าเนี่ยสิ ยิ่งน้องทำตัวน่ารักแค่ไหน ส่วนล่างพี่ไคก็ซื่อตรงเท่านั้น อ้อ ตอนนี้เอาฮานะ ไม่ได้อนาจารเลยจริงๆ ก็น้องมันน่ารักไปหน่อย ไม่เชื่อดูหัวตอนค่ะหัวตอน น้องแตมไม่เห็น น้องแตมไม่รู้ อีพี่ไคมันโรคจิตโถ พ่อคนดีที่น้องแตมลืม XD

เห็นมีคนว่า ถ้าน้องแตมได้ยินเสียงในใจพี่ไคคงวิ่งป่าราบ นี่อย่าว่าแต่ได้ยินเลยค่ะ แค่เห็นนางก็หนีไปร้องไห้แล้วนะนั่น คนนี้ก็ใส๊ใส แต่ตัวละครรับเชิญอย่างเจ้ากั๊กสิ...อย่ามายุ่งตอนผมเอากับผัว = = แหมมม อีหนูกั๊กเอ๊ย

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #ผมถูกเปย์ นะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 641 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10,384 ความคิดเห็น

  1. #10373 nok0711 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 20:15

    สงสาร555

    #10,373
    0
  2. #10345 shin ai2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 16:22
    โธ่แด๊ดดี้55555
    #10,345
    0
  3. #10325 โนนามิ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 15:33

    มันเกือบจะดีแล้วพ่อ

    #10,325
    0
  4. #10299 ookhappy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:12

    คุณพี่ไคก็ดูจะวิตรถารจริวๆอะ 555

    #10,299
    0
  5. #10263 Pimnok2124 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:35
    วงวารพี่ไคอะ นึกถึงในเรื่องขนมหวานที่ก็ชวนตีตลอดเวลามาก55
    #10,263
    0
  6. #10219 Le stelle ดวงดาวที่ปลายฟ้า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 13:45
    อิพี่ไคโว้ยยยยยยยย
    #10,219
    0
  7. #10211 Krystal wing (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 22:09
    กั๊กคือคนละซีนกับน้องแตมเลยนะคะ
    #10,211
    0
  8. #10198 Golden23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 19:30
    โอ๊ยยยยย เสี่ย
    #10,198
    0
  9. #10185 keo13121999 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 10:00
    พี่ไคคคคคคค คนบ่าเขีนแทนน้องเลยเนีย
    #10,185
    0
  10. #10164 Orathaiks (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 21:32
    โถ่พี่ไคคนดีของน้องงง;_;
    #10,164
    0
  11. #10116 rattanalak44 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 02:13
    ขำอ่ะ5555555555
    #10,116
    0
  12. #10071 Pusu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 07:46

    โอ้โห้ คุณไค

    #10,071
    0
  13. #9928 ^^นูน่าหัวสีชมพู^^ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 23:40
    55555 พี่ไคไม่ใช่คนเข้มนะคะ เขาเป็นคนซึนค่ะ 555
    #9,928
    0
  14. #9681 lills (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 21:09
    พี่ไคคคคน่ารักกก
    #9,681
    0
  15. #9576 Red_Bunny (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 22:27
    ตอนแรกๆก็ดีนะ อ่านไปเรื่อยๆเหมือนเสี่ยติดเด็ก 5555555555 คงเป็นเสี่ยที่เด็อที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา55555
    #9,576
    0
  16. #9395 หางสีเงิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 11:57
    พี่ไคโคตรน่ารักกกกกก แง้ ทำไมน่ารักแบบนี้คะT///T
    #9,395
    0
  17. #9376 Serin71228 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 21:39
    กลับมาแร้วค่ะ เย่ะ 5555 คิดถึงพี่ไค แต่บางครั้งฮีก็น่ากลัวนะ5555
    #9,376
    0
  18. วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 07:33
    บางทีไคก็ดูเป็นคนมึนๆนะ55 สงสารแตมตอนท้าย มีสติหน่อยค่ะคุณไค~
    #9,278
    0
  19. #9022 prawantasri1510 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 11:17
    ไคนี่คลั่งน้องน่าดูเลย
    #9,022
    0
  20. #8861 แคนต้าลูปปปป ^^ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 19:10
    คนแบบไคนี่หาจากไหนได้อีกคะ
    #8,861
    0
  21. #8749 DKdabble (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 21:40
    สงสารน้องงงง ต้องมาพบเจอคนอย่างพี่มัน55555
    #8,749
    0
  22. #8748 pcy921 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 21:38
    โอ้บยยยยยยย พี่ไคแอบน่ารักนะเนี่ย
    #8,748
    0
  23. #8743 MapleMable (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 20:18
    พี่ไคเอ๊ยยยยยย5555 โรคจิตอะะ
    #8,743
    0
  24. #7705 mahnuch (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 01:04
    โรคจิตกว่าไค ไม่มีแล้ว 55555
    #7,705
    0
  25. #7630 beerss (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 18:58
    อิมเมจน้องแตมคือใครอ่า/ใครรู้บอกหน่อยยB-)
    #7,630
    1