[Yaoi] Try Me เสพร้าย สัมผัสรัก [ภาคร้ายยั่ว]

ตอนที่ 35 : ตอนที่ 32 คนที่คู่ควร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,105 ครั้ง
    10 ส.ค. 61


ตอนที่ 32 คนที่คู่ควร

 

 

 

            “ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นวินหรือเปล่า เพราะเห็นแค่แวบๆ แต่พอเช็กรายชื่อแขก แล้วเป็นนามสกุลของวินเลยมั่นใจว่าใช่แน่ๆ นี่เราก็เลยให้คนเช็กทุกโรงแรมในเครือว่าทีมงานของวินพักที่ไหนอีก จนรู้ว่ามาที่นี่ แต่เมื่อวานเราติดงาน พอเช้าก็เลยรีบตามมา นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”

 

            ภายในห้องอาหารของโรงแรม วินกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามสาวสวยเจ้าของชื่อนันท์ หรือนันทิชา...เพื่อนสมัยม.ปลายของเขาเอง

 

            หลังจากที่หญิงสาวเข้ามาทัก ก็เอ่ยปากถามว่าทานข้าวเช้าหรือยัง พอหลุดปากว่ายังก็ถูกเชิญมาทานด้วยกัน จนอาหารเกินมาตรฐานบุฟเฟ่ต์โรงแรมกำลังทยอยเข้ามาเสิร์ฟบนโต๊ะ โดยมีลูกสาวเจ้าของโรงแรมเล่าที่มาที่ไปด้วยรอยยิ้มดีใจ

 

            “อ่า ขอโทษนะวิน เราตื่นเต้นมากไปหน่อย” พอคนพูดรู้ตัวว่าพูดอยู่ฝ่ายเดียวก็ลดรอยยิ้มลงทีละน้อย แล้วบอกอย่างเกรงใจ

 

            “ไม่หรอก เราก็ดีใจที่ได้เจอกันอีก” วินต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้โกหก แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีอารมณ์พูดคุยกับใคร แต่เขายินดีที่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้

 

            นันท์เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับวิน แม้จะไม่ได้สนิทกันมากที่สุด แต่ก็รู้จักกันมาตั้งแต่ประถม เลื่อนชั้นมาด้วยกันตามระบบของโรงเรียนนานาชาติที่เขาเคยเรียน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนไม่กี่คนที่เขามี ซึ่งวินต้องยอมรับว่าการมีหน้าตาไปทางสวยมากกว่าหล่อตั้งแต่เด็กทำให้เขามีปัญหากับสาวๆ มาโดยตลอด

 

            ไม่มีผู้หญิงคนไหนพอใจหรอกที่แฟนเอาผู้ชายอีกคนมาเปรียบเทียบแล้วบอกว่าสวยกว่า

 

            ส่วนเพื่อนผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะเกร็งตอนที่อยู่ใกล้ๆ เขา

 

            ขณะที่นันท์ดูน่ารักและอ่อนหวานมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ไหนจะฐานะลูกสาวคนเล็กของเจ้าของโรงแรมดังที่มีเครือข่ายทั่วประเทศก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาเลย เผลอๆ จะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากเทียบแค่ครอบครัวฝั่งพ่ออย่างเดียว ไม่นับรวมเรื่องที่ว่าพวกเขาทั้งคู่ชื่นชอบอะไรคล้ายๆ กัน ทั้งประเภทหนังสือที่อ่าน เพลงที่ฟัง ภาพยนตร์ที่ชอบ ดังนั้น ผู้หญิงตรงหน้าจึงเป็นหนึ่งในคนน้อยแสนน้อยที่วินกล้าเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปาก

 

            เขาจะไม่ยินดีที่ได้เจอเพื่อนเก่าได้ยังไงล่ะ แม้ว่าจะยังรู้สึกหน่วงๆ ในอก เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของใครอีกคนที่นั่งดื่มกาแฟอยู่โต๊ะห่างออกไป

 

            “นี่กี่ปีแล้วนะ”

 

            “เจ็ดปี” หญิงสาวตอบทันควัน แล้วก็ยกยิ้มน้อยๆ

 

            “ก็ตั้งแต่วินตัดสินใจย้ายไปเรียนที่เกาหลีกะทันหัน เราก็ไม่ได้ติดต่อกันเลยนี่นะ”

 

            “ขอโทษด้วยนะ” ภวิศถอนหายใจ ยอมรับผิดโดยไม่คิดจะแก้ตัว

 

            ตอนอายุ 17 เขาหนีจากผู้ชายอีกคนไปยังอีกประเทศหนึ่ง ความเจ็บปวดในตอนนั้น ทั้งเรื่องที่ตัดสินใจนอนกับพี่ซีน ทั้งสายตาของปณชัยที่มองมา ทั้งคำพูดใจร้ายที่พูดตัดรอน มันยังสดเกินไปที่เขาจะตั้งตัวทัน เขาจึงหนี ตัดขาดทุกอย่างเท่าที่จะตัดได้เพื่อรักษาหัวใจตัวเอง

 

            นอกจากครอบครัว เขาก็แทบไม่ได้ติดต่อใครเลย ไม่แปลกที่ระยะทางและเวลาจะทำให้ช่องว่างระหว่างเพื่อนกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนขาดการติดต่อไปในที่สุด

 

            “ขอโทษทำไม ไม่ต้องขอโทษหรอก วินก็มีเหตุผลของวินนี่เนอะ” หญิงสาวยิ้มตาหยีให้อย่างไม่ห่วงสวย

 

            “แต่เราต้องสารภาพก่อนนะว่าเรารู้ว่าวินเป็นนายแบบมาพักใหญ่แล้วล่ะ แถมเรายังฟอลไอจีวินด้วย แต่ไม่กล้าทักหรอก” นันท์ว่าอย่างอายๆ

 

            “ทำไมล่ะ”

 

            “โธ่ คนฟอลวินกี่แสน เม้นท์ไปก็ไม่รู้จะเห็นหรือเปล่า แถมแฟนคลับวินก็เยอะแยะ ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไปอาจจะคิดว่าเราเป็นพวกเกาะกระแสก็ได้ แบบว่าเพื่อนดังแล้วเลยมาแสดงตัว อะไรแบบนั้นน่ะ เราตามของเราเงียบๆ เนี่ยแหละ แต่หลายเดือนมานี้ วินแทบไม่อัพไอจีเลย เราถึงไม่รู้นี่ไงว่าวินบินมานี่” คนพูดค้อนให้ตาคว่ำ ก่อนที่จะกลับมายิ้มแย้มตามเดิม

 

            “แต่แค่เราเห็นวินสบายดี เราก็ดีใจแล้วล่ะ”

 

            “เฮ้อ ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย แต่เดี๋ยวหลังจากนี้คงได้ติดต่อกันบ่อยๆ แล้วล่ะ”

 

            “อ้ะ ทำไม” วินหัวเราะกับท่าทางตาโตของอีกฝ่าย จากนั้นก็ควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

 

            “นี่ไง ขอเบอร์ได้มั้ยครับคุณนันท์” นายแบบคนสวยยื่นโทรศัพท์ที่ปลดล็อกหน้าจอแล้วให้กับคนสวยอีกคน แบบที่คนฟังก็รีบรับไป แล้วกดเบอร์ ยิงเข้าเครื่องตัวเองอย่างกระตือรือร้น

 

            ภาพของคนสวยทั้งสองที่คนนอกถึงกับมองอย่างเพลินตา

 

            “อ้ะ แล้วนี่เรารบกวนเวลางานของวินหรือเปล่า เราก็คุยเพลิน ลืมไปเลยว่าวินมาทำงาน” นันท์ว่าอย่างนึกขึ้นได้ ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าจะเก้าโมงครึ่งเข้าไปแล้ว ด้วยอารามดีใจ เธอเลยลากเขามาแบบที่ไม่ถามความสมัครใจเลยสักนิด

 

            “วันนี้ได้พักหนึ่งวันน่ะ”

 

            “พัก?” คนฟังทวนคำอย่างงุนงง จนวินต้องชี้หน้าตัวเอง

 

            “โทรมขนาดนี้ทำงานได้ยังไงล่ะ”

 

            “นี่โทรมแล้วหรือ” หญิงสาวยังถามอย่างงุนงง กวาดสายตามองรอบกรอบหน้าเพื่อน แล้วแก้มขาวก็แดงระเรื่อขึ้นมาวูบหนึ่ง

 

            “วิน...ดูดีจะตาย”

 

            “หึๆ ขอบคุณที่กัดฟันชม แต่วันนี้หน้าไม่ไหวจริงๆ เราแทบไม่ได้นอนด้วย ตากล้องเขาเลยบอกให้วันนี้พักไปเลย คิดว่าตั้งแต่พรุ่งนี้คงโหมถ่ายน่าดู ตามกำหนดเหลือเวลาอีกแค่สามวันเองน่ะ” ภวิศอธิบาย พลางลูบหน้าตัวเองเบาๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้าอยากจะแย้ง แต่ก็ไม่พูดอะไร

 

            นันท์แค่กวาดสายตามองหน้าเพื่อนอีกครั้ง แล้วพบว่าวินค่อนข้างล้าล่ะมั้ง

 

            “งั้นเราไม่รบกวนเวลาพักของวินแล้วดีกว่า” หญิงสาวว่าอย่างเกรงใจ แล้วเหลือบมองไปทางด้านหลัง

 

            “อีกอย่าง คนของวินจ้องเราเขม็งมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

 

            วินไม่คิดจะหันไปมอง เพราะเขาเองก็รู้สึกอยู่ตลอด

 

            “หน้าที่เขาน่ะ พี่เรา ภาคิน รู้จักใช่มั้ย...นั่นแหละ เขาส่งมาตามดูแลเฉยๆ” ไม่แปลกที่คนฟังจะพยักหน้าเร็วๆ ในแวดวงของพวกเขาคงไม่มีใครไม่รู้จักคุณภาคินกับชื่อเสีย (ง) ของเจ้าตัวเป็นแน่

 

            “ไม่น่าล่ะ เพราะเราทำให้เจ้านายคนสำคัญไม่ได้พักผ่อนนี่เอง” หญิงสาวพึมพำ เผลอสบตาผู้ชายตัวโตเจ้าของหนวดเคราที่ขึ้นครึ้มคนนั้น จนอดจะยิ้มแห้งๆ ไม่ได้

 

            “เราไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก” แต่วินส่ายหน้าช้าๆ

 

            “อะไรนะ”

 

            “เปล่า เออนันท์ ช่วยอะไรอย่างสิ”

 

            “อะไรหรือ ว่ามาได้เลย ถ้าเราทำได้เราจะทำทันทีเลย” นันทิชาว่าอย่างดีใจที่ได้ช่วย ซึ่งนั่นทำให้นายแบบหนุ่มหันไปมองบอดี้การ์ดตัวโตบ้าง

 

            ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันแวบหนึ่ง ก่อนที่ภวิศจะเป็นฝ่ายเบือนหลบ

 

            “วันนี้พอจะมีห้องว่างอีกบ้างมั้ย”

 

            เขาอาจจะยังไม่เชื่อคำพูดของปณชัย แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดที่จะให้อีกฝ่ายนอนอยู่บนทางเดินหน้าห้องให้โดนต่อว่าซ้ำๆ ถึงจะน้อยใจมากแค่ไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่ปณชัยมีห้องพักของตัวเอง ย่อมดีกว่าให้สมองคิดวุ่นวายว่าคนคนนั้นไปขอใช้ห้องใครอาบน้ำกันแน่เหมือนตอนนี้

 

            “ไม่มีปัญหา เรื่องแค่นี้เอง” ลูกสาวเจ้าของโรงแรมยิ้มกว้าง หัวเราะเสียงใส ซึ่งนั่นก็ทำให้นายแบบหนุ่มพยักหน้าช้าๆ

 

            “เดี๋ยวตอบแทนให้ทีหลังนะ” คนพูดว่าพลางก้มลงฝืนทานอาหารเช้า ทั้งที่ไม่อยาก ทว่า...

 

            “ถ้าวินจะตอบแทน...” วินเงยหน้ากลับมามองเพื่อน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่กลับมาเจอหน้ากันที่อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงแบบนี้...จริงจังจนน่ากลัว

 

            คนที่สูดหายใจลึกๆ แล้วว่าเสียงเบา หากแต่หนักแน่น

 

            “...เรามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอ”

 

...............................................

 

            หลังจากทานมื้อเช้าที่ไม่รู้รสชาติเรียบร้อย ภวิศก็แยกกับลูกสาวเจ้าของโรงแรม แล้วตรงกลับมาที่ห้องพักด้วยความเหนื่อยอ่อน โดยที่ด้านหลังก็มีผู้ชายตัวโตก้าวตามทุกฝีก้าว จนวินอดรู้สึกไม่ได้ว่าแต่ละก้าวที่เดินมันหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

            บอดี้การ์ดของเขาเองก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

 

            ในช่วงสองวันมานี้ การพูดคุยของพวกเขาจบลงด้วยหายนะ ดังนั้น ในเวลาที่ร่างกายกำลังกรีดร้องว่าอยากพักจะตายห่า เขาจึงไม่อยากเดินเข้าไปในหายนะที่ว่าอีกครั้ง

 

            กระทั่งเดินมาถึงหน้าห้อง วินก็สูดหายใจลึกๆ ความผ่อนคลายยามอยู่กับเพื่อนหายวับไปหมด

 

            “เมื่อกี้นายบอกว่ามีเรื่องจะคุย” เจ้าของห้องหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าในที่สุด แต่ไม่ยอมสบตา

 

            “ผมอยากคุยเรื่องเมื่อวาน” คนตัวโตก็เอ่ยตรงๆ จนคนฟังสะดุ้ง

 

            “คุณวินครับ ผมไม่ได้ตั้งใจหมายความแบบนั้น ทุกคำที่ผมพูดไม่ดีกับคุณ ไม่ว่าจะเรื่องงานของคุณ หรือเรื่องชีวิตส่วนตัว ผมไม่ได้มีเจตนาดูถูกคุณเลยสักนิด” ปณชัยเองก็หลีกเลี่ยงคำที่เคยพูดออกไปแล้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคำที่น่าต่อยปากตัวเองทั้งสิ้น

 

            “แต่เพราะตลอดมา เวลาที่ผมอยู่กับคุณ ผมต้องพูดคำที่ไม่ตรงกับใจมาตลอด ยิ่งเมื่อวาน พอผมโกรธ พอผมหึง มันเลยผสมมั่วไปหมด แต่ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำให้คุณเสียใจ...”

 

            “งั้นแปลว่าที่นายบอกว่าฉันเป็นคนสำคัญก็ไม่จริงสินะ” วินย้อนคำที่อีกฝ่ายพูด

 

            “ไม่ครับ ตั้งแต่ที่ผมเห็นน้ำตาของคุณ ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่โกหกอีกต่อไปแล้ว”

 

            “...”

 

            ท่ามกลางบรรยายากาศแสนหนักอึ้ง วินมีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ ผิดกับสองมือที่บีบแขนตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกลัวว่าเล็บจะจิกเข้าไปในเนื้อ ดวงตาคู่สวยก็หลุบมองพื้น ไม่ยอมประสานสายตาคนที่จ้องเขม็งตรงมา

 

            “คุณวิน ผมยืนยันอีกครั้งว่าคุณ...”

 

            หมับ

 

            มือใหญ่ถือวิสาสะดันปลายคางของคนสวยให้เชยขึ้นช้าๆ บังคับให้มองเข้ามาในดวงตาคมกริบที่บัดนี้ฉายชัดถึงความเทิดทูน

 

          “...เป็นคนสำคัญของผม”

 

            ช่วงเวลาที่ทั้งสองประสานสายตากัน อาจจะสั้นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับนานในความรู้สึกเสียจนวินเองก็รับรู้ถึงหัวใจที่กำลังสั่นสะท้าน มันกำลังกรีดร้องให้เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย ให้เดินเข้าไปในอ้อมกอดที่เฝ้าหา เพราะนี่เขาได้ยินคำพูดแว่วหวานที่แม้แต่ฝันหวานยังไม่ดีเท่านี้ แต่...

 

            “ฉันร้องไห้ให้นายตั้งแต่อายุสิบเจ็ด”

 

            วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ยามที่ดึงคางออกจากปลายนิ้วที่แตะอยู่

 

            “แต่นายก็ไม่สนใจมัน แล้วน้ำตาของตอนนั้นกับตอนนี้ต่างกันยังไงหรือ เพราะเรานอนกันแล้วหรือเปล่า นายเลยรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ” คนพูดถามเพียงแค่นั้น แต่เขาไม่ต้องการคำตอบ เพราะภวิศจัดการดึงคีย์การ์ดที่เพื่อนสาวเพิ่งให้มา แล้วดันไปกระแทกหน้าอกอีกฝ่าย

 

            “นี่ห้องนาย แล้วอย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครที่ไหนอีกล่ะ” ร่างเพรียวปล่อยมือจากการ์ด ไม่สนใจว่าชัยจะรับทันมั้ย แล้วดึงการ์ดห้องตัวเองมาปลดล็อก

 

            สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินคือน้ำเสียงสิ้นหวังของอีกฝ่าย

 

            “เอาไว้ให้คุณวินพักก่อนแล้วเราค่อยคุยกันนะครับ”

 

            ปัง!

 

            วินปิดประตูใส่หน้า แล้วเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหลังใหญ่

 

            “เชื่อได้มั้ย ในเมื่อนายบอกเองว่าโกหกมาตลอด”

 

            คนพูดหลับตาลงช้าๆ อย่างเหนื่อยอ่อน

 

            “นายรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่”

 

            หากปณชัยไม่หักหาญน้ำใจภวิศ

 

            หากปณชัยไม่พูดว่าภวิศเอาตัวแลกงาน

 

            หากปณชัยไม่หลุดปากว่าภวิศเป็นแค่สิ่งของ

 

            เวลานี้ นายภวิศเองก็คงเต็มใจที่จะโผเข้าหาอ้อมกอดและคำหวานนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

            แต่ถ้าทั้งหมดนี่เป็นแค่คำหลอกลวง วันใดที่ปณชัยกลับมาใช้ หาก ทั้งสามข้อนั้นอีกครั้ง วินไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะทนความผิดหวังได้อีกหรือเปล่า

 

            นี่เป็นความคิดสุดท้าย ก่อนที่คนเหนื่อยจัดจะผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

 

........................................

 

            นายปณชัยเป็นจอมสวมหน้ากาก

 

            เจ้าตัวก็รู้เรื่องนี้ดี

 

            เขาสามารถเป็นสุภาพบุรุษได้เท่าที่หญิงสาวคนหนึ่งอยากให้เป็น

 

            เขาสามารถเป็นคนเคร่งขรึมที่อ่อนน้อมได้เท่าที่ใจต้องการ

 

            และเขาก็สามารถโหดเหี้ยมได้ชนิดที่ไม่สนใจเสียงคร่ำครวญถ้าเป็นงาน

 

            ไม่ใช่แค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ปณชัยสับเปลี่ยนหน้ากากที่สวมใส่ได้ตามแต่สถานการณ์ เป็นทั้งลูกน้องที่ภักดี พี่ชายคนเก่ง หรือแม้แต่บอดี้การ์ดที่มุ่งมั่นกับหน้าที่

 

            ในขณะที่คุณภาคินแสดงสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ โกรธคือโกรธ หงุดหงิดคือระเบิดลง เขากลับเป็นขั้วตรงข้ามที่เก็บงำทุกความคิดไว้ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง เช่นเดียวกันกับกรณีของคุณวิน

 

            มันเป็นเวลากี่ปีแล้วที่เขาเลือกจะสวมหน้ากากนิ่งเฉยยามที่อยู่กับผู้ชายคนนี้

 

            ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ เขาก็นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงอ้อนวอนให้เห็นใจ เขาก็นิ่ง แม้แต่เสียงครวญครางยามอยู่ในห้องกับชายอื่น เขาก็นิ่ง เขานิ่งมาโดยตลอด เลือกที่จะใช้คำพูดไม่ตรงกับใจเสมอเพราะนั่นคือคุณวิน คือเจ้านาย คือคนที่เขาไม่ควรอาจเอื้อมไปแตะต้อง

 

            ดังนั้น เมื่อเวลาที่ต้องถอดหน้ากากมาถึง ปณชัยเองก็จนแต้มที่จะแสดงความรู้สึกจริงๆ

 

            เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงเมื่อไม่มีเกราะกำบังที่คุ้นเคย

 

            แน่นอนว่าปณชัยอยากให้ภวิศเชื่อสิ่งที่เขาพูด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองไม่ใช่หรือที่ทำให้อีกฝ่ายไม่เชื่อคำพูดของเขา

 

            คุณวินไม่รู้เลยว่าน้ำตาตอนอายุสิบเจ็ดของคุณวินก็สร้างความปวดร้าวให้เขาได้ไม่ต่างจากเมื่อวาน

 

            “ตกม้าตายสินะ”

 

            เขานึกถึงคำพูดที่คุณพงษ์พูดเมื่อวาน ไม่ใช่แค่คุณภาคินหรอก เขาเองก็ตกม้าตายเพราะความรักเหมือนกัน

 

            ความคิดของคนที่มองบานประตูนิ่งนาน ก่อนที่จะหมุนตัวไปยังห้องพักที่อยู่บนคีย์การ์ดที่ได้รับมา

 

            หากปณชัยไม่ได้พักผ่อนให้สมกับที่วันนี้มีเวลาว่าง แต่เขากลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาลูกน้องตัวเอง

 

            “มีเรื่องให้สืบหน่อย ฉันอยากได้ประวัติผู้หญิงที่ชื่อนันทิชา”

 

            บอดี้การ์ดหนุ่มสังเกตสีหน้าคนมาตลอดชีวิต ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมองผู้เป็นนายด้วยความรู้สึกแบบไหน ก็เช่นเดียวกับที่เขามองออกทันทีที่เปลือกนอกของคุณวินกระเทาะแตก...วินาทีที่เงยหน้าขึ้นมามองเขา คุณวินแตกสลายไม่ต่างจากเมื่อเจ็ดปีก่อน

 

            สุดท้าย ไอ้ปณชัยก็ทำให้คุณวินเสียใจเสมอมา

 

            ความคิดที่ทำให้ชายหนุ่มใช้สองมือกุมหน้าด้วยความเคร่งเครียด

 

..........................................................

 

            “ก็ดีกว่าเมื่อเช้า”

 

            พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว จนความมืดเข้ามากลืนกินทั่วทั้งผืนนภา อากาศก็ลดต่ำลงจนรู้สึกเย็น ขณะที่นายแบบหนุ่มก็ลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำแต่งตัว เพื่อทำตามคำพูดที่ให้ไว้เมื่อเช้า...ตอบแทนนันทิชาที่หาห้องพักให้

 

          วินพอจะมีเวลามาดินเนอร์กับเราสักมื้อมั้ย

 

            ภวิศยอมรับว่าเขาหนักใจสายตาคาดหวัง แต่ในเมื่อไม่มีอะไรเสียหาย แถมยังไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้นาน เขาจึงตัดสินใจรับปาก แล้วลุกขึ้นมาแต่งตัวในเวลานี้

 

            จากท่าทางซูบซีดเมื่อเช้า หลังจากที่นอนหลับรวดเดียวเจ็ดชั่วโมง ผิวขาวก็กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง รอยช้ำใต้ตาดูดีขึ้น เมื่อแต่งหน้า แต่งตัวสักหน่อย นายภวิศก็กลับมาเป็นนายแบบที่แสนน่ามอง ซึ่งเจ้าตัวก็กำลังเช็กปกเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทรงลำลองเป็นอย่างสุดท้าย

 

            วันนี้วินเลือกที่จะใส่กางเกงยีนสีเข้มที่พอดีกับช่วงขายาว กับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีอ่อนที่ดูไม่เป็นทางการเกินไป เพราะจะให้แต่งอย่างทุกทีก็ใช่ที่ เขามันชอบนักล่ะ เสื้อผ้าที่ยั่วยวนนิดๆ เรียกสายตาใครต่อใครให้หันมามอง แต่มันคงไม่เหมาะสำหรับการดินเนอร์กับลูกสาวตระกูลดังสักเท่าไหร่

 

            “กราฟโทรมาทำไม”

 

            เมื่อวินหันไปคว้าโทรศัพท์ หน้าจอก็ปรากฏหมายเลขคุ้นเคยที่ไม่ได้รับสาย หากเจ้าตัวก็แค่ยักไหล่นิด แล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง เพราะเขาจะสายแล้ว

 

            หากอารมณ์ที่กระเตื้องขึ้นนิดก็ดิ่งลงอีกครั้งเมื่อเปิดประตูมาเจอกับใครบางคน

 

            “เป็นหมาเฝ้าประตูหรือไง”

 

            ร่างเพรียวประชด มองบอดี้การ์ดตัวโตที่ไม่รู้มายืนอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็สะดุดเข้ากับเสื้อนอกตัวหนึ่งที่พาดอยู่บนท่อนแขนแข็งแรง

 

            หากคนฟังกลับยิ้มกับคำประชด จนภวิศเบือนหน้าหลบ

 

            “ครับ ถ้าคุณวินอยากให้ผมเป็นหมา ผมก็จะเป็นให้”

 

            วินอ้าปากจะโต้ตอบ แต่เมื่อเห็นแววตาระยับของคนที่รอคอยให้เขาสนทนาด้วย เจ้าตัวก็เลือกจะปิดปากเงียบ แล้วหมุนตัวไปที่ลิฟต์ โดยมีร่างสูงก้าวตาม

 

            โชคดีที่ภายในลิฟต์มีแขกคนอื่นด้วย ตลอดทาง วินจึงเลือกที่จะเงยหน้ามองตัวเลขที่ไต่ระดับลงเงียบๆ และเมื่อมันเคลื่อนที่มาถึงชั้นที่ต้องการ เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะก้าวไวๆ โดยไม่เหลียวหลัง รู้อยู่แล้วว่าคนที่เคร่งครัดกับหน้าที่บางคนต้องตามมา แต่...

 

            “ฉันแค่จะไปกินข้าวกับเพื่อน”

 

            ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้องอาหาร วินก็หมุนตัวกลับไปประจันหน้า ยกมือกอดอก ว่าเสียงเรียบ

 

            “ครับ ผมทราบ”

 

            “และนายไม่ได้รับเชิญ”

 

            “ครับ เรื่องนั้นผมก็ทราบ”

 

            จากที่น้อยใจ ภวิศชักจะหงุดหงิดกับอีกฝ่ายขึ้นมาแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าครั้งนี้จะมาไม้ไหน แล้วก็ยิ่งงุนงงขึ้นไปอีก เมื่อมือใหญ่ส่งเสื้อนอกมาให้เขา

 

            “อะไร”

 

            “ผมทราบมาว่าคุณนันทิชาเลือกโต๊ะบนระเบียงเอาไว้ แต่วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น แถมมีลม ผมเลยไปขอยืมเสื้อจากทีมงานมาให้ครับ” ปณชัยคลี่เสื้อนอกสีน้ำตาลเข้มให้ดู ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเจ้านายจะไม่มีปัญหาเรื่องดีไซน์ของมัน แถมถ้ามาจากซังมีด้วยก็ยิ่งไม่ต้องห่วงเรื่องไซส์ แต่คนเป็นนายแบบก็ยังไม่รับมาสวมไว้อยู่ดี

 

            “แต่ฉันไม่หนาว”

 

            ถ้ากลิ่นน้ำหอมประจำตัวของปณชัยติดเสื้อตัวนั้น วินคงไม่มีทางคุยกับเพื่อนรู้เรื่อง เจ้าตัวถึงว่าเสียงเข้ม

 

            ฟึ่บ

 

            หากคนที่ปากว่าจะทำตามทุกอย่างก็ขัดเขาอีกจนได้ ด้วยการสะบัดเสื้อคลุมตัวนั้นมากางแขนออก ใบหน้าคมไม่ได้ฉายแววล้อเล่นสักนิด

 

            “ถ้าคุณวินไม่สบายจะไม่ดีต่องานนะครับ”

 

            จากนั้นปณชัยก็...รอคอย

 

            วินจะเดินเข้าห้องอาหารไปเลยก็ได้ แต่แววตาเอาจริงเช่นนี้ทำให้รู้ว่าป่วยการที่จะปฏิเสธ แล้วเขาก็ชักไม่ชอบใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของพวกพนักงานต้อนรับ เจ้าตัวจึงยอมหมุนตัวหันหลัง ให้ปณชัยช่วย แล้วสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปในเสื้อ จนบอดี้การ์ดตัวโตดึงมันกระชับเข้ากับลำตัวเพรียวบาง

 

            กึก

 

            “ทานเสร็จแล้วก็โทรเรียกผมนะครับ”

 

            ภวิศนิ่งไปหลายอึดใจ เมื่อความร้อนของฝ่ามือที่วางบนหัวไหล่ถือวิสาสะเลื่อนลูบมาที่ต้นแขนทั้งสองข้าง ร้อนจนทะลุเสื้อทั้งสองชั้น แถมยังบีบเบาๆ ไหนจะใบหน้าคมที่โน้มมากระซิบริมหูด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนนั่นอีก จนทำได้แค่ดึงแขนจากการเกาะกุม เดินตรงเข้าไปในห้องอาหารโดยไม่เหลียวไปมองข้างหลัง

 

            สัมผัสแผ่วเบา หากแต่อ่อนโยนจนความน้อยใจละลายหายไปทีละน้อย และมันมากพอให้คู่เดทในคืนนี้ร้องทัก

 

            “วิน ทำไมหน้าแดงจังเลย”

 

            “เปล่า ไม่มีอะไร” แน่นอนว่าเขาตอบได้เพียงแค่นั้น ทั้งที่ เผลอยกมือขึ้นมาสัมผัสต้นแขนอย่างเบามือ

 

            ใช่ นี่คงเป็นอีกมื้อที่เขาไม่รู้ว่าทานอะไร เมื่อสัมผัสของใครอีกคนยังติดแน่นอยู่แบบนี้

 

..........................................

 

            หากไม่มีเรื่องให้คิด วินก็ต้องยอมรับว่ามื้อนี้ยอดเยี่ยม

 

            ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะที่ตั้งอยู่บนระเบียงยาวที่แลเห็นสวนสวยขึ้นชื่อที่ยิ่งงดงามด้วยไฟประดับ อากาศที่กำลังดี อาหารรสชาติเยี่ยม เคล้าไปกับไวน์รสเลิศ และถูกขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีเพราะๆ จนความตึงเครียดที่อยู่บนบ่าทั้งสองข้างผ่อนลงทีละน้อย

 

            “ถ้าวินชอบก็ดีใจ” มันมากพอให้วินเอ่ยชม แบบที่อีกฝ่ายก็ปลาบปลื้มอย่างเห็นได้ชัด

 

            “แต่นันท์คงเจอคู่เดตยอดแย่ที่ปล่อยให้นันท์จัดการทุกอย่างเอง”

 

            “โธ่วิน ก็นี่โรงแรมเรานี่ แถมเราเป็นคนชวน เรารู้หรอกว่าถ้าวินเป็นคนจัดการคงดีกว่านี้โขเลยด้วยซ้ำ” หญิงสาวส่ายหน้าเร็วๆ เอ่ยแก้ให้ แล้วยังเสริมเสียงเบา

 

            “อย่างวินไม่ใช่ยอดแย่หรอก ยอดเยี่ยมต่างหาก”

 

            “รู้ได้ไงว่าถ้าเราจัดการจะดี” วินเย้า

 

            “รู้สิ ก็แต่ไหนแต่ไรวินเป็นคนชอบดูแลคนอื่นนี่นา”

 

            “ใช่หรือ ผ่านมาหลายปีแล้ว ไหนว่าตามเรามาตั้งนาน ไม่รู้หรือว่า คนอื่นเขาว่าลับหลังเราทั้งนั้นว่าหยิ่งบ้างล่ะ มั่นใจในตัวเองมากไปบ้างล่ะ เอาแต่ใจสุดขั้วบ้างล่ะ ได้งานเพราะเส้นสายบ้างล่ะ นี่ชื่อเราไม่ได้ดีไปกว่าญาติเราเลยนะ” ภวิศว่าขำๆ แต่ทำให้นันท์แทบจะยกมือตบโต๊ะ

 

            “ไม่มีทาง วินไม่ใช่คนแบบนั้น! วินอาจจะไม่ชอบพูดอะไรมาก แต่วินไม่เคยเอาแต่ใจ วินอาจจะนิ่ง แต่วินไม่ได้หยิ่งเลย คนอื่นอาจจะเข้าใจผิด แต่เรารู้นะ เรารู้ว่าวินเป็นคนใจดีมากแค่ไหน! เอ่อ...” คนพูดว่าด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เถียงขาดใจว่าไม่เป็นเช่นนั้น และนั่นก็ทำให้คนฟังเผยรอยยิ้มออกมา

 

            รอยยิ้มที่ทำให้หญิงสาวหน้าร้อนวูบ ทิ้งตัวลงนั่งกับที่อีกครั้ง ทั้งยังก้มหน้างุด

 

            “ขอบคุณที่เข้าใจ”

 

            “เรารู้นะว่าวินเป็นคนยังไง” นันทิชาช้อนตาขึ้นมอง

 

            “เมื่อก่อนวินอาจจะเรียบร้อยกว่านี้ ไม่มั่นใจเท่านี้ ไม่มีเสน่ห์ขนาดนี้ แต่เราไม่คิดว่าวินจะเป็นอย่างที่คนอื่นว่าหรอก เพราะเรา...มองวินมาตลอดเลยน่ะสิ” สุดท้าย หญิงสาวก็เอ่ยออกมาจนได้ และนั่นก็ทำให้ภวิศชะงักมือที่กำลังยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ

 

            “...”

 

            “วินจะไม่ถามหรือว่าทำไม”

 

            ชายหนุ่มเงียบไปหลายวินาที มองเข้าไปในดวงตาที่แสดงออกอย่างซื่อตรง มันทั้งอ่อนหวาน ทั้งเป็นกังวล ทั้งหวาดกลัว ซึ่งเขารู้จักสายตาแบบนี้ดี

 

            เขาเองก็มองใครอีกคนด้วยสายตาแบบนี้ จนใบหน้าสวยเกินชายยกยิ้มอ่อนโยน

 

            “นันท์ไม่อยากให้เราถามหรอก”

 

            วินเพิ่งตระหนักตอนนี้เองว่าเพื่อนคิดกับเขายังไง

 

            หากการบอกปัดแบบสุภาพไม่ทำให้นันท์ยอมถอย เพราะหญิงสาวสูดหายใจลึกๆ มือกำเข้าหากันแน่น ดวงตาฉายแววมุ่นมั่น มองตรงไปที่หน้าของนายแบบหนุ่มอย่างไม่มีสั่นคลอน

 

            นันทิชากำลังเตือนตัวเองว่าเธอพลาดโอกาสที่จะบอกความในใจนี้มานานมากแล้ว ซึ่งถ้าพลาดครั้งนี้ไป เธออาจจะไม่มีโอกาสที่สามอีกแล้วก็ได้

 

            นับตั้งแต่เข้าสู่วัยที่สนใจเพศตรงข้าม ลูกสาวคนเล็กของตระกูลโรงแรมก็มักจะเหลียวมองไปยังเด็กชายวัยเดียวกันที่มีใบหน้าสวยน่ามองเสมอ เธอเคยสงสัยว่าทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงมีเสน่ห์ชวนหลงใหลได้ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่กับเพศตรงข้าม แต่รวมทั้งเพศเดียวกัน จากความสนใจ รู้ตัวอีกที เธอก็ละสายตาไปจากเขาไม่ได้แล้ว

 

            เมื่อก่อน วินให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ สูงค่า และน่าปกป้อง หากคนน่าปกป้องคนนั้นก็ยังเป็นผู้ชายเต็มตัว เธอจำได้ดีว่าวินเป็นผู้ชายคนเดียวที่อาสาทำงานที่ทั้งห้องไม่อยากทำ ทั้งประชุมกรรมการห้อง ทั้งช่วยอาจารย์ยกสื่ออุปกรณ์การสอน วินทำของวินโดยไม่คิดอะไร แต่มันช่างดึงดูด เมื่อเทียบกับพวกผู้ชายไม่รู้จักโตที่บ่นอิดออด หาข้ออ้างอยากเล่นเกมเล่นกีฬาตอนพักเที่ยง

 

            เธอกับวินไม่ได้มีเหตุการณ์ความรักน่าประทับใจอะไร ไม่เคยถูกเพื่อนล้อจนชอบกันจริงๆ ไม่เคยวิ่งกระแทกกันที่หัวมุม แล้วเขาช่วยฉุดเธอขึ้นมา เราเหมือนเพื่อนธรรมดาๆ หากความธรรมดานั้นมีเสน่ห์ของมัน นันท์ชอบตอนอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ เธอมีความสุข เธอสบายใจ หัวใจเธอสั่นไหว และมันก็ถลำลึกมากขึ้นเรื่อยๆ

 

            หญิงสาวคิดหลายครั้งว่าจะบอกความในใจ แต่ความเป็นเพื่อนก็ค้ำคอมาตลอด ถ้าเขาไม่ชอบเธอล่ะ ถ้าเขาตัดขาดความเป็นเพื่อนล่ะ ในหัวมีแต่คำว่าถ้าเต็มไปหมด บวกกับนิสัยขี้อาย นันท์จึงเลือกจะเก็บมันเอาไว้กับตัวเงียบๆ กระทั่งวันหนึ่งที่ฟ้าผ่าลงกลางหัวใจ

 

            วินย้ายโรงเรียนโดยไม่บอกใครเลยสักคำ เธอรู้แค่เขาย้ายไปเรียนที่เกาหลี แต่ไม่ว่าจะพยายามติดต่อไปทางอีเมล์หรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างมีเพียงความเงียบ จนได้แต่เสียใจอยู่เพียงลำพังที่ทิ้งโอกาสหลายต่อหลายครั้งไป กระทั่งหลายปีหลังจากนั้นที่เธอได้เห็นเขาในนิตยสารแฟชั่นของเกาหลีที่ลูกพี่ลูกน้องเอามาให้ดู ญาติเธอชี้ชวนให้ดูนักร้องบอยแบนด์ที่ขึ้นปก แต่สายตาเธอกลับสะดุดเข้ากับนายแบบเสื้อผ้าในเล่มนั้น

 

            วินาทีนั้น ความรู้สึกที่หลับไหลกลับมาอีกครั้ง เธอยังชอบเขา และชอบเขามาก จนไม่ว่าผู้ชายคนไหนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ไม่อาจจะเทียบวินติด

 

            ตอนนี้ที่เธอได้มีโอกาสมองดวงตาคมสวยอีกครั้ง ได้เห็นแพขนตาที่พาดทับบนผิวแก้มทุกครั้งที่เขาก้มหน้าลง ได้เห็นริมฝีปากที่ขยับพูดคุยด้วย ใบหน้าที่ดูดีกว่าเดิมสมกับงานที่เขาทำ ไหนจะบุคลิกที่ดูแปลกไปจากความทรงจำครั้งหลังสุด แต่นี่ก็ยังเป็นวิน วินที่ทำให้เธอหายใจสะดุด หัวใจพองโต กังวลเป็นบ้าเป็นหลังว่าเธอแต่งตัวได้ถูกใจเขาหรือไม่

 

            วินยังเป็นผู้ชายคนนั้นที่นันทิชาประทับใจไม่รู้ลืม

 

            เธอรู้ว่าวินมีข่าวลือเรื่องที่เป็นเกย์ แต่อย่างที่ว่า หากพลาดโอกาสนี้ ก็ไม่รู้อีกแล้วว่าจะได้เอ่ยออกไปอีกเมื่อไหร่

 

            “แต่ถ้าเราอยากบอกล่ะวิน”

 

            นันท์ส่งยิ้มที่ดูประหม่า มือยิ่งบีบเข้าหากันแน่น มองเข้าไปในดวงตาเพื่อนเก่า

 

          “เราชอบวินนะ เราชอบวินมาตั้งนานแล้ว ชอบ...แบบคนรัก”

 

            สุดท้าย ความรู้สึกที่อัดแน่นมาตลอดหลายปีก็ได้เอ่ยออกไปเสียที

 

.....................................

 

            หมับ

 

            วินาทีเดียวกันที่นันทิชาสารภาพความในใจ ผู้ชายอีกคนที่ลงไปรอยังล็อบบี้ก็กำหูฟังที่ใส่อยู่ในหูแน่น ใบหน้าคมฉายแววเคร่งเครียดจนไม่มีแขกคนไหนกล้าเฉียดกรายเข้ามาบริเวณนี้ สองมือกำหมัดเข้าหากัน

 

            ใช่แล้ว ปณชัยเอาที่ดักฟังติดไว้กับเสื้อนอกที่เอาไปให้ผู้เป็นนาย

 

            เขาจึงได้ฟังบทสนทนาทุกอย่าง รวมทั้งคำรักของคนที่ คู่ควร กับผู้เป็นนาย

 

...................................

 

            ครบค่ะ ลุงเอ๊ยลุง เป็นไงล่ะ ปล่อยให้ทุกอย่างมันล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ พอมีคนที่คู่ควรจริงๆ ปรากฏตัวต่อหน้าพี่วินแบบนี้จะปล่อยเขาไปตามที่ปากพูดได้มั้ยล่ะ นันท์สวย รวย เก่ง เป็นผู้หญิงที่ไม่สนหรือแคร์ด้วยว่าพี่วินจะเป็นเกย์หรือไม่ ผู้หญิงคนนี้มาทางตรงประเภทรักก็คือรัก ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็รัก แล้วลุงล่ะ เวลาหลายปีที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ และตอนนี้ก็ทำได้แค่แอบฟังเขาคุยกันอย่างนั้นน่ะหรือ เห็นมั้ย เมย์บอกแล้วว่าเรื่องนี้เมย์อวยพี่วินสุดติ่งกระดิ่งแมวนะเออ แต่ก็แอบ แหะๆ ทำร้ายไปเยอะเหมือนกัน

            ตอนหน้าก็มารอดูกันเนอะว่าลุงจะทำยังไงค่า จะมีคนมาแย่งเมียไปแล้วนั่น

            สำหรับเฟซเมย์

            https://www.facebook.com/FictionMame12938?ref=bookmarks

            และทวิตเตอร์

            https://twitter.com/MAME12938

            สำหรับเฟซ เมย์มีแอดมินตอบให้ค่ะ แต่ทวิตเตอร์จะเป็นทวิตส่วนตัว

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พี่วินสวยมาก นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.105K ครั้ง

15,042 ความคิดเห็น

  1. #15040 miiiina (@miiiina) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 22:05
    อิ่ลุงงงงง แกอย่ามา งี่เง่า ตอนนี้นะโว้ยยยย เขาสารภาพความในใจแล้ว ลุงก็ถึงเวลาต้องสารภาพด้วยเซ่
    #15040
    0
  2. #14817 toto (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 20:27

    ชอบนันท์อะ ชอบก็บอกว่าชอบ นี่แมนกว่าลุงอีกนะ

    #14817
    0
  3. วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 15:40
    สมน้ำหน้าลุงเล่นตัวดีนัก
    #13540
    0
  4. วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 21:56
    สมน้ำหน้าลุง เล่นตัวมากนัก เชอะ
    #13462
    0
  5. #13141 sanomsin (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 05:20

    กลับมาอ่านอีกครั้ง พี่วินก็มีผู้หญิงมาหลงรักแล้ว

    #13141
    0
  6. #13136 Ddd (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 07:29

    สงสารลุงงงง

    #13136
    0
  7. #13129 0866Areeya (@0866Areeya) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 22:51

    คุณลุงขี้หึงขี้หวง เขาเป็นผญนะลุงใจเยงๆ

    #13129
    0
  8. #13096 bemysunshine (@DBK1802) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 21:36
    และแล้วก็มาถึงประเด็นนี้ คนที่คู่ควร โอ๊ยยย ลุงจะทำยังไงล่ะทีนี้ อย่ายอมแพ้เด้อ มาคุยกันก่อน อย่าเพิ่งคิดไปเอง
    #13096
    0
  9. #13061 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 15:21
    กรี๊ดดดดดดดดด ตายแล้วตอนแรกเห็นลุงให้ลูกน้องสืบก็คิดว่าจะมีอะไรอันตรายซะอีก ที่ไหนได้ก็แค่นางแอบชอบวินแค่นี้เอง อย่างน้อยเราก็เดาถูกนิดนึงแหละ 555 // ลุงสู้ๆนะ จริงๆไม่อยากจะเชียร์ลุงเลย แต่ตอนจบมันต้องแฮปปี้ไง ยังไงก็ต้องเชียร์ ฮาาาาาาา
    #13061
    0
  10. #13031 MezFxxx (@eng22-atitiya) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 12:30
    โอ้ยยลุงเป็นหนักแล้วนะเนี่ย
    #13031
    0
  11. #12957 JinYongAhhhhh (@Nacky22) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 23:07
    โหลุง หึงวินจะหวงละนั่น
    #12957
    0
  12. #12912 Korya Korya (@korya1234) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 14:29
    ลุงงงงงงง สมมมมมม😂
    #12912
    0
  13. #12910 Eyeprs (@Eyeprs) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 18:03
    โถถถถลุง มีการแอบดักฟังด้วย สู้อีกนิดนะลุง พี่วินใจอ่อนลงทุกวันแล้ว
    #12910
    0
  14. #12908 baconjelly2 (@BaconJelly) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 00:51
    ชั้นมั่นใจว่าพี่วินจะไม่เทินรุก5555555ใช่มั้ยพี่วินนนน~~แต่ต่อให้เทินยังไงอิลุงก็ได้เปนที่1อยุ่ดีอ่ะ อิจฉาเว่ออออ
    #12908
    0
  15. #12907 kibza2558 (@kibza2558) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 00:34
    ขอบคุณนะคะ ชอบมากๆเลยค่ะ
    #12907
    0
  16. #12906 mecharui (@mecharui) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 23:42
    สู้ๆนะลุงชัย แต่วินเจ็บมานานแล้ว เปลี่ยนกันบ้างนะ อิอิ
    #12906
    0
  17. #12905 Kawisara Ladnok Swc (@naeswc) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 19:29
    คือหน่วงมาก แต่ก็สนุกมากๆอ้ะะ
    #12905
    0
  18. วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 18:34

    คู่ควรอีกแล้วววว ทำไมชอบคิดอะไรแทนวินตลอดเลยห่ะพี่ชัย แล้วถ้าพี่ชัยคิดจะถอยให้นันท์นะ คอยดูเถอะ จะฟ้องทั้งพี่คินฟ้องทั้งลุงพงษ์เลย ฟ้องกราฟฟ้องจันทร์เจ้าด้วย ไม่ให้ใครทีมพี่ชัยด้วย!!!

    #12904
    0
  19. #12901 LittleWaew (@LittleWaew) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 16:56

    ลุงก็รีบๆทำอะไรสักอย่างสิ ชักช้าไม่ทันการนะ

    #12901
    0
  20. #12894 YasmeeEsor (@YasmeeEsor) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 13:30
    ลุงคะ จะทำอะไรก็รีบทำก่อนที่น้องวินจะตกเป็นของคนอื่น😂
    #12894
    0
  21. #12888 kunlasap2014 (@kunlasap2014) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 08:54

    เป็นไงล่ะ มัวแต่ลีลา สมน้ำหน้ามากง่ะ

    อยากให้วินตกบวคบกับนันเลยนะเนี่ย

    แต่ก็นั่นแหละ มันไม่ใช่แนวของวิน

    #12888
    0
  22. #12883 SunanthaSarahong (@SunanthaSarahong) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 20:08
    เอาแล้วไงลุง
    #12883
    0
  23. #12879 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 17:43

    นี่อย่าบอกนะว่าพอรุกด้วยความจริงสักหน่อยก็มาทำตัวเป็นพระเอกยอมถอยอีก ลุงไม่ใช่พระเอกที่ทำมาตลอดมันไม่ใช่!

    #12879
    0
  24. #12866 sweet water (@namvan13705) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 11:59
    ลุงเอ้ยยยยย ปวดเฮดแทน
    #12866
    0
  25. #12860 pen (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 09:44

    ก็สมน้ำหน้าลุง เห็นมั๊ยล่ะนั่นมีคนจะแย่งพี่วินไปแล้วนะ แย่งแบบเอาเป็นตัวจริงด้วยไม่ใช่แย่งไปเล่นๆ

    #12860
    0