[Yaoi] Hey! Love Me Plz พี่ครับรับรักผมเถอะ [Boy's Love]

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3 จีบครับจีบ เรื่องจริงไม่ได้โม้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    26 ธ.ค. 57



ตอนที่ 3 จีบครับจีบ เรื่องจริงไม่ได้โม้

 

 

 

โช

 

            โครม!

 

            “ผมต้องการลายเซ็นคณบดี!”

 

            “ไม่มีให้!”

 

            “แต่ผมต้องได้ ไม่งั้นคณะจะจัดกิจกรรมยังไง เงินไม่ใช่น้อยๆ นะ”

 

            นี่เป็นวันที่สามแล้วที่ทั้งคณะศิลปศาสตร์เห็นภาพผมกับประธานสโมสรคณะโต้เถียงกันบนทางเดิน แล้วเด็กนี่ก็เป็นบ้าอะไรไม่รู้ เวลาไม่ได้ดั่งใจแล้วชอบทุบ พอผมบอกว่าไม่มีให้ ก็ทุบกำแพงข้างตัวดังโครมคราม เรียกสายตาของใครต่อใครให้หันขวับมามองจนผมเหนื่อยจะอาย

 

            แน่ล่ะ ถ้าคุณเจอเขาเล่นดักอยู่หน้าห้องทุกครั้งที่ก้าวออกมา เป็นใครก็ชินชากันทั้งนั้น

 

            ตอนนี้ก็เหมือนกัน นายท็อปกำลังเอาร่างสูงใหญ่บังทางผมซะมิด ใบหน้าหล่อๆ (ให้ตายเถอะ ทำไมผมต้องยอมรับว่าเขาหล่อด้วยเนี่ย) กำลังตีหน้าเหี้ยม ท่าทางกรุ้มกริ่มเมื่อหลายวันก่อนหายวับไปแล้ว เหลือแต่ผู้ชายเอาแต่ใจที่ต้องได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จนผมก็อยากจะกระชากคอเสื้อมาถามว่า

 

            ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไงว่าคณบดีไม่อยู่

 

            “แล้วน้องจะให้พี่ทำยังไง บินตามไปอังกฤษเลยมั้ย?”

 

            “ได้ก็ดี แต่กลับมาภายในสามวันนะพี่”

 

            ฮึ่ม! นี่ผมโกรธจนลมออกหูแล้วนะ จนได้แต่ขยำกระดาษที่อยู่ในมือ ทุกวันนี้ก็โอดครวญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าผมทำกรรมอะไรไว้ ทั้งที่งานก็ดี เพื่อนร่วมงานก็โอเค สภาพแวดล้อมยิ่งเยี่ยมใหญ่ แต่ทำไมนรกต้องส่งเด็กนี่เข้ามาในชีวิตผมด้วย

 

          ฮึ่ย โมโห

 

            “ทยุต! ฟังพี่ให้ดีๆ นะ...คะ-ณะ--ดี-กำ-ลัง-ไป-ดู-งาน”

 

ผมชี้ที่ริมฝีปากของผม แล้วเอ่ยทีละคำ จนอีกฝ่ายถามกลับเสียงเข้ม

           

            “เออ อันนั้นผมรู้ แต่ผมอยากได้ลายเซ็น” เขาว่าแล้วก็โบกกระดาษไปมาตรงหน้าจนอยากจะกระชากมาฉีกทิ้งจริงๆ

 

            “รู้แล้วก็เลิกเซ้าซี้ได้แล้ว! พยายามขอให้ตายท่านก็ยังไม่กลับมาตอนนี้หรอก”

 

            “แล้วพวกผมจะทำกิจกรรมยังไง?”

 

            สุดท้ายก็วนเข้าลูปเดิมที่ผมบอกว่าหาให้ไม่ได้ก็ยังยืนยันว่าจะเอา จะให้ผมปลอมลายเซ็นคณบดีเลยมั้ย แต่ผมไม่ถามเด็กนี่หรอก ตราบใดที่ผมหาลายเซ็นได้ วิธีไหนนายท็อปก็คงไม่เกี่ยงทั้งนั้น

 

            “ไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”

 

ผมพยายามผลักอกท็อปออกไปเพื่อจะเดินไปห้องน้ำ นี่เสียเวลาเถียงจนจะเล็ดอยู่แล้ว แต่ด้วยร่างกายที่ใหญ่กว่า สูงกว่าและท่าทางที่แข็งแรงมากกว่า ทำให้ผลักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขยับไปไหน

 

            “โว้ย! ให้ตายเถอะ หลบไป จะไปห้องน้ำ!”

 

            “จะราดหรือไงพี่”

 

            “ใช่! รู้แล้วก็หลบไป!”

 

ตราบใดที่ผมหนีพ้น ผมยอมหมดแหละ ไม่สนด้วยว่าจะมีนักศึกษาหลายคนที่ชินกับภาพแบบนี้แล้วกำลังหัวเราะคิกคัก มีส่งเสียงแซวท็อปด้วยว่าอย่าแกล้งผมนักสิ

 

          น้องดูยังไงว่าแกล้ง หมอนี่น่ะโคตรเอาจริงในการขู่พี่เลยเถอะ

 

            “ก็ได้” ผมเกือบจะยิ้มออกแล้วนะ ถ้าไม่ใช่เพราะ...

 

            “แต่ผมไปด้วย”

 

ผมสาบานด้วยทุกอย่างที่มี ถ้าผมไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย ผมขอเอาเล็บตะกุยหน้าหมอนี่แล้วเตะเข้าชายโครงสักที แต่ผมทำได้แค่หมุนตัวไปอีกทาง แล้วก้าวดุ่มๆ เข้าไปในห้องน้ำแบบที่หน้าห้องก็แปะว่าสำหรับบุคลากร แต่...

 

            “ตามเข้ามาทำไม?”

 

            “กลัวพี่หนี”

 

ถ้าผมปีนบานเกร็ดขนาดเท่าเด็กสามขวบลอดออกไปได้ ผมก็คงหนีได้ล่ะนะ ดังนั้นผมเลยถอนหายใจหนักๆ แล้วเดินไปที่โถปัสสาวะชาย ซึ่งท็อปก็ตามมา

 

            “จะตามมาทำไม?”

 

            “ก็บอกแล้วว่าเดี๋ยวพี่หนี ขืนหันหลังให้แล้วพี่ชิ่งขึ้นมาผมก็เหนื่อยวิ่งตามอีกน่ะสิ”

 

          เย็นไว้ อย่าสั่น  

 

            ผมพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่หน้าหนาหรือช่างตื๊อ คนทั้งห้องกองกิจการนักศึกษาคงไม่มีใครกลัว เพราะตอนนี้เขามายืนพิงกำแพงใกล้ๆ แล้วเริ่มต้นถามเรื่องเดิม

 

            “แล้วอย่างนี้ผมจะทำยังไง ไม่ได้งบ เรื่องก็ไม่เดิน”

 

            “ไปขอสภากลางสิ”

 

ผมตอบเรียบๆ ท็อปส่ายหน้า แล้วเริ่มแจกแจง

           

            “พี่รู้หรือเปล่าว่าการของบสภากลางนักศึกษายากโคตร ยิ่งเป็นเรื่องในคณะก็จะเกิดคำถามว่าแล้วทำไมไม่ของบในคณะล่ะ แค่พวกชมรม ชุมนุม ไหนจะค่ายอาสาก็กินงบไปเยอะแล้ว”

 

            “...”

 

            “ล่าสุด ผมเข้าประชุมตอนช่วงของบประจำปี ผมขอไปร้อย พวกนั้นตัดกันครึ่งต่อครึ่งบอกว่าไม่จำเป็น ผมนี่โวยกลางห้องสภามาแล้ว เถียงกับเหรัญญิกฝ่ายนั้นจนแทบจะวางมวยกัน อีกอย่างนะงานนี้เป็นงานที่ทางคณะอนุมัติงบจัดติดกันมาเป็นปีที่ 7 แล้ว ของบกลางไม่ได้หรอก”

 

            ผมก็เริ่มจะเห็นใจเขาเหมือนกันนะ ได้แต่เหลือบมองหน้าคมๆ ที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดแล้วก็เริ่มใจอ่อน

 

            จริงๆ ช่วงนี้ผมสนิทกับน้องปุ๋ยมากขึ้น แล้วใครจะรู้ล่ะว่าเด็กซื่อๆ คนนี้รู้ทุกความเคลื่อนไหวของทุกคนในคณะดี

 

          พี่ท็อปเป็นคนยังไงน่ะหรือคะ? ก็โวยวายเก่งล่ะมั้ง แต่จริงๆ ใจดีนะคะ ใครมีปัญหาอะไรก็ช่วย ที่แน่ๆ ทำงานหนักกว่าคนอื่นค่ะ ไหนจะเรื่องเรียน แล้วยังเรื่องงานที่สโมฯ อีก พี่ท็อปจัดการแทบทุกอย่าง ช่วงนี้ก็วิ่งเต้นเรื่องกิจกรรมในคณะ ไหนจะต้องเตรียมงาน Open House อีกสองเดือนข้างหน้า นี่ก็เริ่มร่างแผนการเอาไว้แล้วด้วย’

 

            น้องปุ๋ยเล่าให้ผมฟังแบบนั้น จนแอบเห็นใจอยู่หรอก ได้ข่าวว่าที่นี่เรียนหนัก รายงานเยอะ พรีเซนต์ก็ถี่

 

            “จะลองหาทางให้แล้วกัน” เอ่ยพลางเดินไปอ่างล้างมือเมื่อทำธุระเสร็จ

 

            “หืม?” ท็อปหันขวับมามองผมอย่างแปลกใจ ให้ผมบอกด้วยเสียงดังขึ้นอีกนิด

 

            “เรื่องนี้จะลองไปถามอาจารย์ท่านอื่นดูว่าจะมีทางช่วยได้มั้ย”

 

            “พี่แว่นโคตรน่ารักเลย!”

 

            ฉ่า

 

            ผมได้ยินเสียงแก้มตัวเองส่งเสียงฉ่า อีกทั้งยังร้อนจัดชนิดไม่กล้าส่องกระจก เมื่อท็อปรวบผมไปกอดหมับเร็วๆ จนหน้าผมฝังลงบนอกเสื้อของเขา สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมา อีกทั้งเสียงทุ้มๆ ยังดังชิดหูชนิดรู้สึกเกลียดอาการใจสั่นของตัวเอง

 

            ไหนจะ...

 

          กลิ่นโคโลญจน์อะไรน่ะ หอมจัง...

 

            กลิ่นของท็อปอธิบายไม่ถูก มันให้ความรู้สึกสบายใจ จนอยากจะลองฝังหน้าลงไปอีกนิด ทว่าผมก็พยายามเตือนตัวเองว่าอายุไม่ใช่น้อยๆ จะมาเคลิ้มอะไรกับเด็กรุ่นน้อง จนต้องดันไหล่เขาออก พยายามบอกเสียงเข้ม

 

            “ใครให้กอดกัน!”

 

ผมว่าเสียงขุ่น แต่เขากลับยิ้มกว้าง แล้วยอมปล่อยผมแต่โดยดี

 

            “ก็พี่น่ารักนี่นา”

 

            ผมชักเกลียดคำชมของเขาแล้วนะที่ทำให้ผมเขินแปลกๆ จนต้องรีบถอยออกห่าง ซึ่งเขาก็เหมือนจะพอใจแล้วเลยเดินไปที่ประตู

 

            “งั้นผมไปแล้วนะ ตอนเย็นจะมาฟังข่าวอีกที”

 

ทั้งๆ ที่กำลังจะออกไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็หันกลับมา หน้าตาที่ยู่ยี่ก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง ท็อปหัวเราะเบาๆ ทำให้หน้าคมดูมีเสน่ห์กว่าเดิมโข ผิดกับคำพูดลิบลับ

 

            “อ้อ อีกอย่างนะ ที่ผมชมว่าพี่น่ารักไม่ใช่เพราะแค่พี่ช่วยผมหรอกนะ หมายถึงนั่น...น่ารักชะมัดเลย สีชมพูซะด้วย...ไปแล้วครับพี่แว่น!”

 

            แม้บานประตูจะปิดลงไปแล้ว แต่ผมยังยืนค้างอยู่ในห้องน้ำ เบิกตากว้างอย่างตกใจสุดขีด เพราะผมมั่นใจว่าเมื่อครู่ถูกเด็กเหลือขอเหลือบมามองช่วงล่าง อีกทั้งยังบอกด้วยแววตากรุ้มกริ่มอีก แล้วไอ้สีชมพูที่ว่านี่จะมีอะไรได้นอกจาก...

 

            “ไอ้เด็กเวร!!!”

 

          .. บังอาจ... บังอาจมาแอบดู... แล้วยังมีหน้ามาวิจารณ์อีก ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กนรก ไอ้เด็กเวรเอ๊ย!!!

 

            แล้วไหงผมต้องอายขนาดนี้ด้วยล่ะเนี่ย?

 

..................................................

 

           ต่อค่ะ

 

ท็อป

 

            ตอนนี้ผมกำลังอารมณ์ดีสุดๆ ยิ่งนึกย้อนไปถึงหน้าแดงๆ ของพี่แว่นที่ทำตาโตใส่ผมก็รู้สึกว่ามันน่ารักยังไงไม่รู้ จนต้องลองกลับมาถามตัวเอง

 

            นี่ผมกำลังคิดอะไรกับพี่แว่นอยู่หรือเปล่า? หรือแค่แหย่เล่นแล้วสนุกเฉยๆ

 

            แอ๊ด

 

            “อ้าวท็อป มานั่งทำอะไรห้องนี้ ไม่ไปตามเรื่องที่ห้องกองกิจฯ แล้วหรือ?”

 

เพื่อนผมที่เป็นเหรัญญิกประจำคณะเอ่ยปากถาม จนผมที่กำลังเอาขาพาดโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา เห็นว่าจะสี่โมงครึ่งแล้ว แต่พี่แว่นก็เลิกงานตอนห้าโมงนี่หว่า

 

            “อีกสิบนาทีค่อยไป”

 

            “แล้วได้เรื่องยัง เห็นตามเช้าตามเย็น”

 

            “ไม่มีปัญหาหรอก ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าถ้าคนอย่างไอ้ท็อปไม่ได้ ก็จะตามตื๊อจนกว่าจะได้นั่นแหละ”

 

ผมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ให้มันวางข้าวของลงในห้อง แล้วเริ่มเปิดคอมพิวเตอร์นั่งเล่นเกม ก็แบบนี้แหละครับ เวลาพวกสโมฯ ไม่มีอะไรทำหรือไม่มีที่ไปก็มาสิงห้องนี้ จะนอนเล่น นั่งเล่นหรือเล่นเกมก็ไม่มีใครว่า

 

            “เออ แล้วนายได้ยินข่าวลือหรือเปล่า?”

 

            “เรื่อง?”

 

            “ก็เรื่องนายนั่นแหละ ได้ยินจากน้องปีสอง เขาบอกว่าคุณประธานสโมฯ ตามจีบพี่ที่อยู่ในห้องกิจการนักศึกษา”

 

            คราวนี้ผมขยับมานั่งดีๆ มองคนที่นั่งเล่นเกมไปเล่าไป

 

            “พอได้ยินนะ ฉันล่ะฮาก๊ากเลย ถ้าการที่นายหน้าหนาเข้าไปห้องนั้นเพราะตามจีบคน นายคงได้กับพี่ไกด์มาเป็นชาติแล้วล่ะ แต่พวกผู้หญิงมันก็ยังจิ้นกันได้นะ บอกว่าที่นายทำตัวกับพี่คนนั้นพิเศษกว่าคนอื่น มีอย่างที่ไหนตามไปกินข้าวด้วยทุกวัน”

 

          สายตาผู้หญิงนี่น่ากลัวว่ะ ว่าแต่ ตกลงนี่เราตามจีบพี่แว่นหรือ?

 

            “แล้วถ้ากำลังตามจีบเขาจริงๆ ล่ะ?”

 

            “หืม?”

 

คราวนี้ เพื่อนผมละมือจากหน้าจอแล้วหันมามองด้วยสีหน้าแปลกๆ ก่อนที่จะนึกขึ้นได้

           

            “เออ ถ้าเป็นงั้นจริง ฉันจะบอกอะไรให้นายรู้ เมื่อกี้ฉันเดินมาจากชั้นล่าง น้องปุ๋ยกำลังเอาคุกกี้ทำเองไปให้ คุยกันซะสนิทเลย สงสัยนายจะมีคู่แข่งเป็นน้องรหัสตัวเอง...เฮ้ย ไอ้ท็อป จะไปไหน!?”

 

ผมไม่สนใจแล้วว่าเพื่อนผมจะพล่ามยังไง ผมรู้แค่ผมลุกพรวดขึ้น แล้วคว้ากระเป๋าวิ่งออกจากห้องทันที ทั้งยังเข่นเขี้ยว

         

          ให้ตายเถอะ ให้คลาดสายตาไม่ได้เลยเชียวนะ เจ้าน้องปุ๋ย คนนั้นของพี่รหัสเธอต่างหาก!

 

            ผมเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติของตัวเองแล้วล่ะ แต่ตอนนี้ผมต้องวิ่งลงไปชั้นล่างก่อน แล้วก็เต็มตา น้องปุ๋ยกำลังยืนคุยกับพี่แว่นอยู่หน้าห้องกิจการนักศึกษา ในมือขาวก็มีถุงคุกกี้ที่กำลังแกะอยู่ด้วย

 

          ไม่ได้การล่ะ

 

            หมับ

 

            “น้องปุ๋ยเอานี่มาให้พี่แว่นหรือ? พี่กำลังหิวอยู่พอดีเลย”

 

            “พี่ท็อป!”

 

ผมไม่สนหรอกว่าน้องรหัสผมจะร้องเรียกเสียงดัง เมื่อผมพุ่งเข้าไปขโมยของกลางจากมือพี่แว่นมาถือไว้ ทั้งยังหยิบเข้าปาก ทำให้น้องปุ๋ยทำหน้ามุ่ย แล้วก็งึมงำว่า

 

            “พี่ท็อปนิสัยไม่ดี เอาของพี่โชไปได้ยังไง ของพี่อยู่นี่นะ น้องปุ๋ยกำลังจะเอาขึ้นไปให้”

 

ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็ชูถุงใหญ่ๆ ที่บรรจุคุกกี้หลายห่อให้ผมดู จนผมแอบโล่งใจนิดๆ อย่างนี้ก็แปลว่าไม่ได้อบมาให้พี่แว่นคนเดียวสินะ แต่ไงล่ะ ผมหมั่นไส้ก็เลยเทใส่ปากเสียเลย

 

            “ก็พี่หิว”

 

            “แต่นั่นของพี่โชนะ”

 

            “งั้นก็เอาของที่จะให้พี่ให้พี่แว่นไปแทนสิ”

 

ผมว่าง่ายๆ จะว่าไปคุกกี้นี่ก็อร่อยดีนะ ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน ยิ่งมองหน้าที่ออกแนวประณามหน่อยๆ ของพี่แว่นแล้วเจริญอาหารขึ้นเยอะเลย แต่ก็ก่อนที่เจ้าน้องรหัสจะส่ายหน้าขวับๆ

 

            “ได้ที่ไหนล่ะคะ ของพี่โชนี่น้องปุ๋ยอบมาให้พิเศษ เอาของพี่ท็อปให้แทนไม่ได้หรอก”

 

            “ทำไม ชอบพี่แว่นหรือไง?”

 

ผมหงุดหงิดแล้วนะ เริ่มพาลแล้วด้วย หรือว่าน้องปุ๋ยคนซื่อจะเริ่มชอบผู้ชายจริงๆ จังๆ แล้วทำไมต้องเป็นคนนี้?

 

            ท่าทางของผมทำให้พี่แว่นถอนหายใจ แล้วหันไปคุยกับอีกคนชนิดไม่มองหน้าผมเลย

 

            “ช่างเถอะครับน้องปุ๋ย ไม่เป็นไร เอาไว้ให้คนอื่นช่วยชิมแทนเนอะว่ารสชาติเป็นยังไง”

 

            “แต่น้องปุ๋ยอยากให้พี่โชชิมนี่คะ พี่ชอบขนมด้วย อย่างพี่ท็อปกับพี่คนอื่นก็แค่กินแต่ไม่เห็นจะออกความคิดเชิงสร้างสรรค์เลยนี่นา สู้พี่โชก็ไม่ได้ ให้คำแนะนำด้วย”

 

นี่น้องปุ๋ยชักยังไงแล้วนะ คุยกันไปถึงขั้นไหนแล้วเนี่ย ทำไมถึงสนิทกันได้มากขนาดนี้

 

            “ถ้าอยากให้ชิมนักก็เอาห่ออื่นให้ก็ได้นี่” ผมว่าเสียงขุ่น แบบที่รุ่นน้องค้อนตาคว่ำ

 

            “ได้ที่ไหนล่ะ พี่โชแพ้ถั่ว ไอ้ที่พี่ท็อปกินไปใส่แต่ช็อกโกแลตชิป แต่ห่ออื่นน้องปุ๋ยใส่ทั้งถั่ว ทั้งมะม่วงหิมพานต์ พี่โชกินได้ที่ไหนเล่า”

 

          ให้ตายเถอะ ผมหงุดหงิดชะมัดเลย

 

            “ทำไมผมไม่ยักรู้ว่าพี่แพ้ถั่ว?”

 

          เออ แล้วทำไมน้องปุ๋ยถึงรู้?

 

            พี่แว่นทำหน้าแปลกๆ แล้วสวนกลับมาด้วยคำที่ผมแทบล้ม

 

            “แล้วทำไมต้องบอกให้นายรู้?”

 

            “ก็แล้วทำไมน้องปุ๋ยถึงรู้ล่ะ!?”

 

ผมถาม ทำให้อีกฝ่ายเริ่มทำหน้าโกรธ และอาจจะเพราะผมเริ่มทำตัวงี่เง่าขึ้นมาอีกแล้วก็ได้ พี่แว่นจึงว่าเสียงขุ่น

 

ก็น้องเขาถามก็บอกน่ะสิ แล้วก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพี่ที่ต้องป่าวประกาศให้นักศึกษาทุกคนรู้ว่าแพ้ถั่วนี่”

 

เขาตอบกลับ สายตาที่แสดงออกว่าโกรธทำให้ผมเย็นลงหน่อย แม้จะเจ็บจี๊ดๆ กับคำที่บอก เขามองว่าผมเป็นนักศึกษาทั่วไป สำคัญน้อยกว่าน้องปุ๋ยเยอะ

 

            “น้องปุ๋ย พี่กลับไปทำงานต่อแล้วนะครับ เอาไว้หนหน้าแล้วกันนะ”

 

            “ค่ะ พี่โช”

 

ยัยเด็กนี่ก็ไม่เคยอ่านบรรยากาศออกว่าเขากำลังมาคุสุดๆ เพราะยังยิ้มแย้มพยักหน้ารัวๆ ท่าทางแบบนี้เคยทำให้ผมสบายใจมานักต่อนัก ไม่แปลกที่คนโกรธจะยิ้มได้

 

            ดังนั้น ผมก็เลยคว้าแขนอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน แล้วว่าเสียงเข้ม

 

            “งั้นเอางี้ ตอบแทนที่ผมขโมยพี่กินมาสองครั้งแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้ผมเลี้ยงข้าวพี่เอง ตกลงนะ?”

 

            “เฮ้ย ไม่เอา!”

 

ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาจะร้องเสียงดังลั่น เพราะผมว่าต่อทันที

 

            “พี่ก็ทำงานซะสิ ผมนั่งรอเนี่ยแหละ เดี๋ยวออกไปกินข้าวด้วยกัน”

 

            “ไม่ไป!”

 

            “ตกลงตามนั้น”

 

ผมเป็นคนดื้อ ผมรู้ตัว เมื่อเขาบอกว่าไม่ ผมก็นัดแนะเสร็จสรรพ แบบที่พี่แว่นแทบจะฟาดหมัดใส่หน้า ดีที่พี่ไกด์เปิดหน้าต่างออกมาเรียกให้ช่วยเข้าไปดูเอกสารให้หน่อย พี่แว่นถึงฮึดฮัดกลับไปทำงาน แต่เพียงลับหลังอีกฝ่าย ผมก็ได้ยินเสียงใสๆ ที่บอกอย่างกระตือรือร้น

 

            “พี่ท็อปๆ น้องปุ๋ยไปดะ...”

 

            “ไม่ได้!”

 

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วว่าจะไปด้วยอีกคน แต่ผมว่าเสียงเข้ม ส่ายหน้าทันควัน จนอีกฝ่ายยื่นมือมากระตุกชายเสื้อผมอีก

 

            “ไปด้วยนะ ไปด้วยน้า พี่ท็อปสุดหล่อ น้า นะคะ เทอมนี้ยังไม่ได้เลี้ยงข้าวน้องเลย”

 

            “ไม่ก็คือไม่ เอาไว้วันหลังเดี๋ยวพาไปเลี้ยงทั้งสาย”

 

            “ขี้งก!”

 

ผมไม่สนหรอก ตราบใดที่กำจัดเจ้าน้องปุ๋ยออกไปพ้นทาง อุตส่าห์หาข้ออ้างไปกินข้าวกับพี่แว่นแล้ว เรื่องอะไรที่ผมจะพาก้างไปด้วยล่ะ จริงมั้ยครับ?

 

...........................................

 

           ต่อค่ะ

 

โช

 

            ผมว่าผมพอจะเข้าใจแล้วนะว่าทำไมเจ้าเด็กนรกนี่ถึงตามติดชีวิตผมขนาดนี้

 

            ตอนที่ผมถูกพี่ไกด์เรียกเข้ามาช่วยงาน ผมเผลอมองออกไปนอกห้องหลายครั้ง แล้วผมก็เห็นน้องปุ๋ยที่กำลังเขย่าแขนท็อปไปมา ทั้งยังพูดคุยอะไรกันไม่รู้ด้วยท่าทางสนิทสนมเกินกว่าพี่รหัสน้องรหัสธรรมดา หรือเพราะตอนผมเรียน ผมไม่ได้สนิทกับสายรหัสเหมือนที่สองคนนั้นสนิทกันก็ได้

 

          ตกลงว่าที่ขโมยโดนัทไปกิน ที่แย่งคุกกี้จากมือ เพราะท็อปหึงน้องปุ๋ยสินะ

 

            ทั้งที่ความคิดแบบนี้น่าจะทำให้ผมหัวเราะฟันร่วง ก็ผมเป็นเกย์ ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะชอบน้องปุ๋ย อีกอย่าง เด็กคนนั้นก็ไม่ได้ชอบผม แค่เพราะเราบังเอิญเจอกันในร้านขนมหน้ามหาวิทยาลัยต่างหาก น้องเลยรู้ว่าผมชอบกินขนม แล้วผมก็เอ็นดูน้องเขา มันก็เลยกลายมาเป็นแบบนี้

 

            อีกอย่าง ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมก็เลือกท็อปนะ แม้ว่าจะอารมณ์ร้าย นิสัยเสีย งี่เง่าไปหน่อย แต่ผู้หญิงก็คงอยากได้ผู้ชายแอบร้ายที่หน้าตาหล่อร้ายกาจชนิดใครๆ ก็เหลียวหลังแบบนี้ทั้งนั้น

 

            ว่าแต่ ทำไมผมจี๊ดๆ ในอกขึ้นมาล่ะ?

 

            “ให้ตายเถอะ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ไปกินด้วยน่ะ!”

 

และตอนนี้ ผมก็กำลังโวยวายเบาๆ เมื่อเพียงก้าวออกจากห้อง เด็กทยุตนี่ก็ลากผมออกมาแบบยังไม่ทันจะร่ำลาใครเลยด้วยซ้ำ แต่มีหรือที่จะฟัง เพราะเขายังคงเผด็จการลากผมมาถึงลานจอดรถ

 

            “เอาน่า ถือว่าผมเลี้ยงขอโทษที่แย่งพี่กิน แล้วก็ขอบคุณที่จะหาทางเบิกงบให้ผมด้วยไง”

 

            “ก็ไปกับน้องปุ๋ยสิ!”

 

            “อ้อ น้องปุ๋ยไม่ว่าง เห็นบอกว่าต้องรีบกลับไปกินข้าวกับแม่”

 

          โชตินทก็เลยเป็นเหยื่อให้ถูกกลั่นแกล้งแทนสินะ นี่เขาต้องเกลียดผมเพราะเรื่องน้องปุ๋ยแน่เลย

 

            ผมได้แต่คิดแบบนั้นยามที่ถูกยัดเข้าไปในรถ ชักหวั่นๆ ว่าจะถูกพาไปฆ่าจนต้องหันไปมองคนขับด้วยท่าทางระแวง

 

            “ไหนว่าจะไปกินข้าวแค่หน้าม. ทำไมต้องเอารถไปด้วย”

 

            “ก็ใช่ไง เราก็ออกไปเลย พี่คงไม่คิดว่าผมจะกลับเข้ามาเอารถอีกรอบหรอกนะ แล้วบ้านพี่อยู่ไหนล่ะ กินเสร็จจะได้พาไปส่ง”

 

            “อยู่คอนโดหลังมหา’ลัย เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปส่ง”

 

ผมตอบเสียงเข้ม ห้องอยู่แค่ตรงนี้ นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว ท็อปพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ถามด้วยเสียงที่ดีขึ้นนิด

 

            “แล้วเรื่องนี้น้องปุ๋ยรู้มั้ย?”

 

            “รู้”

 

            “อะไรกัน แม้แต่เรื่องที่พักยังรู้เลยหรือไง?”

 

ผมถึงกับสะดุ้ง เมื่อเขาสบถออกมาดังลั่นห้องโดยสาร เริ่มคิดจริงจังแล้วว่าจะโมโหหึงจนพาผมไปฆ่าหรือเปล่า ต้องบอกกลับด้วยน้ำเสียงปลอบๆ บอกตรงๆ ก็คือแอบกลัวอยู่เหมือนกัน

 

            “คือมันไม่มีอะไรหรอกนะ พอดีน้องปุ๋ยเคยถามว่าทำไมมาทำงานเร็ว ก็เลยบอกว่าอยู่แค่หลังมหา’ลัยเท่านั้นเอง”

 

            “แล้วมีอะไรที่น้องปุ๋ยไม่รู้บ้าง?”

 

          เยอะแยะ ไม่ใช่ว่าจะเล่าทุกเรื่องให้น้องเขาฟังซะเมื่อไหร่

 

            ผมคิดแต่ไม่พูด ผมเปลี่ยนเรื่องแทน

 

            “แล้วนี่จะไปกินอะไร?”

 

            “พี่ชอบกินอะไรล่ะ?”

 

เขาเหลือบมามองผม ผมจึงลองคิด ผมไม่มีของโปรดหรอก มีแค่ชอบกินขนมเท่านั้นเอง ก็เลยตอบง่ายๆ

 

            “อะไรก็ได้ที่ไม่มีส่วนผสมของถั่วทุกชนิดน่ะ”

 

            “แล้วถ้าพี่กินจะเป็นยังไง?”

 

            “ตัวก็จะแดง เหมือนคนแพ้กุ้ง แพ้ปูนั่นแหละ มันจะแดงตั้งแต่คอแล้วลามไปทั้งตัว”

 

ในเมื่อไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไร ผมก็ตอบเขาดีๆ ยามที่อีกฝ่ายเลี้ยวรถออกนอกมหาวิทยาลัย แล้วเข้าไปจอดอีกฝั่งที่มีตั้งแต่ร้านข้างทางไปจนถึงร้านอาหารมีระดับ

 

            “แล้วพี่ชอบสีอะไร?”

 

            “เกี่ยวอะไรด้วย”

 

            “บอกมาเถอะน่า” ท็อปก้าวนำผมเข้าไปยังร้านอาหารร้านหนึ่ง ทั้งยังถามคำถามที่ดูจะไร้สาระไปหน่อย

 

            “สีฟ้ามั้ง ไม่ก็เขียว”

 

            “ผมชอบสีน้ำเงิน”

 

          ไม่ได้อยากรู้

 

            ผมเกือบจะหลุดปากออกไปแล้วแต่ก็เงียบเสียงลง เดินเข้ามาในร้านบรรยากาศดีๆ ที่ต่างจากภายนอกลิบลับ คิดในใจว่ายังไงก็หารครึ่ง ผมไม่มีความคิดให้เด็กเลี้ยงหรอกนะ แม้ว่าบรรยากาศจะดี อาหารก็เข้าขั้นอร่อย แต่ผมนึกรำคาญเจ้าคนตรงข้ามอย่างบอกไม่ถูก

 

            “พี่ชอบไก่ย่างหรือไก่ต้มมากกว่ากัน?”

 

            “พี่ชอบกินผักมั้ย ชอบกินอะไรมากที่สุด?”

 

            “เวลาว่างพี่ทำอะไร ดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ?”

 

            “เห็นบอกว่าชอบขนม ชอบพวกเค้ก พวกของหวานใช่มั้ย?”

 

            “พี่เรียนจบจากที่ไหนมา เกรดเท่าไหร่ แล้วเคยทำงานที่ไหนมาก่อน หรือที่นี่ที่แรก?”

 

            หลากหลายคำถามที่ผมอยากจะสวนกลับไปว่าจะรู้ไปทำไม แต่ไหงผมถึงยอมตอบทุกคำถามก็ไม่รู้ จนกระทั่งมาถึงคำถามที่ผมรู้สึกว่าล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวได้สุดๆ

 

            “พี่มีแฟนหรือยัง?”

 

            “ท็อป...ฟังพี่นะ”

 

ผมคิดว่าต้องบอกเขาให้เคลียร์แล้วล่ะ ในขณะที่พนักงานกำลังเอาบิลมาวาง ซึ่งเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาผมราวกับบอกว่าฟังอยู่

 

            “พี่จะมีแฟนหรือไม่ พี่ไม่มีทางยุ่งกับน้องปุ๋ย เพราะฉะนั้นเลิกทำท่าหึงหวงแบบไร้ประโยชน์ได้แล้ว แล้วถ้าชอบน้องเขาก็ไปบอกน้องเขา ไม่ใช่มาระรานคนไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้”

 

ผมหมดความอดทน เลยบอกกับเขาตรงๆ แบบที่อีกฝ่ายทำตาโต ยกมือห้าม

 

            “เดี๋ยวนะ เหมือนพี่จะเข้าใจผิด”

 

            “เข้าใจผิดอะไร ชัดเจนขนาดนี้แล้ว ที่ลากออกมาเนี่ยเพื่อกันท่าน้องปุ๋ยใช่มั้ย?”

 

ผมว่าเสียงเข้ม ไม่ชอบหรอกนะที่ใครมาทำตัวใกล้ชิดเกินกว่าเหตุ ยังไงผมก็ชอบผู้ชาย การมีผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาแบบนี้ แม้จะนิสัยกวนโอ๊ยมาวนเวียนอยู่รอบตัวก็ทำให้ผมแอบคิดเข้าข้างตัวเองได้เหมือนกัน

 

            พอผมพูดจบ เขาก็ถอนหายใจหนักๆ เอาเงินวางลงบนโต๊ะ แล้วลุกพรวดขึ้นจนผมตกใจ

 

            “มานี่เลยมา”

 

ให้ตายเถอะ ถูกลากอีกแล้ว คราวนี้เขาลากผมออกจากร้านด้วยความรวดเร็วเหมือนจะชักดาบ ดีที่เงินที่วางเอาไว้มากกว่าค่าอาหาร ไม่งั้นคงมีคนวิ่งตามมาแน่ๆ

 

            หลังจากลากก็ยัดผมเข้ารถอีกครั้ง แล้วก็สอดตัวเข้ามาที่นั่งฝั่งคนขับ หันมามองหน้าผมตรงๆ ผมถลึงตาด้วยความโกรธ นี่เห็นผมเป็นคนใช้หรือไง อยากลากก็ลาก อยากกวนตีนใส่ก็ทำซะน่าโมโห

 

            “นี่มันจะเกินไปแล้วนะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนแบบนี้จะเป็นประธานสโมสรคณะที่ใครๆ ไว้ใจ แค่ฟังภาษาคนยังไม่รู้เรื่อง!”

 

            “โชต่างหากที่ไม่เข้าใจ”

 

            “ไม่เข้าใจอะไรอีก?”

 

ผมเกือบไม่สังเกตว่าเขาไม่ได้เรียกผมว่าพี่แว่นแต่เรียกผมว่าโชแล้ว ได้แต่ถามกลับเสียงขุ่น และนั่นก็ทำให้ท็อปถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะ...

 

            “อื้อ!”

 

คราวนี้ล่ะ สติสตังผมปลิวหายไปหมด เมื่ออีกฝ่ายดึงผมเข้าไป..ประกบปาก

 

            ริมฝีปากที่แนบเข้าหากันจนสนิท ไม่เพียงเท่านั้น มันไม่ได้แค่แตะเบาๆ เขายังส่งลิ้นเข้ามาในปากของผมแบบที่ผมตั้งตัวไม่ทัน ผมเบิกตากว้าง พยายามดันไหล่เขาออก แต่ติดที่ท็อปล็อกคอผมแน่น ทั้งลิ้นร้อนๆ นั่นก็พยายามเกี่ยวเข้ากับลิ้นของผม จนคนที่ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มานานรู้สึกเหมือนกำลังเมา

 

          เด็กนี่...จูบเก่ง

 

            ตอนนี้นายทยุตกำลังทำให้ผมเคลิ้มสุดๆ ลิ้นของเขาเกี่ยวกับลิ้นผมจนแทบไร้ช่องว่าง เสียงจูบก็ดังไปทั่วห้องโดยสาร ความหวานซ่านที่ปลายลิ้นกำลังแผ่ไปทั่วร่างของผม แล้วตอนที่คนตรงหน้าผละออกไป น้ำใสก็ไหลเลอะปากผมไปหมด จนอีกฝ่ายตามมากดจูบที่ปลายคาง ไต่มาถึงใบหู ยามที่ผมหอบหายใจหนักๆ อย่างตั้งตัวไม่ทัน

 

            “ผมบอกแล้วว่าโชไม่เข้าใจ ผมไม่ได้จีบน้องปุ๋ย”

 

ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่าเข้ามาในหูทำให้ผมสะท้านเฮือก ความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานจู่โจมไปทั้งร่างกาย แล้วผมก็ยิ่งกว่าช็อกเมื่อเขาเอ่ยต่อด้วยเสียงจริงจัง

 

          “ผมกำลังจีบโชต่างหากล่ะ”

 

เขา...กำลัง...จะ...จีบ...ผม...เนี่ยนะ?

 

.......................................................

 

ครบค่ะ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่เมย์สามารถลงในเว็บได้แล้วนะคะ หากใครสนใจ สามารถหาซื้อได้ที่เพจของ Onederwhy ลิงก์นี้ >> https://www.facebook.com/onederwhy?fref=ts

จริงๆ ก็อยากลงจนจบอะเนอะ แต่ตกลงกันไว้ว่าลงเท่านี้อะจ้า ยังไงก็ขอโทษในความไม่สะดวกด้วยนะคะ

เอาล่ะ หึงก็บอก พระเอกเรากวนแค่ไหนก็ใช่ว่าจะปากแข็งนะเออ เปล่า ไม่ได้จีบเจ้าน้องรหัส สักนิดก็ไม่มีเถอะ แต่จีบพี่นั่นแหละ ให้มันรู้ตัวกันบ้าง แต่จีบเด็กไปนิดเนอะ แย่งขนมที่สาวอื่นไปกิน ลากเขามากินข้าวเพราะหึงเรื่องแพ้ถั่ว ถามคำถามไร้สาระไปเรื่อย แต่ก็เพราะอยากรู้เรื่องของเขามากกว่าคนอื่น และชัดเจนสุด จูบสักที พี่แว่นเราบรรลุเลย ^^

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #143 baekbow (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 08:07
    น่าอ่านมากเลยอ่ะ
    #143
    0
  2. #139 JHAJALY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 14:01
    รอซื้อย่างเดียวค่ะ งานนี
    #139
    0
  3. #138 คุณเมย์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2559 / 13:23
    พี่เมยยยย์อยากอ่านนนนมาต่อน้าาาาาาาาา
    #138
    0
  4. #133 Monami Quotiara (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 / 01:51
    รีบมาอัพต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ สนุก ท๊อปเข้าใจยากอ่ะ รุกเร็วด้วย

    #133
    0
  5. #132 miss1234685 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558 / 14:37
    ถ้าเค้าเป็นอั๋นเค้าจะถามเลยนะว่ารู้เหรอว่าเค้าเป็นเกย์ไรงี้อ่ะ
    #132
    0
  6. #131 eveeveclub (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2558 / 07:51
    พี่โช น่ารักน่าขย้ำน่าฟัดมากกก เลยไปซื้อมาอ่านจนจบละ แม้จะเป็นเรื่องสั้น แต่งานเขียนพี่เมย์ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ สนุกทุกเรื่อง ต้องสอยมาไว้ในครอบครองทุกเรื่อง ^___^
    #131
    0
  7. #128 Maethaporn Janto (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 08:54
    อัพต่อเถอะค้าาา สนุกดี ๆ
    #128
    0
  8. #127 คุณเมย์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 22:52
    พี่เมมมมมอัพหน่อยยยยยย
    #127
    0
  9. #124 nongfocus (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 14:56
    อุดหนุนแล้วนะคะ 
    #124
    0
  10. #118 nen gon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มีนาคม 2558 / 19:42
    ลงต่อเหอะะน้าาาาาาาาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #118
    0
  11. #117 นู๋ฝ้าย จร๊าาาาา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 15:20
    อ๊ายยยยยยยย ชอบอ่ะ อยากให้ลงอีกง่าาาาาาาาา
    #117
    0
  12. #116 โนววว' เนมมม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 / 16:48
    อัพอีกน้าาาา
    #116
    0
  13. #112 kummy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 00:32
    งื้ออออ ทำไมลงแค่นี้ง่ะ อยากอ่านอีกกกก TT
    #112
    0
  14. #107 Falentiia (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2558 / 08:18
    สนุกมากครับรอติดตาม ^^
    #107
    0
  15. #106 yuki_1859 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 22:07
    พี่แว่นโชน่ารัก ซึน เคะ เคะที่ชอบเบยยย ชอบเรื่องนี้จุง อยากอ่านอ้ะ เสียดายที่เอามาลงแค่นี้ -3-
    #106
    0
  16. #105 yuki_1859 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 22:05
    อ๊ายยยยยย จูบกันแล้ว ชอบเรื่องนี้จัง แว่นเคะน่ารักกกกกก ชอบแว้นแคะที่สุด เสียดายจังที่เอามาลงแค่นี้ T_T
    #105
    0
  17. #103 nattamol-39 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 21:41
    รอนานแล้วนะะะ
    #103
    0
  18. #102 P_2one (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 16:00
    อ๊ายยย คู่นี้น่ารักอ่ะ ท็อปตรงมาก รุกก็บอกว่ารุก
    พี่แว่นเราก็ซึนซะ เจอจูบไปที เปนไงละ
    ซึ้งเลยสิทีนี้ 555555
    #102
    0
  19. #100 Som O Usanee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2557 / 06:26
    กรี๊ด น้องท็อปรุกกันตรงๆเลยจ้า อร๊ายยยยยยยยยยย ถ้าการกระทำไม่เข้าใจนี่แถมคำพูดให้ด้วยเอ้า ไม่ได้จีบน้องปุ๋ยนะเออ จีบโชนั่นแหล่ะ อร๊ายยยยยยยยยยย เขินเลย มีหึง หวง ที่น้องปุ๋ยรู้เรื่องโชเยอะกว่าด้วยนะ โอ๊ย นี่มันนิสัยเด็กผู้ชายชัดๆเลยใช่ไหมที่ว่าชอบใครแล้วจะชอบไปแกล้งคนนั้นน่ะ ฮ่าๆๆ
    #100
    0
  20. #99 Ekaract Sun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 21:02
    ไม่แว่นละ เรีบยโชแล้วต่อไปที่รักละกัน อิ
    #99
    0
  21. #98 noparat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 18:32
    ท๊อปเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองกับพี่โชแล้ว ชัดเจนทั้งคำูพูดและการกระทำ ^^
    #98
    0
  22. #97 frungfringwc (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 18:29
    อื้อหือออ ฟินสุดๆเพิ่งชัดเจนตอนที่จะลงตัวอย่างตอนสุดท้าย ;///////; ฮือออ หนูชอบสีม่วงนะคะ -.,- เง้ออ หนังสือมันมีทางเน็ตอย่างเดียวนี้สิ.. 
    #97
    0
  23. #96 Praowwii Vithayapat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 17:12
    พี่เม หนังสือหมดแล้วง่ะ ฮือ T T
    #96
    0
  24. #95 yuni (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 14:27
    น่ารักจัง มาต่ออีกน้าาาา
    #95
    0
  25. #94 Prispiritexo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 11:56
    ฮืออออออต่ออีกไม่ได้หรอ
    #94
    0