[Yaoi] Hey! Love Me Plz พี่ครับรับรักผมเถอะ [Boy's Love]

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ความประทับใจแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    10 ธ.ค. 57


ตอนที่ 1 ความประทับใจแรก

 

 

 

ท็อป

 

            “พวกนายรู้จักพี่แว่นห้องกองกิจฯ หรือเปล่า?”

 

            ในเวลาพักเที่ยง กระผมนายทยุตหรือไอ้ท็อปของเพื่อนๆ กำลังกวาดสายตามองเพื่อนร่วมโต๊ะที่กินเอาๆ แบบไม่สนใจใคร หลายคนหยุดมือนิด แล้วเหลือบตาขึ้นมามองผมที่ยังเอาหลอดคนกาแฟเล่น

 

            “แว่นไหน ในห้องนั้นมีหลายแว่นนะ”

 

            “คนที่ขาวๆ ตัวแค่เนี้ย ท่าทางเพิ่งมาทำงานใหม่ไม่นาน”

 

            ผมเอามือทาบกับบริเวณแก้ม ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้ถูกความโกรธครอบงำมากเกินไปนัก ผมจำได้ลางๆ ว่าพี่แว่นคนนั้นตัวเล็กกว่าผมโขเลย และถึงแม้ท่าทางเขาจะใจเย็นแค่ไหน แต่ผมคิดว่าเขาโกรธผมนะ

 

            “แล้วไง แกก็ไปอาละวาดใส่เขางั้นสิ”

 

            “เปล่า”

 

            “พวกฉันเชื่อตายล่ะ มีคนไหนบ้างในห้องกิจฯ ที่ไม่รู้จักจอมอาละวาดอย่างนาย”

 

เพื่อนผมคนนึงหัวเราะเสียงดังลั่น ทั้งยังเอาตะเกียบชี้หน้าอีกแน่ะ จนผมต้องปัดมือเขาไปทางอื่น

           

            “อย่ามาโยน ที่ทุกวันนี้ฉันได้ฉายานี้มาก็เพราะพวกนายโยนงานโวยวายให้ทางนี้ตลอด”

 

ผมเบ้ปากอย่างเบื่อๆ ยกมือขึ้นแตะจิวหูอันเล็กแล้วนึกย้อนไปสมัยปีหนึ่ง

           

            เมื่อก่อนผมก็ไม่เคยจะไปอารมณ์เสียอะไรกับพนักงานในห้องนั้นหรอก แต่เพราะตอนขึ้นปีสองดันมีปัญหาว่าพวกกองกิจการนักศึกษาที่สัญญาไว้ว่าจะลงวิชาเลือกพละให้พวกผมดันเบี้ยวกลางอากาศ ผมก็เลยต้องไปโวยลั่น แล้วนับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ จะของบ ขอทุน หรือขอเอกสาร ผมเนี่ยล่ะต้องเดินหน้าหนาเข้าไป ส่วนทำไมต้องโวยวายหนักๆ น่ะหรือ?

 

            ประสบการณ์สอนผมว่า การเดินเข้าไปประหนึ่งคุณชายในหนังไม่ช่วยอะไรนอกจากได้รับแค่คำพูดไพเราะเสนาะหู แต่ไปประหนึ่งผู้ร้ายน่ะ จะช่วยให้พี่พวกนั้นทำงานไวประหนึ่งปรอทได้เลยเชียวล่ะ

 

            “เอาน่าท่านประธานสโมฯ ถ้าไม่ใช่ท่านประธาน งานไม่เดินหรอก เชื่อได้เลย”

 

เพื่อนผมตบบ่าหนักๆ ทั้งยังฉีกยิ้มกว้างให้ผมปัดมือออก

 

            จริงๆ ผมเป็นประธานรุ่น แต่เมื่อเทอมที่แล้ว ผมดันถูกรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งชั้นปีเลือกเป็นประธานสโมสรคณะชนิดชนะขาดลอย พอขึ้นเทอมสอง ผมก็เลยต้องทำงานเยอะขึ้นเป็นเท่าตัว และแน่นอนว่าหลังจากนี้ ผมจะต้องมีเรื่องให้ไปโวยวายที่กองกิจการนักศึกษามากขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน

 

            “พี่ท็อป เห็นหรือยังคะว่าชื่อพี่อยู่บนบอร์ดกลางคณะเลย”

 

            “เห็นแล้วครับ”

 

ผมหันไปด้านหลังก็เห็นรุ่นน้องผู้หญิงหลายคนที่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ผมส่งยิ้มให้บางๆ ทั้งที่เซ็งสุดขีด

 

          รู้กันทั้งคณะแล้วมั้งว่าประธานสโมฯ ไม่มีปัญญาจ่ายตังค์ค่าเทอม โว้ย หงุดหงิด!

 

            “แต่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน พอดีทางห้องกิจการฯ เขาเข้าใจผิดนิดหน่อย ชื่อพี่เลยอยู่บนบอร์ดน่ะ” 

 

            “อ่ะแน่ะๆ ท่านประธานผู้โด่งดังไม่มีตังค์จ่ายค่าเทอมหรือวะ ยืมพี่ได้นะไอ้น้อง พอดีพี่รวย”

 

แล้วเสียงกวนของรุ่นพี่อีกคนก็ดังขึ้น เมื่อหันไปก็เจอท่านประธานคนก่อนที่ยิ้มร่ามาแต่ไกล ทั้งยังตบบ่าผมหนักๆ ทำหน้าทำตาสงสารผมเสียเต็มประดา

           

            “ก่อนจะเอามาให้ผมยืม ไปจ่ายตังค์ที่แปะโป้งไว้ที่ร้านส้มตำก่อนดีกว่ามั้ย?”

           

            “อูย ท่านประธานฯ แรง...เออ พี่ไปแล้ว ยังไงนายอย่าลืมไปแจ้งเรื่องกับห้องกิจการฯ ด้วยนะ ปล่อยๆ ไว้ไม่มีสิทธิเข้าสอบขึ้นมาจะยุ่ง”

 

รุ่นพี่ว่าเสียงอารมณ์ดี ก่อนจะแยกย้ายไปอีกทาง ผมถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะก้มหน้ามองนาฬิกาแล้วพบว่าใกล้บ่ายเข้ามาทุกที

 

            และแน่นอนจากประสบการณ์ตรง ไม่ถึงบ่ายสิบห้า ไม่มีใครกลับมาจากพักเที่ยงสักคน

 

            “เอาไง จะไปดักมั้ย?”

 

            “ไม่ล่ะ วันนี้มีเรียนวิชาของ 'อาจารย์นนท์' ฉันไม่อยากสายให้เขาด่าได้ เดี๋ยวเลิกเรียนไปตามเรื่องก็ไม่สาย”

 

ผมคำนวณอยู่ในใจ แล้วบอกกับเพื่อน พลางยกจานไปเก็บให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งที่บอกตัวเองว่ายังไงภายในวันนี้ผมต้องรู้ว่าทำไมชื่อผมถึงไปอยู่ในกระดานเวรนั่นให้ได้

 

          แล้วถ้าพี่แว่นตอบผมไม่ได้ จะได้รู้ฤทธิ์ไอ้ท็อปคนนี้ซะบ้าง

 

......................................................................

 

โช

 

            ผมยังคงหงุดหงิดตกค้างจากเจ้าเด็กปีสามที่มาอาละวาดเมื่อเที่ยง ดังนั้น พอพวกพี่ที่ไปพักทานกลางวันกลับมากันแล้ว ผมก็ตรงดิ่งไปหาพี่ที่ผมสนิทที่สุดในห้องนี้ ...พี่ไกด์ ตำแหน่งพนักงานบริการนักศึกษา หรือว่าง่ายๆ ว่าคนนี้เนี่ยแหละที่ต้องรับหน้าเด็กเมื่อกี้

 

            “อ้าวโช กินมั้ย ฝรั่งแช่บ๊วย เจ้านี้อร่อยนะ”

 

พี่ไกด์ยื่นฝรั่งสีเขียวสะท้อนแสงที่ผมเห็นแล้วกลัวตายขึ้นมาตรงหน้า ผมส่ายหน้า แล้วยื่นกระดาษจดรายชื่อเด็กเมื่อกี้ส่งให้

 

            “พี่รู้จักเด็กนี่มั้ยครับ?”

 

            “หืม ไหนๆ พี่รู้จักหมดแหละ จะดาวหรือเดือนคณะ...เฮ้ย!!”

 

แล้วผู้ชายร่างผอม ผมสั้นเกรียนก็ถึงกับเบิกตากว้าง คว้ากระดาษในมือมาดูทันที แล้วเงยหน้าขึ้นมองผมเหมือนตกใจสุดขีด จากนั้นก็ถามเสียงกระซิบ

           

            “หมอนี่มาอาละวาดหรือ?”

 

ผมถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยข้อสันนิษฐานตัวเอง

           

            “พี่กลัวเด็กนั่นหรือครับ?”

 

            “เอาแบบแมนๆ นะโช...”

 

ผมพยักหน้ามองคนบอกว่าแมนที่กำลังทำคอหด

           

            “โคตรกลัวเลยว่ะ พี่ยอมรับเลยว่ากลัวไอ้เด็กนี่ สุดยอดของสุดยอดความน่ากลัว!”

 

เมื่อมองซ้ายมองขวาเห็นว่างานยังไม่เร่ง ผมก็ลากเก้าอี้ผมมานั่งข้างๆ เริ่มสนใจแล้วว่าไอ้สมญาพิฆาตกองกิจฯ อะไรนั่นคงจะไม่ใช่เรื่องโม้แล้ว

           

            เห็นท่าทางของผม พี่ไกด์ก็เตรียมเล่าเต็มที่

 

            “คืองี้โช พี่เจอเด็กคนนี้ตอนเรียนอยู่ปีสอง แล้วพี่มาทำงานบริการนักศึกษาใหม่ๆ หมอนั่นมาอาละวาดลั่นห้องนี้ว่าทำไมพวกปีสองไม่มีวิชาพละให้ลง ทั้งที่ที่นี่สัญญาแล้วว่าจะไปติดต่อพวกวิทย์กีฬาฯ ให้เปิดคลาสสำหรับศิลปศาสตร์โดยเฉพาะ”

 

            ผมพยักหน้า พี่ไกด์จึงพูดต่อ

 

            “พี่ก็เหวอสิ เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย จู่ๆ ก็ถูกด่าว่าเป็นความผิดพี่ สืบไปสืบมา คนเก่าที่ทำงานก่อนพี่เขาไปตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะตั้งแต่ท็อปมันจะจบปีหนึ่งว่าจะติดต่อให้ แล้วพี่คนนี้ก็ย้ายไปทำงานคณะวิทย์ฯ แต่ก่อนไปไม่บอกอะไรทางนี้สักคำ พี่ก็ไม่ได้จัดการให้น่ะสิ...”

 

            “แล้วไงต่อครับ?” ผมชักอยากรู้แล้วว่าเด็กนั่นจะทำยังไง

 

            คราวนี้พี่ไกด์ทำหน้าสยดสยองขึ้นมาทันที

 

            “ก็จะแล้วไง เด็กนั่นก็ดิ่งไปคณะวิทย์ฯ น่ะสิ ไปถามจนเจอพี่คนเก่า ลากกลับมาที่คณะ บอกให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย บอกว่าเกลียดคนผิดคำพูด เล่นซะทุกคนกลัวหัวหด แต่พี่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง พี่คนนั้นก็ได้แต่ขอโทษที่ไม่ได้จัดการให้เรียบร้อยก่อนย้ายไป สุดท้าย พี่เลยเสนอว่าพี่จะไปติดต่อคณะนั้นให้ช่วยเปิดคลาสพิเศษให้ แต่อาจจะได้เวลาเรียนเย็นๆ เลย”

 

            “ครับ แล้วนายทยุตนั่นว่าไง” ผมยิ่งสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็ทำให้พี่ไกด์ขยับเข้ามาอีกนิด

 

            “นั่นแหละ ไคลแม็กซ์ของเรื่อง เจ้าท็อปประกาศลั่นว่า ไม่มีพวกพี่ พวกผมก็มีปัญญาหาวิชาลง ...เอาซะลั่นห้องนี้เลยนะ พวกรุ่นพี่รุ่นน้องรู้กันหมด”

 

พี่ไกด์ว่าพลางทำเสียงเข้มจัด แล้วก็ทำท่าขนลุก

 

            “หลังจากนั้นสองวัน เปิดลงทะเบียนเพิ่มเติมใช่มั้ย รุ่นของท็อปทั้งรุ่นได้ลงเรียนวิชาเสรีของคณะสัตวแพทย์ เพราะเด็กนั่นดิ้นรนไปหาอาจารย์เขาถึงที่ ขอร้องยังไงไม่รู้ อาจารย์เขายอมเปิดคลาสให้ แถมจากที่เรียนพละเก็บทีละหน่วยกิตเดียว วิชานี้มีสองหน่วยกิต เท่ากับว่ารุ่นนี้ทั้งรุ่นไม่ได้ลงเรียนกีฬา แต่ได้วิชาที่เก็บรวดเดียวสองหน่วยกิตไม่ต้องสรรหาวิชาเสรีอื่นมาลงเพิ่ม”

 

            ผมกำลังอ้าปากค้าง แม้ผมจะเข้ามาทำงานใหม่ แต่ใช่ว่าผมจะไม่รู้ระบบมหาวิทยาลัย เพราะผมเองก็เพิ่งจบมาเมื่อสองปีที่แล้ว การวิ่งเรื่องเอง ขออาจารย์เอง จัดตารางให้ลงกับตารางของวิชาในคณะเอง ทำได้ยังไง?

 

            “ทึ่งล่ะสิ ยังไม่หมดนะ นอกจากนั้น มันยังจิกเก่งมากกกกก”

 

พี่ไกด์ลากเสียงยาวเหยียด

 

            “เมื่อปีที่แล้วท็อปต้องของบไปทำงานคณะ มันมานั่งเฝ้าหน้าห้องเลยนะ บอกเส้นตายพี่เสร็จสรรพ ทำเอาพี่ไม่กล้าออกไปกินข้าวกลางวันเลย เร่งจัดการให้เสร็จแล้วให้มันไปๆ ซะ”

 

นี่ผมยังทึ่งไม่หายเลยนะ เด็กนั่นน่ากลัวได้ขนาดนี้เชียวหรือ?

           

            “ไม่น่าเชื่อ”

 

            “ก็ต้องเชื่อล่ะน้อง ทุกวันนี้รุ่นท็อปเวลามีเรื่อง ก็ไม่มาเองคนเดียว แต่ลากท็อปมาด้วยทุกครั้ง แค่มายืนกอดอกมอง พี่ก็มือสั่นริกๆ แทบไม่กล้ากระดิกตัวแล้ว”

 

            เอาแล้วไง ท่าทางที่หมอนั่นขู่ว่าถ้ายังไม่รู้สาเหตุว่าชื่อไปอยู่ในรายชื่อไม่จ่ายเงินได้ยังไง ก็จะตามจองล้างจองผลาญผมคงเป็นเรื่องจริง

 

            “พี่ไกด์ งั้นพี่ไม่กล้าขยับตัวแน่วันนี้ เพราะเด็กนั่นมาตอนเที่ยง ถามว่าทำไมชื่อตัวเองถึงไปอยู่ในรายชื่อไม่จ่ายค่าเทอมได้ แล้วยังขู่ผมด้วยว่า ถ้าไม่รู้ เขาจะตามจองล้างพี่ไปจนกว่าจะเรียนจบ”

 

ผมไม่ได้ผลักไสหรอกนะ แต่เรื่องจริงนี่นา ไม่ใช่งานผมสักหน่อย ถ้าพี่ไกด์ไม่ตามเรื่อง เขาก็ควรจะมาตามจองเวรพี่ไกด์มากกว่าผมสิ

           

            “เฮ้ย ไม่จริงน่า!”

 

            “ผมไม่ได้โกหกแล้วกัน”

 

อย่าหาว่าผมผวานะ แต่หลังจากปล่อยพี่ไกด์เอาไว้พร้อมระเบิด ผมก็เดินไปดูตารางเรียนของพวกปีสาม แล้วพบว่าบ่ายนี้พวกเด็กนั่นมีเรียนกัน ยิ่งเหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่าคงเข้าเรียนกันหมดแล้วก็โล่งใจนิด

 

            “มีเรียนกันถึงสี่โมง” ผมพึมพำกับตัวเอง แล้วเดินไปหาพี่อีกคน

 

            “พี่ครับ วันนี้ถ้าผมเคลียร์ตรงนี้เสร็จ ผมขอกลับก่อนได้มั้ยครับ รู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่”

 

            “อ้อ ได้สิโช ช่วงนี้งานยังไม่ยุ่ง แต่อาทิตย์หน้าต้องอยู่เย็นกันหน่อยนะ”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

ผมส่งยิ้มให้ แล้วผละมาทำหน้าที่ ทั้งที่บอกตัวเองว่า...

 

          ไม่ได้หนีนะ แค่ไม่อยากต่อยหน้าเด็กให้ถูกไล่ออกเท่านั้นเอง

 

...................................

 

            ต่อค่ะ

 

ท็อป

 

            ติ๊ดๆๆๆ

 

          สี่โมงแล้ว ผมต้องรีบ!

 

            “คุณทยุต! คุณจะไปไหน!?”

 

            ทันที่ที่นาฬิกาข้อมือผมดังเตือนว่าสี่โมงเย็น ผมก็จัดการกวาดทุกอย่างลงกระเป๋าเป้แล้วผุดลุกขึ้นทันที ทำให้อาจารย์ผู้สอนที่ผมรู้ดีว่าเกลียดขี้หน้าผมสุดๆ ตวาดขึ้นมา จนต้องหมุนตัวกลับไปมอง แล้วส่งยิ้มสุภาพที่หางตาเห็นนะว่าเพื่อนผมกำลังด่าว่าเสแสร้งอยู่

 

            “ก็อาจารย์ปล่อยแล้วนี่ครับ หมดเวลาแล้วด้วย ผมก็จะรีบกลับไปทำงานที่อาจารย์มอบหมายไงครับ”

 

ผมมองด็อกเตอร์หนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้มจริงใจสุดๆ เห็นอาจารย์นนท์ที่เพิ่งจะเข้ามาสอนได้ปีเดียวกำมือแน่น ก่อนจะผ่อนลมหายใจออก

 

            “คุณออกตรงเวลาผมไม่ว่า แต่ถ้าเข้ามาเรียนสายแม้แต่นาทีเดียว ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน”

 

            “เอาไว้เกิดเรื่องนั้นขึ้นเมื่อไหร่ อาจารย์ค่อยหาเรื่องลงโทษผมแล้วกัน”

 

ว่าจบ ผมก็หมุนตัวออกจากห้องทันที ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพอาจารย์หรอกนะ แต่เคยมั้ยครับที่เจออาจารย์อีโก้สูงที่คิดว่าตัวเองมาจากวิมานชั้นฟ้าน่ะ อาจารย์นนท์เป็นคนแบบนั้นเลยล่ะ

 

            โอเค ผมรู้ว่าอาจารย์เก่ง จบด๊อกเตอร์ตั้งแต่ยังไม่สามสิบ แต่มันเรื่องอะไรที่ตั้งแต่เข้ามาสอนก็ไม่เคยทำให้พวกผมรู้สึกดีได้เลย ผมจะไม่อคติอะไรกับอาจารย์ ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนผมทำผิดพลาดนิดเดียวแล้วถูกอาจารย์ต่อว่าแรงๆ กลางตึกคณะขนาดไล่ให้ไปเรียนที่อื่นท่ามกลางสายตารุ่นน้องรุ่นพี่นับสิบๆ คู่จนมันร้องห่มร้องไห้ ดรอปวิชานั้นไป

 

            ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสั่งรายงานแบบที่รู้ว่านักศึกษาไม่มีทางทำได้ จนต้องไปขอร้องอาจารย์ท่านอื่นให้ไปช่วยพูดให้ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่คิดจะเคารพคนที่ไม่พยายามเข้าใจนักศึกษาเหมือนกัน

 

            แต่ตอนนี้เรื่องอาจารย์นนท์เอาไว้ก่อนเถอะ ยังไงสุดท้ายเขาก็ต้องพยายามให้ D ผมอยู่ดี และตอนนี้ผมมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ

 

            ตอนนี้ผมวิ่งลงมาที่ชั้นล่างแล้ว ตรงดิ่งไปยังห้องกิจการนักศึกษาที่เพิ่งอาละวาดไปตอนพักเที่ยง แล้วก็กวาดสายตาหาคนที่ผมเพิ่งข่มขู่ไป

 

          หายไปไหน?

 

            “เอ่อ ท็อป มาถามเรื่องจ่ายค่าเทอมใช่มั้ย...”

 

ผมเห็นพี่ไกด์สะดุ้งสุดตัวตอนที่ผมก้าวมาชิดกับหน้าต่าง ว่ากันตามจริง พี่ทุกคนก็ก้มหน้าหลบสายตาผมกันทั้งนั้น

           

            “พี่คนนั้นไปไหนน่ะ”

 

            “หืม ใคร?”

 

            “พี่คนที่ใส่แว่น ตัวเท่านี้”

 

ผมยกมือเทียบความสูงของพี่คนนั้นอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้พี่ไกด์ร้องอ๋อ ก่อนจะชี้ไปทางหน้าคณะ

 

            “โชน่ะหรือ? เพิ่งออกไปเมื่อกี้เอง มีธุระอะไร ...เฮ้ย! จะไปไหนน่ะ จะไม่คุยเรื่องชื่อที่ติดบอร์ดแล้ว!!?”

 

ผมไม่สนใจฟังพี่ไกด์แล้วแหละ จัดการหมุนตัวแล้วออกวิ่งไปทางหน้าคณะทันที

           

            ผมล่ะโคตรเกลียดเลยคนที่โยนงานให้คนอื่นทำ ผมบอกแล้วว่าพี่แว่นนั่นต้องตอบคำถามผม แต่ดูสิ หนีกันงี้เลย!

 

            วิ่งออกมาหน้าคณะ ก็มองซ้ายมองขวาหาเป้าหมาย แล้วผมก็เจอคนที่กำลังลุกขึ้นจากที่นั่งรอรถรางกำลังจะก้าวออกไป

 

            “หนีไม่พ้นหรอก!” ผมบอกกับตัวเองก่อนที่จะใส่เกียร์หมา พุ่งตรงไปยังร่างนั้นทันที

 

            หมับ

 

            “เฮ้ย!”

 

พี่แว่นหันมามองผมตาโต ร้องลั่น ขณะที่ผมหันไปบอกพี่คนขับรถราง “ไปเลยพี่ ไม่มีใครขึ้น”

 

            “ใครไม่ขึ้น แต่ฉันขึ้น ฉันจะไปหน้ามหา'ลัย!!”

 

พี่แว่นเหมือนเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ ตวาดเสียลั่น อีกทั้งยังคงเกาะกับราวเหล็กของรถรางเอาไว้แน่น ผมตวัดสายตามามอง แล้วบอกเสียงเหี้ยม

 

            “พี่จะกลับได้ยังไง พี่ยังไม่เคลียร์เรื่องของผมเลย”

 

            “ก็ไปถามพี่ไกด์สิ ฝากเรื่องเอาไว้ให้แล้ว”

 

พี่แว่นพยายามบอกผมอย่างใจเย็นที่สุด แต่ท่าทางแบบนี้มีหรือที่ผมไม่รู้ว่าเขาอยากจะฟาดหมัดใส่หน้า แต่ถ้าผมไม่หน้าด้าน ผมก็ไม่ได้ฉายาผู้พิฆาตห้องกิจฯ มาหรอก ผมเลยเอื้อมไปคว้ามือที่จับราวเหล็กแล้วกระชากเข้าหาตัว

           

            “นี่จะหนีใช่มั้ย?”

 

            “ไม่ได้หนี!”

 

            “เฮาะ ผู้ร้ายปากแข็ง ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าจะหนี ขอโทษนะพี่ ได้ข่าวว่าเป็นพนักงานประจำ แต่นี่แค่สี่โมงก็หนีกลับบ้าน รู้มั้ยว่าทำงานไม่คุ้มเงินเดือนที่มหา’ลัยจ่ายตังค์มาให้ทำงานนะ พอเห็นว่าชิ่งได้ก็ชิ่งล่ะสิ”

 

จับได้คาหนังคาเขายังบอกไม่ได้หนี ผมจึงต่อว่าเข้าให้ซะเลย แล้วก็พบว่าพี่แว่นหน้าแดงแปร๊ด แต่อารมณ์นี้ไม่ได้เขินหรอก สงสัยโมโหจนเส้นเลือดฝอยจะแตกมากกว่า

 

            “น้อง ตกลงจะขึ้นมั้ยเนี่ย?”

 

          “จะไปไหนก็ไปเลยไป”

 

            สุดท้ายพี่แว่นก็ขึ้นเสียง หันไปตวาดพี่คนขับรถรางซะงั้น จนอีกฝ่ายชะงัก แล้วก็เร่งเครื่องออกไป ท่าทางจะกลัวคนตัวขาวๆ นี่ที่เริ่มจะกางเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว

 

            “จะหาเรื่องกันใช่มั้ย?”

 

ท่าทางสุภาพเก็บลงหีบไปแล้ว ตอนนี้พี่แว่นกำลังทำหน้าจะกินเลือดกินเนื้อผม แต่ไหงผมกลับมองว่ามันสนุกได้เนี่ย?

           

            เออ ผมลืมบอกไปสินะว่าพี่แว่นตัวเล็กคนนี้หน้าตาเป็นยังไง จะอธิบายก็คงผู้ชายสวยล่ะมั้ง

 

            พี่แกหน้าเรียวๆ คิ้วสวยเชียวล่ะ แต่ชี้ขึ้นนิด ตาโตสองชั้น จมูกโด่งกำลังพอดี แล้วริมฝีปากสีสดชนิดน่าขยี้ หากแต่ไอ้ความน่ามองที่ว่าถูกปิดทับด้วยแว่นตากรอบสีเข้ม อีกทั้งเมื่อแก้มขาวๆ กำลังแดงจัดด้วยความโกรธก็คงไม่มีใครกล้าขายขนมจีบพี่คนนี้เด็ดๆ ล่ะ

 

            ซึ่งนั่นไม่ใช่ผม ไม่ได้บอกว่าจะจีบนะ ผมแค่จะบอกว่าไม่กลัว ทั้งยังแอบสำรวจรูปร่างอีกหน่อย เมื่อเที่ยงโกรธไปหน่อยเลยไม่ทันเห็น

 

            ...รูปร่างน่าขยี้แฮะ

 

            พี่แว่นคนนี้แต่งตัวธรรมดา อย่างสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนสอดชายเสื้อไว้ในกางเกงสแลค แต่ไอ้ชุดธรรมดานี่มันดูดีไงไม่รู้เมื่อรัดก้นโด่งๆ ทุกครั้งที่ขยับตัวไปมา ไม่นับรวมว่าเอวก็ดูบางๆ จนน่าจะจับถนัดมือ

 

            ผมไม่ได้เป็นเกย์ ผมแค่รู้สึกว่าพี่แว่นคนนี้น่าดึงดูดก็เท่านั้น มิน่าทำไมผู้ชายเดี๋ยวนี้ถึงนิยมไม้ป่าเดียวกัน ถ้าเจอแบบนี้ก็น่าสนไม่ใช่เหรอ?

 

            “เปล่า ผมไม่ได้หาเรื่อง พี่เองนั่นแหละที่หนีผมก่อน”

 

            “ใครหนี?”

 

            “พี่ทำงานให้บริการนักศึกษา แต่พี่พูดงี้กับนักศึกษาเนี่ยนะ?”

 

ไม่ใช่เวลามาชื่นชมรูปร่างหน้าตาของใคร ผมสวนกลับทันควัน มองด้วยสายตาเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า และนั่นก็ทำให้คนตรงหน้าชะงัก กัดฟันแน่น ก่อนที่จะบอกด้วยเสียงต่ำๆ

 

            “พี่ไกด์เช็กให้แล้ว ระบบมันผิดพลาด ชื่อน้องเลยขึ้นว่ายังไม่จ่ายค่าเทอม แต่จริงๆ จ่ายแล้ว”

 

            “ผมจะรู้ได้ไงว่าพี่พูดจริง”

 

            “เอ๊ะ?”

 

 พี่แว่นขึ้นเสียงสูงทันที แต่ผมไม่ประมาทหรอก ใครจะรู้ว่าพี่แกอาจจะตอบไปส่งๆ เพื่อหนีผมกลับบ้านก็ได้ ดังนั้นผมก็เลยคว้าเข้าที่ข้อมือขาวแล้วออกแรงลาก

 

            “นี่จะพาไปไหน!?”

 

            “กลับไปที่ห้องกองกิจฯ ด้วยกัน จนกว่าผมจะได้รับคำยืนยันจากทุกคนในห้องนั้นว่าผมจัดการเรื่องค่าเทอมแล้ว จะไม่มีปัญหาตามหลัง แล้วพี่ถึงจะมีสิทธิ์กลับบ้าน”

 

ผมบอกชัดเจน ทั้งยังออกแรงลากคนที่พยายามดิ้นหนี แต่คงอายสายตาคนแถวนี้อยู่เหมือนกัน ถึงก้าวเท้าหนักๆ ตามมา

           

            “ปล่อย พี่เดินเองได้!”

 

            “เรื่องสิ ผมปล่อยพี่ก็หนีผมอีก ไม่ได้ล่ะ ผมมีประสบการณ์เป็นครู และประสบการณ์บอกผมว่าทันทีที่ผมปล่อยพี่ พี่ต้องหนีความรับผิดชอบแน่นอน”

 

            “พี่ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น”

 

            “ปากพูด ใครก็พูดได้”

 

ผมยักไหล่ แล้วก็ลากคนตัวขาวนั้นตามมา ได้ยินเสียงด่า เสียงอาฆาต รวมไปถึงเสียงแช่งชักหักกระดูก จนกระทั่งก้าวมาถึงหน้าห้องกระจกที่พี่ไกด์ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงนั้น

 

            “เอ่อ... มีเรื่องอะไรกันหรือ?”

 

พี่ไกด์หันไปมองหน้าโกรธจัดของพี่แว่น แล้วกระซิบกระซาบกัน ให้พี่ตัวขาวแกเอ่ยเสียงดังลั่น คงจะหมดความอดทนแล้วจริงๆ

 

            “เรื่องอะไรก็ช่างมันเถอะพี่ บอกคุณทยุตคนนี้ที...” มีการเน้นชื่อผมอีกแน่ะ แล้วตวัดตากลับไปมองพี่ไกด์อีกครั้ง “...บอกเขาด้วยว่าทำไมชื่อเขาถึงอยู่ในรายชื่อคนไม่จ่ายค่าเทอม แล้วผมจะได้กลับบ้านสักที”

 

            “นี่ผมถามจริงนะ ยังไม่เลิกงานเลย รีบกลับบ้านไปหาลูกหาเมียหรือครับ...เอ หรือหน้าตาแบบนี้จะไม่สนใจผู้หญิง...”

 

            “ไอ้!!”

 

ผมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะแขวะเรื่องกลับเร็ว และนั่นก็ทำให้พี่ไกด์เริ่มเอ่ยอย่างหวังจะไกล่เกลี่ย ไม่หรอก จริงๆ ผมคิดว่าพี่แกกลัวผมมากชนิดอยากรีบบอกแล้วให้ผมรีบไสหัวไปไกลๆ จากตรงนี้มากกว่า

 

            “เรื่องจ่ายค่าเทอมน่ะ พี่เช็กให้เรียบร้อยแล้วนะ ระบบมีปัญหาจริงๆ ชื่อของนายอยู่บนชื่อไม่จ่ายค่าเทอมเพราะระบบมันรวนตอนปริ๊นมาแปะที่บอร์ด ไปดูในรายชื่อจริงๆ ไม่มีชื่อของทยุตในนั้น”

 

พี่ไกด์บอกรัวเร็ว ผมนิ่ง เกือบจะพูดไปแล้วว่าแล้วไม่คิดจะเช็กข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนหรือไง แต่ไม่ทันอีกคน

 

            “เรื่องจบแค่นี้ใช่มั้ย จะปล่อยมือได้หรือยัง?”

 

ผมก้มลงมองมือตัวเอง ก่อนจะเห็นว่ายังจับมือพี่แว่นอยู่ จึงยอมปล่อยออก

 

          เสียดายอยู่เหมือนกันนะ ผิวนิ่มดีแฮะ

 

            “ตกลงไม่มีปัญหาแล้วใช่มั้ยพี่ไกด์?”

 

            “ไม่มีแล้ว พี่เช็กเรียบร้อยแล้ว”

 

เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจ พี่แว่นก็หันมามอง แล้วถามผมเสียงเข้ม “แค่นี้ก็พอใจแล้วใช่มั้ย?”

 

ผมนิ่งไปนิด ก่อนที่จะพยักหน้ากับตัวเอง

           

            “พอใจแล้ว ถ้าเช็กให้ตั้งแต่แรก ผมก็ไม่มาโวยใส่หรอก ยังไงก็ขอบคุณพวกพี่มากแล้วกันที่ดูให้”

 

ผมเห็นพี่แว่นชะงักค้างไป คงไม่คิดล่ะสิว่าผมขอบคุณเป็น แม้ผมจะเป็นจอมอาละวาด แต่ถ้าใครทำอะไรให้ ผมก็พร้อมจะพูดดีและเอ่ยบอกขอบคุณไปจนถึงยกมือไหว้ด้วยซ้ำ

 

            พี่ไกด์น่ะชินกับนิสัยผมแล้ว เพราะเมื่อผมพอใจ พี่แกก็ยิ้มกว้าง ผิดกับตอนผมจะอาละวาดลิบลับ

 

            “ขอบคุณเป็นด้วย...”

 

เห็นมั้ย ต่างจากที่ผมคิดที่ไหน

 

            “เอาล่ะๆ เรื่องจบแล้ว นายจะกลับบ้านไม่ใช่หรือโช ไหนว่าไม่สบายไง?”

 

            “ป่วยการเมืองล่ะสิ”

 

อดไม่ได้ที่จะกวนประสาทใส่หน่อย เห็นพี่แว่นหน้าแดงๆ แล้วรู้สึกดี และนั่นก็ทำให้พี่แว่นหรือพี่โชนั่นทำหน้าเข้มใส่ ก่อนที่จะยกมือไหว้พี่ไกด์

 

            “งั้นผมกลับก่อนนะ สวัสดีครับพี่”

 

ว่าแล้ว พี่แกก็หมุนตัวไปทางเดิมทันที แบบที่ผมก็ไม่ได้รั้งเอาไว้เพราะเรื่องจบแล้ว แต่ไอ้ท่าเดินเร็วๆ นั่นทำให้ผมสังเกตอะไรบางอย่าง

 

          ก้นแน่นจริงๆ แฮะ

 

            ยิ่งเดินเร็วๆ แบบนี้กางเกงสแลคที่พอดีกับตัวก็รัดเข้าที่ส่วนอวบอิ่ม จนอดจะมองตามจนลับสายตาไม่ได้ แล้วก็ค่อยหันมามองหน้าพี่ไกด์

 

            “พี่คนนั้นชื่อโช?”

 

            “ใช่ โช...โชตินทน่ะ เพิ่งมาทำงานได้ตอนปิดเทอมที่ผ่านมานี่เอง”

 

พี่ไกด์ว่าพลางขอตัวกลับไปทำงานต่อ ผมยกมือเกาคางเบาๆ ดวงตาวาววับขึ้น จำชื่อพี่แกได้ขึ้นใจ

         

          จะบอกว่าสนมั้ยก็น่าสนล่ะนะ หรือนอกจากเวลามาโวยวาย จะแวะมาห้องกองกิจฯ บ่อยๆ ดี?

 

 

......................................

 

            ครบค่ะ เออ ว่าจะเล่าก็ลืม จริงๆ เรื่องนี้เอามาจากประสบการณ์ตรงส่วนหนึ่งนะคะ คือเรื่องตอนเมย์เรียนป.ตรีน่ะ (ตอนเมย์เข้าไปรุ่นเมย์รุ่นที่ 5 เอง ระบบจึงมีปัญหาเยอะเลยล่ะ) แล้วมีปัญหาเรื่องไม่มีวิชาพละลงเรื่องของเรื่องคือพี่ที่กองกิจฯ คนหนึ่งรับปากไว้แล้วว่าจะหาวิชาลงให้ ปีถัดมา พี่แกย้ายจ้า แบบนี้เด๊ะเลย ไม่มีใครจัดการให้สักคน ปีเมย์ต้องวิ่งกันเองนะ หาวิชาลงกันอุตลุด มองย้อนกลับไปก็ขำ ได้เรียนไอ้วิชาเสรีก็ตอนปีสาม ทั้งที่ควรจะได้เรียนวิชานั้นตั้งแต่ปีหนึ่ง

            อ้อ จริงๆ ในเรื่องนี้มีตัวละครที่เมย์เอามาจากชีวิตจริงประมาณสามคน มีคนหนึ่งเอามาทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น นี่กำลังคิดว่าวันไหนว่างจะพาเพื่อนคนนี้ไปเลี้ยงข้าวสักหน่อย เอามันมาขายอะ (แต่ยังไม่มานะคะ ใกล้แล้วๆ) คุคุ

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #141 baekbow (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 00:08
    แค่เห็นความคิดท็อปก็สงสารโชละ 555
    #141
    0
  2. #136 uhu97007 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 22:49
    ท็อปไม่ได้โรคจิตใช่ไหม
    #136
    0
  3. #120 A.Iliad (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 21:17
    ท็อปมองก้นนะคะ
    #120
    0
  4. #72 Som O Usanee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2557 / 04:44
    เฮ้ย ท็อป ถ้าจะบรรยายและสำรวจก้นโชขนาดนั้น แกไม่จับปล้ำเลยล่ะ แหม แค่มองนะนี่แค่มองนะขอย้ำ ถ้าได้นี่ไม่หลงใหลกันสุดชีวิตเลยหรือไงคะ หื๊ม???
    #72
    0
  5. #43 tamamonomaai - 13 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 13:20
    ฮาพี่ไกด์อ่ะ กะไรจะกลัวท็อปขนาดนั้น 5555 
    แล้วเจ้าท็อปนี่มองอะไรห๊ะ ! แหม ๆๆๆ
    #43
    0
  6. #33 Darkmool (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2557 / 11:00
    ท๊อปนายเจอ โช ครั้งแรก
    สำรวจซะ ปันจะลากเข้าโรงแรม// หลบติน 
    มาต่อไวๆน้า
    ชอบอะ555
    ชอบเคะแบบนี้อะไม่สะดิ้ง ออกแมนด้วยซ้ำ นิสัยนะ5555
    #33
    0
  7. #32 ฺฺBlack Angle (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 19:40
    ติดตามมมมม น่ารักมาก
    #32
    0
  8. #31 moowarn1120 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 13:53
    ต่อๆ คร้าบ รออยู่น๊าาาาา
    #31
    0
  9. #30 ploy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 12:56
    น่าสนุกจัง ติดตาม ๆ จ้า
    #30
    0
  10. #28 noparat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 22:06
    เจอกันครั้งแรกก็ปะทะคารมกันแล้ว
    #28
    0
  11. #27 plamaszaboh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 20:03
    เริ่มเรื่องก้สนุกละ
    #27
    0
  12. #26 Plankton J (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 19:21
    555555 ชอบๆ
    #26
    0
  13. #25 frungfringwc (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 17:22
    ท๊อปมองแต่ก้นนนนนน -///////- แอร่กก โชน่ารักจังเวลาโวยวาย
    #25
    0
  14. #24 cup cake (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 17:05
    เอาเลยท็อป ผมนี่ยุยงส่งเสริมเลย
    โชจัดมันเลย ด่าให้กระจายเอาให้หมอบเลยเอาเลยๆ 5555 ทีมยุยงต้องมานะงานนี้
    #24
    0
  15. #23 JKN (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 14:31
    เหยยยย ชอบโชอาละวาดอะ อยากเห็นนางองค์ลงอีก เอาให้ท็อปเงิบ ฮ่าๆๆๆ แต่หลังจากนี้น่าจะน่ารักมากกว่านะเนี่ย

    แหม่ๆ หุ่นน่าขยี้ =,,= พี่คิดไกลนะคะท็อปปปป
    #23
    0
  16. #22 Esther Emulsifier (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 14:06
    จะซื้อหนังสือได้ที่ไหนค้าา พี่เมย์
    #22
    0
  17. #20 กะแหล่ง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 09:41
    น่าสงสารโชจังเจอท็อบหมายหัวสะแระ
    #20
    0
  18. #19 .Mune Zzji (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 23:34
    สนใจล่ะซี่่่  ชอบข้างหลังใช่ไหมมม-..-
    #19
    0
  19. #18 SungEun~ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 23:12
    น่านนนน ว่าละ พี่ท็อปแกติดใจพี่โชจริงๆซะละ แต่อะไรคือไปติดใจก้นพี่เค้ากันค้า5555555
    #18
    0
  20. #17 SungEun~ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 11:47
    อื้อหือ วีรกรรมใช่น้อยเลยนะท็อป แล้วถ้าเกิดติดใจคนในห้องกองกิจขึ้นมานี่ พนักงานคนอื่นในนี้ไม่ขวัญผวากันตลอดเวลาที่มาเฝ้าแฟนเลยหรือ5555555
    #17
    0
  21. #16 popo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 11:39
    สู้ๆต่อไปค่ะพี่เมย์ จะภาษาไหนก็สื่อความรู้สึกได้หมด อิอิ
    #16
    0
  22. #15 lumpoey (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 10:27
    ไม่สมกับเป็นพี่เมย์เลย. ภาษาพ่อขุนนะ. ถ้าไม่คิดไรมากหนูชอบนะ. ดูจริงใจดี
    #15
    0
  23. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  24. #13 lumpoey (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 10:25
    ว้าไม่สมเป็นพี่เมย์เลย. ภาษาพ่อขุนนะถ้าฟังแบบไม่คิดไรมากหนูชอบนะ.
    #13
    0
  25. #12 izardza (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 09:24
    เป็นกำลังใจให้จ้าาา
    #12
    0