SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 87 : งานแก้ตัวของนาธาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,807
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    9 ก.ค. 49

SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


 สวัสดีคุณวันเสาร์นะคะ เอ หรือว่าคุณวันอาทิตย์ดี


วันนี้กัลยิ้มจนแก้มจะฉีกไปถึงหูแล้วค่ะ ขอบคุณจริงๆ ที่มากันเยอะ
จนกัลตกใจเลย เพราะไม่คิดว่าจะมาเยอะขนาดนี้


ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะคะ ส่วนคนที่ไม่ได้หนังสือ หรือไปงานไม่ได้
กัลไปเลียบๆ เคียงๆ ถามมาแล้วค่ะ


คิดว่าทางที่เร็วและแน่นอนที่สุกน่าจะเป็นการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ค่ะ
แต่เพื่อนๆ จะต้องสมัครสมาชิกของ
www.satapornbooks.com
ก่อนค่ะ แล้วจะได้ส่วนลด จาราคาเล่มละ295 เหลือ 251 บาทค่ะ


แต่เรื่องวางแผงนอนกรุงเทพ อันนี้พี่เขายังไม่ได้บอกกันแน่นอนว่าวันที่เท่าไหร่
แล้วจะติดตามมาให้อีกทีนะคะ


ตอนนี้ก็มาอ่านตอนใหม่ของภาค 3 กันซะที ไม่รู้ว่าภาคนี้จะยังถูกใจทุกๆ คน
อยู่หรือเปล่า ลองอ่านแล้วโพสติชมมากันได้นะคะ กัลจะรอ


ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ


ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 83 งานแก้ตัวของนาธาร


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


....จุดสิ้นสุดของความมืดอยู่ที่ใด การเริ่มต้นของแสงสว่างอยู่ตรงไหน
แสงและเงาอยู่คู่กันฉันใดใจสองเราจะมิพรากจากกัน...


ร่างโปร่งของหญิงสาวเคลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างเงียบงัน หญิงสาวจัดการใส่เสื้อผ้าที่กองอยู่
ที่พื้นอย่างรวดเร็ว เสียงสวมเสื้อผ้าทำให้ร่างอีกร่างที่นอนอยู่บนเตียงขยับ


ใบหน้านวลหันกลับมามามองอย่างตกใจก่อนจะผ่อนลมหายใจเมื่อเห็นว่าคนๆ นั้น
เพียงเปลี่ยนท่านอนเท่านั้น แต่เพื่อความไม่ประมาท


ลำแสงสีเงินยวงอันอ่อนโยนจึงพุ่งออกจากมือของเธอไปสู่เขาให้เวลาแห่งการหลับไหล
ของเขายาวนานขึ้น เขา...ชายหนุ่มที่มีใบหน้าอันหล่อเหลา ผมสีดำขลับสะท้อนแสงจันทร์


ร่างบางทรุดลงข้างเตียงสองมือเอื้อมดึงมือของฝ่ายตรงข้ามมาแนบใบหน้าอย่างรักใคร่
ดวงตาสีนิลดูเศร้าหมองเหมือนคนที่ได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างไปแล้ว


มือเรียวเอื้อมไปลูบใบหน้าของเขาอย่างเบามือ เหมือนจะปลอบประโลมและเหมือนจะขอโทษ


"ถ้าข้าไปแล้วท่านจะจดจำคำข้าได้หรือไม่...ท่านจะจำคำที่บอกรักข้าได้ไหม.......
ท่านต้องจำได้แน่ข้ารู้...อย่างที่เราเคยพูดกันเพราะข้ารักท่าน...ข้าถึงทำ
จดจำคำนี้เอาไว้...เพราะข้ารักท่าน"


ริมฝีบางอิ่มสีชมพูอ่อนก้มลงประทับเหนือหน้าผากของคนที่หลับใหลไม่ได้สติ
ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างมุ่งมั่นและเดินไปที่ประตู ดวงตาสีนิลหันหลับมองคนที่นอนอยู่
อย่างชั่งใจแล้วประตูก็เปิดออกและปิดลง....ตลอดกาล


อีกนานหลังจากนั้น เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นจากห้องที่หญิงสาวคนนั้น
เดินออกมา ตามด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บแค้น


 ความเจ็บแค้นที่คนชดใช้คาดไม่ถึงว่าแม้เวลาจะผ่านไปยาวนานหลายพันปี
ผู้เป็นหนี้ก็ต้องชดใช้


"ดี...ดีเล....ดีเลน่า!!!!~"


เสียงตะโกนก้องของชายในเงามืดที่เกือบลืมไปแล้วว่าแสงสว่างเป็นเช่นไร
ดวงตาสีนิลปนแดงเพลิงที่ทอประกายในบางครั้งเบิกขึ้น


เสียงลมหายใจที่หอบเหมือนคนพึ่งออกกำลังกายมาอย่างหนักไม่เหมาะกับคนที่นั่งบนเก้าอี้
ตลอดเวลาอย่างเขาเลย กลิ่นกำยานที่เหม็นแสนเหม็นแต่ชายคนนี้ก็ยังทนสูดมันได้
อย่างสบายอารมณ์


 เมื่อลมหายใจกลับมาสู่ภาวะปกติดวงตาสีเดียวกับรัตติกาลจึงเหลือบมองพันธนาการ
เป็นรอยสักอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้างอย่างเกลียดชังพร้อมพูดเหมือนกับละเมอขึ้นว่า


"อีกไม่นาน ดีเลน่า รอข้าอีกหน่อยนะ หนี้ของเราต้องได้รับการชดใช้แน่ !"


ห้องกว้างที่เคยเป็นระเบียบเรียร้อยของนาธาร วินเซนต์ เต็มไปด้วยเศษกระดาษ
และหนังสือกองระเนระนาด กระจกใสที่ถูกติดอยู่กับผนังขึ้นข้อมูลไปเรื่อยๆ
 โดยไม่มีใครสนใจ


ร่วงท้วมของชายวัยกลางคนเจ้าของห้องนอนหลับสนิทอยู่กลางห้อง
แค่ดูเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็รู้ว่าชายคนนี้ต้องไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแน่


ร่องรอยหนวดที่ยังไม่ได้โกน ผมที่ยุ่งเหมือนผ่านพายุมาสัก 100 ลูก
บ่งบอกถึงการทำงานที่ผ่านมาของเขาได้อย่างดี


จนชายร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้องต้องถอนลมหายใจอย่างเอน็ดอนาถใจ
เขาเดินจนมายืนเหนือศีรษะของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะเรียกชื่อเจ้าของห้องดังๆ ว่า


"นาธาร!"


คนที่นอนออยู่สะดุ้งตื่นทันทีพอเห็นว่าใครมาก็สบถออกไม่เป็นภาษา ก่อนจะพยุงตัวเอง
ลุกขึ้นอย่างยากเย็น


"เรียกทำไมเสียงดัง" เสียงบ่นออกมาทำให้ผู้ใหม่มองหาที่นั่งได้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ว่า
"ก็เด็กมาบอกข้าว่าเรียกเท่าไรท่านก็ไม่ตื่นน่ะสิ ไง หลายเดือนมานี่รู้สึกว่าจะทำให้
ท่านเหน็ดเหนื่อยมากเลยนะ"


นาธารเพียงสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อทำให้ผมที่ยุ่งอยู่นี้มันดีขึ้นจากนั้นจึงเดินไปที่กระจกใส
เคาะเล็กน้อยตัวอักษรพวกนั้นก็หายไปก่อนจะขึ้นรูปหลายสิบรูปขึ้นมาแทนที่


"ของทั้งหมด" เสียงตอบสั้นอย่างรู้กันดี ทำให้ผู้มาใหม่เปลี่ยนความสนใจจากเจ้าของห้อง
เป็นภาพที่ขึ้นในจอกระจกพร้อมทั้งกระดิกนิ้วเหมือนคิดอะไรบางอย่างไปด้วย


"ไม่มีของราคาแพงเลยนี่" คำพูดที่เหมือนจุดประกายโทสะขึ้นในดวงตาของนาธาร
เขากวาดเศษกระดาษที่ไม่ใช้ทั้งหมดลงจากโต๊ะเพื่อใช้พื้นที่ในการวางเอกสารบางอย่าง
ปากก็พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามอดกลั้นไว้ว่า


"ท่านจะให้ข้าเอาของราคาเเพงมาได้ยังไง สภากลางกำลังจับตามองข้าอยู่แถมยังมีคนของวอลเดน
 คนของกูตเร็ต เฮอะ กว่าจะได้ข้อมูลของเด็กพวกนี้มาข้าก็แทบบ้า ถ้าท่านไม่พอใจก็มาหาเองเป็นไง
 กอเรียล"


กอเรียลไม่พูดอะไรเพียงยกมือขึ้นลูบคางก่อนจะชี้นิ้วไปที่รูป 7 รูป หน้าจอภาพทั้งหมด
จึงหายไปกลายเป็นรายชื่อขึ้นมา 7 รายชื่อ


" 7 คนนี้แล้วกัน รู้สึกว่าจะเป็นธาตุบริสุทธิ์ที่มีพลังสูงนี่" นาธารเหลือบมองรายชื่อ
ก่อนจะวางเอกสาร 7 กองเอาไว้บนโต๊ะ


"ตาแหลมดี ของชั้นดีทั้งนั้น" กอเรียลยักไหล่อย่างเสียไม่ได้ เมื่อธุระของเขาเสร็จเจ้าตัว
จึงลุกขึ้นเดินมาที่ประตู


"ข้าจะพยายามส่งของให้เป็นระยะ" เสียงที่ลอยมาจากเบื้องหลังทำไให้กอเรียลหัน
กลับไปมองหน้าผู้ร่วมงาน


"กลัวอเดเลหรือไง" นาธารไม่ตอบโต้คำสบประมาทนั้น เขารวบเอกสารทั้ง 7 กอง
เข้าด้วยกันจากนั้นแสงสีเหลืองก็เปล่งขึ้นทำให้เอกสารทั้งหมดกลายเป็นจดหมาย
เล็กลอยไปหาคนที่ยืนบังประตูเอาไว้


"เอาเอกสารพวกนนี้ไปให้ท่านผู้นั้น แล้วบอกท่านว่า นาธารคนนี้จะไม่ทำงานพลาดเป็นครั้งที่สอง"
กอเรียลรับจดหมายมาอยู่ในมือ รอยยิ้มประหลาดที่เผยออกมาที่มุมปาก


"หวังว่าท่านผู้นั้นคงไม่รอนานเกินไป..." ร่างของผู้มาเยือนหายไปแล้วนาธารทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้
อย่างเหนื่อยอ่อน เขาจะขอพักวันนี้อีกวัน พรุ่งนี้จะเขาเริ่มงานของเขาเสียที


2 เดือนต่อมา


สภากลาง สถานที่ศูนย์รวมอำนาจของโซน ทุกวันจะมีรถลากมากมายจากทุกรัฐ
เข้ามาติดต่องานที่นี่ แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน


สัตว์พาหนะของบุคคลระดับสูงของแต่ละรัฐต่างพร้อมใจกันมาถึงที่นี่อย่างพร้อมเพียง
ผู้ต้อนรับต่างเเปลกใจกับการมาอย่างไม่ได้นัดหมายในครั้งนี้


ร่างของตัวแทนระดับสูงของทั้ง 7 รัฐมุ่งตรงไปยังห้องประชุมเล็กอย่างเร่งรีบ ผู้ต้อนรับรู้ว่า
 ต้องเกิดอะไรขึ้นกับเซวีน่าแน่ๆ แต่มันเป็นเรื่องอะไรล่ะ????


สีหน้าเคร่งเครียดของตัวแทนระดับสูงทั้ง 7 รัฐและชายแก่เจ้าของผม 3 สี...อเดเล คริสเตน โดว์แกรนด์
ที่นั่งเป็นประธานในการประชุมบ่งบอกว่า เรื่องที่ประชุมในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเครียดระดับธรรมดา


"เด็ก 5 คน ในเวลาสองเดือน เด็กที่เป็นชนชั้นหัวกะทิของเราหายไป 5 คนโดยที่เรายังหาสาเหตุไมได้"
ชายที่ดูเป็นคนอารมณ์ร้อนที่สุดในบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้นความโมโห
เอาอย่างสุดขีด


"ใช่ แถมฝ่ายนู้นก็ทำได้หมดจดซะจนเราไม่สามารถตามต่อได้อีกด้วย"
น้ำเสียงที่ร้อนรนไม่แพ้กันของชายที่อายุน้อยที่สุด


"ฝ่ายนู้นเลือกเด็กหัวกะทิที่ไม่ใช่คนในตระกูลใหญ่เพราะต้องการเลี่ยงการตามล่า
คนที่ลงมือต้องรู้เป็นอย่างดีเลยล่ะว่า คนของตระกูลใหญ่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง"


อเดเลกล่าวสรุปการหายตัวไปของเด็กในโรงเรียนที่ไม่ว่ามองอย่างไรมันก็เป็นความรับผิดชอบของเขา
 ไม่ว่าจะในฐานะอะไร เขาคนนี้คือคนที่รับบทหนักที่สุด


"แถมลบรอยทุกอย่างซะมิดชิด งานนี้ท่าทางนายนาธารจะลงมือด้วยตัวเอง
เจ้านั่นคงแค้นมากตอนเราเอาน้ำตาวารีกลับมาได้"
ตัวแทนหญิงสาวเพียงคนเดียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียดไม่แพ้กัน


"ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทางเอนเซลก็พยายามที่จะค้นหา แต่ก็ไม่เป็นผล
เขาคนนั้นทำตัวเหมือนคนหายสาปสูญ แล้วยิ่งนายนาธาร ฝ่ายนั้นก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเสีย
จนทางเราเข้าไปแทรกแซงยากขึ้นทุกที"


ชายที่ดูมีอายุสูงสุดในห้องประชุมเอ่ยด้วยนำเสียงหนักใจ เมื่อพูดจบชายที่สวมชุดสีแดงเพลิง
พูดต่ออย่างเห็นด้วยว่า


"ไม่รู้ว่าเขาไปหลบที่ไหน หากเลยกำหนดเวลาล่ะก็ เราไปช้าอีกเหมือนคราวที่แล้ว
ครั้งนี้จะไม่มีอะไรให้แก้ตัวอีกแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเร่งหาเด็กทั้ง 5 คนนั้นก่อนที่เขาจะทำ
การทดลองนั้นนะ ไม่งั้นเด็กพวกนั้นต้องมารับชะตากรรมที่น่าเศร้าเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนอีก"


"เรื่องนั้นไม่น่าเป็นห่วงหรอก เขาจะทำการทดลองนั้นอีกครั้งได้ต้องใช้เด็กอีก 2 คน ธาตุน้ำกับธาตุไม้
สองสายแม้แต่พวกเรายังไม่แน่ใจว่ามีคนมีพลังถึงรึเปล่า ทางนาธารก็คงเหมือนกัน


เราต้องเร่งหาตัวคนที่มีพลัง 2 สายนี้สูงแล้วก็คอยคุ้มครองให้มากขึ้น
ต้องไม่ให้นาธารได้ตัวเขาไป เราต้องต้านเขาให้ได้นานที่สุด เพื่อรอให้เธอคนนั้นพร้อมกว่านี้"


ชายกลางคนในชุดสีน้ำตาลเข้มเอ่ยขึ้นอย่างสุขุม อเดเลเห็นด้วยกับความคิดนี้
เขาจึงพูดสรุปการประชุมขึ้นว่า


"ถูกต้อง เราต้องต้านเขาให้ได้ ต้านจนกว่าเธอคนนั้นจะพร้อม...."


ขณะเดียวกัน


ชายชราเจ้าของเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์กำลังเคลื่อนตัวมุ่งสู่ห้องทำงานของตนอย่างเงียบเชียบ
ห้องทำงานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคริสตัลใสมากมาย


ภายในนั้นมีภาพความเป็นไปต่างๆ ในเซวีน่า ชายชรานั่งลงมองภาพของเด็กสาว
กำลังเล่นกับเจ้าดาร์กี้น้อยด้วยสายตาอ่อนโยน ขณะที่ชายชรากำลังมองภาพนั้น
ร่างของหญิงสาวเจ้าของดวงตาสีเงินก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเขาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า


"ฟามีร์"


ชายชราเงยหน้าขึ้นจากภาพตรงหน้าก่อนจะโค้งลำตัวเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ


"ลมอะไรพาท่านมาถึงนี่ได้ขอรับ เจ้าหญิง" หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงเบื้องหน้าชายชราผู้มีศักดิ์สูงสุด
ในอาณาจักรพร้อมกับเอ่ยว่า


"ซีเลสเริ่มเคลื่อนไหวแล้วนะ 5 จาก 7 จำนวนนี้มากเกินไปสำหรับเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่าท่านจะใจเย็นเหลือเกิน"


น้ำเสียงร้อนรนของฝ่ายตรงข้ามเรียกรอยยิ้มจากชายชราได้เป็นอย่างดี
เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้ดวงตาของเขาสบกับเจ้าหญิงออโรร่าได้ดีขึ้น


"เขายังไม่ได้อีกสองคนเพราะฉะนั้น 5 คนนั้นก็ยังปลอดภัย ข้ารู้นิสัยเขาดี
อีกอย่างพันธนาการยังไม่โดนปลดออก เราก็ยังวางใจได้ แถมตอนนี้อเดเลลงมาดูเอง
รับรองแผนการของเขาไม่สำเร็จง่ายๆ แน่" เจ้าหญิงออโรร่าพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบงัน


"ท่านดราฟเป็นอย่างไรบ้างขอรับ" ดวงตาที่เคยเศร้าหมองมาหลายพันปีของออโรร่าเปล่ง
ประกายขึ้นทันทีก่อนจะตอบชายชราตรงหน้าว่า


"ดีขึ้นมาก จิตเขาเริ่มเข้มเเข็งขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็หมายความว่า เวลาของซีเลสเริ่มนับถอยหลังแล้ว
 หาก ดราฟกลับมา ข้าว่าเขาคงไม่อยู่เฉยแน่"


ฟามีร์รับฟังแล้วเงียบลงอย่างครุ่นคิดปล่อยให้ผู้มาเยือนเอ่ยต่ออย่างมีความหวังว่า
"พิธีกรรมครั้งหน้าถ้าเฟมีลพร้อม เราจะเอาเขากลับมาได้อย่างสมบูรณ์"


"อย่างที่ข้าบอกขอรับ เจ้าหญิง หากท่าน...ลดทิฐิลงสักหน่อยท่านจะมีความสุขดังเช่นทุกวันนี้นานแล้ว"
น้ำเสียงนุ่มของฟามีร์ทำให้เจ้าหญิงออโรร่าเชิดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์


"ข้าไม่มีวันให้อภัยนักเดินทาง หากเขาไม่ทำ ดราฟก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้
แค่ข้าให้เด็กน้อยของนักเดินทางคนนั้นเหยียบลงบนเวทีของข้าก็นับว่าลดทิฐิมากพอแล้ว
แต่ถ้าท่านจะหวังให้ข้ายกโทษให้กับเขา ไม่มีวันหรอก"


ฟาร์มีถอนหายใจอย่างช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งที่เจ้าหญิงยึดติดก็คือความแค้นเคืองนี่เอง...
ทิฐินี้ที่ทำให้หญิงสาวผู้งดงามตรงหน้าทุกข์ทรมานอย่างทรนงมานานแสนนานโดยไม่จำเป็น


"วันนี้ข้ามาเพื่อเตือนท่านเท่านั้น ขอให้ท่านโชคดีล่ะ" แต่ร่างของเจ้าหญิงออโรร่า
ที่กำลังจะเลือนหายไปจากเบื้องหน้าฟามีร์ต้องหยุดชะงักเมื่อชายชราเอ่ยขึ้นว่า


"ฝากเฟมีลด้วยเจ้าหญิง นี่คือคำขอร้องจากใจข้า" ออโรร่าพยักหน้ารับคำก่อนจะหายไป
 ฟามีร์นั่งสงบอยู่อย่างนั้นอีกนานก่อนจะหยิบกระดาษขาวขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงไป
มือที่หุ้มด้วยผิวหนังอันหย่อนยานลูบผ่านซองจดหมายขาวพร้อมกับเอ่ยเบาว่า


"สายลมจงพัดผ่าน"


จดหมายหายวับไปทันที เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนที่จะจางหายไปเพราะเสียงหัวเราะเบาๆ
ที่ดังออกมาจากคริสตัลใสตรงหน้า ก่อนจะหลับตาลงมือสองข้างประสานไว้ตรงหน้า
ให้หูปิดรับฟังเพียงเสียงของคนสำคัญที่ต้องดูแลด้วยชีวิต


ไม่นานจดหมายน้อยสีขาวก็มาปรากฏบนโต๊ะของเขาอีกครั้ง ชายชราลืมตาขึ้นหยิบมันขึ้นมา
เปิดกระดาษแผ่นเล็ก บนหัวประทับตราของตระกูลเอนเซล เนื้อความสั้นและได้ใจความ


ทำให้ใบหน้าของฟามีร์อ่อนโยน ดวงตาใสที่มองตัวอักษรที่เขียนตอบกลับมาด้วยความตั้งใจ
มองมันด้วยความเอ็นดู.... คนหนุ่มก็ดีอย่างนี้เอง....


จากนั้นเขาจึงวางกระดาษแผ่นเล็กไว้บนโต๊ะเผยให้เห็นอักษรที่ตอบกลับมาเพียงไม่กี่คำว่า


เจ้าแห่งสายลมขอน้อมรับหน้าที่นั้นด้วยร่างกายและ....หัวใจ 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เสียงร้องด่าทอที่ดังออกจากห้องขังเล็กๆ ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามารำคาญใจ มือหนาค่อยๆ
ลูบไปที่ประตูห้องที่มีเสียงร้องนั่น จากเสียงร้องด่าก็หายไป


ความเงียบสงบที่ย่างกลายเข้ามาใหม่ทำให้ผู้มาใหม่มีสีหน้าที่ดีขึ้น ร่างสูงค่อยๆ
เดินผ่านจากห้องหนึ่งไปอีกห้อง พร้อมกันนั้นเขาก็จะลอบมองคนที่อยู่ภายในห้องอย่างตรวจตรา


 เมื่อตรวจความเรียบร้อยเสร็จแล้วชายร่างสูงจึงเดินออกมาตามทางที่เขาเดินผ่านมา
 อีก 2 คน อีก 2 เท่านั้น ท่านผู้นั้นจะได้สมหวังเสียที


ความคิดคำนึงของชายที่ดูแลคนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปีศาจแห่งยุคดังก้องในหัวของเขา
ดวงตาสีนิลปรากฏประกายความหวังอย่างเด่นชัด


สายตามองกวาดไปทั่วอาณาบริเวณของคฤหาสน์ลับของตระกูลอินดิโก้
คฤหาสน์ที่ท่านซีเลสสร้างเอาไว้อย่างลับๆ และให้เขาดูแลมาจนถึงบัดนี้


เวลาของเขาหยุดเดินมานานแล้ว เพื่อปกป้องที่นี่จากคนที่จะมาทำลายของของนายเขา
 หลังจากการกลับมาอีกครั้งของท่านซีเลส ที่นี่จึงเป็นสถานที่ซ่อนตัวและวางแผนการทุกอย่าง
 กอเรียลคิดพลางเผยรอยยิ้มหยันให้กับคนที่มองว่าท่านซีเลสคงไปไหนไม่รอด


น่าขำ นายของเขาก้าวนำพวกนั้นอยุ่ก้าวหนึ่งเสมอ ไม่อย่างนั้นตั้งแต่ 3000 ปีก่อน
นายเขาคงไม่คิดจะสร้างที่นี่ไว้ จนบัดนี้ทายาทของฟรานเชสก้าก็ยังไม่สำนึกว่าท่านซีเลส
อยู่ใกล้มันแค่เอื้อม การต่อสู้เมื่อ 10 ปีก่อนไม่ใช่การพ่ายเเพ้ของอินดิโก้


แต่เป็นความพ่ายเเพ้ของคณะผู้ก่อตั้งที่ไม่สามารถจัดการท่านซีเลสได้ต่างหาก
อีกไม่นานท่านซีเลสก็จะเป็นอิสระแล้ว คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีอะไรมาต่อกรกับนายของเขาอีก


กอเรียลคิดพลางเดินตรงเข้าสู่ตัวบ้านหลังใหญ่ที่มืดเหมือนยามค่ำคืนตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือเวลากลางคืน คบไฟตามระเบียงทางเดินจุดพรึบขึ้น


เมื่อร่างของกอเรียลเคลื่อนสู่ห้องที่มีกลิ่นกำยานลอยออกมา แสงสว่างมาปะทะใบหน้า
ของกอเรียลทำให้เขาตื่นตะลึง


"นาย....นายท่าน" เสียงเรียกที่ติดอยู่ในคอทำให้ชายหนุ่มเจ้าของหนวดเคราครึ้มหันจาก
หน้าต่างมามองข้าผู้รับใช้ผู้ซื่อสัตย์คนนี้


"ตกใจอะไร กอเรียล" เสียงถามขึ้นอย่างไร้อารมณ์ทำให้กอเรียลเสียวสันหลังวาบ
ความน่ากลัวนี้ ดวงตานี้ เหมือนกับเมื่อ 3000 ปีก่อนไม่มีผิด กอเรียลทรุดตัวคุกเข่าพร้อมเงยหน้าขึ้น


"ในที่สุดข้าก็ได้เห็นนายท่านภายใต้แสงสว่างอีกครั้ง" ใบหน้าของซีเลสยังคงนิ่งเฉยกับการแสดง
ความเคารพต่อหน้าของกอเรียล รอยพันธนาการที่ข้อมือทั้งสองของเขายังคงอยู่


แต่ดวงตาสีนิลที่ฉายแววมั่นใจอะไรบางอย่าง กลิ่นกำยานเริ่มจางหายเพราะสายลมที่พัดผ่าน
เข้ามาในห้อง ห้องที่เขานั่งมานานเป็นเวลา 10 ปี นานพอที่จะสิ้นสุดมันได้แล้ว


"อีกไม่นานกอเรียล ข้ากำลังปลดพันธนาการนี้ได้ อีกไม่นานจะได้เวลาของเรา"
"ขอรับนายท่าน อีก 2 คนเท่านั้น เราจะทำพิธีได้"


ซีเลสพยักหน้า ร่างของเขาลอยเหนือพื้นเล็กน้อยจากนั้นมันก็ลอยกลับไปยังเก้าอี้โยกไม้เก่าๆ อีกครั้ง
กอเรียลมองภาพนั้นอย่างชื่นชมปนหวาดกลัว


จะมีใครในโลกที่ยอมทนอยู่กับพันธนาการแบบนั้นบนเก้าอี้เก่าๆ ในห้องอันมืดมิดที่มีแต่กลิ่นกำยานยา
สมุนไพรได้นานเป็น 10 ปีเพื่อลดพลังเวทที่พันธนาการสองมือและสองเท้านี้ไว้เหมือนเจ้านายของเขา


 ฟามีร์คงนึกไม่ถึงหรอกว่า พันธนาการที่น่าภาคภูมิใจของเขาจะช่วยทำให้นายของเขา
แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่า


"ต่อไปนี้ไม่ต้องปิดหน้าต่างนะกอเรียล นานแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพภายนอก เจ้าไปเถอะ
รอเวลาอีกนิดเท่านั้น อีกไม่นานหรอก...."


น้ำเสียงนิ่งสงบเหมือนไม่ใช่บุคคลที่แสนเกรี้ยวกราดในความมืดทำให้กอเรียลเริ่มสั่น.......


ความน่ากลัวของคนเราจะมีจุดสูงสุดเมื่อเวลาไหน สำหรับคนๆ นี้ ก็คือ
ตอนที่นิ่งสงัดจนเหมือนภูเขาที่ตั้งตระง่านรับพายุอย่างไม่ไหวติงนั่นแหละ ยิ่งเงียบ ยิ่งนิ่ง
ก็ยิ่งทำให้คนคาดไม่ถึงว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาไฟที่กำลังรอวันระเบิดอย่างใจจดใจจ่อ
รอวันที่จะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องล่างภูเขานั้น


กอเรียลพยายามบังคับขาที่กำลังสั่นของตนให้ลุกขึ้นจากพื้นจากนั้นก็โค้งคำนับด้วยความเคารพ
ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่ลืมปิดประตู


ดวงตาสีนิลที่จับตามองทุ่งดอกไม้ที่อยู่เบื้องนอกอย่างเงียบงัน ร่างของใครบางคนกำลังเคลื่อนที่
อยู่ตรงนั้นในความทรงจำของเขา ทั้งบ้านหลังนี้ ทั้งสวนดอกไม้นั่น และตัวเขา
 กำลังรอรอเวลาแห่งการกลับมาของใครคนหนึ่ง........ใครคนหนึ่งที่เซวีน่าต้องชดใช้!!!


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น