SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 81 : ข้อตกลงของคนสองคน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,511
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    2 ก.ค. 49

SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ประกาศ ประกาศ!!! (สำคัญมากต้องอ่าน)


Q: เรื่องแรกนะคะ กำหนดการไปงานของกัล
A: กัลจะไปวันที่ 8 ค่ะ เวลาประมาณ 13.00 น.  - 15.00 น. ณ เวทีกลาง
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


Q: ภาคสอง เล่มละเท่าไหร่????
A: ราคา 295 บาทค่ะ แต่ถ้าไปซื้อที่งานเห็นว่าจะมีส่วนลดให้ 15 %


Q: หนังสือจะมาตามกำหนดไหม
A: อันนี้ต้องเท้าความถึงคราวที่แล้วนะคะ ที่หนังสือมาช้ามันไม่ได้เป็นความผิดของทางสำนักพิมพ์
หรอกค่ะ มันเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่ตั้งใจจริงๆ ทางโรงพิมพ์เขาไม่คิดว่าหนังสือ
จะออกมาช้าขนาดนี้ และก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางด้วย อยากให้ทุกคนเห็นใจเขาด้วยค่ะ


ส่วนคราวนี้ หนังสือจะมาตรงเวลาไหม จะต้องไปนั่งรออีกหรือเปล่า กัลว่าวันที่ 6 ก็คงมีแล้ว
แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนไม่แน่ใจ กัลว่าเราแก้ปัญหาโดยการไปซื้อวันที่ 8 ดีไหมคะ??
เพราะกัลก็ไปเปิดตัวหนังสือวันนั้น ถ้าหนังสือไม่มากัลก็คงไม่รู้จะไปเปิดตัวหนังสืออะไร


Q: เรื่องตอนเก่าที่ลบออกไปและโพสภาคใหม่
A: ความจริงแล้วตามปรกติหนังสือที่ได้การตีพิมพ์ สำนักพิมพ์จะขอร้องให้ลบเรื่องนั้นทิ้ง
ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และการก๊อปส่งเป็นฟอร์เวิร์ดเมล


แต่ตัวกัลเองได้บอกสำนักพิมพ์ไว้แล้วว่า กัลได้ตีพิมพ์เพราะคนอ่านทุกคน และกัลก็ได้
สัญญาไว้กับทุกคนตั้งแต่เริ่มโพสตอนแรกแล้วว่าจะโพสให้จบทั้ง 3 ภาค


ดังนั้นกัลจะขอโพสให้จบแต่ในทางกลับกันเราก็ต้องเห็นใจสำนักพิมพ์ด้วย
กัลก็เลยคิดว่าเราควรจะพบกันครึ่งทาง คือโพสต่อได้แต่จะลบบางส่วนของ
ตอนที่จะได้พิมพ์


ไม่ได้ลบเพราะอยากจะให้เรื่องนี้เรตติ้งดีขึ้น หรืออยากให้หนังสือขายดีขึ้น
เพราะถ้ากัลอยากให้เป็นแบบนั้นกัลคงไม่โพสต่อแล้วให้เพื่อนๆ ไปรออ่านต่อในหนังสือเอง


เหตุผลที่โพสต่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ยังมีกลุ่มนักอ่านจำนวนไม่น้อยที่ศึกษาต่ออยู่
ต่างประเทศและกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ มันคงขาดช่วงน่าดูถ้าไม่ได้อ่านต่อ
แล้วต้องรอเรียนให้จบจนกลับมาประเทศไทยแล้วค้อยอ่านต่อ


ถ้าเป็นคนอ่าน ติดตามเรื่องของกัลอย่างสม่ำเสมอ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ได้อ่าน
กัลโพสตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และก่อนจะลบตอนเก่ากัลได้แจ้งก่อนถึง 5 วัน


ซึ่งถ้าคนอ่านคนไหนไม่ได้อ่านตอนใหม่ก็แสดงว่าไม่ได้เปิดเข้ามาอ่านเลยในรอบ 5 วัน
และถ้าเป็นอย่างนั้นกัลก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากจะบอกว่าให้เพื่อนๆ รออ่านในหนังสือแทน


กัลอยู่ตรงกลางระหว่างคนอ่านกับสำนักพิมพ์ การจะทำอะไรจึงต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
ดังนั้น ก็อยากเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านในอินเตอร์เน็ตเข้าใจกัลด้วยค่ะ


Q: ในหนังสือเซว่น่าภาค 2 มีจำนวนตอนเท่ากับตอนที่ลบไปหรือเปล่า
A: ในภาค 1 ที่ออกไป มีทั้งหมด 30 ตอน ส่วนภาค 2 ที่กำลังจะวางแผงนี้มีทั้งหมด 52 ตอน
ซึ่งกัลก็กำลังพยายามทยอยโพสให้ครบ เหลืออีกประมาณ 5 ตอน คงไปจบแถวๆ สิ้นสุดงาน
หนังสือพอดี และจะโพสภาค 3 ต่อไปเลย หวังว่ามันจะไม่ช้าไป เพราะกัลต้องอ่าน
หนังสือสอบอยู่ แทบไม่ค่อยมีเวลานอนเลย


กัลฐิดา


ปล. ใครรอนายแมวอยู่ตอนนี้ก็มีคิวออกมาหน่อยนึงค่ะ


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 78 ข้อตกลงของคนสองคน


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ร่างของชายซึ่งมีคุณวุติสูงสุดในเซวีน่ามุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกอันทรงเกียรติของ
ปราการซินเทลล่าอย่างสง่างาม ทำให้คนเดินนำรู้สึกเกร็งเล็กน้อยเนื่องจากมีโอกาสไม่มากนัก
ที่จะได้ใกล้ชิดกับบุคคลระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดขนาดนี้


"หนุ่มน้อยเธออายุเท่าไรแล้ว" เสียงอ่อนโยนของชายชราถามขึ้นทำลายความเงียบ
" 20 เต็มปีนี้ครับ" ชายหนุ่มตอบอย่างปิดเสียงประหม่าเอาไว้ไม่อยู่


"เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ตอนฉัน 20 ฉันก็เพิ่งเข้ามาเรียนที่นี่ปีแรกเท่านั้น ชีวิตที่นี่สนุกใช่ไหม"
"คะ...ครับ" เสียงตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ไม่ทำให้ชายชรารำคาญใจอะไร
เขายังคงคุยต่อไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนเหมือนเดิม


"วันนี้ฉันจะมาพบเพื่อนเก่าที่ไมได้เจอกันมานาน รุ่นฉันคงมีฉันกับเขาเท่านั้นแหละที่ยังอยู่
เธอก็มีใช่ไหม เพื่อนรักน่ะ"
"คะ...ครับ มีครับ"


 ยังไม่ทันที่ชายชราจะพูดอะไรต่อ ทั้งสองก็เดินมาถึงประตูไม้ขนาดใหญ่ที่สลักประวัติศาสตร์
ของรัฐเอาไว้อย่างสวยงาม ชายหนุ่มยกมือขึ้นเคาะห่วงที่หน้าประตูเบาๆ เพื่อเป็นมารยาท


 ก่อนจะเปิดประตูพร้อมโค้งตัวให้ชายชราเดินผ่านเข้าไป ชายชราผู้นั้นตบที่บ่าของชายหนุ่มเบาๆ
เป็นเชิงขอบคุณ ประตูไม้สลักปิดลงชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่
ก่อนจะสลัดศีรษะแล้วกลับเข้าประจำหน้าที่


ฟามีร์ส่งยิ้มละไมไปให้ชายแก่อีกคนที่กำลังลุกขึ้นยืนเพื่อต้อนรับอาคันตุกะ ชายผู้กุมอำนาจ
ของรัฐแห่งปัญญานี้ไว้ ชายชราหน้าตาท่าทางอารมณ์ดี


ผมสีขาวที่ยาวไม่แพ้ฟามีร์แต่ใบหน้ากลับดูเด็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีน้ำตาลทองที่ถึง
แม้แก่ก็ไม่ฝ้าฟางแต่กลับเปล่งประกายปัญญาไม่เคยเปลี่ยนไปจากการพบกันครั้งสุดท้าย
ทั้งสองสวมกอดกันอย่างคิดถึงก่อนจะส่งเสียงหัวเราะที่คนภายนอกไม่เคยได้ยินมาก่อน


"กว่านายจะมาหาฉันได้นี่กินเวลาถึง 10 ปีเชียวนะ" ชายชราเจ้าของสถานที่เอ่ยขึ้น
"ฉันไม่อยากให้เจ้าผู้ครองรัฐคนใหม่ต้องเจียดเวลามาพบเพื่อนเก่านี่นา"


"อย่ามาเลย ฟามีร์ โซลแลร์ อิบเซน คนนี้ไม่เคยไม่มีเวลาให้เพื่อนสักหน่อย นั่งก่อน นั่งก่อน
เรามีเรื่องคุยกันอีกยาว..."


ทั้งสองนั่งคุยกันหลายเรื่อง แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิงขนาที่คนภายนอก
ไม่เชื่อเลยล่ะว่า คนแก่อายุเกือบ 70 ทั้งคู่จะคุยเรื่องอะไรกันมากมาย


"โซล เดือนที่แล้ว ความทรงจำนั้นกลับมา" รอยยิ้มบนใบหน้าของโซลแลร์จางหายไปโดยมี
ความเงียบขรึมกลับมาแทน


"พลังที่น่ากลัวจริงๆ สามารถปลดผนึกความทรงจำของนายได้ด้วยตัวเอง สมแล้วๆ"
"ใช่ เฟมีลจะต้องฝันร้ายทุกคืนแน่ๆ และตอนนี้ใกล้เวลาที่เราจะต้องให้เธอรับรู้อะไรบางอย่างได้แล้ว"


 โซลแลร์พยักหน้า เขาลุกขึ้นมองภาพแผนที่รัฐดินอร์ต้าขนาดใหญ่ซึ่งกินเนื้อที่บนผนัง
ห้องด้านหนึ่งเต็มๆ อย่างครุ่นคิด


"ข้อตกลงของเราอยู่ที่ว่า หลานของนายต้องหาคำตอบให้เจอ ฉันจะเปิดทางให้ได้เท่าที่จะทำ
 นายต้องเข้าใจ..." ฟามีร์เข้าใจสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่ายดีจึงเอ่ยขัดขึ้นว่า


"ฉันรู้ รู้ดีถึงได้ไม่ขอมากกว่านี้แค่เปิดทางเท่านั้น อย่างอื่นแล้วแต่ความสามารถของเฟมีลเอง
อีกอย่างหลานฉันก็คงไม่โง่เกินไปหรอกมั้ง" น้ำเสียงติดตลกทำให้ดวงตาของโซแลร์ฉายรอยยิ้ม
ออกมาอีกครั้ง


"หลานของนายจะโง่ได้ยังไง ดีเหมือนกันในเมื่อทั้งวอลเดน ซีซานีน และกูตเร็ตต่างก็ทดสอบ
เด็กคนนี้ไปแล้ว อิบเซนก็ขอทดสอบด้วยอีกคนคงไม่ว่ากันนะ ฟามีร์" รอยยิ้มที่ปิดความภาคภูมิใจ
ไว้ไม่มิดของฟามีร์แย้มขึ้นทันที


"แน่นอน รวมถึงจะดูอย่างอื่นด้วยก็ไม่ว่ากัน"  ดวงตาสีน้ำตาลกระจ่างขึ้นเหมือนนึกอะไร
ขึ้นได้ก่อนจะตรงเข้าไปตบไหล่เพื่อนเก่าเพื่อนแก่


"โอ๊ะ ฉันลืมไปได้ไง นายน่ะมาเหนือชั้นอย่างนี้ทุกที เอาเป็นว่าในเมื่อเด็กคนนั้นไม่ใช่
คนตระกูลอิบเซนเขาจะยื่นมือเข้ามายังไง ฉันก็พอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้หรอก หึหึหึหึ"
เสียงหัวเราะที่ดังเบาๆ ไม่นานก็กลายเป็นเสียงประสานของเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานดังก้องไปทั่วห้อง


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


การสอบเริ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่อากาศสบายๆ ข้อสอบไม่ยาก ไม่มีอะไรจะเป็นสุขกว่านี้ใน
ความคิดของคนที่ผ่านการสอบที่หนักหนาสาหัสมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วห้องเรียนประวัติศาสตร์ทำให้รู้ว่าสิ้นสุดการสอบแล้ว


"นี่ๆ เราไปฉลองกันที่ไหนดี" รีเนลเดินเข้ามาโอบไหล่เพื่อนๆ ทั้ง 3 ที่กำลังถกเรื่องเดียวกันนี้
อย่างเมามันสุดท้ายเฟมีลจึงเป็นคนสรุปว่า


"ออสทิคดีที่สุด"
"ใช่ ไปกันเถอะ" 


 ทั้งสามเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกันกับอีกหนึ่งเสียงที่ไม่ออกเสียงแต่พยักหน้ายอมรับ ร่างของ 5 สาว
ก็เคลื่อนย้ายไปยังเป้าหมายทันที


ร้านออสทิคเต็มไปด้วยเด็ก gestern ห้อง 1 ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะมีคนใจตรงกับพวกเธอ
หลายสิบคนเลยทีเดียว จอมซอกแซกอย่างรีเนลวิ่งเข้าไปจองที่นั่งก่อนคนแรก


มันเป็นโต๊ะใหญ่ที่อยู่ติดหน้าต่าง หลังไวๆ ของนายอาเรสที่เดินสวนออกมาทำให้รู้ว่า
รีเนลเลือกสมรภูมิที่ได้เปรียบต่อการสืบข่าวของคู่กัดได้ดีทีเดียว เพราะโต๊ะของเธออยู่หลังโต๊ะ
ของนายโทนี่นี่นา


แถมมีกระถางต้นไม้สูงกั้นทำให้มองไม่เห็นเธอทั้ง 5 อีกด้วย แต่น่าเสียดายถ้ารีเนลมา
คนเดียวก็คงไม่เด่นแต่นี่ทั้งเซและเฟมีลก็มาด้วย ไม่ใครก็ใครในร้านนี้มักจะจับตามอง
สาวสวยสองคนที่เดินเข้ามาเป็นแน่


"หน้าง้ำเชียวรีเนล" มอรีลเอ่ยขึ้นอย่างขำๆ หลังจากรีเนลผ่านการทะเลาะกับโทนี่ไปรอบหนึ่ง
และจบด้วยการโดนเรียกว่า 'ยัยตัวเล็ก' พร้อมทั้งโดนยีหัวมารอบหนึ่ง


"ฉันไม่ได้ตัวเล็กสักหน่อยใช่ไหมเซ" สาวน้อยผมทองพยักหน้าอย่างเอาใจก่อนจะ
ส่งจานขนมที่ร่อนมาเสริฟยังโต๊ะของเธอมาตรงหน้าสาวน้อยที่ต้องปลดผมหยักโศกให้สยายเต็มหลัง


"เออ ทำไมโทนี่ต้องเรียกรีเนลว่า 'ยัยตัวเล็ก'  ด้วยล่ะ" เฟมีลถามอย่างสงสัย รีเนลมองค้อนเพื่อน
แล้วทำเป็นไม่สนใจอะไรเซจึงอธิบายไปกลั้นหัวเราะไปว่า


"ก็ตอนเด็กๆ รีเนลน่ะตัวเล็กจะตาย พอมาเทียบกับโทนี่ที่ตัวใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร
รีเนลนะสูงแค่เอวโทนี่เอง แต่เล็กพริกขี้หนูนะ แกล้งโทนี่จนควันออกหูมาหลายครั้ง
โทนี่ก็เลยเรียกรีเนลจนติดปากว่า 'ยัยตัวเล็ก' อยู่นั่น โตมาก็ไม่เปลี่ยน"


"เซ อย่าเล่าอะไรที่มันผ่านมาแล้วเลยน่า ตอนนี้ฉันก็สูงเท่าเธอเท่าเฟมีลแล้วด้วยแถม
ตอนนี้ฉันก็สูงเหนือไหล่หมอนั่น..."


"แต่ยังไงก็ยังเป็นยัยตัวเล็กอยู่ดีล่ะน่า" เสียงที่ตัดบทขึ้นมาพร้อมใบหน้าของชายหนุ่ม
ที่โผล่ออกมาเหนือกระถางต้นไม้ทำให้รีเนลหันขวับไปจ้องตาเขียวทันที


ก่อนจะหันกลับมาสนใจขนมในจานอย่างเมินๆ มือใหญ่กระตุกปอยผมเล่นเบาๆ จากเบาๆ
ก็แรงขึ้นอย่างแกล้งๆ ทำให้ยัยตัวเล็กทนไม่ไหวหันขวับกลับมากะจะตะเพิดให้สมใจแต่
มือที่ยกขึ้นก็ต้องชะงักเมื่อเห็นจานเค้กที่ยื่นมาให้


"สุขสันต์วันเกิด"


เสียงเรียบๆ ที่เอ่ยพร้อมกับยื่นใส่มือของคนตรงหน้าจากนั้นก็นั่งลงอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รีเนลรับมาและนั่งลงที่โต๊ะของตัวเองอย่างงงๆ


"เอ่อใช่ วันนี้วันเกิดรีเนลนี่นา ใช่ไหมเซ" เซทำหน้านึกก่อนพูดอย่างตื่นเต้นว่า
"ใช่จริงๆ ด้วย ตายแล้วรีเนลขอโทษด้วยมัวแต่อ่านหนังสือสอบเลยลืม มาวันนี้พวกเราเลี้ยงเองเน๊าะ"
เซรีบพูดขึ้นพร้อมยกมือเรียกบริกรเข้ามาเพื่อสั่งอาหาร


"ไม่เป็นไรเซ เดี๋ยวจะกินไม่หมดซะ เสียดายของ ฉันเองก็ลืมเหมือนกัน แหมเจ้ายักษ์นั่น
อย่างน้อยก็มีข้อดีอย่างนี้เลยคบกันได้อยู่บ้าง"


เสียงบ่นพึมพำประโยคสุดท้ายทำให้เพื่อนอีก 4 คนแอบหัวเราะ พร้อมทั้งไม่สนใจท่าทางเอร็ดอร่อย
กับเค้กของคนที่น่าคบอยู่บ้างคนนั้นของรีเนล ตอนหลังเซก็มากระซิบกับเฟมีลก่อนกลับว่า


โทนี่น่ะถึงจะทะเลาะกับรีเนลบ่อยๆ แต่ก็เป็นคนเดียวที่ไม่เคยลืมวันเกิดของยัยตัวเล็กเลยซักครั้ง
ส่วนรีเนลก็เหมือนกันเพราะทุกครั้งที่ให้ของวันเกิดกับนายยักษ์ก็ต้องมาบ่นกระปอดประแปด
กับเธอว่าให้เพราะมารยาทหรอก เฟมีลฟังเล้วก็อดขำไม่ได้ มีเพื่อนสมัยเด็กมันก็น่ารักอย่างนี้แหละน้า


เช้าวันออกเดินทางที่สดใส อเรย์ก็ดูสดชื่นอย่างเห็นได้ชัดจนเฟมีลแซวว่าจะไปหาทิงเจอร์สาวที่ไหนเหรอ
 เลยโดนเอาหัวชนจนเกือบคะมำลงพื้นซะอย่างนั้น ดินอร์ต้าไม่เหมือนรัฐอื่นๆ



ที่จะต้องเก็บสัตว์พาหนะเข้าบอลคาร์ แต่เราสามารถนั่งบนรถลากของเราและผ่านมนตราพาซอลเซ่
ได้เลย ฟเมีลรู้สึกพอใจกับกฏนี้เพราะว่า อเรย์คงอึดอัดทุกครั้งที่เข้าไปอยู่ในนั้น
(จริงๆ แล้วไม่เลยเฟมีลน่ะคิดไปเอง)


"วันนี้เราจะไปดีเนโซลกัน แต่ขอบอกว่าที่นั่นไม่ได้ใจดีอย่างผม เพราะฉะนั้นทบทวนบทเรียน
กันมาดีหรือยัง" เสียงมาสเตอร์ราสเอลอธิบายถึงการปฏิบัติตัวของ gestern ที่ดีในการทัศนศึกษา
ครั้งนี้


"ครับ / ค่ะ"
"ดี ที่นั่นเราจะได้เจอรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมากมาย แน่นอนที่นั่นเป็นแหล่งรวมหัวกะทิของ
แต่ละรัฐเอาไว้เชียวนะ เพราะฉะนั้น พวกเธออาจจะได้กระทบไหล่กับว่าที่ศาสตราจารย์ก็เป็นได้"


น้ำเสียงติดตลกของมาสเตอร์ราสเอลก็ยังคงทำให้เด็กๆ หัวเราะได้เป็นอย่างดี หลังจากทบทวน
ข้อปฏิบัติทั้งหมดแล้วทุกคนก็ขึ้นรถลากประจำกลุ่ม จากนั้นคณะเดินทางก็วิ่งออกจากลานฟอนเทียน
มุ่งสู่สถานทูตดินอร์ต้าทันที


สถานทูตดินอร์ต้า ประตูทางเข้าสู่ดินแดนที่กุมเอาศาสตร์และปัญญาของอาณาจักรไว้
 คือสถานที่สมถะที่สุดเท่าที่เฟมีลเคยเห็นมา อาคารดินเผาสีส้มอ่อนลักษณะคล้าย
ตึกคอนกรีตที่เฟมีลเห็นบ่อยๆ ในเซเวน ประตูใหญ่ไม่ได้เปิดรับเฉพาะคนเท่านั้นแต่ทาง
ที่กว้างใหญ่นี้เป็นถนนสำหรับรถลากด้วย


"ที่นี่ดูธรรมดาจังนะ ถ้าเทียบกับสถานทูตอื่นๆ" เฟมีลพูดขึ้นขณะรถลากวิ่งเข้ามาต่อแถวหน้า
ประตูดินเผาบานยักษ์


"ใช่ ไอ้ที่ดูธรรมดานี่แหละน่ามหัศจรรย์ รู้ไหมจ้ะเธอจ๋า ดินทั้งหมดที่นำเอาก่อสร้างน่ะ
ต้องผ่านกรรมวิธีพิถีพิถันหลายร้อยขั้นตอน ถ้าฉันจะบอกเธอว่ามูลค่าการก่อสร้าง
และการบำรุงรักษาที่นี่น่ะ สูงเป็นอันดับสองรองจากสถานทูตดาโรก้า เธอจะเชื่อไหม"
เฟมีลหันกลับมาใบหน้ารีเนลอย่างไม่อยากจะเชื่อ


"ทำไมล่ะ" รีเนลหัวเราะก่อนจะตอบพลางชี้ไปที่ผนังว่า
"เธอไม่สังเกตเหรอว่าที่นี่ไม่ใช้คบเพลิง...." เฟมีลเงยหน้าดูตามผนังที่น่าจะติดคบเพลิงไว้
ไม่จุดก็สองจุดล่ะน่า แต่กลับไม่มีเลย


"ทรายแดง ดินเหลือง เรไดซ์ และอัคคีพสุธา 4 องค์ประกอบหลักของการสร้าอาคารสถานทูต
และปราการซินเทลล่า สถานที่นี้ไม่ต้องใช่คบเพลิงก็เพราะว่า เรไดซ์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุใน
สถานะของเหลวจะเป็นตัวดูดซับเอาแสงสว่างเข้ามาจากนั้นก็ปล่อยออกมาเพื่อให้สถานที่นั้นสว่างไสว


กลไกการทำให้สว่างมากหรือน้อยยังคงเป็นความลับในปรากาณซินเทลล่า ขอให้รู้ไว้เถอะ
แร่ชนิดนี้แพงพอๆ กับทรายดำที่ดาโรก้าเลยล่ะ"


"ทรายแดง ดินเหลือง เรไดซ์ อัคคีพสุธา งั้นเหรอ แปลกจังเน๊าะ คนโบราณเขาคิดเรื่องพวกนี้
ได้อย่างไงกัน" เฟมีลเอยขึ้นอย่างนึกฉงนในใจ


"ตาเราแล้วล่ะ เฟมีล" เซเอ่ยขึ้นเมื่อรถคันข้างหน้าหายไปในช่องทางมืดสนิทผิดกับด้านนอก
 เฟมีลเข้านั่งประจำที่ตามที่ได้รับคำเตือนมา


"นั่งดีๆนะ เจ้านาย" ร่างทั้ง 5 ถูกรัดด้วยเข็มขัดสีดำจากนั้นร่างของอเรย์ก็เคลื่อนตัวเข้าไป  
แสงสว่างส่องประกายสายรุ้งเบื้องหน้าทำให้เฟมีลแปลกใจ


ร่างของนักรบดินเผาที่ส่องประกายในความมืดสองมือชูอาวุธที่คล้ายๆ ดาบประสานกันทั้งสองข้าง
ม่านสีรุ่งที่โปร่งแสง โบกพริ้วเหมือนกำลังเชิญชวนผู้มาใหม่ให้เข้าไปใกล้


อเรย์วิ่งผ่านม่านนั้นอย่างรวดเร็ว กระจกครอบส่วนที่นั่งผู้โดยสารเปิดออก ผิวของเฟมีลสัมผัสถึง
ความอ่อนโยนของผ้า เสียงกรุ้งกริ๊งอันไพเราะดังอยู่ข้างหู แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา
 เสียงที่ไม่คาดฝันก็ดังขึ้น


ฉึก ฉึก


เสียงของอาวุธมีคมทิ้งตัวลงกับพื้นดิน ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ร่างของอเรย์วิ่งทะยานรวดเร็วขึ้น
 เฟมีลได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังพอๆ กับเสียงของอาวุธนั้นสัมผัสพื้น
 และในที่สุดเบื้องหน้าก็มีแสงสว่าง และ...ฟุบ


เสียงของรถลากที่หลุดออกมาจากช่อง ดวงตาสีนิลเบิกกว้าง พื้นที่ที่น่จะเป็นถนนกลับไม่มี
ที่นี่มีแต่อากาศ อากาศใสๆ รถลากคันอื่นๆ ซึ่งลอยตัวรอคันที่วิ่งตาม


ภาพเหมือนจริงที่มาสเตอร์รอลตาร์เคยเอาให้ดูเมื่อเดือนที่แล้วเวียนกับเข้ามาในหัว ที่นี่เอง
ดีเนโซล...ธรณีแห่งหุบเขาและลำเนาแห่งอาวุธ


"อเรย์เกิดอะไรขึ้นล่ะ ทำไมถึงมีเสียงดัง ฉึก ฉึก ไล่หลังเรามา" เฟมีลถามขึ้นอย่างอดหวั่นใจไม่ได้
อเรย์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะอธิบายว่า


"ก็เพราะสุดปลายทางมันเป็นแบบนี้แล้วก็ไม่มีที่ให้ผมกระโดดขึ้นบนฟ้าเหมือนโซน
ก็เลยต้องมีการเร่งความเร็วก่อนที่จะหลุดจากอุโมงค์ เสียงฉึกนั่นน่ะ เป็นสัญญาณให้ออกวิ่ง
เพื่อการขึ้นบินครับ"


"แล้วถ้าไม่ทัน..." มอรีลครางขึ้นมาอย่างหวาดเสียว
"ไม่มีทางไม่ทันครับ เราเหล่าสัตว์พาหนะถ้าไม่มั่นใจว่าสามารถผ่านด่านนี้ได้
เราจะไม่ได้เป็นสัตว์พาหนะที่เต็มตัว รับรอง 1000 % ไม่เคยมีข้อผิดพลาดครับ"


อเรย์พูดขึ้นอย่างมั่นใจพลางยึดหัวขึ้นสูดเอาอากาศของบ้านเกิดเอาไว้ซะเต็มปอด
ส่วนเฟมีลก็แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น สมแล้วที่สัตว์พาหนะของที่นี่คือที่ 1 ของอาณาจักร
ก็แค่ดูวิธีการฝึกก็น่าจะโหดพอควรเลย


เมื่อทุกคนมาครบคณะเดินทางจึงมุ่งหน้าสู่ผนังหุบเขาทางด้านทิศตะวันออกจากนั้นสัตว์พาหนะ
ก็เทียบท่าจอดที่นั่น เด็กๆ ลงจากรถและเก็บสัตว์พาหนะพร้อมสัมภาระเข้าบอลคาร์
แล้วทั้งหมดจึงเดินต่อเข้ามาในผา


ทางเดินในผาไม่ได้อับและชื้นอย่างที่เฟมีลคิด มันเป็นทางเดินที่มีแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้คบเพลิง
 รีเนลบอกว่าเขาฉาบเจ้าสิ่งที่เหมือนในสถานทูตเอาไว้ กลิ่นของดอกไม้อบอวลไปทั่ว
 เดินเข้าไปไม่นานก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นทางชัน และในที่สุดก็พ้นจากอุโมงค์มาพบกับแสงแดด


อาคารที่พักหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่โล่ง รอบๆ อาคารก็มีสวนดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงาม
 แสงอาทิตย์ยามสายที่ส่องกระทบอาคารสีส้มอ่อนทำให้สีส้มดูจางออกเป็นสีชมพูส้ม สวยไปอีกแบบ
 ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังที่นั่น


"...ที่นี่เป็นที่พักของนักเรียนโรงเรียนเวทแห่งเซวีน่าตั้งแต่ gestern ไปจนถึง ber morgan
ที่ประจำการที่ดีเนโซล ด้านหลังจะเป็นอาคารอีก 2 หลังซึ่งเป็นที่พักของจอมเวทซึ่งประจำการอยู่ที่นี่
และที่พักของนักศึกษาเวทผู้มาศึกษาต่อที่ปราการซินเทลล่า


เอาล่ะ ได้กุญแจห้องแล้วก็แยกกันไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้ผมจะพาพวกคุณไปดูฟาร์มทิงเจอร์ที่ใหญ่ที่สุด
ในดีเนโซล" เมื่อมาสเตอร์ราสเอลจบการแนะนำสถานที่และข้อควรปฏิบัติเรียบร้อยเด็กๆ
ก็ส่งเสียงตอบรับอย่างแข็งขัน


"ครับ / ค่ะ" และเสียงการเคลื่อนย้ายเข้าที่พักของเด็กๆ ก็ตามมา ห้องพักของ gestern
ห้องหนึ่งมี 5 เตียงนอน ผู้ชายอยู่ทางปีกตะวันตก ส่วนผูหญิงอยู่ทางปีกตะวันออก
มีห้องนั่งเล่นอยู่ตรงกลางในแต่ละชั้นเพื่อไม่ให้เสียงของรุ่นน้องไปรบกวนรุ่นพี่ที่ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ


"ที่นี่สวยจังเลยนะ มอรีล" เฟมีลเอ่ยขึ้นพร้อมกับจัดการเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้าของตน
"ใช่ คนที่นี่ใช้รถลากกันเยอะจัง มาเตอร์เลยให้เราเดินขึ้นมาแทนที่จะเป็นนั่งรถลากเน๊าะ"


"นั่นมันเป็นกฏหมายเลยนะ มอรีล ที่นี่เขาไม่ให้รถลากพุ่งขึ้นมาด้านบนหรอก
เพราะรถลากคันข้างบนมองไม่เห็นคันข้างล่างแล้วทีนี้ก็ได้ชนกันตาย เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อย
ทางนู้นเป็นไง" รีเนลอธิบายพร้อมกับปิดตู้ของตัวเองแล้วนั่งลงรอเพื่อนๆ ทั้ง 4 ที่ยังจัดไม่เสร็จ


"ข้างล่างนี่ ปราการซินเทลล่าเหรอ" เฟมีลถามขึ้น
"ใช่ สวยใช่ไหม อย่างมอรีลต้องมาเรียนที่นี่ได้แน่เลย" รีเนลพูดพลางล้มตัวลงนอนพร้อม
บิดขี้เกียจ


"ไม่รู้สิ ถ้าสอบเข้าได้ก็อาจจะมา" แต่น้ำเสียงไม่แน่ใจของมอรีลก็โดนกลบด้วยเสียงพูดขึ้นพร้อมกันว่า
"ได้แน่นอน" พร้อมทั้งเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นพร้อมกัน


แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนทำให้เห็นว่าร่างๆ หนึ่งซึ่งนอนใกล้หนhาต่างที่สุดกระสับกระส่าย
ไปมาก่อนที่ดวงตาสีนิลจะเบิกขึ้นอย่างตกใจ หน้าอกที่ขยับขึ้นลงถี่เหมือนคนพึ่งผ่านการออกกำลังกาย
มาอย่างหนักกค่อยๆ แผ่วลงพร้อมกับหันไปมองรอบตัว


เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเธอทั้ง 4 ยังหลับอย่างเป็นสุข ร่างบางก็ค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นอย่างเงียบเชียบ
 สองมือลูบปาดเหงื่อออกจากใบหน้าแล้วค่อยๆ เดินผ่านเตียงทั้ง 4 ก่อนจะแง้มประตูห้องนอน
แล้วเดินออกไป


แสงสว่างอ่อนๆ ของทางเดินทำให้เฟมีลใจสงบขึ้น สายลมที่พัดเข้ามาทำให้เหงื่อที่ออกมามากมาย
เมื่อกี้ค่อยๆ ระเหยออกจากร่างทำให้ร่างที่เหมือนจะร้อนเป็นไฟนั้นคลายลง


 เธอฝันถึงภาพนั้นอีกแล้วคราวนี้ภาพของคุณปู่ที่ช่วงล่างไหม้เป็นจุลแจ่มชัดกว่าเดิม


ร่างบางสั่นน้อยๆเมื่อคิดถึงภาพน่าสยดสยองนั่น จากนั้นก็ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งกอดเข่าอย่างหมดแรง
ใบหน้านวลซบลงที่เข่าพยายามนึกถึงสิ่งที่สวยงาม


พยายามเรียกรอยยิ้มของเธอกลับมา เธอเกือบจะเป็นปกติแล้ว เธอไม่คิดถึงเรื่องนั้นตลอดเวลา
เหมือนอย่างช่วงแรกๆ อีกแล้ว แต่พอเธอหลับลงเมื่อไร ภาพเหล่านั้นก็เข้ามาหลอกหลอนในความฝัน


เหมือนกับมันจะตอกย้ำอะไรบางอย่าง เจ้าของดวงตาซึ่งคลอด้วยน้ำตาที่พยายามไม่ให้มันไหล
เงยขึ้นอย่างตกใจก่อนจะปล่อยให้มันไหลออกมาซับลงที่อกของใครอีกคนที่มาในเวลานี้เสมอ
ร่างของเฟมีลถูกช้อนตัวขึ้นโดยที่สองแขนของเธอยังกอดคอคนๆ แน่น


ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นตรงส่วนกลางก่อนจะนั่งลงที่โซฟาพร้อมกับร่างที่กอดเขา
ไม่ยอมปล่อย หลังเอนจนพิงพนักนุ่มของโซฟาสีน้ำตาลตัวใหญ่ทำให้คนที่ร้องไห้
จนหมดแรงขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะผลอยหลับไปทั้งคราบน้ำตา


มือใหญ่ลูบผมที่ทั้งดำและยาวจรดเอวบางอย่างเบามือ สายตาอ่อนโยนที่มองมายังใบหน้านวล
ที่เขาไม่มีวันได้เห็นแน่ๆ ยามที่เธอคนนี้มีสติ


สามครั้งแล้วที่เธอร้องไห้กับเขา สามครั้งที่เขาไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น และจะไม่มีวันถาม
ถ้าเกิดมันจะทำให้เธอคนนี้เสียน้ำตาอีก



เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างบางก็เริ่มกระสับกระส่ายอีกครั้ง มือบางกำเสื้อนอนของเขาไว้แน่น
จนลีโอต้องค่อยๆ แกะมือเล็กออกแล้วกุมไว้เอง เสียงนุ่มเฝ้าปลอบคนในอ้อมแขนให้สงบ
ลงอย่างแผ่วเบา ไม่นานร่างบางก็สงบลงและหลับไปในที่สุด


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #27765 โมนามิ เฟมิลา อันโดนา (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2556 / 23:41
    สงสารเฟมีลอ่ะ แต่ว่าลีโอก็น่ารักเนาะ อยู่กับเฟมีล คอยปลอบด้วย อยากมีแฟนแบบลีโอมั่งจัง อิอิ
    #27,765
    0
  2. #27421 My World is Bigger (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 6 มกราคม 2554 / 10:00
    สงสารเฟมีลจังอ่ะ ToT
    #27,421
    0
  3. #26844 msn (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2552 / 11:32
    น่าสงสาร เฟมีล เนอะ < ToT> < Y^Y >
    #26,844
    0