SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 80 : เมื่อดาร์กี้ปะทะทิงเจอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,833
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    1 ก.ค. 49

SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


มาแล้วค้า~~~


และแล้วก็ผ่านไปอีกเดือนแล้วนะคะ


มีข่าวดีมาฝากก็คือ กัลจะอัพตอนใหม่ให้เพื่อนๆ เร็วขึ้นกว่าเดิม!!!!!
หลังจากนั่งคำณวนเวลาของตัวเอง + จัดตารางเวลาชีวิตเสียใหม่


กัลก็เลยคิดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในการโพสไปด้วย
ดีใจกันไหมคะ


เอาเป็นว่อ่านตอนใหม่ให้สนุกนะคะ


กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 77 เมื่อดาร์กี้ปะทะทิงเจอร์


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ชั่วโมงแรกของฝึกสัตว์พาหนะเริ่มขึ้นมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เฟมีลและเพื่อนกลุ่มของเธอ
พยายามฝึกเจ้าบาซิลให้เป็นสัตว์พาหนะให้ได้


แต่รู้สึกว่าเจ้าหนูน้อยที่ตัวไม่น้อยอย่างชื่อมันจะเอาแต่เล่นอย่างเดียวเท่านั้น
กลุ่มของเธอก็เลยเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการน้อยที่สุด แต่มาสเตอร์ราสเอลผู้แสนจะอารมณ์ดี
กลับปลอบพวกเธอว่า ดาร์กี้เป็นสัตว์ขี้เล่น และไม่ค่อยมีความอดทน


มันจึงเป็นสัตว์ที่เอามาฝึกเป็นสัตว์พาหนะยาก ขอให้อดทนมากๆ และคะแนนไม่ได้วัดจากกลุ่มอื่นๆ
แต่จะวัดจากความยากง่ายของการฝึกสัตว์


ร่างของบาซิลที่วิ่งกระโจนไปข้างหน้าทำตามคำสั่งได้ดี วันนี้พวกเฟมีลคิดว่าอยากให้
บาซิลผ่านการทดสอบการขนของขึ้นที่ชันซะที เพราะเหลือเพียงกลุ่มของเธอเท่านั้นที่ยังไม่ผ่านด่านนี้


"ดีมาก บาซิล วิ่งขึ้นอีกนิด" รีเนลตะโกนพร้อมทั้งพยายามปรับพื้นที่ชันให้เรียบไร้ก้อนหินมากที่สุด
เพื่อไม่ให้เจ้าบาซิลมันคาบกลับมาให้เฟมีลอย่างการทดสอบครั้งที่แล้ว เฟมีลที่ยืนอยู่อีกฝั่งกับมอรีล
ก็พยายามตะโกนเรียกเจ้าบาซิลอีกทาง


"เร็วๆ ดีมากบาซิล วิ่งไปหาเฟมีลเลย" เซตะโกนมาจากด้านข้าง ในมือมีนาฬิกาจับเวลา
เวลาในมือเหลืออีกเพียงไม่กี่วินาที สีหน้าร้อนรนกับมือของลอลินที่โบกสัญญาณส่งบอกเฟมีล
ว่าเวลาใกล้จะหมดแล้วทำให้เฟมีลตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้ายที่คิดได้เมื่อคืนนี้


มือบางขยับขึ้นลงเหมือนนักมายากลก่อนที่จานอาหารของบาซิลที่เธอพกมาด้วยจะมี
อาหารของป้าเฟอยู่เต็ม ดวงตาสีน้ำตาลทองของบาซิลเปล่งประกายทันที
กำลังขาของมันเพิ่มเป็นสองเท่าร่างพุ่งทะยานมายังตัวเฟมีลอย่างดีใจ


"เย้ ผ่านแล้ว ผ่านแล้ว" เสียงเซร้องขึ้นอย่างดีใจพร้อมกับกระโดดกอดลอลินที่อยู่ข้างๆ
และพากันวิ่งมาหาเฟมีลและมอรีล รีเนลที่วิ่งมาอีกทางตรงเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยง
เจ้าดาร์กี้จอมตะกละนี่ทันที


"เจ้าบาซิล เอ๋ย เจ้าดาร์กี้อ้วน กินเข้าไประวังจะบินไม่ขึ้น มานี่เลย" จานข้าวถูกแย่งไปทำให้บาซิล
ส่งสายตาประมาณว่า...เอาของเค้าคืนมานะ ไปที่รีเนลก่อนจะครางงี๊ดง๊าดฟ้องเจ้านาย


"โธ่ รีเนลให้บาซิลมันเถอะ เห็นไหมมันส่งตาละห้อยมาทางฉันแล้ว" รีเนลวางจานข้าวของบาซิล
ลงก่อนจะขยี้หัวบาซิลอย่างหมันเขี้ยว


"กินเข้าไปกินเข้าไป แหม เฟมีลรู้ว่าวิธีนี้ได้ผลทำไมไม่ใช่ตั้งแต่แรก ก็จบ"
"โธ่ รีเนล ก็มาสเตอร์บอกว่าให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายในการฝึกไง จำไม่ได้เหรอ
ไม่งั้นเดี๋ยวทีหลังสั่งอะไรมันมันก็จะเอาอาหารลูกเดียว นี่ฉันเห็นว่าถ้าไม่ผ่านวันนี้พวกเราจะแย่เอา
 เลยทำหรอกน่า"


เฟมีลบ่นอุบ เพราะโดยส่วนตัวเธอก็ว่าเจ้าบาซิลมันตัวใหญ่เกินไปแล้ว ไม่อยากเอาอาหารมาล่ออีกหรอก
"เอาเถอะเอาเถอะ ยังไงก็ผ่านแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันเอาผลไปส่งมาสเตอร์ก่อนนะ"


เซเลน่าพูดพลางยกนาฬิกาบันทึกผลขึ้นแล้ววิ่งออกไปหามาสเตอร์ที่โต๊ะบันทึกผล
ที่ตั้งอยู่กลาง stone garden


"ด่านหน้าจะยากกว่านี้ไหมเนี่ย" มอรีลเอ่ยขึ้นอย่างละเหี่ยใจ พร้อมทั้งลูบหัวเจ้าบาซิลเบาๆ
เมื่อมันเอาหัวมาสีหน้าขาของเธออย่างเอาใจ


"ยังไงก็ต้องผ่าน" เสียงอุทานดังมาจากสนามฝึกข้างๆ ทำให้เฟมีลและมอรีลหันไปดู


รีเนลวิ่งนำไปร่วมกับเขาก่อนแล้วโบกมือเป็นเชิงบอกเท่านั้นว่าเธอยู่ตรงไหน


ภาพของทิงเจอร์ราวยักษ์กระโจนทะยานขึ้นเก็บร่างของราเชลที่ลอยขึ้นไว้กลางหลังจากก็นั้น
ก็ล่อนลงอย่างนิ่มนวล เด็กชายกลุ่มใหญ่โดยมีนายโทนี่ อาเรส ชาลี และ นิก
เป็นคนนำกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ


"สุดยอดเลยกลุ่มนายโทนี่ผ่านด่านผู้ช่วยฉุกเฉินแล้วล่ะ หมอนั่นเหลืออีกด่านทิงเจอร์ตัวนั้น
ก็จะได้เป็นสัตว์พาหนะเต็มตัวแล้วนะ" มอรีลพูดขึ้นอย่างทึ่งๆ เฟมีลก็พยักหน้าอย่างอิจฉาเล็กน้อย
 เจ้าบาซิลของเธอเหลืออีกตั้ง 3 ด่าน เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวเองจะทันไหมเนี่ย


เสียงเฮเบาลงตามด้วยเสียงถกเถียงที่ดังในหมู่เด็กหนุ่ม เฟมีลไม่เเปลกใจเลยที่เห็นหญิงสาวผม
สีทับทิมอ่อนกำลังทะเลาะกับชายหนุ่มร่างใหญ่เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน


ก่อนที่เด็กสาวจะหันหลังกลับมาอย่างเคืองเต็มที่ เดินออกมาจากตรงนั้นเพียงเล็กน้อย
ร่างบางก็หันกลับไปตะโกนว่า


"ท้าแล้วถ้าไม่มานายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ตายักษ์โทนี่"
"ขอให้ทำได้จริงอยากปากว่าเถอะ ยัยตัวเล็ก"


เสียงที่ตะโกนกลับมาก็ไม่แพ้กัน เฟมีลมักนึกสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมสองคนนี้เขาถึงทะเลาะกันจัง
 แล้วที่โทนี่เรียกรีเนลว่า 'ยัยตัวเล็ก' เนี่ยมันไม่ค่อยเข้ากันเท่าไรเลย ก็รีเนลน่ะ ตัวสูงพอๆ
กับเธอเลยนี่นา สงสัยโทนี่ตัวใหญ่เกินไปล่ะมั้ง


"ไอ้ยักษ์บ้า คอยดูเราจะได้เห็นดีกัน" รีเนลด่าไปแช่งไปจนไม่เป็นภาษา ก่อนที่จะหายใจลึกๆ
แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเฟมีลฟัง


"ตาบ้านั่นมันดูถูก บาซิลของเราว่าพวกพัฒนาการช้า ฉันเลยท้าเขาไปว่าภายในอาทิตย์หน้า
บาซิลจะผ่านด่านการเดินทางบนท้องฟ้า ให้เขามาดูด้วยตาด้วย" ดวงตาทั้ง 4 คู่ต่างจ้องมองมายัง
รีเนลอย่างตกตะลึง


 แม้แต่เจ้าบาซิลมันยังรับรู้โดยเอาขาหน้าสองข้างยกขึ้นเกยทับบนจมูกอย่างหวาดเสียวและ
พยายามซุกตัวหลบอยู่หลังเฟมีลเพื่อหลบมือของรีเนลที่พยายามลากมันเข้าไปกอด


"มันเป็นไปไมได้ รีเนล ด่านนั้นมันด่านสุดท้าย หมายความว่าพวกโทนี่จะรอให้เราไปถึงด่านนั้น
แล้วทำการทดสอบพร้อมกันใช่ไหม" เซเอ่ยขึ้นอย่างหนัก


"ให้ตาย รีเนลเธอไปรับคำท้าที่มีแต่จะแพ้อย่างเดียว ด่านนั้นน่ะ ด่านสุดท้ายไม่ใช่เหรอ
ตายนี่เหลืออีกตั้ง 3 ด่านเธอไม่สบายหรือเปล่า" เฟมีลเอ่ยพร้อมเอามือมาอังตรงหน้าผาก
แต่รีเนลกลับพูดเสียงแข็งว่า


"ก็ตาบ้านั่นมาว่าพวกเราไม่มีฝีมือนี่นา ฉันก็ของขึ้นน่ะสิ เลยตกปากรับคำเขามา
ว่าไงบาซิลเจ้าน่ะทำได้ใช่ไหม" รีเนลพูดพลางก้มลงสบสายตาอันใสสื่อของบาซิล


 เจ้าดาร์กี้น้อยสบอยู่แป๊บเดียวก็หันหน้ามามองเฟมีลเหมือนจะถามว่า...คนๆ นี้เขาเอาจริงเหรอ???
"โธ่~~~ บาซิล!" รีเนลครางขึ้นอย่างหมดหวัง


สนามหญ้าของคฤหาสน์ไดเอนแพนไทร์ถูกแปรสภาพเป็นที่ฝึกฝนของเจ้าบาซิลทันที
แต่ยังไงดาร์กี้ก็ยังเป็นดาร์กี้ ยังขี้เล่นและไม่สามารถควบคุมได้เต็มร้อยเหมือนเดิม
แต่คราวนี้เฟมีลมีครูฝึกส่วนตัว ไม่ใช่ใครอื่น สัตว์พาหนะประจำคฤหาสน์ไดเอนแพนไทร์...อเรย์ นั่นเอง


"ผมไม่ค่อยเก่งนะครับ ยิ่งจะให้มาฝึกตัวดาร์กี้ที่อายุยังไม่เต็มวัยอย่งนี้ ไม่รับรองผลนะ"
อเรย์เอ่ยอย่างถ่อมตนในท่านอนที่เฟมีลคิดว่า คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเสือขาวเบงกอลจะ
สามารถนั่งคุยกับคนได้


"นะ อเรย์ นะ นายอายุตั้งเยอะ...เอ้ย..ฉันหมายถึงนายผ่านประสบการณ์มาตั้งมาก
เอามาสอนบาซิลนิดหน่อยได้ไหม ยังไงก็เอาแค่พื้นฐานเอง" อเรย์ขยับหนวดของมันเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด


"ฝ่ายนู้นเขาได้เปรียบกว่าเห็นๆ นะเจ้านาย ตัวทิงเจอร์น่ะเป็นสัตว์ที่ฝึกง่ายเพราะพวกเราคุ้นเคย
กับการเป็นพาหนะคนมานานหลายพันปี แต่ดาร์กี้มีสัญชาตญาณที่ผิดกันกับเรา
เขาน่ะเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้าง...ยังไงดีล่ะ ที่ค่อนข้างไม่ค่อยอยู่ในคำสั่งเท่าไร"


"นั่นไงถึงต้องให้อเรย์ช่วยไง" อเรย์ผงกหัวอย่างจำยอมเพราะยังไง เขาก็มีหน้าที่ต้องทำให้
เจ้านายมีความสุขอยู่แล้ว ร่างอันใหญ่โตของตัวทิงเจอร์ย่างสามขุมมายังเจ้าบาซิลที่นอนมองอเรย์
ตาแป๋ว ก่อนจะผงกหัวกระดิกหางเมื่อสัตว์สี่เท้าเหมือนมันในบ้านหลังนี้จะมาเล่นด้วย


"หยุด เจ้าหนู ฉันไม่ได้มาเล่นกับนายหรอกนะ แต่จะช่วยฝึกไม่ให้เจ้านายของเราเสียหน้าเท่านั้น"
บาซิลเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่อเรย์พูด มันนั่งลงเรียบร้อยเหมือนทหารที่ถูกผู้บังคับบัญชาสั่ง
 เฟมีลหันไปกระซิบกับรีเนลว่า


"รีเนล ดาร์กี้กลัวตัวทิงเจอร์เหรอ"
"ปกติ ดาร์กี้ไม่ค่อยกลัวสัตว์อะไรหรอก ยิ่งตัวทิงเจอร์ยิ่งไม่น่า แต่เจ้าบาซิลของเรามันไม่ได้ถูกเลี้ยง
โดยพวกเดียวกันนี่ มันเลยไม่รู้มั้ง นี่ก็อาจจะคิดว่าอเรย์จะเล่นกับมันน่ะสิ"


 เฟมีลก็คิดอย่างรีเนล เพราะสัตว์ที่น่าจะเป็นสายพันธุ์ของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของวินด์โคลโล
จะยอมอยู่ใต้คำสั่งของทิงเจอร์งั้นเหรอ คิดแล้วมันพิกลอย่างไงไม่รู้


การฝึกโหดที่บ้านจึงเริ่มต้นขึ้นโดยมีครูฝึกอเรย์ช่วยเขี้ยวที่บ้าน และพวกเฟมีลที่ทั้งขู่และปลอบ
ใช้อาหารล่อ ร่ายเวทเล่นกับมันบ้างในชั่วโมงเรียน การทดสอบของบาซิลก็ผ่านด่านแล้วด่านเล่า


 งานนี้รีเนลคงจะเหนื่อยที่สุด เพราะในบรรดาพวกเรา 5 คน รีเนลเป็นคนที่สนใจเรื่องการฝึกสัตว์มาก
 แน่นอน เพราะดาร์กี้เป็นสัตว์ของวินด์โคลโลอย่างหนึ่ง


และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือวิชาฝึกสัตว์เป็นวิชารองที่นักหาข่าวต้องมีไว้ติดตัว
รีเนลเลยเเทบจะย้ายสัมโนครัวมาอยู่ที่บ้านของเฟมีล


เพื่อง่ายต่อการซึบซับการสอนของอเรย์และการค้นหาหนังสือเกี่ยวกับการฝึกสัตว์จาก
ห้องสมุดคฤหาสน์ไดเอนแพนไทร์


ทางฝ่ายโทนี่ก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เห็นชาลีมาโม้ให้ฟังว่า โทนี่ก็ซุ่มฝึกเจ้าตัวทิงเจอร์อย่าง
เอาเป็นเอาตายเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุดมาแข่งกับรีเนล ท่าทางสองคนนี้คงจะต้องสู้กันให้ตายไป
ข้างหนึ่งถึงจะเลิกทะเลาะกันเสียที


ร่างของเฟมีลที่ถูกดีดขึ้นจากเครื่องจำลองเหตุการณ์ลอยละร่องอยู่กลางอากาศแต่เพียงไม่กี่วินาที
 ร่างสีน้ำตาลทองก็ปรากฏขึ้นใต้ร่างของเจ้านายมัน เฟมีลพลิกตัวขึ้นค่อมหลังของบาซิล


ที่ตอนนี้ตัวใหญ่กว่าเดิมอีกแล้ว ปีกที่ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้วลู่ลมบนแล้วค่อยๆ
ลงจอดอย่างนิ่มนวล


"ยอดไปเลยบาซิล" สาวๆ 5 คนตรงเข้ามากอดเจ้าดาร์กี้น้อยอย่างรักใคร่บาซิลก็เหมือนจะรู้ว่า
มันได้รับคำชม ริมฝีปากที่แสยะออกเหมือนยิ้มพร้อมทั้งหลับตาพริ้มเมื่อทุกคนต่างกอดมันอย่างรักใคร่


"ในที่สุดก็ผ่านจนได้นะ รีเนล" เสียงยียวนกวนประสาทของคนร่างยักษ์ทำให้รีเนลยืนเท้าเอว
อย่างหาเรื่อง


"เป็นไง บาซิลน่ะแค่ยังเด็กเท่านั้นแหละ ตายักษ์โทนี่"
"เฮอะ" โทนี่พูดเพียงแค่นั้นก่อนจะหยักไหล่อย่างไม่สนใจแล้วเดินจากไป รีเนลทนไม่ไหวเลย
เขวี้ยงบางอย่างและ...มันเข้าเป้าดีซะด้วย


"โอ้ย!! ยัยตัวเล็ก!! มานี่เลย" โทนี่ร้องพลางวิ่งกลับมาหาคนที่พึ่งขว้างรองเท้าไปโดนหัวของอีกฝ่าย
 วิ่งหนีไปหนีมาคนขายาวกว่าก็ต้องจับตัวอีกฝ่ายได้อยู่ดี


ร่างบางของรีเนลถูกยกขึ้น ดวงตาสีทับทิมและสีน้ำตาลจ้องกันอย่งกินเลือดกินเนื้อซักพักก่อน
ที่คนตัวใหญ่จะปล่อยร่างรีเนลให้ร่วงลงมาก้นกระแทกกับพื้นหญ้าตามด้วยมือมือใหญ่ที่ขยี้
ผมที่ถักเปียไว้หลวมของรีเนลซะกระจุย


"ไม่อยากแกล้งสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าหรอก เดี๋ยวจะหาว่าเรารังแก แล้วเจอกันพรุ่งนี้"
พูดเสร็จก็เดินหนีไปโดยไม่สนใจเสียงตะโกนด่าไม่เป็นภาษาของรีเนล


ในที่สุดวันที่นัดหมายของรีเนลและโทนี่ก็มาถึง ทิงเจอร์หนุ่มของโทนี่ ดุ แข็งแรง
และมั่นอกมั่นใจเหมือนเจ้าของที่ยืนกอดอกมองรีเนลที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงเจ้าบาซิล
ที่ไม่ยอมอยู่นิ่งคอยแต่จะวิ่งไปเล่นกับพวกเด็กๆ คนอื่นที่เข้ามาดูการทดสอบด่านสุดท้ายนี้


"ตกลงว่าวันนี้เหลือ 2 กลุ่มสุดท้ายนี้จะสอบนะ แหม ห้องนี้นี่ฝึกสัตว์กันเก่งจริง
 เหลือเวลาอีกตั้ง 3-4 วันกว่าจะสอบประวัติศาสตร์ ยังไงผมฝากไปถึงพวกที่ไม่ได้มาวันนี้ด้วยนะ
ว่าผมหยุดให้อ่านหนังสือ"


"ครับ/ค่ะ" เสียงตอบรับอย่างดีใจของเด็กนักเรียนทำให้มาสเตอร์หัวเราะขึ้นอย่างชอบใจพร้อม
ทั้งทำท่าทางรู้ทันเด็กๆ ว่าไม่อยากมาเรียนกันเต็มที่แล้วน่ะสิ อยากจะไปเที่ยวกันมากกว่า


"เอาล่ะ เรามาทำการทดสอบกันเลยดีกว่า สัตว์ทั้งสองตัวประจำที่ ตัวแทนกลุ่มประจำที่ด้วยนะ"
 โทนี่ตบที่หลังของทิงเจอร์ของเขาเบาๆ ทั้งคนทั้งสัตว์ก็เดินมาประจำที่


ส่วนทางรีเนลนั้นก็ใช้การขยี้หัวอย่างเอ็นดู พร้อมส่งสายตาประมาณมาเล่นกัน เจ้าบาซิล
ถึงกระดิกหางวิ่งตามเธอมาอย่างร่าเริงไร้ความกดดันใดๆ


ร่างของเพื่อนๆ ในทีมที่ลอยตัวขึ้นเว้นระยะห่างกันเป็นระยะ ในมือมีกล่องขนาดไม่เท่ากันเรียง
จากเล็กไปใหญ่ เสียงอธิบายของมาสเตอร์ก็ดังขึ้นพร้อมกับตัวแทนนำเชือกโยงกระบะรถลากเล็กๆ 
มาพันที่ลำตัวของสัตว์ทั้งสอง ก่อนจะขึ้นนั่งค่อมบนหลังมือจับบังเหียนเพื่อเตรียมพร้อม


"อย่างที่ผ่านมา บังคับให้สัตว์พาหนะของคุณรับกล่องที่ร่วงลงมาให้ได้ 3 ใน 4
โดยจะให้สลับผู้ช่วยกันนะ คุณโทนี่คุณต้องรับกล่องจากกลุ่มของคุณรีเนลให้ได้และคุณรีเนล
 คุณก็เหมือนกันคนข้างบนได้ยินผมนะ โยนลงมาแต่ห้ามใช้เวทบังคับ เข้าใจไหม"


"เข้าใจค่ะ/ครับ"


ถ้าการทดสอบนี้มันเป็นการทดสอบปิดวิชาภาคปฏิบัติธรรมดา มันคงไม่ทำให้คนที่ดูลุ้นระทึกไ
ด้ขนาดนี้ แต่นี่มันมีการแข่งขันซ่อนอยู่ กล่องแรกของทั้งคู่ล่วงลงมา โทนี่กระตุกเชือกเล็กน้อย 


 ร่างของทิงเตอร์ก็พุ่งตรงขึ้นไปยังตำแหน่งนั้นทันที ผิดกับเจ้าบาซิลที่มัวแต่จ้องไปที่เฟมีลลูกเดียว
 ไม่สนใจกล่องที่จะล่วงถึงพื้นอยู่แล้ว แต่เป็นรีเนลที่กระซิบอะไรบางอย่าง


ร่างของบาซิลจึงพุ่งไปที่กล่องเก็บกลับมาได้อย่างหวาดเสียว และเพราะว่าลงมาต่ำเกินไป
กล่องที่สองที่หล่นลงมาจึงอยู่ห่าง รีเนลต้องเร่งบังคับให้บาซิลทะยานไปเก็บจนทัน


สองกล่องสุดท้ายดันปล่อยลงมาพร้อมกันอีก คราวนี้เจ้าบาซิลไม่ได้รอคำสั่งรีเนลเพราะมันนึก
ว่าวันนี้รีเนลจะเล่นเก็บลูกบอลกับมันโดยลืมไปว่าลูกบอลมันไม่ได้มีรูปร่างสี่เหลี่ยมสักหน่อย


ร่างพุ่งทะยานเฉียดหน้าโทนี่ที่วิ่งสวนกลับมารับกล่องสุดท้ายของตนไปไม่กี่เซนติเมตร
ทำ ให้เด็กหนุ่มเสียการทรงตัวในเวลาที่ร่างของทิงเจอร์พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทำให้โทนี่
หลุดจากหลังตัวทิงเจอร์ ร่างสูงลอยออกมา รีเนลที่เหลือบมาเห็นจึงคว้าแขนของคนตัวใหญ่เอาไว้
 แต่เพราะโทนี่ตัวใหญ่เกินไปเลยดึงรีเนลให้ล่วงลงมาด้วย


"เฮ้ย ! / กรี๊ด !" ร่างสองร่างที่ร่วงหล่นลงมาตะโกนอย่างตกใจก่อนที่ตกลงบนพุ่มไม้ที่อยู่ก็ผุด
ขึ้นมจากพื้นดิน


"โอ๊ย !!~" เสียงร้องประสานขึ้นพร้อมกับเสียงเฮที่เจ้าสัตว์พาหนะทั้งสองล่อนลงยืนบนพื้น
อย่างสง่างาม  สมาชิกกลุ่มของทั้งสองรีบลดระดับความสูงลงมายังพื้นก่อนจะวิ่งมาหา
เพื่อนผู้เคราะห์ร้าย แต่สิ่งที่ได้ยินกลับไม่ใช่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ


"ยัยตัวเล็กอย่าพึ่งขยับได้ไหม ฉันเจ็บนะ"
"ก็นายทำไมไม่ลุกซักทีเล่า" เสียงฉุนเฉียวที่ดังขึ้นพอกันทำให้คนที่พึ่งเข้ามาดูมองหน้ากันอย่างอ่อนใจ


"เพราะเธอต้องลุกก่อนน่ะสิ เอ้า ลุกได้แล้ว ฉันจะได้หลุดจากเจ้าต้นไม้บ้านี่ด้วย"
เสียงเชอะดังขึ้นไม่ทันไร ร่างของรีเนลที่อยู่ในสภาพแขนเสื้อโดนเกี่ยวจนขาดก็ลอยออกมายืน
ที่พื้นตามด้วยร่างสูงใหญ่ของโทนี่ที่ดูยังไงก็ย่ำแย่กว่ารีเนลมาก เฟมีลเห็นอย่างนั้นก็อดชื่นชมโทนี่ไม่ได้


เห็นทะเลาะกันอย่างนี้แต่ถึงยังไงโทนี่ก็เป็นผู้ชายล่ะน่า ผู้ชายก็ต้องปกป้องผู้หญิงก่อนสิ...
แม้ว่าจะเป็นคู่กัดกันน่ะนะ


"ปลอดภัยกันทั้งคู่ใช่ไหม แหมต้องขอบใจคุณนิกเขานะ พวกเธอสองคนน่ะ หัวไวจริงๆ
เอาล่ะผมประกาศผลการทดสอบดีกว่า....ผ่านทั้งสองกลุ่มครับ"


 มาสเตอร์ราสเอลก็ยังเป็นมาสเตอร์ที่อารมณ์ดีอยู่นั่นเอง วันนี้เลยไมได้รับข้อพิสูจน์เลยว่า
การแข่งระหว่าง นายตัวยักษ์กับยัยตัวเล็กใครเป็นฝ่ายชนะ มีแต่คนที่ได้รับแผลกลับบ้านเท่านั้น
 และพระเอกของงานก็คือ นิกโคโร สเติร์น ผู้ฉับไวคนนั้นนั่นเอง


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ร่างที่นอนกระสับกระส่ายของเฟมีลสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เหงื่อไหลโซมกายในอากาศที่ไม่น่า
จะมีเหงื่อออกได้เลย เฟมีลยันตัวเองขึ้นจากเตียงยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน


กี่คืนแล้วนะที่เธอต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างนี้ แสงสีแดงที่น่ากลัวนั่นเธอเป็นคนสร้างขึ้นมาจริงๆ เหรอ
คำถามที่เฝ้าถามตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่จิตสำนึกและความทรงจำที่แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
นั้นตอบกับเธอว่า ใช่!!!


ร่างบางที่เดินลงบันไดอย่างเหนื่อยอ่อนเหมือนทุกคืนที่ทำ มอรีลกับป้าเฟคงไม่รู้ว่าเธอต้อง
ออกมาเดินเล่นอย่างนี้เสมอ เดินวนไปวนมาในห้องสมุดเหมือนคนบ้าคลั่ง
หนังสือประวัติศาสตร์ถูกค้นออกมาอ่านเรื่อยๆ และเฟมีลก็ยังทำอย่างนั้นในคืนนี้


ตั้งหนังสือตั้งใหญ่ถูกวางลงที่โต๊ะข้างโซฟาตัวยาวกลางห้องสมุด เฟมีลนั่งลงพร้อมกับเปิดหนังสือ
อ่านไปเรื่อยๆ


"...สิ่งที่น่าค้นหาเกี่ยวกับซีเลส เคยมีคนสงสัยว่าเขาเป็นใคร น่าแปลกที่อินดิโก้คนสุดท้าย
เท่าที่มีประวัติตามทะเบียนได้ตายไปแล้วตั้งแต่ซีเลสยังไม่เกิดถึง 30 ปี แล้วชายคนนี้ใช้ชื่อของ
อินดิโก้ได้อย่างไรกัน..."


"...นักประวิติศาตร์ปริศนาท่านหนึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่น่าตกตะลึงว่า
 ซีเลส อินดิโก้ ในยุคศตวรรษที่ 30 นี้น่าจะเป็นคนๆ เดียวกันกับซีเลส หนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งที่สูญหาย..."


หน้ากระดาษถูกเปิดชะงักค้าง ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้เล่นเข้ามาในหัวของเฟมีล
เสียงที่ไพเราะและนุ่มนวลของท่านคูมียังก้องอยู่ในหู


"...คนที่ถูกเรียกกลับมาคือ...เขา ซีเลส อินดิโก้ คนนั้น..."


"ใช่ เขาจริงๆ ด้วย แปลกจริง ทำไมเรื่องของเราต้องไปเกี่ยวข้องกับคนๆ นี้เสมอเลย ไม่ว่าทำอะไร
คนๆ นี้จะมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หรือว่า...เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่เราไม่สามารถมาอยู่กับเราได้


ก็เพราะเขา...ลองหาบทความนี้มาอ่านดีกว่า อยู่ไหนน้าเหมือนจะเห็นแว้บๆ เมื่อกี้ นี่ไง
อ้าวมันขาดไปแล้วนี่" เฟมีลก้มลงอ่านกระดาษข้อความที่โดนฉีกตรงกลางออกเหลือ
แค่ส่วนบนและล่างเท่านั้นที่แปะอยู่กับกระดาษแผ่นใหญ่


   ซีเลสกับแผ่นศิลา
 -----------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------มีความเป็นไปได้สูงถึงความแค้นเคืองของซีเลสนั้นเกิดจากความขัดแย้งในคณะผู้ก่อตั้ง
ข้อสังเกตุที่เห็นได้ชัดคือ-------------------------------------------------------------------------------


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


 อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งที่ยังหาหลักฐานยืนยันไม่ได้ก็คือ นิยามแห่งแผ่นดินที่จารึกบน
แผ่นศิลาเอติครอสมีร่องรอยการทำลายนิยามบทสุดท้าย เห็นได้จากรอยสลักของเส้นตวัดอักษร
มีนักวิจารณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า จากร่องรอยการสลักคิดว่าน่าจะเป็นการสลักที่สลักขึ้นอีกครั้งภายหลัง
เนื่องจาก 7 นิยามแห่งแผ่นดินไม่น่าจะมีบุคคลที่ 8 ผุดขึ้นมาได้


เฟมีลเงยหน้าจากบทความที่ไม่ค่อยสมประกอบนี้ นิ้วเรียวเคาะไปที่สันหนังสือที่
รวบรวมบทความอย่างครุ่นคิด


"นิยามที่ถูกสลักขึ้นใหม่งั้นเหรอ??? หลักศิลาเอติครอส อยู่ที่ไหนน้า.....หุบเขาโลเซียเช่ เมืองคาร์มู
ได้การล่ะ"


 เฟมีลปิดแฟ้มลงจัดการส่งหนังสือทุกอย่างเก็บเข้าที่ จากนั้นก็เดินออกจากห้องสมุดตรงไป
ยังโรงรถลาก อเรย์นอนอยู่ตรงนั้น มันขยับตัวแล้วลืมตานิดหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมายัง
เจ้านายน้อยในชุดนอนอย่างสงสัย


"ขอโทษทีอเรย์ที่มาหาดึกๆ แค่อยากจะถามว่านายเคยไปที่หุบเขาโลเซียเช่ไหม"
"เคยสิเจ้านาย แถวนั้นมันป่าทั้งนั้น ผมก็เกิดที่นั่นนะ"


"ไกลจากดีเนโซลไหม" อเรย์มองหน้าเจ้านายอย่างสงสัยแล้วตอบโดยไม่ถามอะไรว่า


"หุบเขานั้นมันอยู่เหนือสุดของดินอร์ต้า จากดีเนโซลก็ประมาณ 2 ชั่วโมงด้วยความเร็วของผมนะ
 แต่ถ้าอยากจะเร็วกว่านั้นต้องใช้ฟริงกี้พิเศษของวินด์โคลโล แต่ก็ไม่ค่อยมีคนใช้กันหรอก
เพราะว่าแพงแล้วก็จะเด่นมาก"


" 2 ชั่วโมงงั้นเหรอ ที่นั่นไม่ได้ห้ามคนเข้าใช่ไหม" อเรย์พยักหน้าแล้วสุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นว่า
"เจ้านายจะไปที่นั่นเหรอ"


เฟมีลตบมือเบาๆ ลงบนหัวของอเรย์ รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเดิน
จากไปพร้อมคำพูดปริศนาว่า


"ถ้าจำเป็น...อาจจะไป"


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #27763 N a t ' s i n y :) (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 / 23:21
    อ๊ายๆๆ!!! สนุกมากๆๆ
    #27,763
    0
  2. #27432 กัญกร (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:51
    ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #27,432
    0
  3. #26833 นักเขียนผู้ลึกลับ (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2552 / 12:52
    ชอบมากค่ะ
    #26,833
    0