SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 248 : Part V - 10 - จุดอ่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,834
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    5 พ.ค. 51

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
ภาค : ปริศนาทรายสีดำ
Author กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวัดีค่ะ


ใครกำลังรอตอนใหม่อยู่หรือเปล่าเอ่ย กัลเอาตอนใหม่มาให้แล้วนะคะ
หวังว่าคงจะถูกใจเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ


ราตรีสวัสดิ์นะคะ

กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 10 จุดอ่อน 


  
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“นอนไม่หลับเหรอเฟมีล”
“อือ มอรีลก็เหมือนกันเหรอ” สองสาวพลิกตัวเข้าหากันดวงตาสีนิลสบกับดวงตาสีน้ำทะเล
แล้วเฟมีลก็พูดขึ้นว่า


“ทำไมยังไม่นอนล่ะ เดินทางมาไกลไม่ใช่เหรอ” มอรีลส่ายหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นเอนหลังพิง
กับหัวเตียง


“แล้วเธอล่ะ ทำไมยังไม่นอน เป็นห่วงใครหรือเปล่า”
“บ้าน่ะสิ ใครจะไปคิดถึงหมอนั่นกัน” สองสาวมองหน้ากันอยู่ชั่วขณะก่อนจะหลุดหัวเราะ
ออกมาเบาๆพร้อมกัน


“เธอนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ยังปากแข็งเหมือนเดิม” เฟมีลไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำกล่าวหา
ของเพื่อน หญิงสาวลุกขึ้นแล้วก้าวไปที่หน้าต่างที่อยู่ไม่ห่างมากนัก ก่อนจะขึ้นไปนั่งชันเข่า
ตรงขอบหน้าต่างแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบงัน


“เธอรู้สึกไหมว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันเปลี่ยนไป ไม่ว่าฉันไม่ว่าเธอต่างเปลี่ยนไปแล้วทั้งนั้น”
 มอรีลมองภาพหญิงสาวที่นั่งอาบแสงจันทร์ด้วยดวงตาที่อ่อนลง


“ไม่ว่าใครก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นสัจธรรมของโลก ไม่ว่าเธอ ไม่ว่าฉัน
 ทุกคนก็ต้องเดินไปในทางที่เราเลือก เป็นในสิ่งที่เราเป็น” เฟมีลฟังพลางหันไปมองเพื่อนที่เล็ก
แต่เพียงร่างกาย สำหรับเฟมีล มอรีลยิ่งใหญ่เสมอเป็นหลายๆ สิ่งสำหรับเธอและยังเป็นคนที่เข้าใจ
เธอที่สุดอีกด้วย


“แต่บางทีฉันก็สับสนนะ หลายครั้งที่ฉันฝันถึงคืนวันที่อยู่ที่เซเวน หลายครั้งฉันไม่รู้ว่า
ฉันมีหน้าที่อะไร กำลังทำอะไรอยู่และทำเพื่ออะไร ฉันกำลังเดินไปในทางที่ถูกที่ควรหรือเปล่า
เธอไม่เคยคิดอย่างฉันบ้างเหรอ”


 มอรีลมองใบหน้าสับสนของเฟมีลด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง
 เฟมีลเป็นคนพิเศษ เกิดและเติบโตในแบบที่เธอไม่อาจคาดคิดได้ว่า มันจะลำบากยากเข็นเพียงใด
หลายปีที่ผ่านมาการดำเนินชีวิตก็แตกต่างไปจากผู้หญิงคนหนึ่งควรจะเป็น


หญิงสาวตรงหน้าต่อสู้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะกับชีวิตที่ลำเค็ญในวัยเด็กหรือหน้าที่ที่ไม่ได้เลือกเอง
เฟมีลไม่เคยถูกปกป้องแต่ต้องเป็นคนปกป้อง ไม่เคยมีชีวิตที่ราบเรียบเพราะต้องแบกรับภาระหลาย
สิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าจะอยู่บนบ่าเล็กๆ นั่นได้ ไม่เคยมีเวลาคิดว่าความฝันของตัวเองคืออะไร


เพราะมีแต่สิ่งที่มีแต่เฟมีลเท่านั้นต้องเป็นผู้กระทำดังนั้นเฟมีลจึงไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะเดินไป
ในทางไหนเพราะสถานการณ์ทุกอย่างบีบคั้นให้เธอต้องเดินไปในทางนั้นเท่านั้น


ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า ทุกวินาทีชีวิตของผู้หญิงคนนี้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนที่ไม่อาจมี
ชีวิตปกติได้อีกแล้ว จึงไม่แปลกที่เฟมีลจะสับสน เฟมีลกำลังเรียนรู้เรื่องที่สมควรจะได้รู้
การค้นหาตนเองและเส้นทางที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นจะเป็นคนก้าวต่อไป


“มันเป็นคำถามที่เราต้องถามตัวเองกันทุกคนแหละเฟมีล เธอเองไม่พอใจชีวิตตอนนี้งั้นเหรอ”
เฟมีลส่ายหน้า


“ไม่นะ ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้น ฉันมีความสุขดี ความจริงต้องเรียกว่าชีวิตในช่วงนี้ของฉันดีกว่าที่ผ่าน

มาด้วยซ้ำ แต่...”
“เธอก็ยังรู้สึกว่ามันขาดอะไรไป” เฟมีลชะงักคำพูดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
มอรีลระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า


“ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เธอเลือกเรียนเป็นจอมเวทรัตติกาลสายอัญมณี หรือตอนที่เลือกเรียนต่อที่
สถาบันสปีเย่ เธอเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมเธอถึงได้เลือก เธอเลือกเพราะอะไร”


“ฉันเลือก...ฉันเลือกเพราะ...” เฟมีลหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเพราะเมื่อมานึกๆ ดูแล้วเธอก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้เลือก ตอนนั้นเธอคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เหมาะกับเธอที่สุด
แต่เธอตอบมอรีลไปไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะอย่างนั้น เพราะในส่วนลึกของจิตใจเธอเองก็ปฏิเสธ
เหตุผลนั้น มันน่าจะมีเหตุผลที่เข้าท่ากว่านี้ แต่เธอคิดไม่ออก คิดไม่ตกจริงๆ


“มอรีล...เธอว่าฉันแปลกไหม งานที่ตัวเองทำอยู่แท้ๆ ยังไม่รู้ว่าเลยเลือกทำมันเพราะอะไร
 ฉันอิจฉารีเนล อิจฉาเธอ อิจฉาทุกคนที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรแล้วก็มุ่งไปข้างอย่างไม่ลังเล
ฉันคิดอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ตอนเป็นนักเวทฝึกหัด ทำไมฉันถึงไม่มีความฝันเหมือนทุกคนล่ะ


แม้แต่ตอนนี้บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนฉันกำลังทำตามหน้าที่เท่านั้น บางส่วนของจิตใจเหมือนค่อยๆ
จางหายไป โดยที่ฉันไม่รู้ตัว ฉัน....ไม่รู้ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร” ใบหน้าเจ็บปวดของเพื่อนทำให้
มอรีลต้องหลับตาลง


เฟมีลมาไกลทีเดียว อาจเป็นเพราะช่วงหลังๆนี้ เพื่อนของเธออยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดเรื่อง
ของตัวเองมากขึ้นถึงได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของจิตใจตัวเองได้ง่าย อีกอย่าง นี่มันก็ควรจะถึง
เวลาของเฟมีลบ้างแล้ว เวลาที่เด็กสาวที่มาจากโลกอื่นต้องตื่นขึ้นเป็นหญิงสาวชาวเซวีเรี่ยนอย่าง
เต็มตัวทั้งร่างกายและจิตใจ


“เธอรักลีโอไหม” เป็นครั้งแรกในการสนทนาที่ใบหน้าว่างเปล่าของเฟมีลเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาขึ้น
ถึงเพื่อนของเธอจะไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่แค่สีหน้าที่เปลี่ยนไปก็เพียงพอจะรู้ว่าคำตอบจะเป็น
อย่างไร


“เฟมีล การเรียนรู้ที่ยาวนานที่สุดและไม่มีวันจบสิ้นคือการเรียนรู้ตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอ
ต้องเรียนรู้สิ่งอื่นเพราะเธอเติบโตมาในโลกที่ไม่เหมือนกับ ฉัน รีเนลหรือคนอื่นๆ ดังนั้นมันจึงมีเรื่อง
ราวมากมายที่เธอต้องรับรู้มากกว่าตัวเอง


แต่ตอนนี้มันคงถึงเวลาที่เธอต้องเรียนรู้จิตใจของตัวเองได้แล้ว ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่
เรียนรู้เหมือนเรื่องของหัวใจของตัวเองสิ สื่อตรงและจริงใจกับตัวเองเหมือนอย่างที่เธอตัดสินใจร่วม
ชีวิตกับลีโอ แล้วไม่นานเธอจะได้คำตอบ ว่าเธอเกิดมาเพื่ออะไร”


 เฟมีล พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เหมือนเธอจะเข้าใจนะว่าที่มอรีลพูดมันหมายความว่าอะไร
แต่เอาเข้าจริง เธอกลับไม่เข้าใจสักนิด


“แล้วตอนนี้ฉันควรจะทำไงดี” มอรีลอดหัวเราะออกมาไม่ได้ พูดมาตั้งนานแต่เฟมีลก็ยังหัวช้า
เหมือนเดิม บางทีคนที่เก่งรอบด้านอย่างหญิงสาวตรงหน้าอาจจะมีจุดอ่อนที่คาดไม่ถึงก็ได้


“ค่อยๆ คิดก็ได้จ้ะ ยังมีเวลาอีกเยอะ จริงไหม? เอาล่ะ ชักจะง่วงขึ้นมาแล้วสิ เจอกันพรุ่งนี้เช้าแล้ว
กันนะ ราตรีสวัสดิ์” เฟมีลยังไม่ทันจะเรียกเพื่อนให้อยู่คุยกันก่อน มอรีลก็ล้มตัวลงนอนเสียแล้ว
เฟมีลจึงได้แต่เงยหน้าเอียงๆพิงกระจกแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด


เรียนรู้จิตใจตัวเองงั้นเหรอ...


เฟมีลรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังถูกบีบคั้นรอบด้าน ไม่ว่าเธอจะพยายามใช้พลังต่อสู้เท่าไรก็ไม่ได้
หลุดพ้นจากสภาพดิ้นรนเสียที เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำเพราะความกลัว
เธอรู้สึกถึงเหงื่ออันเย็นเชียบที่ไหลผ่านขมับลงมาถึงแก้ม เสียงลมหายใจเหนื่อยหอบที่เกิด
จากการวิ่งหนีพลังลึกลับบางอย่างก่อนที่พลังนั้นจะดูดกลืนเธอหายไปในความมืด...


เฮือก! เฟมีลผงกหน้าขึ้นจากวงแขนซึ่งโอบเข่าเอาไว้แน่น ดวงตาสีนิลเบิกกว้างก่อนจะหรี่ลงแล้ว
ค่อยๆ กวาดสายตาไปทั่วห้อง มือบางยกทาบหน้าอกก็พบว่าหัวใจยังเต้นระรัวอยู่เลย
 นี่เธอฝันไปเหรอ ตายล่ะหลับไปทั้งที่ยังนั่งอยู่อย่างนี้เลยหรือไง แย่จริง กี่โมงแล้วเนี่ย


“ตีสอง เราหลับไปหลายชั่วโมงเหมือนกัน” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะมองไปยังเตียง
 มอรีลกำลังหลับสบายสงสัยว่าก่อนนอนคิดมากไปหน่อย เลยทำให้ฝันร้าย


ถึงแม้จะบอกตัวเองอย่างนั้นแต่เมื่อหญิงสาวล้มตัวลงนอนก็ได้แค่พลิกตัวไปมาอยู่ดี
ไม่รู้เพราะความฝันนั่นหรือเปล่าทำให้เธอข่มตาหลับไม่ได้ มือสองข้างยังมีเหงื่ออยู่
รู้สึกใจมันกลวงๆ โหวงๆ อย่างไรชอบกล แถมยังมีความรู้สึกกระสับกระส่ายจนไม่อาจนอนนิ่งๆ ได้
เฟมีลผุดลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เดินไปที่ประตูก่อนจะเปิดออกอย่างแผ่วเบา


แก็ก เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นทำให้คนนอนตื่นง่ายลืมตาขึ้น ใครจะเข้ามาในห้องนอนเขา
ในเวลานี้นะ ชายหนุ่มคิด ลีโอคิดพลางลืมตา กลิ่นกายประจำตัวของอีกฝ่ายทำให้เขารู้ว่า
คนที่เข้ามาคือใคร ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย เกิดอะไรขึ้นนะ


ร่างบางชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่น่าจะหลับสบายกลับลุกขึ้นแล้วมองตรงมาที่เธอ
ดวงตาสีนิลที่คอยมองมาทุกเวลาที่เธอต้องการ กำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น สองมือที่เต็มไป
ด้วยเหงื่อกำชายเสื้อนอนแน่นก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าสู่อ้อมกอดที่เปิดกว้างออก


“ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ” หญิงสาวพยักหน้ากับไหล่ของชายหนุ่มก่อนจะกอดอีกฝ่ายแน่น
มือหนาลูบผมยาวสยายเบาๆ อย่างปลอบประโลม


“ง่วงไหม” หญิงสาวส่ายหน้า
“งั้นเต้นรำกัน” หญิงสาวดันตัวเองออกจากอ้อมกอดก่อนจะเอียงหน้าอย่างแปลกใจ


ลีโอยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายก่อนจะรั้งให้หญิงสาวลุกขึ้น ไม่นานเสียงไวโอลินที่ถูกสีด้วยพลัง
ของลีโอก็ดังขึ้น วงแขนกว้างโอบเอวบางก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปตามจังหวะเพลง


หญิงสาวแนบใบหน้ากับไหล่กว้าง ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดโปร่งใจอย่างประหลาด
ก่อนจะหลับตาลงอย่างสบายใจ ลีโอก้มลงมองใบหน้าที่ผ่อนคลายลงอย่างเบาใจ


“รู้หรือยังว่าพรุ่งนี้แผนกพัฒนาการเวทเขาจะเรียกคนที่เข้าร่วมสำรวจค้นหาวัตถุดิบไปรับรู้
ถึงข้อควรปฏิบัติ”
“อือ”


“มอรีลจะไปด้วยใช่ไหม”
“อือ”


“แล้วเซอร์รัสล่ะ”
“คงไม่ไป...”


เฟมีลตอบทั้งที่หลับตา ดูเหมือนร่างกายของเธอตอนนี้กำลังเคลื่อนไหวได้เพราะแรงจาก
ชายหนุ่มเท่านั้น


“ทำไมช่วงนี้ฝันร้ายบ่อยจัง...มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า” ไม่มีเสียงตอบจากหญิงสาว
ในอ้อมกอดเมื่อเขาก้มลงดูก็พบว่าเธอหลับไปเสียแล้ว ลีโอจึงอุ้มร่างบางขึ้นแล้วเดินไปที่
เตียงก่อนจะวางร่างบางอย่างแผ่วเบา นิ้วเรียวไล้ไปตามผิวแก้มอย่างอ่อนโยน


“เหมือนเด็ก จริงๆ ต้องมีเพลงกล่อมก่อนนอน” ด้วยเหตุนี้เสียงไวโอลินจึงดังกังวาลจนเกือบถึงเช้า


อีกฟากของหอพัก


“ใครนะ เล่นไวโอลินเพราะเชียว” บาร์นเอ่ยขึ้นขณะที่ฝึกออกกำลังดังเช่นทุกวัน
ส่วนโยราก็กำลังอ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดในปราการอย่างตั้งใจก็เงยหน้าเงี่ยงหูฟัง


“จริงด้วย ไม่ว่ามิติไหน ดนตรีก็เป็นสิ่งไม่ตายจริงๆ” บาร์นวิดพื้นจนครบตามกำหนดแล้วจึง
ลุกขึ้นมา หยิบผ้าขนหนูที่พาดไว้ที่คอขึ้นเช็ดเหงื่อ


“นายจะอ่านหนังสือให้หมดห้องสมุดเขาเลยหรือไง”
“แล้วนายก็จะฝึกให้กล้ามมันโตกว่านี้อีกหรือไง” โยราตอบพลางเปิดกระดาษหน้าต่อไปอย่างสนใจ


“เจ้าพื้นที่สีเทาของที่นี่มันน่ากลัวขนาดที่ต้องมีการประชุมเพื่อตกลงเรื่องข้อควรปฏิบัติเลยเหรอ”
โยราวางที่คั่นในมือลงในหน้าที่เขากำลังอ่านค้างอยู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบว่า


“พื้นที่สีเทาคือบริเวณต้องห้ามของแต่ละรัฐ ไม่มีทั้งรายละเอียดทางด้านภูมิศ่าสตร์และ
ภูมิอากาศ เป็นดินแดนอันตรายที่ไม่ได้อยู่ในกฏเกณฑ์ใดๆ ที่เราเคยรู้จัก แล้วนายคิดว่า
มันควรมีไหมว่าไอ้ข้อควรปฏิบัติอย่างที่นายว่า” บาร์นยักไหล่พร้อมกับเดินไปที่เหยือกน้ำ
ก่อนจะรินน้ำใส่แก้ว


“แล้วชาวเซวีเรี่ยนเขาจะเหลือไว้ทำไม ในเมื่อมีพลังมากมายก่ายกองขนาดนั้น
จะทำแผนที่ทั้งทีทำไมไม่ทำให้หมดทั้งโลก กั้กเอาไว้ทำไม”


“มันก็ต้องมีเหตุผลสิ แต่เขาจะยอมบอกเราหรือเปล่าเท่านั้นแหละ” บาร์นยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
ทีละน้อย


“อ่านอะไรอยู่” โยราเงยหน้าขึ้นจากหนังสืออีกครั้ง
“ประวัติตระกูลฟรานเชสก้า”


“นายไปได้มาได้ยังไง” โยรายักไหล่แล้วตอบว่า
“ห้องสมุดที่นี่มีหนังสือทุกอย่างที่นายต้องการนั่นแหละ ทำไมอยากอ่านด้วยหรือไง”
บาร์นรีบส่ายหน้าเพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเขาไม่ชอบอะไรที่มีตัวอักษรเยอะๆ


“แล้วนายจะอ่านประวัติของตระกูลนี้ไปทำไม หรือว่าเพราะจะเข้าไปในพื้นที่ของเขาเลย
ต้องศึกษาเอาไว้ก่อน”


“ก็เป็นความตั้งใจแรกน่ะนะ แต่มีเรื่องที่อยากให้หายสงสัยด้วย มาดูนี่สิ” บาร์นวางแก้วน้ำ
ลงแล้วเดินตรงไปนั่งตรงหน้าโยราก่อนจะก้มลงมองหน้ากระดาษที่โยราชี้


“ในนี้บอกเล่าถึงชื่อคนๆ หนึ่ง คนที่นี่เรียกเขาว่า ‘นักเดินทางแห่งรัตติกาล’ คนๆ
นี้เป็นต้นตระกูล ฟรานเชสก้าและเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถใช้พลังในการเคลื่อนย้ายมิติได้
ที่สำคัญถ้าในหนังสือเขียนเป็นความจริง ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะนะ
 คือ คนๆ นี้มีความสามารถควบคุมเวลาได้”


“เหลือเชื่อ หมายความว่า พวกฟรานเชสก้าได้พลังจากคนๆ นี้เลยทำให้ควบคุมเวลาได้งั้นสิ
แต่มันน่าแปลกนะ ก็ปกติไม่มีพลังอะไรควบคุมเวลาได้นี่นา” โยรายิ้มขึ้นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่
เหนือกว่าว่า


“ได้หรือไม่ได้เราก็เคยเห็น อาณาจักรแห่งกาลเวลามาด้วยกันแล้วใช่ไหมล่ะ
ตอนนั้นฉันยังสงสัยอยู่เลยว่า คนที่นี่เขาทำได้ยังไง คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของที่นี่
แต่พอศึกษาดีๆ ขนาดหนังสือการเรียนรู้พลังเวทของที่นี่ยังกล่าวไว้เลยว่า ไม่สามารถ
ใช้เวทกับกาลเวลาและพลังธรรมชาติได้...”


“...ซึ่งก็หมายถึง คนตระกูลนี้ต้องมีอะไรที่คนทั่วไปไม่มี สนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ บาร์น”
บาร์นยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด


“ใช่...น่าสนใจมาก แล้วนายคาดหวังว่าจะได้อะไรจากการไปครั้งนี้ล่ะ อยากเจอ
นักเดินทางแห่งรัตติกาลหรือไง” บาร์นพูดพลางหัวเราะออกมาอย่างขำๆ พร้อมกับเดิน
เข้าห้องน้ำไป ปล่อยให้โยราจ้องมองหนังสือในมือด้วยสายตามุ่งมาด


“ถ้าได้พบคุณก็ดีน่ะสิ...นักเดินทางแห่งรัตติกาล”


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #27597 ตลอดมาและตลอดไป (จากตอนที่ 248)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2554 / 16:44
    ท่านดีดาเรนสิน่ะ นักเดินทางแห่งรัตติกาล ต้นตระกูลฟรานเชสก้า
    #27,597
    0
  2. #27059 p ping (จากตอนที่ 248)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2552 / 17:31

    เฟมีลน่ารักอ่ะ

    #27,059
    0
  3. #26836 F @ n G (จากตอนที่ 248)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2552 / 19:23

    โอ้ โย่ว

    #26,836
    0