SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 244 : Part V - 6 - ลูกชายคนโต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,713
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    15 เม.ย. 51

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
ภาค : ปริศนาทรายสีดำ
Author กัลฐิดา


------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 6  ลูกชายคนโต


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวัสดีค่ะทุกๆ คน


หวังว่าทุกๆ คนคงจะได้เล่นน้ำกันจนอิ่มไปเลยนะคะ ส่วนกัล นอกจากพยายามคลอดตอนใหม่
มาให้เพื่อนๆ ทุกคนอ่านกันแล้วก็มีมหกรรมเดินสายทำบุญกับทำความสะอาดบ้านค่ะ


เหนื่อยมาเลยจริงๆ แต่ก็สนุกมาเลย หวังว่าเพื่อนๆก็คงมีสงกรานต์ที่สนุกเหมือนกัลนะคะ
ตอนใหม่มาร้อนๆ ก็ต้องรีบอ่านกันเน๊าะ งั้น...


บ้ายบายค่ะ


กัลฐิดา


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตั้งแต่จำความได้...พี่เป็นคนที่ยอดเยี่ยมเสมอในสายตาของเขา พี่เป็นลูกคนโตที่น่าภาคภูมิใจ
 เป็นจอมเวทอัจฉริยะในบรรดาเด็กอัจฉริยะ เป็นพี่ชายที่หาข้อที่ติไม่ได้ แต่พี่ก็มักมีแววตา
ที่เศร้าสร้อยเสมอ แม้เด็กในตระกูลฟรานเชสก้าจะไม่ได้ถูกพ่อแม่คาดหวังว่าเกิดมาต้อง
เหนือกว่าเด็กคนอื่นหรือต้องประสบความสำเร็จทุกด้าน แต่คนรอบข้างก็มักจะคาดหวังกับเราเสมอ


เขาถูกส่งตัวมาอยู่กับท่านตาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในตัวเขามีรอยยิ้มศิลาในตัว แต่พี่ไม่ใช่
พี่เกิดและโตในปราการรัตติกาล และทั้งที่พี่เองก็เป็นเด็กธาตุบริสุทธิ์แท้ๆ พี่กลับไม่มีการปะทุพลัง
 ตัวเขาเองแปลกใจเสมอว่าพี่อยู่ในปราการรัตติกาลเพียงคนเดียวได้อย่างไร แต่ไม่เคยกล้าถาม


เพราะรู้ว่าพี่คงไม่ตอบ พอเขาอายุได้สิบขวบก็ได้กลับมาอยู่ที่ปราการและนั่นเป็นครั้งสุดท้าย
ที่เราสองคนพี่น้องได้อยู่ในที่แห่งนั้นในเวลาเดียวกัน


“...ลีโอ พี่จะไปอยู่ที่โซน” นั่นเป็นคำพูดที่แสนธรรมดาในคืนหนึ่งกลางสวนดอกไม้ในปราการ
“ครับ?” เขารับคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ไทเมอร์เอียงหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ เหมือนทุกทีก่อนจะพูดต่อว่า
“น้องต้องดูแลที่นี่ให้ดี ดูแลพ่อกับแม่ จำเอาไว้ น้องคือว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐดาโรก้า...”


 เหมือนสายลมจะพัดผ่านพวกเขาสองคนพี่น้องไปวูบหนึ่งแล้วพี่ก็เดินจากไป
 ตอนนั้นเขาไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของพี่มากนักแต่ไม่นาน เขาก็ได้รู้สาเหตุที่ทำให้
พี่ต้องออกไปจากปราการ...


“ลีโอ...ลีโอ” ชายหนุ่มดึงสติกลับมาจากอดีตก่อนจะหันหน้าไปเผชิญกับบุคคลที่เขาพึ่งนึกถึง
เมื่อสิบปีก่อนผมของพี่ไม่ยาวอย่างนี้ พี่ตัวเล็กกว่านี้และมีใบหน้าเศร้าสร้อยกว่านี้


“ครับพี่”
“เราสองคนไม่ได้นั่งรถลากด้วยกันนานแล้ว” ลีโอนึกขำในใจว่า นานแล้วเหมือนกันที่เขากับพี่
ไม่ได้คุยกันฉันพี่น้อง เพราะปกติเวลาจะคุยกันทีไรมีเรื่องเกิดขึ้นก่อนทุกที


“ครับ” ไทเมอร์หันหน้าออกไปมองภาพเมืองดาเรก้าอย่างเลื่อนลอย มือข้างหนึ่งก็ลูบหน้าปัดจี้
นาฬิกาทองอย่างแผ่วเบา ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ลีโออึดอัด แต่อาการแปลกๆ
ของพี่ชายเขาต่างหากที่ทำให้เขาอึดอัด เขาอยากถามอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่หอนาฬิกา
แล้วคุณนาริก้าหายไปไหน แต่อาการแปลกๆ ของพี่ทำให้เขาไม่กล้าถาม


“พี่ได้ยินเสียงเธอตั้งแต่วันที่น้องอายุครบขวบ เริ่มสัมผัสถึงการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง
ในอีกปีต่อมา สองปีต่อมาเริ่มเห็นเธอชัดเจน ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าของเธอมักเปื้อนไปด้วยน้ำตา...”


ตลอดเวลาที่พูดไทม์ไม่ได้หันมามองใบหน้าของน้องชาย แต่ลีโอรู้ว่าพี่ของเขาคงไม่ต้องการสบตา
ใครหรอก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ดวงตาที่พี่ของเขาเฝ้ามองคือดวงตาของภูตินาฬิกาตนนั้น


“น้องเคยเห็นน้ำตาของเฟมีลไหม” โดยไม่ทันตั้งตัวเมื่อดวงตาสีนิลของพี่ชายหันมาสบตา
ลีโอจึงได้แต่อึ้งกับคำถามที่ได้รับ เขาทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน น้ำตาน่ะเหรอ
เห็นมาไม่รู้กี่ครั้งและทุกครั้งเป็นเวลาที่เขามักช่วยอะไรเธอไม่ได้นอกจากมองดูและกอดเธอ
เอาไว้ เขาทำได้แค่นั้น


“มันเจ็บปวด...แต่ก็สวยงาม หยดน้ำตาของหญิงสาวทั้งสวยงามและเศร้าสร้อย ถึงเราไม่อยากเห็น
แต่เราก็จำต้องเห็น” ลีโอเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าเหมือนเขาไม่รู้จักคนๆ นี้ บางทีในอีกมุมหนึ่ง
ของไทเมอร์ ฟรานเชสก้าเป็นคนเช่นไรคงไม่มีใครรู้ดีเท่าเจ้าตัวเอง


แต่สำหรับลีโอ ชายตรงหน้าเขาเหมือนไม่ใช่พี่ที่เขารู้จัก พี่อาจจะกำลังสับสนหรือจะพูดให้ถูกคือ
เสียศูนย์ เขาพึ่งเคยเห็นพี่อ่อนแอเป็นครั้งแรก  ชายหนุ่มเหม่อมองพี่ชายด้วยสายตาอ่อนลง
หากเป็นเขา...หากคนที่โดนทำรร้ายคือเฟมีล เชื่อว่าเขาคงไม่แค่นั่งเฉยอย่างนี้


ทั้งสองนั่งเงียบกันอยู่จนรถลากออกจากเขตที่พักอาศัย แสงจากภายในรถเริ่มสว่างกว่า
ภายนอกจนไม่สามารถมองอะไรด้านนอกเห็นได้อีก ไทเมอร์หลับตาลงเล็กน้อยก่อนจะลืมขึ้นด้วย
ประกายตาที่ลีโอไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตานิ่งสงบแต่แฝงกลิ่นอายของความโกรธเกรี้ยวเอาไว้


“นาริบอกว่า มีวัตถุวิ่งเข้าชนเข็มนาฬิกาอย่างแรง พี่คิดว่า เจ้าวัตถุนั่นน่าจะไม่ใช่ของที่ทำขึ้น
ในเซวีน่า”


“ของจากเซกัน? แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อคนของเซกันทั้งสองคนอยู่ที่ดีเนโซลทั้งคู่”
ไทม์ส่ายหน้าแต่น้ำเสียงยังคงความมั่นใจว่า


“ต้องไม่ใช่ของที่ทำจากเซวีน่า เพราะถ้าใช่มันจะไม่มีวันเข้าใกล้เข็มนาฬิกาได้ แต่ที่พี่สงสัยคือ
 เจ้าของชิ้นนั้นมันเคลื่อนไหวได้ยังไงหากไม่มีคนควบคุม” ยังไม่ทันที่ลีโอจะตอบ รถลากก็วิ่งเข้าสู่
อาณาเขตของปราการรัตติกาล ไม่นานรถลากก็วิ่งไปหยุดที่หน้าประตูทางเข้า เมื่อประตูเปิดออก
ผู้รับผิดชอบที่เปิดประตูรถลากก็ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นบุคคลที่ก้าวลงมา


“ไม่ได้เจอกันนาน ฟีเฟียส” ชายชราเจ้าของดวงตาสีเทาอ้าปากค้างไปกับใบหน้านิ่งสงบก่อนจะโค้ง
ตัวอย่างรวดเร็วแล้วตอบกลับว่า


“เช่นกันครับ ท่านไทม์ นานเหลือเกินจริงๆ” ไทม์พยักหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วจึงเคลื่อนตัวหลบให้
ลีโอก้าวลงก่อนจะเดินตามหลังลีโอช้าไปประมาณ 1 ก้าว ณ ที่แห่งนี้ ลีโอ ฟรานเชสก้าคือ
ว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐผู้มีอำนาจสิทธิรองจากเจ้าผู้ครองรัฐ แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นพี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
 ผู้นำแห่งรัฐย่อมต้องได้รับเกียรติ์นั้นเสมอ


ชายชราที่ทำหน้าที่ดูแลการเข้าออกปราการรัตติกาลมาหลายทศวรรษมองภาพพี่น้องแปลก
ประหลาดอย่างใจลอยจนเมื่อเด็กฝึกงานสะกิดถามขึ้นแกจึงออกจากภวังค์ได้


“ใครน่ะตา ท่าทางดุชะมัด”
“ท่านไทม์ ท่านพี่ของท่านลีโอไง ไซเอน ไทม์ แกไม่รู้จักหรือไง” เด็กฝึกงานเบิกตาขึ้นก่อนจะหันไป
มองร่างสูงที่กำลังจะลับหายไปกับความมืดของทางเดิน


“ห๊ะ! แล้วทำไม คนเป็นพี่ถึงไม่ได้เป็นว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐล่ะตา ฉันว่ามันแปลกๆ เน๊าะ”
 ตาเฒ่าฟีเฟียส ถอนหายใจแล้วพูดพลางเดินกลับไปที่นั่งหน้าประตูว่า


“ข้าก็ว่าอย่าง แต่แกไม่ต้องสนใจหรอก ไป ไปนอนซะ เดี๋ยวต้องมาเปลี่ยนเวรกับกะดึกอีกไม่ใช่เหรอ”
“คร้าบ~~” เด็กหนุ่มวิ่งหายไปทิ้งให้ชายชราเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอย่างครุ่นคิด
 อะไรก็ตามที่ทำให้ท่านผู้นั้นกลับมาที่นี่ คงจะสำคัญมากพอจนทำให้เด็กหนุ่มเมื่อตอนนั้นผิดคำ
พูดได้ ฟีเฟียสยังจำภาพนั้นได้ดี


ภาพของเด็กชายอายุไม่ถึง 12 ขวบดีเดินผ่านเขาไป เขายังจำได้ดี เด็กที่เคยมีแต่ดวงตาเศร้าสร้อย
คนนั้นมีแววตาที่เปลี่ยนไปเหมือนกับเขาพบสิ่งที่เขาต้องทำ และวันนี้อะไรบางอย่างนำชายหนุ่ม
ที่มีแววตาเดียวกันกลับมา


“เฮ่อ...คงต้องมีเรื่องยุ่งๆ ตามมาเป็นพรวนแน่”
“ผมก็คิดอย่างนั้นครับ คุณตาฟิเฟียส” ตาเฒ่าสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกว่าคนที่พูดนั้นเป็นใคร
ตายล่ะไม่ทันสังเกตุเลยว่าครนสนิทของท่านลีโอจะเป็นคนขับรถลากด้วยตัวเอง


“ตาเองก็คิดอย่างผมใช่ไหม ในสถานการณ์แบบนั้น ใครจะไปอยากนั่งอยู่ระหว่างสองพี่น้องนั่น”


ไมล์พูดด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะคลี่กลายอารมณ์ตึงเครียดทุกอย่างได้ ฟิเฟียสมองชายหนุ่มเจ้า
ของเรือนผมสีทองเดินทอดน่องตามคนทั้งสองไปอย่างเชื่องช้า ฃายฃราได้แต่เพียงส่ายหน้าแล้ว
พูดับตัวเองว่า


“แล้วจะมีสักครั้งไหมที่พ่อหนุ่มขี้เล่นคนนั้นจะจริงจังขึ้นมาได้...เฮ่อ สงสัยว่าเราคงแก่ไปแล้วจริงๆ”


เหตุการณ์ไม่ได้ต่างจากที่ตาเฒ่าฟีเฟียสคาดการณ์ไว้เท่าไร เพราะนับตั้งแต่แสงแรกของวันฉายขึ้น
บนขอบฟ้า รถลากจากทุกตระกูลที่เกี่ยวข้องกับฟรานเซสก้าผลัดกันวิ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
 ทุกคนดูมีสีหน้าเคร่งเครียดกับอะไรบางอย่าง บ้างก็ถกกันถึงเรื่องการกลับมาของไทเมอร์
 ฟรานเชสก้า กันอย่างเมามัน


“เขากลับมาทำไม....”
“ลูกชายคนโตคนนั้นกลับมางั้นเหรอ มีเรื่องอะไร ไหนว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่แล้วไง...”
“มีข่าวลับ...เกิดเรื่องที่หอนาฬิกาน่ะสิ...”
“ท่านเจ้าจะว่าอย่างไร เดี๋ยวก็เกิดเรื่องอีกหรอก...”


ความตึงเครียดมากมายถาโถมเข้าปกคลุมอาณาเขตของฟรานเชสก้าจนทำให้สีดำของหินทรายดำ
ดูยิ่งเข้มข้นมากกว่าเดิม แต่ยิ่งมีคนเดินเข้าไปในปราการมากเท่าไรความเงียบก็ยิ่งแพร่กระจายไ
ปทุกอณูของพื้นที่ ลึกเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ของปราการ


คณะกรรมการปกครองของดาโรก้าเองก็อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน เมื่อพวกเขา
กำลังเผชิญกับคลื่นความโกรธจากดวงตาของลูกชายคนโตของเจ้าผู้ครองรัฐ ทุกคนทำได้
แต่มองตากันและพูดในใจกันไปคนละเรื่องละราว


“จะมีใครบอกผมได้ไหม ว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น” ความกดดันปกคลุม
ห้องประชุมทันทีที่เจ้าของตำแหน่งไซเอนลุกขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่ว แต่น่าแปลกที่ไม่มี
ผู้อาวุโสคนไหนกล้าสบตาชายหนุ่มที่อายุยังไม่ 25 ปี คนนั้นสักคน


“สิบกว่าปีกก่อน ใครกันที่เป็นคนเสนอให้วางมาตรการป้องกันโดยไม่ต้องใช้พลังของผม
พวกท่านไม่ใช่หรือ ที่ออกปากรับคำเป็นอย่างดีว่ามาตราการนั้นดีเพียงพอ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น
หากไม่ใช่ว่าผมสร้างมนตราป้องกันไว้อีกชั้น มีหรือที่จะเสียหายเพียงแค่เข็มนาฬิกา”


“นั่นก็แสดงว่า ท่านไซเอนไม่ได้ทำตามข้อตกลงของเราไว้แต่แรกน่ะสิ ท่านผิดคำสัญญา
ก่อนตั้งแต่แรก” ไทม์หันไปสบตา เมทรอส คาร์ไมเคิล ด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะพูดเสียงเรียบว่า


“เหมือนว่าท่านเมทรอสจะเข้าใจอะไรผิดประเด็นไปหน่อย ณ ตอนนั้น ผมสัญญาว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยว
กับงานของดาโรก้าในฐานะของไทเมอร์ ฟรานเชสก้า แต่ผมไม่ทราบว่า ผมพูดตอนไหนหรือว่าจะไม่
ยุ่งเกี่ยวกับหอนาฬิกา อย่าลืมสิท่าน ผม...คือ...ไซเอน” น้ำเสียงเน้นย้ำทีละคำของไทม์เหมือนแรง
อัดอากาศอัดให้ภายในห้องยิ่งน่าอึดอัดมากกว่าเดิม


“พอแค่นั้น ไทม์นั่งลงก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบอกว่าใครทำผิดหรือว่าใครบกพร่องในหน้าที่
แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องหาทางแก้ไขปัญหา ไทม์ ตอนนี้สภาพหอนาฬิกาเป็นยังไง”
ไทม์ทรุดตัวนั่งก่อนจะตอบคำถามของดาโก้ด้วยน้ำเสียงอ่อนว่า


“โดยรวมไม่เป็นอะไรมากครับ แต่ที่เสียหายหนักสุดคือเข็มนาฬิกาทั้งสองอัน ตอนนี้ผมสร้างเข็ม
จำลองขึ้นแล้ว แต่คงต้องหาเข็มนาฬิกาใหม่มาเปลี่ยนให้เร็วที่สุด”


“หาเข็มนาฬิกา พูดง่ายแต่ทำยากนาท่านไซเอน ก็รู้อยู่นี่นาว่ามันสร้างจากอะไร”
ชายชราเจ้าของจมูกใหญ่โตสีแดงซึ่งนั่งถัดจากดาโก้ไปสองเก้าอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักใจ


“ไม่เป็นไร งั้นลองปล่อยให้เวลาของเซวีน่าปั่นป่วนไปสักสิบปี จะเป็นไรไปใช่ไหมท่านทาร์ต”
โดนคนอายุน้อยกว่าหลายสิบปีตอกหน้ากลับอย่างนี้ ทาร์ต โกเมด้า ผู้ดูแลทรัพยาการธรรมชาติ
ของดาโรก้าถึงกับอึ้ง ตามด้วยผิวหน้าแดงระเรื่อเพราะความโกรธ แต่ที่ไม่พูดอะไรออกมา
เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ที่เขาจะเอ่ยว่าอะไรได้โดยง่าย


ศักดิ์และสิทธิ์ในตำแหน่งไซเอน ถึงไม่ยิ่งใหญ่เท่าเจ้าผู้ครองรัฐแต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเกรงไม่น้อย
 ในโลกนี้หากจะเป็นผิดใจกับใครก็ทำได้แต่อย่าผิดใจกับผู้ควบคุมเวลา เพราะแม้จะมีพลังมาก
สักเท่าไรหากคุณใช้ไม่ได้ก็ไร้ผล ณ เวลาที่ถูกหยุดนิ่งเราก็ไม่ต่างจากเป้าที่ยืนนิ่งไม่มีโอกาส
จะหลบจากอาวุธที่พุ่งเข้ามา


“แต่หากจะหาทรายสีดำเราต้องเข้าไปในพื้นที่สีเทาซึ่ง...มันเสี่ยงต่อคนของเรา เอ่อ ผมหมายถึง
หากเราจะส่งใครเข้าไปเราก็ต้องแน่ใจว่าเขาจะเอาวัตถุดิบกลับมาได้ ไม่ใช่ส่งเขาไปตาย
ท่านเองก็น่าจะรู้ดีที่สุด ว่าการจะเอาทรายสีดำมาได้ต้องผ่านอะไรบ้าง หรือว่าการค้นหาครั้งนี้
ท่านจะลงมือเอง”


“อืม ก็ถูกของท่านนาเรียนะไทม์ ถึงเราจะมีคนที่พร้อมจะเข้าไปในพื้นที่สีเทา แต่ก็ไม่อะไรรับประกัน
ได้ว่าพวกเขาจะนำมันออกมาได้” ไทม์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเองก็รู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น
 ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีใครอยากจะเสียสละ แต่เราจะเสียสละโดยเปล่าประโยชน์ไปทำไม


 อีกอย่างเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าการจะเข้าไปเอาสิ่งนั้นมันต้องเจอกับอะไร ยิ่งให้คนที่ไม่รู้ไปจะแย่ยิ่ง
กว่าเดิม น่าเสียดายที่ตอนนี้หอนาฬิกาขาดเขาไม่ได้เสียด้วย ไม่อย่างนั้นมีหรือที่ต้องมานั่งประชุม
เรื่องไร้สาระอย่างนี้


“ผมไปเองก็ได้ครับท่านพ่อ” ลีโอเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ทันที่ดาโก้และไทม์จะพูด เสียงห้ามจากบรรดา
คณะกรรมการปกครองดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนดาโก้ต้องกระแอมไปถึงสองครั้งเสียงถึงได้
เงียบลง


“พูดต่อสิลีโอ”


“ผมคิดว่า คงไม่มีใครเถียงว่า คนที่น่าจะไปเอาทรายสีดำได้เร็วที่สุดคือผมและคงไม่มีใครปฎิเสธ
ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ผมควรเป็นคนรับผิดชอบ จริงไหมครับ” คณะกรรมการปกครองทั้งหมดต่างเงียบ
 ที่เงียบเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ลีโอ ฟรานเชสก้ามีฝีมือแค่ไหนและเหนือสิ่งอื่นใด


เมื่อสิบกว่าปีก่อนคณะกรรมการปกครองเป็นผู้รับปากว่าจะใช้มาตราการป้องกันอย่างดีที่สุด
ในการคุ้มกันหอนาฬิกากับไทเมอร์ ฟรานเชสก้า เมื่อความเสียหายครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาด
ของฝ่ายคณะกรรมการปกครอง พวกเขาก็จำต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
 แน่นอน ณ ขณะนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการปกครองก็คือว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐ
อย่าง ลีโอ ฟรานเชสก้านั่นเอง


“แต่มันจะเสี่ยงเกินไปนะคะ ท่านลีโอ ดิฉันว่าให้ดิฉันจัดหน่วยที่มีฝีมือเข้าไปเองดีกว่านะคะ”


นาเรีย พานอร์ล่า เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลแต่ลีโอส่ายหน้าปฎิเสธ เขาหันไปสบตาพี่ชายร่วม
สายเลือด ดวงตาสีนิลที่เหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยน เขารู้ว่าพี่เองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ที่ไม่พูด
เพราะพี่เองก็รู้ดีที่สุดว่าไม่มีใครเหมาะกับหน้าที่นี้มากกว่าเขา ไม่ว่าด้วยตำแหน่งหัวหน้าคณะ
กรรมการปกครองหรือในฐานะน้องชาย เขาก็ต้องไป


“ในเมื่อเราทำผิดพลาด ท่านนาเรีย พวกเราก็ต้องรับผิดชอบ ผมในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการ
ปกครองจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอง” ดาโก้มองแววตาเด็ดเดี่ยวของลูกชายคนเล็กก่อนจะ
หันไปมองใบหน้านิ่งเฉยของลูกชายคนโตก่อนจะหลับตาลงอย่างครุ่นคิด


ลูกชายของเขาทั้งสองโตขึ้นจนเขาไม่ทันสังเกตหรือนี่ ทั้งสองต่างรู้หน้าที่และเข้าใจกันและกัน
เป็นอย่างดี ไซเอน คือตำแหน่งอันทรงพลังซึ่งเป็นดั่งผู้ปกป้อง ไม่ให้อะไรเข้ามาทำร้ายพวกพ้อง
และเจ้าผู้ครองรัฐ คือตำแหน่งอันทรงอำนาจซึ่งเป็นดั่งผู้นำ คอยนำพาคนทั้งมวลไปสู่หนทาง
ที่ถูกที่ควร ทั้งสองรับผิดชอบหน้าที่แตกต่างกัน แต่มีจุดหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ การสร้างความ
สงบสุขของรัฐและเซวีน่า


“งั้นเหรอ...ลูกๆ โตขึ้นจนพ่ออดใจหายไม่ได้...” ดาโก้พึมพำกับตัวเอง ชายผู้เป็นดั่งเสาหลัก
แห่งดาโรก้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบกับดวงตาสองคู่ที่ถอดแบบมาจากเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียง
เด็ดขาดว่า


“หน้าที่คือสิ่งที่ควรแบกรับ ข้อผิดพลาดคือสิ่งที่ต้องแก้ไข ผู้ผิดพลาดย่อมต้องแก้ไขข้อผิดพลาด
ของตนเองได้ ลีโอ ลูกลองเลือกคนที่เหมาะสมไปกับลูกเถอะ ไทม์ ช่วงนี้คงต้องอาศัยแรงลูกสักพัก”


 สองชายหนุ่มมองหน้าผู้เป็นทั้งพ่อและเจ้าผู้ครองรัฐอย่างชื่นชมก่อนจะตอบรับคำอย่างหนักแน่น
“ครับ”


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #26830 F @ n G (จากตอนที่ 244)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 / 18:03

    อืม,,,

    #26,830
    0