SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 243 : Part V - 5 - ข่าวด่วน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,684
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 เม.ย. 51

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
ภาค : ปริศนาทรายสีดำ
Author กัลฐิดา


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวัสดีคุึณวันศุกร์จ้า


ได้ข่าวว่ามีน้องคนหนึ่งเปิดเน็ตได้แค่วันศุกร์เท่านั้น วันนี้เลยถือโอกาศอัพให้น้องเขาได้อ่าน
เพื่อนๆ คงไม่ว่าอะไรกัลน้า


แต่ความจริงกัลอัพไม่ค่อยเป็นเวลาเท่าไรเลย
อาจเป็นเพราะมัวแต่ยุ่งกับต้นฉบับบางทีก็ลืมไปว่าอัพแล้วหรือยัง 555+


แต่ยังไงก็ยังมาอัพให้ทุกอาทิตย์ อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะตอนจ้า
วันนี้กัลต้องกลับไปทำบุณครบรอบวันตาย
คงไม่ได้เข้ามาหลายวัน ยังไงก็ถือว่ามันอัพก่อนสงกราต์์แล้วกันนะจ้ะ


สุขสันต์ วันสงกรานต์จ้า


กัลฐิดา


ปล. อย่าเล่นน้ำจนเป็นหวัดน้า
ปล.อ. สำหรับผู้ที่ต้องการโหลดเพลงทั้งหมดของเซวีน่าเข้าไปทืี่นี่เลย


http://savena.tswriter.com/
เลือก Forum เวทีแห่งเกียรติยศนะคะ ^o^


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 5 ข่าวด่วน



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

   
“จะเป็นอะไรไหมถ้าพวกผมขอนั่งด้วยคน” เฟมีลหันกลับหลังไปมองเจ้าของเสียงพอเห็นว่าเป็นใคร
คิ้วเจ้ากรรมก็ขมวดขึ้นทันที ตานี่...คนในตอนนั้นนี่
   

“เชิญค่ะ แต่เอ คุณวิทยากรพิเศษทั้งสองทานกันเสร็จแล้วไม่ใช่หรือคะ” รีเนลถามพร้อมกับเคาะโต๊ะสอง
ที เป็นจังหวะให้เปลี่ยนจากเดิมเป็นโต๊ะสำหรับสามคนเลื่อนขยายเป็นห้าพร้อมเก้าอี้ที่เข้าชุดกัน
สองหนุ่มจากเซกันถึงกับมองการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นตาไม่กระพริบ
   

“ดูเหมือนพวกคุณคงยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เท่าไร” เฟมีลถามขึ้น
   
“ครับ ก็ที่นี่ในแต่ละเมืองก็ใช้ชีวิตไม่ค่อยเหมือนกัน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเรายังอยู่ที่ดาเรก้าอยู่เลย ที่นั่นค่อน

ข้างเหมือนกับที่เซกัน แต่ที่นี่เหมือนจะมีอะไรแตกต่างกันนิดหน่อย อย่างเช่นเมื่อกี้ คุณ...”


ดวงตาของโยราจ้องมาใบหน้าของรีเนลเหมือนจะตั้งคำถาม หญิงสาวช่างพูดจึงตอบคำถามทาง
สายตานั้นไปว่า
“รีเนลลี เฟรนครอฟ ค่ะ เรียก รีเนลก็ได้ เพราะเราอาจต้องทำงานร่วมกัน” โยรายิ้มรับคำตอบนั้น
อย่างสุภาพก่อนจะพูดต่อว่า
   

“ครับ ไม่รู้ว่าคุณรีเนลทำได้ยังไงหรือครับ มีกลไกติดตั้งอยู่ในโต๊ะนี้หรือครับ” รีเนลมองหน้าเฟมีลอย่างขำๆ
เธอรู้สึกเหมือนได้เจอเฟมีลครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนเลย
   

“เปล่าหรอกค่ะ ไม่มีกลไกอะไรยุ่งยากอย่างที่คุณสอนเมื่อกี้หรอก ที่คุณเห็นเมื่อกี้เป็นเวทพื้นฐานที่อาศัย
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของสิ่งของ ถ้าคุณสังเกตให้ดีของใช้ส่วนใหญ่ของเซวีน่าจะเป็นของที่มาจาก

ธรรมชาติเกือบร้อยเปอร์เซ็นเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง พวกเรายืมพลังจากธรรมชาติสร้างของ
สิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอแหละค่ะ


แต่ถ้าเราใช้เสร็จแล้วของที่สร้างขึ้นใหม่นั้นก็จะหายไป อย่างเช่นถ้าคุณสองคนลุกออกไป โต๊ะตัวนี้ก็
จะกลับมาเป็นแบบดั่งเดิมที่มันถูกสร้างขึ้นแต่แรก” โยราลูบเนื้อโต๊ะที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งอย่างสนใจ
   

“อย่างนี้ก็สบายไปหลายอย่างนะครับ ไม่สิ้นเปลืองดี” สามสาวมองหน้ากันเหมือนกับว่า คนจากที่อื่น
จะรู้ไหมนะว่า ก่อนที่จะสบายแบบนี้พวกเธอต้องผ่านการฝึกแบบไหนมาบ้าง
   

“แต่กว่าจะทำได้อย่างที่คุณเห็นพวกเราก็ต้องฝึกนานเลยล่ะ ดังนั้นไม่ใช่ของที่สบายซะทีเดียวหรอกค่ะ
จริงไหมเฟมีล” คนที่สนใจแต่เค้กข้างหน้าตัวเองมองเซเลน่าที่ลากตนเข้าสู่บทสนทนาตอบกลับว่า
   

“จ้า ฉันไม่ได้เก่งเหมือนเธอนี่ เซ...” เซเลน่ายิ้มรับคำแดกดันของเพื่อนแต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยต่อ ชายหนุ่ม
ร่างโตก็พูดเสียงกระตือรือร้นขึ้นว่า
   

“อ้อ ชื่อคุณเซหรือครับ ผมก็นึกว่าสาวสวยที่ไหนยินดีที่ได้รู้จักครับ ผม บาร์น มิชชาร์พคุณ...”
เซเลน่าแย้มยิ้มก่อนจะตอบกลับว่า
   

“เซเลน่า แวนเวิร์ธ ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ถ้าไปเยือนโซนเมื่อไรก็เชิญที่ร้านแพรพรรณไฮน์แวนนะคะ
 ร้านของเรามีของฝากสวยๆ ที่ถูกใจคนที่บ้านของคุณแน่นอน” บาร์นยิ้มค้างไปชั่ววินาที
ก่อนจะหันกลับไปค้อนโยราที่ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างมาเกรงใจ
   

“นายหัวเราะอะไร” บาร์นถามเสียงเข้ม
“เปล๊า” โยราร้องเสียงสูงก่อนจะชิงพูดต่อว่า
“เอ่อ คุณเซเป็นเจ้าของร้านแพรพรรณเหรอครับ ได้ยินมาว่า ที่นี่มีผ้าถักจากเส้นใยที่มีกลิ่นหอมด้วย”
   

“คุณโยราถามถูกคนแล้วล่ะค่ะ เซน่ะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ อีกอย่างร้านแพรพรรณไฮน์แวน
เป็นการรวมกันของร้านแพรพรรณที่ใหญ่ที่สุดในโซนเข้าด้วยกัน ดังนั้นไม่มีผ้าชนิดไหนที่ที่นี่ไม่มีหรอกค่ะ”
โยรายิ้มน้อยๆ กับคำโฆษณาของรีเนล แต่คนช่างสงสัยก็ยังคงเป็นคนช่างสงสัยอยู่วันยังค่ำ
   

“รวมกันเหรอครับหมายความว่า เดิมมีสองร้าน ทำไมต้องรวมกิจการกันล่ะครับ หรือว่า มีปัญหา”
เซเลน่ากำลังจะเอ่ยตอบ แต่เฟมีลที่มองหน้าสายตาของบาร์นที่มองเซเลน่าตาเยิ้มแล้วมันเกิดอารมณ์
อยากแกล้งคนขึ้นมาเลยชิงตอบว่า
   

“โอ้ย จะมีปัญหาอะไรล่ะคะ ก็แค่ทายาททั้งสองร้านแต่งงานกันเท่านั้น เซเลน่าเขาเป็นทายาทของร้าน
แพรพรรณไฮน์เน่ ส่วนพี่ไคน์ เอ่อ สามีเขาเป็นทายาทของร้านแพรพรรณแวนเวิร์ธ พอสองคนนี้เขาแต่งกัน
 ก็เลยรวมกิจการเข้าด้วยกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นร้านแพรพรรณไฮน์แวนแทน”
   

เพล้ง เพล้ง เพล้ง เฟมีลเหมือนได้ยินเสียงหัวใจแตกสลายเลย แต่เพราะมารยาทเธอจึงทำได้แค่หัวเราะ
อยู่ในใจยิ้มละไมอยู่ภายนอก กลับเป็นนายคนที่ชื่อ โยราเน่ ต่างหากที่หัวเราะแบบไม่เกรงอกเกรงใจ
แถมท้ายด้วยการตบไหล่ปลอบอย่างสะใจอีกด้วย
   

“ขอบคุณ คุณเฟมีล ที่ช่วยไขความกระจ่างน่ะครับ” บาร์นกัดฟันตอบ พร้อมกับมองหน้าคนยิ้มเล็กยิ้ม
น้อยอย่างเจ็บใจที่โดนอีกฝ่ายแกล้ง เห็นหน้าสวยๆ อย่างนี้แต่ทำได้แสบมาก
   

“ไม่เป็นไร มิได้ค่ะ อ๊ะ เซ ไหนว่าพี่ไคน์จะมาอาทิตย์หน้า” เซเลน่ามองหน้าเฟมีลอย่างงงๆ
“ใช่ ก็ไคน์บอกว่า...” ยังไม่ทันพูดจบเสียงเรียกกับสัมผัสแผ่วเบาที่ผิวแก้มก็ทำให้เธอเข้าใจสิ่งที่เฟมีลถาม
   

“คิดถึงจัง หวัดดีเฟมีล หวัดดีเนลลี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เฟมีลอมยิ้มเล็กๆ ส่วนรีเนลก็ทำหน้าเมื่อย
เมื่อเห็นเพื่อนรุ่นพี่แสดงความรักอย่างโจ้งแจ้งแบบไม่อายฟ้าอายดิน รีเนลรู้อยู่แล้วว่าหนุ่มหน้าสวยตร
งหน้าไม่ค่อยสนใจคนรอบข้าง


 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่อีกฝ่ายต้องการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ แต่...การหอมแก้มพร้อมกับ
กอดเซจากด้านหลัง แล้วส่งสายตาหวานคมนั่นบาดร่างชายหนุ่มแปลกหน้าทั้งสองมันไม่มากไปหน่อย
หรือไงนะ คิดแล้วกลุ้ม เซเองก็คงลำบากใจพอดูเหมือนกันนะเนี่ย
   

“ไหนว่าจะตามมาอาทิตย์หน้าไง หนีงานมาอีกแล้วใช่ไหมไคน์” บาร์นเลิกตากว้างขึ้นอย่างแปลกใจ
หน้าตาหวานๆ สวยๆ อย่างนี้ทำไมเวลาพูดสียงเย็น แล้วน่ากลัวพิลึกเลย แต่พอเหลือบไปมองชายหนุ่มร่าง
เพรียวบางแถมหน้าตายังสวยอย่างกับผู้หญิงถึงไม่เท่าคุณเซก็เถอะ ที่กำลังยกมือแสดงว่าตนไม่ได้ทำอะไร
ผิดนั้นแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ สองคนนี้เหมาะสมกันจริงๆ
   

“เฟมีล รีเนล ขอตัวก่อนนะ มีเรื่องต้องจัดการหน่อย ขอตัวนะคะคุณโยรา คุณบาร์น” พูดจบก็ลุกขึ้น
พร้อมกับลากจำเลยที่หน้าตาเหมือนจะซีดลงถนัดเดินห่างออกไปทันที
   

“ท่าทางเขาจะแย่นะครับ” เฟมีลหลุดคิกออกมากับท่าทางเป็นห่วงของโยราที่มีต่อไคน์
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่ไคน์ก็อย่างนี้แหละ ยอมเซเรื่อย เออ ฉันมีเรื่องสงสัยอย่างหนึ่งค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือครับ” เฟมีลอมยิ้มน้อยๆ ดวงตากลมใสจ้องโยราเปล่งประกายก่อนจะถามคำถาม
ที่ไม่เข้ากับการแสดงที่หน้าว่า
   

“พวกคุณบรรยายเรื่องเบรนบอร์ดซะละเอียดยิบ แล้วคิดว่าพวกเราจะนำมันมาใช้ยังไงหรือคะ
เอาเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นวัตถุดิบการสร้างก่อนก็ได้ คงไม่ใช่ให้เราสั่งซื้อจากมิติของคุณหรอกนะ”
โยราถือแก้วชาในมือค้างอยู่ชั่ววินาที ปลายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของบาร์น เธอคนนี้ไม่ธรรมดา
อย่างที่เขาสองคนกลัว เปลี่ยนเรื่องโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าด้วยซ้ำ แถมถามตรงไปตรงมาซะขนาดนี้
คงไม่ต้องการคำตอบแบบขอไปทีหรือบอกปัดเป็นแน่
   

“พวกเราไม่คิดจะให้พวกคุณสร้างเบรนบอร์ดอย่างของเราเสียหน่อย แต่เราต้องการให้เบรนบอร์ดเป็น
แบบของการการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของแผนกพัฒนาการเวทของที่นี่ แน่นอนของชิ้นนั้นจะต้อง
จัดสร้างด้วยวัสดุที่หาได้ในเซวีน่า เอาไว้วันพรุ่งนี้รอฟังการบรรยายของผมต่อดีกว่าไหมครับ


สำหรับวันนี้พวกผมคงต้องขอตัวเหมือนกัน ขอบคุณที่ให้เกียรติ์พวกผมได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับสาวงาม
ทั้งสาม เจอกันวันพรุ่งนี้ครับ” พูดจบชายหนุ่มทั้งสองก็ลุกขึ้น โค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป
เฟมีลมองแผ่นหลังของคนทั้งสองแล้วถอนหายใจ
   

“เธอกล้าถามเขาไปได้ยังไงนะ เฟมีล อย่างนี้เขาก็รู้น่ะสิว่าเราจับตามองเขาอยู่”
เฟมีลหันกลับมาตอบรีเนลว่า
“ไม่หรอก พวกเขาต้องระวังเรื่องจับตาดูอยู่แล้วรีเนล แต่ที่ฉันถามเพราะหวังว่าถ้าเราถามโดยไม่ให้เขา
ตั้งตัวเขาจะตอบอะไร อย่างนี้เราก็ต้องคอยดูว่าพรุ่งนี้ สองหนุ่มจากเซกันเขาจะเผยอะไรให้เรารู้อีกบ้าง”

   
“ให้ตายเถอะจาร์ นายไปเอาข่าวนี้มาจากไหนน่ะ” โทนี่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อเมื่ออ่าน
ข้อความบนกระดาษในมือของลีโอเป็นคนสุดท้าย
“จะใครล่ะ ที่รู้เรื่องพวกนี้เร็วที่สุด พ่อฉันไง เป็นอะไรหรือเปล่าลีโอ” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อรับกระดาษ
จากโทนี่แล้วเพ่งไปที่ตัวอักษรไม่กี่บรรทัดเหมือนไม่อยากเชื่อ
“เปล่า แต่ทำไม...ฉันไม่...”
   

“ทำไมนายไม่รู้สึกใช่ไหม ง่ายมากเพราะคนที่ไปที่นั่นเป็นคนแรกก็คือพี่ชายนายไง แล้วมาสเตอร์คงให้
พ่อส่งข่าวมาทางฉัน ไม่อย่างนั้นนายคงหายตัวไปจากห้องเรียน ทำให้คนอื่นสงสัย แล้วจะเอาไง
งานทางนี้ให้พวกฉันช่วยจัดการก่อน ส่วนนายก็ไปจัดการเรื่องทางโน้นก่อนไหม”


จาเร็ตออกความเห็นเมื่อเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของเพื่อน โดยปกติลีโอมักจะไม่ค่อยแสดงสีหน้าแบบนั้น
เท่าไร ยิ่งอายุมากขึ้นชายหนุ่มตรงหน้าก็ยิ่งนิ่งมากขึ้น แต่...ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องปกตินี่นา
“ใครกันนะ ที่สามารถทำเรื่องอย่างนี้ได้ ในเซวีน่านอกจากพวกใหญ่ๆ โตๆ คงทำไม่ได้แน่ เฮ่อ!”
   

“ไม่ใช่หรอก ไม่มีใครในเซวีน่าไปยุ่งกับหอนาฬิกานั่นได้ นอกจาก...” เสียงอธิบายของลีโอหยุดชะงัก
ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงรีบร้อนว่า
   

“พวกนายช่วยบอกคนอื่นว่า ฉันโดนท่านตาเรียกตัวด่วนแล้วกัน คิดว่าคงกลับมาได้ในสามวัน ช่วยหน่อยนะ
 ไมล์ไปกันเถอะ” พูดจบร่างของลีโอและไมล์ก็หายไป เพื่อนทั้งสามได้แต่มองหน้ากันอย่างไม่ค่อยเข้าใจว่า
คำพูดค้างไว้ของชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร
   

“นานๆ ทีจะเห็นลีโอเป็นอย่างนี้ มันก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นหมอนั่นคงเป็นมนุษย์ไร้อารมณ์สุดๆ จาร์
พาตัน หิวไหม ไปกินข้าวกันเถอะ” พาตันหยิบกระดาษที่ลีโอวางทิ้งไว้ขึ้นมาเก็บก่อนจะเดินตามจาร์เร็ต
และโทนี่พร้อมกับพูดเหมือนเตือนสติทั้งสองคนว่า
   

“แล้วจะบอกเฟมีลว่าไง” เงียบ...ไร้คำตอบจากเพื่อนทั้งสอง พาตันถอนหายใจออกมา
“รู้สึกว่าลีโอจะขอให้ช่วยในสิ่งที่ทำได้ยากเสียแล้วล่ะ ไปเถอะ หิวกันไม่ใช่เหรอ”
โทนี่มองแผ่นหลังพาตันที่เดินนำออกไปก่อนจะหันหน้ากลับไปถามจาร์เร็ตว่า


“ปกติเจ้าพาตันมันชอบแดกดันคนอื่นเขาด้วยเหรอ” จาร์หลุดหัวเราะออกมาก่อนจะโอบคอเพื่อน
เดินตามคู่หูไป
“อย่าคิดมากน่า เอาหัวไปคิดวิธีรับมือเฟมีลดีกว่า”


หอฬิกาไซเอน ดาเรก้า
         
   
“เอนจี้...นี่มัน” ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกขานส่ายหน้าเบาๆ เศษหินสีดำลักษณะคล้ายลูกศรค่อยๆ
ลอยขึ้นมาตรงหน้าเขา ดวงตาสีนิลฉายแววลึกลับจนไม่สามารถเดาความรู้สึกภายในของเขาได้
   

“คิดว่ายังไงนาริ” ภูตสาวเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมาตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะกางมือโอบรับเศษหิน
เอาไว้ แสงสีเหลืองอ่อนครอบคลุมทั้งตัวเธอและเศษหินนั้นเอาไว้
   

“วัตถุสีดำ มาด้วยความเร็วสูง ชนเข้ากับเข็มนาฬิกาอย่างแรง” นาริก้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบกับดวงตา
สีนิล เศษหินค่อยๆ ล่วงไปกองที่พื้นพร้อมกับร่างของนาริก้า ไทม์รั้งร่างนั้นเข้าสู่อ้อมกอด แต่ทันทีที่มือ
ของเขาสัมผัสร่างเธอ นาริก้าก็กลายร่างเป็นเด็กหญิงตัวน้อยซุกซบกับอ้อมแขนอย่างหมดแรง
   

“นาริ...เหนื่อย...” ไทม์ก้มลงสัมผัสหน้าผากของเด็กน้อยอย่างเข้าใจจากนั้นร่างเล็กจึงค่อยๆ
สลายเป็นผงสีทองพุ่งตรงเข้าเรือนนาฬิกาที่เคยห้อยแนบหน้าผากมนของเธอ ไทม์คล้องสายสร้อยที่
เดิมเป็นสังวาลครอบศีรษะนาริก้าไว้ที่คออย่างเงียบงัน


ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยกลับกลายเป็นเคร่งขรึมจนน่ากลัว เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัว
ของน้องชายร่วมสายเลือดไม่ได้ทำให้สีหน้าเคร่งขรึมนั้นผ่อนคลายลง ลีโอและไมล์สบตากันก่อนจะ
มองหน้าพี่ชายแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมๆ กัน ใครก็ตามที่ทำเรื่องนี้ขึ้นมาคงไม่รู้ว่า
เขาได้ไปทำให้คนที่ไม่ควรทำให้โกรธ โกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
   

“พี่...”
   

“กลับไปคุยกันที่ปราการ” น้ำเสียงนิ่งเย็นของพี่ชายไม่ได้ทำให้ลีโอตกใจเท่ากับคำพูดของไทม์
คำธรรมดาที่ไม่น่าจะตกใจ แต่หากคนทั่วไปได้รู้ว่า ไทเมอร์ ฟรานเซสก้า ได้ทิ้งฟรานเชสก้าและไม่ขอข้อง

แวะกับปราการรัตติกาลนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับเขาและตำแหน่งไซเอนมาเกือบ 10 ปีแล้ว
ก็จะรู้ว่าคำพูดนี้มีความหมายลึกซึ้งเพียงใด


และการกลับปรากการครั้งนี้ยังถือการกลับไปครั้งแรกในรอบ 10 ปี
ที่พี่ของเขาจะกลับปราการรัตติกาลในฐานะ ไทเมอร์ ฟรานเชสก้า!!!


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #26829 F @ n G (จากตอนที่ 243)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 / 17:47

    โอ้ววว

    #26,829
    0