SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 184 : Side story 10 - เสียงกระซิบจากสายน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    1 เม.ย. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
สวัสดีค่ะ
 
วันนี้รู้สึกว่ากัลจะโพสได้ดึกน้อยกว่าทุกทีหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือเพื่อนๆ ว่าไงคะ??
ใกล้งานสัปดาห์หนังสือทุกที กัลก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย
 

เพราะจะได้เจอทุกคนอีกแล้ว ที่สำคัญมีหนังสือให้ซื้อเยอะเลยกัลกับพี่วี
ก็เตรียมตัวไปเดินซื้อเต็มที่ค่ะ
 

ตอนนี้ใครที่กำลังคิดถึงเฟมีลกับลีโอก็คงไม่ผิดหวังแถมตอนนี้มีอะไรๆ มาให้เพื่อนๆ
ทรมานใจกันนิดหน่อยด้วยค่ะ
 

เจอกันที่งานนะคะ

 
กัลฐิดา
 

ปล. กัลไปงานวันที่ 3 ,7 ,8 เมษา แต่สำหรับคนที่จะไปงานมีทติ้งเซวีน่าแฟนคลับ
ก็เจอกันวันที่ 6 นะคะ(เห็นน้องๆ Mod เขาว่างั้น^_^)
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 10 เสียงกระซิบจากสายน้ำ
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ปราสาทวารีน ปราสาทที่ถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดของวารีเน่ สถานที่นี้ตั้งอยู่กลางพื้นน้ำ
อันยิ่งใหญ่ใจกลางเมืองเอเบียร่า
 

สถาปัตยกรรมของภูตน้ำโบราณยังคงเตือนใจให้คนที่มายังที่นี่เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่
ของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจจะก้าวทัน
 

แผ่นหินแต่และแผ่นซึ่งวางจัดอย่างเป็นระบียบนั้นเก็บกักความลับของอารยธรรมภูต
ไว้มากมาย…ความลับนิรันดิ์ที่ผู้ถูกเลือกเท่านั้นจึงสามารถสัมผัสได้
 

คืนนี้เป็นคืนวันที่ยี่สิบห้าธันวาคม คืนแรกในการเฉลิมฉลองงานเทศกาลโรเซร่า
ของเอบียร่า เกือบทุกสถานที่ในเมืองเอเบียร่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรัก
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แสงไฟหลากสี ผู้คนมากมายเสียงหยอกเย้าดังไปทั่วเมือง
 

แต่ ณ ปราสาทวารีนแห่งนี้กลับเงียบสงบ เงียบจนเราสามารถได้ยินเสียงฝีเท้า
อันแผ่วเบาของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองประกายซึ่งกำลังเดินตรงมายัง
ลานเล่าเรื่องของปราสาท
 

“เพราะวันนี้นักเวทฝึกหัดไปเที่ยวงานในเมืองกันหมด ท่านเลยออกมานั่งเล่น
ได้ล่ะสิ...ดิโอลีผู้ยิ่งใหญ่” เสียงหวานร้องทักชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมและ
ดวงตาสีฟ้าใสซึ่งนั่งอยู่บนแจกันหินขนาดใหญ่อย่างสบายอารมณ์
 

เมื่อได้ยินเสียงทักใบหน้างดงามของเจ้าแห่งภูตน้ำก็เผยรอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้านั้น
ให้งดงามยิ่งขึ้น วงแขนกว้างเผยออกรับร่างบางที่กำลังลอยเข้ามาใกล้ตนเอาไว้
ก่อนจะพูดขึ้นว่า
 

“ก็วันนี้เป็นวันโรเซร่านี่ ข้าก็อยากจะอยู่กับคนรักเพียงลำพังกับเขาเหมือนกัน”
เวนาไรน์ วอลเดน หญิงสาวคนเก่งว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐแห่งสายน้ำย่นจมูกใส่
ชายคนรักอย่างน่าเอ็นดูแล้วพูดขึ้นว่า
 

“ไม่มีใครเขาอยู่เป็นเพื่อนท่านนอกจากข้ามากกว่า” ดิโอลียิ้มละไมรับคำยอกย้อนนั้น
อย่างอารมณ์ดี หญิงสาวของเขาไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ครั้งเธอก็ยังเป็นเวนย์ผู้ร่าเริง
และอ่อนหวานของเขาเสมอ
 

“เวนา...” เสียงนุ่มเอ่ยเรียกอีกครั้งหลังจากที่ทั้งคู่ชื่นชมดวงจันทร์กลมโตอยู่พักใหญ่
“คะ?” 
“ถึงเวลาที่เราต้องลงมือแล้วล่ะ”
 

ดวงตาสีทองจ้องมองแสงนวลชองดวงจันทร์นิ่ง เหมือนเธอไม่ได้ยินเสียงพูดของ
เจ้าของอ้อมกอดว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร
 

“เฟมีล...คงเริ่มรู้สึกตัวแล้วล่ะค่ะ ว่าหน้าที่ของเธอยังไม่จบ”
“การที่ข้าให้สิ่งนั้นกับเจ้าวิหคไฟคนนั้นคงไม่ผิดพลาด สายน้ำในสายเลือด
ของเธอคงจะเข้มข้นพอที่จะรับรู้ถึงหน้าที่นั้นได้ทันเวลา ใช่ไหมเวนา”
เวนาสอดแขนสองข้างโอบกอดราชันย์แห่งภูตน้ำเอาไว้
 

“เฟมีลจะทำหน้าที่แทนท่านทันเวลา เฟมีลจะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวัง ดิโอลีที่รัก
จะไม่มีความผิดพลาดอีกแน่นอน !”
 

อ้อมกอดของดิโอลีรัดแน่นขึ้นเหมือนเป็นการตอกย้ำให้ร่างบางรับรู้ถึงความหนักใจ
ในงานที่ส่งมอบให้กับหญิงสาวที่เป็นผู้คุ้มครองเซวีน่าตลอดไป
 

 ไม่นานอ้อมกอดนั้นก็คลายลง ดวงตาสีฟ้าใสที่เคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นดวงตาเปล่ง
ประกาย เสียงขับร้องของเหล่าภูตน้ำที่อาศัยอยู่ใต้บ่อน้ำขนาดใหญ่ดังแว่วขึ้นมา
 

“เต้นรำกัน...”
 

โดยไม่รอคำตอบร่างสูงก็โอบร่างบางทิ้งตัวลงบนพื้นน้ำอย่างนิ่มนวล
พลังจากปลายเท้าของทั้งสองคู่ก่อกำเนิดเป็นจุดกระทบลงบนพื้นน้ำ
จากนั้นก็ขยายกลายเป็นคลื่นเล็กๆ จนกระทบขอบบ่อเป็นระยะๆ
 

บทเพลงแห่งภูตจากเมืองเบื้องล่างดังขึ้นพร้อมๆ กับร่างสองร่างเคลื่อนไหว
ตามจังหวะอย่างอ่อนหวาน
 

“เวนา ข้ามักภาวนาเสมอให้พวกเขาสามารถมีความสุขอย่างเราได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในพันธะที่จำต้องรักษาเสมอ
เป็นวัน เป็นเดือนจนบัดนี้หลายพันปีผ่านมาพวกเขาก็ยังคงต้องรักษามันไว้...”
ดวงตาสีทองมองใบหน้านิ่งสงบของคู่ชีวิตด้วยสายตาเข้าใจ
 

“พวกเขาเลือกที่จะทำอย่างนั้นนี่คะ พวกเรารู้ว่ามันมีความจำเป็นแค่ไหน
 ก่อนที่เราจะได้อัญมณีชิ้นที่แปด พวกท่านเหล่าของขวัญจากธรรมชาติก็ยังต้อง
ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ร่ำไป ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เหมือนกับที่คนอื่นๆ พูดกัน
ตอนนี้เรามีคนที่เมื่อสามพันปีที่แล้วเราไม่มี เฟมีลจะต้องทำได้...”
 

เจ้าแห่งภูตพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ใช่ เขายอมรับในข้อนั้น เฟมีลล่า ไดเอนแพนไทร์
 คือ คนที่เซวีน่าต้องการ เจ้าตัวเองตอนนี้ก็ดูจะรู้จักหน้าที่ตัวเองดี
คงจะถึงเวลาแล้วกระมัง ที่จะต้องปลดเปลื้องภาระบนบ่าของพวกเขาเสียที
 

ร่างสองร่างยังคงเคลื่อนไหวอย่างงดงามภายใต้แสงจันทร์สกาว เสียงขับร้อง
จากเหล่าภูตเบื้องล่างเหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าของขวัญจากธรรมชาติ
 

“งดงาม  งามงด    จดฟ้า  
ปักษา  ลอยลิ่ว    ปลิวไหว
สายน้ำ  ลำธาร    เย็นใจ 
มวลไม้  แหวกไหว  ตามลม”
 

************************************************************************************************
 
 
รัฐดาโรก้า เมืองดาเรก้า วันที่ 25 ธันวาคม ซ.ศ. 3045 เวลา 22.13 น.
 

เฟมีลกำลังโมโห ใช่ เธอกำลังโกรธมาก ก็วันนี้มันน่าจะเป็นวันที่เธอได้เที่ยวนี่นา
แต่คนที่จะพาเธอไปเที่ยวกลับกำลังนั่งทำงานอยู่ตรงเก้าอี้นู่น
 

อารมณ์หงุดหงิดของเธอมากขึ้นไปอีกเมื่อหวนไปนึกถึงเรื่องเมื่อเย็น
ขณะที่เธอกับลีโอกำลังแยกจากไมล์…
 

“วันนี้ต้องไปดูระบำภูตต้นไม้ให้ได้เลยนะ อืม นายอยากดูอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
 ลีโอส่ายหน้าปฎิเสธ เฟมีลก็เลยพูดต่อว่า
 

“ไม่อยากกินอะไรด้วยเหรอ”
“เธออยากกินอะไรล่ะ ฉันให้เธอเลือก....เอาน่า ไม่ต้องกลัวว่าต้องจ่ายหรอก”
 เฟมีลค้อนใส่ชายหนุ่มทีหนึ่งอย่างหมันไส้ที่อีกฝ่ายชอบจับไต๋เธอได้ทุกที
 

“ถ้าไม่อยากจะเลี้ยงจะใช้คืนให้ก็ได้ เฮอะ เขาก็มีเงินของเขาหรอก”
“ไม่เอาหรอก ไม่อยากได้เงิน ขอเป็นอย่างอื่นได้ไหม”
 

เฟมีลกระโดดไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วหันมาเผชิญหน้ากับลีโอ หญิงสาวยื่น
หน้าเข้าหาชายหนุ่มอย่างหาเรื่องก่อนจะถามว่า
 

“อยากได้อะไรล่ะ แต่อย่าเอาของแพงมากนะ ฉันยิ่งไม่มีเงินอยู่...อ๊ะ นายแมว
 หัวเราะอะไร หยุดเลยนะ นายแมว!”
 

ลีโอพยายามกลั้นยิ้มแต่เมื่อทำไม่ได้เขาก็เลยต้องเซหันหน้าไปทางอื่นแทน
 ถ้าหัวหน้าตระกูลไดเอนแพนไทร์บอกว่าไม่มีเงินแล้วใครในเซวีน่าจะมีเงินกัน  
 

“นายแมว หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้ แล้วช่วยบอกด้วยว่าอยากได้อะไร ท่านว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐ
ผู้ยิ่งใหญ่” ลีโอไม่ตอบเขาก้าวเดินไปอีกก้าวพร้อมกับจูงมือของเฟมีลให้ออกเดินต่อ
 

“เอาไว้เที่ยวเสร็จแล้วจะบอก ไปเถอะเดี๋ยวอดดูระบำไม่รู้ด้วยนะ...เอ๊ะ ใครส่ง
จดหมายด่วนมาตอนนี้” เขาพูดเมื่อเห็นกระดาษสีฟ้าใสลอยมาอยู่ตรงหน้าเขา...
และนั่นแหละคือ สาเหตุที่ทำให้เธอมานั่งแหง่วอยู่อย่างนี้
 

เฟมีลยกหนังสืออ่านเล่นที่หาได้เพียงไม่กี่เล่มในห้องนี้วางไว้บนตักอย่างเซ็งๆ
 ดวงตาสีนิลจ้องมองเจ้าของห้องที่กำลังวุ่นกับกองเอกสารมากมาย
 

ก่อนจะมองออกไปเบื้องนอก ท่าทางปีนี้จะต้องฉลองที่นี่ล่ะมั้ง คิดไปก็เสียดาย
ไปตอนนี้ระบำภูตต้นไม้คงจบไปแล้ว ของกินก็ไม่มี ในห้องนี้มันมีแต่ชากับชาเท่านั้น
น่าเบื่อที่สุด!!!
 

สุดท้ายจากนั่งคิดก็เลยกลายเป็นนอนคิดพลางมองมือหนาขยับยกกระดาษ
แผ่นนั้นเซ็นกระดาษแผ่นนี้อ่าน
 

“ถ้าหิวก็ออกไปหาอะไรกินก่อนไหม” ชายหนุ่มเงยหน้าถาม เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายยัง
ไม่ได้ทานข้าวเย็นเลย
 

“ไม่เอาหรอก ถ้าฉันไปกินนายก็จะเย็นใจทำงานตามสบายน่ะสิ ฉันก็จะไม่กิน
นายต้องรีบทำงานแล้วพาฉันไปเที่ยวด้วย งานฉลองของวันนี้ยังมีต่ออีกตั้งหลาย
ชั่วโมง แล้วมาชวนคุยนี่ใกล้เสร็จแล้วเหรอ” ลีโอไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือว่าดุอีกฝ่ายดี
ดูสิ ขนาดทรมานตัวเองเพื่อให้ได้เที่ยว เชื่อเขาเลย
 

“อีกนิดเดียว แต่ก็คงอีกสักชั่วโมง ไหวไหม” เฟมีลทำท่าหมดแรงอยู่บนโซฟาใหญ่
หน้าเตาผิง
 

“งานอะไรหนักหนา เกี่ยวกับอะไรเหรอ” มือหนาชะงักจากซองกระดาษสีฟ้าใส
แล้วตอบว่า
 

“เฟมีล สงสัยว่างานวันสถาปนาเราคงจะไม่ได้เข้าร่วม....”
ยังไม่ทันที่ลีโอจะพูดต่อเฟมีลก็กระโดดลุกขึ้นนั่งถามเสียงสูงว่า
 

“ทำไมล่ะ นายต้องไปไหนเหรอ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ เมื่อกี้นายพูดว่า ‘เรา’ เหรอ”
“ใช่ เรา เธอ ฉัน มอรีล เซอร์รัส อ้อ โทนี่กับรีเนลด้วย”
 

“โทนี่กับรีเนลด้วย ตายล่ะ แล้วงานวันสถาปนาปีนี้ใครจะจับภาพกันล่ะ รุ่นน้องเสียใจแย่”
 ลีโอส่ายหน้าไปมากับความผิดประเด็นของเฟมีล
 

“เฟมีล จะไม่ถามเหรอว่าเราจะไปไหนหรือไปทำอะไรเหรอ” เฟมีลไม่ตอบเธอล้มลง
ตัวนอนอีกครั้ง ลีโอมองร่างบางอย่างเงียบๆ โดยไม่ซักต่อเพราะเขารู้ว่าเฟมีลน่า
จะรู้อะไรมาบ้างแล้ว
 

ส่วนเฟมีลที่ล้มตัวลงนอนก็กำลังคิดเหมือนกัน งานวันสถาปนางั้นเหรอ
 ทุกอย่างกำลังจะหมุนสู่ยุคใหม่แล้ว อีกไม่นานเซวีน่าจะเข้าสู่ยุคใหม่ยุคที่ดีกว่าเดิม
 แล้วเธอก็รู้สึกว่าเธอคงจะต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั่น
 

แต่มันจะเป็นเรื่องอะไรนั้นเธอยังไม่รู้หรอก เมื่อถึงเวลาเธอคงรู้เอง
เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอเตรียมใจไว้ดีกว่าเพราะทางข้างหน้าคงยากลำบาก
เหมือนทางที่เธอเคยเดินผ่านมา
 

เสียงตอกเอกสารดังขึ้นหลังจากบทสนทนาสุดท้ายของคนทั้งคู่ไปชั่วโมงกว่า
 ลีโอหันมองเข็มนาฬิกาซึ่งอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงวันใหม่ก็จะมาเยือน ความเหนื่อยล้า
ความหิวที่สะสมมาตั้งแต่เย็นกำลังแผลงฤทธิ์อย่างไม่ปรานี
 

ขนาดเขาทำงานอย่างนี้บ่อยยังรู้สึกแล้วคนที่นอนอยู่บนโซฟาล่ะ จะไม่หิวตายเลยเหรอ
ชายหนุ่มคิดพลางย่อตัวคุกเข่าข้างๆ โซฟา
 

“เฟมีล เฟมีล ตื่นเถอะ ไม่หิวหรือไง” เฟมีลขยับตัวหนีมือที่แตะที่แก้มเบาๆ
แล้วนิ่งไป
 

“เฟมีล...ถ้าไม่ตื่นจะปลุกด้วยวิธีอื่นนะ” แม้จะโดนขู่ร่างบางก็ยังนอนนิ่งจนอีกฝ่าย
ไม่รู้ว่าหญิงสาวขี้เซาจนไม่ได้ยินหรือแกล้งไมได้ยินกันแน่
 

“เฟมีล ถ้าไม่รีบตื่นจะไม่ทันไปเดินเล่นในงานนะ หือ เจ้าหญิงขี้เซา”
เมื่อเรียกไม่ได้ผล ชายหนุ่มก็เลยต้องใช้มาตรการเด็ดขาด มือหนาไล้แก้มเนียนเบาๆ
แล้วก้มหน้าลงสัมผัสที่หน้าผากไล่มาที่ดวงตาก่อนจะมาหยุดที่ริมฝีปากเท่านั้นแหละ
 

 ร่างบางกระเด้งพรวดขึ้นจากโซฟา มือสองข้างผลักชายหนุ่มให้ออกห่าง
นี่ถ้าลีโอไม่ตั้งตัวไว้ก่อนมีหวังคงล้มหงายหลังไปแน่ แต่เมื่อเตรียมการรับปฏิกิริยา
ของหญิงสาวเอาไว้แล้ว มือหนาจึงคว้าเอวของหญิงสาวเอาไว้ทัน
 

“ตื่นแล้วหรือไง เจ้าหญิงขี้เซา” พูดพลางรั้งร่างบางที่พยายามขืนตัวเต็มที่เข้าใกล้
“นาย! ตาแมวบ้า ทำอะไร” ลีโอเอียงหน้าอย่างสงสัยแล้วพูดขึ้นว่า
 

“ก็ปลุกเธอไง ปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่น ไม่หิวหรือไงนี่จะเที่ยงคืนอยู่แล้วนะ”
 คนที่กำลังดันตัวเองออกห่างหยุดกึกทันทีที่ได้ยินเวลาก่อนจะเริ่มโวย
 

“อะไรนะ! ตายแล้วยังไมได้กินอะไรเลย ถึงว่าไม่ค่อยมีแรง นายก็ด้วยไม่หิวบ้างหรือไง”
หญิงสาวพูดพลางแกะมือที่โอบเอวของเธอออกแล้วรีบลุกสองมือเสยผมให้เรียบร้อย
 

“ไปหาอะไรกินกัน นายน่ะ ท่าทางจะเป็นโรคกระเพาะเข้าสักวัน วันๆ ไม่กินอะไรเลย”
 ลีโอหยักไหล่อย่างไม่สนใจคำบ่นของหญิงสาวแต่ก็ยินยอมโดนลากออกจากห้องแต่โดยดี
 

************************************************************************************************
 

เฟมีลกลับเข้าห้องของเธออีกครั้งก็เลยเวลาของวันใหม่มาสามชั่วโมงแล้ว
หญิงสาวก้มลงสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ที่มีอยู่เต็มอ้อมกอดดวงหน้าแจ่มใส
ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่นอนช้า แถมตอนนี้เลยเวลานอนของเธอมานานแล้ว
อาจจะเป็นเพราะเธอได้งีบหลับไปพักหนึ่งก่อนหรือไงนะ
 

หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่กลางห้องแล้วโยนดอกไม้ในอ้อมกอดขึ้น
ก่อนจะร่ายเวทพฤกษาอย่างง่ายๆ ให้มันลอยกระจายอยู่เหนือหลังคาเตียง
กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธ์ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง
 

หญิงสาวมองภาพดอกไม้แล้วอย่างยิ้มพอใจกับผลงานเล็กๆ ของตัวเองแล้ว
เดินไปทำควาสะอาดตัวในห้องน้ำ
 

เฟมีลค่อยๆ หย่อนตัวลงในอ่างน้ำอุ่นกว้างอย่างสบายใจ ความร้อนจากน้ำและไอร้อน
ที่ระเหยขึ้นมากระทบผิวขาวเนียนทำให้เธอรู้สึกดี
 

วันนี้ถึงจะได้เดินเที่ยวดึกไปหน่อยแต่ก็สนุกดี เพราะได้เจ้าบ้านผู้ชำนาญทางน่ะสิ
คิดไปผิวหน้าที่ระเรื่อขึ้นเพราะความร้อนของน้ำก็ชักจะแดงมากกว่าเดิมเมื่อนึกถึง
เจ้าของดอกไม้ที่ตอนนี้ลอยละล่องอยู่บนหลังคาเตียง
 

เพราะเธอเห็นผู้หญิงคนอื่นได้ดอกไม้ ก็เลยอยากได้ดอกไม้กับเขาบ้างน่ะสิ
แต่ไม่กล้าหวังหรอกว่าจะได้เพราะทุกปีก็ไม่เห็นให้อะไรเลย
(เพราะมัวแต่พาเที่ยวกับพากินของอร่อยน่ะสิครับ: อัคคา)
 

แต่สงสัยปีนี้อยากแก้ตัวที่พาไปเที่ยวไม่ได้เลยซื้อให้ซะเยอะเลย ไอ้เราก็แทบ
จะหอบไม่ไหวแต่ไม่อยากจะบอกหมอนั่นหรอกว่าดีใจ แค่นี้ก็ได้ใจ ชอบทำอะไรๆ
 ให้เราอายอยู่เรื่อย
 

“...เฮ้อ เทศกาลโรเซร่านี่ดีจังเลยน้า มีแต่คนมีความสุขทั้งนั้น ขออย่าให้ใคร
มีความทุกข์ในวันนี้เลย”
 

สิ้นเสียงคำพูดของเฟมีลน้ำในอ่างน้ำอุ่นก็เปลี่ยนไป มันหมุนวนควงเหมือนมี
แรงดึงดูดจากก้นอ่าง แล้วจู่ๆ เฟมีลก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงเหมือนมี
คนกำลังจะดึงเอาบางสิ่งบางอย่างออกจากหน้าผาก
 

 และมีมือที่มองไม่เห็นดึงเธอลงสู่ก้นบ่อ ด้วยสัณชาตญาณเฟมีลพยายามสร้าง
บาเรียป้องกันขึ้นรอบตัวแต่ทำไม่ได้ดีนัก พอจมลงใต้น้ำแล้วขาดอากาศนานๆ
เข้าร่างบางก็เริ่มสำรักน้ำ เธอพยายามว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำแต่แรงดึงที่ข้อเท้ามันมากเกิน
กว่าที่แรงของคนที่กำลังจะจมน้ำจะสู้ได้
 

“...อ๊อก...” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเธอดังก้องใต้ผิวน้ำ บางสิ่งบางอย่าง
หลุดออกมาจากหน้าผากของเธอ บางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างคล้ายหยดน้ำคริสตัลสีฟ้าใส
แล้วสติของเธอก็ดับวูบลงพร้อมกับสัมผัสอ้อมกอดบางเบาจากใครบางคนที่แสนคุ้นเคย
 

“ฟู่ แฮก แฮก แฮก” เสียงหายใจแรงดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่อุ้มร่างเปล่าเปลือย
ของเฟมีลขึ้นจากน้ำแล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ขอบอ่างจัดการเรียกผ้าขนหนู
ที่วางอยู่ใกล้เอามาห้อหุ่มเฟมีลก่อนจะตวัดสายตากลับไปที่วัตถุคริสตัลสีฟ้าใส
 

ดวงตาเย็นนิ่งของชายผู้เป็นว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐดูน่ากลัวเมื่อนึกถึงอาการขาดอากาศ
ของผู้หญิงคนสำคัญ มือหนาจึงรีบยกมือขึ้นแล้วปล่อยลูกบอลพลังงานสีดำเข้าตรึง
กระแสพลังที่กำลังแผ่ออกมาจากตัวคริสตัล
 

ลูกบอลพลังงานเข้าล้อมกรอบคริสตัลเอาไว้ ไม่นานกระแสพลังอันรุนแรงที่
ก่อกวนจนน้ำในอ่างหมุนวนตัวความเร็วสสูงก็หยุดลงเหลือเพียงแต่เสียง วิ๊ง วิ๊ง
ของกระแสพลังที่แผ่กระทบบาเรียสีดำ ลีโอถอนหายใจอย่าง
 

โล่งอกเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจร่างไร้สติของเฟมีลอย่างเป็นห่วง แต่ผิวขาวเนียน
ระเรื่อชมพูเพราะพึ่งอาบน้ำมาของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มต้องหันหน้าหนีอีกครั้ง
 

 ไม่ว่าจะในฐานะคนรักหรือสุภาพบุรุษเขาก็ยังไม่สมควรมาเห็นเธอในสภาพ
อย่างนี้จริงๆ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะความร้อนวาบที่หน้าอกของเขาจู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาล่ะก็
เขาคงไม่เข้ามาที่นี่เป็นแน่
 

ลีโอพยายามรวบรวมสติแล้วหันกลับมามองร่างบางอีกครั้ง ริมฝีปากเริ่มร่ายเวท
ช่วยชีวิตเพราะเฟมีลจมน้ำนานเกินๆ ไปถึงแม้จะมีบาเรียคุ้มครองตนบางๆ
 

แต่น้ำก็ยังเข้าปอดอยู่ถ้าเขามัวแต่ฟุ้งซ่านอาการเธออาจจะแย่ลง ชายหนุ่มร่ายเวท
ไม่นานร่างบางก็เริ่มสำรักน้ำออกมา
 

“แค้ก แค้ก แค้ก” เมื่อเฟมีลเริ่มไอลีโอก็หยุดร่ายเวททันที เขาตรงไปประคองร่างบาง
ให้ลุกขึ้นนั่งแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะลุก เพราะมือบางยกขึ้นจับหน้าผาก
“ปวด...แค้ก...หัวจัง แค้ก แค้ก...”
 

“หยุดพูดก่อนนะ เดี๋ยวก็หาย ไม่เป็นไรแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดพลางอุ้มร่างบางขึ้น
แล้วพาออกจากน้ำตรงไปที่เตียงแล้วค่อยๆ วางร่างบางลงก่อนจะเดินตรงไปที่
ตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดมาเปลี่ยนให้ พอจัดการเสร็จเรียบร้อย ร่างของชายหนุ่มก็หายไป
จากตรงนั้นหลายนาทีและกลับมาปรากฏอีกครั้งในชุดใหม่
 

ดวงตาสีนิลมองคิ้วที่ขมวดมุนเนื่องจากปวดหัวอย่างหนักใจ เขานั่งลงข้างเตียงมือ
หนาทาบทับที่หน้าผากอย่างห่วงใย
 

สัมผัสเปียกชื้นจากเส้นผมทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจรั้งร่างบางขึ้นอีกครั้ง
 เขาจัดให้เธอซบที่ไหล่จากนั้นก็เริ่มกรรมวิธีทำให้ผมแห้งด้วยไอร้อนผสมสายลมอ่อน
จากมือไม่นานเส้นผมเปียกชื้นก็แปลสภาพเป็นสลวยยาวสยายทิ้ตัวงลงไปกองที่พื้นเตียง
 

“ทีนี้ก็นอนได้แล้วนะ” เขาค่อยพยุงเธอนอนลง แต่อาการปวดหัวของหญิงสาว
ก็ไม่ได้ลดทอนลงแต่มันกลับยิ่งทวีความเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
 

จนสองมือของเธอกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น ลีโอมองอาการนั้นอย่างเป็นห่วง
นี่มันกำลังจะเกิดอะไร คริสตัลสีฟ้าใสนั้นมาจากไหน ?
 

“เฟมีล เฟมีล ได้ยินที่ฉันเรียกไหม” เปลือกตาบางพยายามปรือขึ้นเพื่อตอบสนอง
ต่อคำเรียกแต่มันเหมือนมีอะไรมากดทับมันไว้ อาการปวดหัวทำให้เธอได้ยินเสียง
ของลีโอเบาลงเรื่อยๆ
 

“นาย...ปวดหัว...จัง...ช่วย...” เสียงระโหยของเฟมีลยิ่งทำให้ลีโอร้อนใจ
อาการของเธอดูจะหนักกว่าที่คิด ประกอบกับเสียงปะทุพลังอะไรบางอย่าง
ในห้องน้ำทำให้ลีโอเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
 

เพราะทุกครั้งที่เสียง วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง ของคริสตัลนั้นดังขึ้น เฟมีลก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น
เหมือนกับว่าอาการปวดมันเกี่ยวข้องกับกรปะทุพลังของเจ้าคริสตัลนั้น
 

ยิ่งเสียงดังขึ้นเท่าไร จากที่ขมวดคิ้วเฉยๆ ร่างบางก็เริ่มขยับตัวส่งเสียงร้องออกมาบ้าง
ในบางครั้งจนสุดท้ายจู่ๆ ร่างของเฟมีลก็กระเด้งขึ้นจากเตียงจนลีโอต้องกอดร่างบาง
เอาไว้แน่น
 

“ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไร” ลีโอพยายามทั้งพูดให้กำลังใจทั้งลูกหัวลูบหลัง
ให้อีกฝ่ายรับรู้และได้สติขึ้นมา แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเพราะความเจ็บจากการจิก
ของเล็บของเธอที่กลางหลังกำลังตอกย้ำให้เขารู้ว่าเธอปวดมากเพียงใด
 

แถมเสียงวิ๊ง วิ๊ง ในห้องน้ำก็ยังคงดังอยู่ไม่มีทีท่าจะเบาลง เฟมีลเองก็เริ่มร้องไห้
เพราะทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวอีกแล้ว
 

เสียงร้องของเธอกับเสียงทุพลังหลังประตูห้องน้ำเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนลีโอนึกสบายใจว่าดี
ที่เขากั้นอาณาเขตห้องนี้เอาไว้ ไม่งั้นมีหวังคนที่พึ่งกลับจากงานเทศกาลได้ตกอกตกใจ
กับเสียงจากห้องนี้แน่
 

“ปวด...ปวดจัง ช่วยด้วย...หยุดเสียงนั่นที โอ๊ย!!!!!...อุ๊บ...อื้อ” เสียงร้องตะโกนลั่น
ของเฟมีลถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มของคนกอด มือหนาสอดมือเข้าไปใต้ท้ายทอย
เพื่อยึดศีรษะของอีกฝ่ายไว้ไม่ให้สะบัดหน้าหนี ไม่นานเขาก็ถอนริมฝีปาก
 

“อย่าไปสนใจเสียงเฟมีล ตั้งสติให้ดี เธอไม่แพ้มันหรอก” น้ำตาที่ไหลออกมา
เพราะความเจ็บปวดยังคงไหลรินลงมาไม่ขาดสาย อ้อมกอดเล็กยังคงกอดรัดเขาแน่น
 

เหมือนต้องการถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาบ้าง ริมฝีปากอิ่มของเธอยังคงถูกสัมผัส
อยู่บ่อยครั้งเพื่อให้ลืมอาการปวดแปล๊บที่แทบทนมาไหวนี้ไป
 

จนเมื่อแสงแรกของวันในดาเรก้ามาเยือนเสียงปะทุพลังของคริสตัลในห้องน้ำจึงเบาลง
 เฟมีลก็เริ่มสงบลีโอจึงได้เบาใจได้ไปเปาะหนึ่ง
 

 ชายหนุ่มจึงคิดจะกลับห้องแต่แค่เขาขยับเพียงเล็กน้อยร่างบางมีปฏิกิริยาทันที
วงแขนเล็กๆ นั่นกอดเขาไว้แน่นเหมือนกลัวว่าถ้าเขาหายไปความเจ็บปวดทั้งหลาย
จะกลับมาอีก
 

 ลีโอถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำยังไงแต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ปล่อย เขาเลยจำเป็นต้องกอด
ร่างบางนั้นไว้ต่อไป ไม่นานทั้งสองก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป
 

เฟมีลรู้สึกเหมือนหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ มีเพียงสัมผัสบางเบาที่แสนคุ้นเคยนั่นเท่านั้น
ที่ทำให้เธอลืมความเจ็บปวดไปได้บ้าง อะไรบางอย่างที่แสนอบอุ่นห้อมล้อมเธอไว้
ทำให้อาการปวดและเสียงที่น่ารังเกียจนั้นเบาบางลง
 

ร่างบางขยับเข้าใกล้และหยุดลงตรงที่ที่เธอสบายที่สุดจากนั้นความเจ็บปวดทั้งมวล
ก็จางหายไปเหลือเสียงเล็กๆ จากที่ไหนสักแห่ง เสียงเล็กๆที่ก่อกวนเอาความเจ็บแปลบ
ที่หัวขึ้นมาเป็นระยะพร้อมกับกล่อมให้เธอหลับไหล
 

 ‘...งดงาม  งามงด    จดฟ้า  
ปักษา  ลอยลิ่ว    ปลิวไหว
สายน้ำ  ลำธาร    เย็นใจ 
มวลไม้  แหวกไหว  ตามลม ...’
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น