SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 183 : Side story 9 - ถุงหอมของมอรีล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    26 มี.ค. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีคุณวันจันทร์ค่ะ
 

วันนี้ก็มาโพสได้อย่างเฉียดฉิวอีกเช่นเคย กัลยังคงรักษาสัญญาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ตอนนี้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเก็บงานในคลินิกแล้วค่ะ กัลก็ยังไม่เสร็จอีกเช่นเคย
 

แต่กัลก็รอวันที่จะได้ไปงานมหกรรมหนังสือเพื่อจะได้เจอเพื่อนๆ อีกครั้งนะคะ
วันนี้ไม่พูดมากอีกเช่นเคย อ่านกันเลยนะคะ
 

กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 9 ถุงหอมของมอรีล
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินของอาคารที่พักดังก้องแสดงให้รู้ว่าเจ้าของเสียงนั่นเร่งรีบเพียงใด
ร่างสูงวิ่งตรงไปยังห้องพยาบาลของหอพักอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะให้จอมเวทยาประจำหอดูแลร่างบางที่หมดสติในอ้อมแขนเขา แต่น่าเสียดายวันนี้เป็นวันหยุดของทุกคนในห้องจึงว่างเปล่าปราศจากผู้คน
 

“โอ๊ย แย่จริง แล้วยังงี้จะทำไง” ชายหนุ่มพูดพลางวางร่างบางลงบนเตียงพยาบาลแล้วหันซ้ายหันขวาอย่างทำอะไรไม่ถูก ดวงตาเขียวเรืองตวัดมองร่างบางที่กำลังกระสับกระส่ายเพราะอะไรบางอย่างที่เขามองไม่เห็นอย่างชั่งใจ
 

สุดท้ายร่างสูงก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานเพียงตัวเดียวในห้องนั้น เอื้อมหยิบกระดาษสีฟ้าใสออกมาจากกล่องไม้แกะสลักก่อนจะเขียนข้อความบางอย่างอย่างเร่งด่วน
“...สายลมจงพัดผ่าน”
 

ฟิ้ว!! สายลมแผ่วเบาพัดผ่านกระดาษแผ่นนั้นแล้วกระดาษที่บรรจุข้อความขอความช่วยเหลือก็หายไป ร่างสูงลุกจากโต๊ะไปที่เตียงมือหนาเอื้อมมาดึงมือที่กำลังกำแน่นและชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“เธอกำลังเห็นอะไร...ชาร์เพรย์…”
 

ไกลออกไปในห้วงคำนึงของเชรี เธอกำลังถูกรัดด้วยเถาวัลย์ดอกไม้มากมาย ร่างบางบิดไปมาเพื่อให้พ้นจากพันธนาการแต่ดูเหมือนยิ่งเธอดิ้นมากเท่าไร แรงที่รัดอยู่รอบๆ กลับแรงขึ้นจนทำให้แม้แต่การหายใจยังทำได้ลำบาก
 

‘....ชาร์เพรย์...’ เสียงนุ่มหวานของใครบางคนทำให้เชรีหยุดดิ้น ใครเรียกเธอนะ ไม่ใช่ เสียงนั่นไม่ได้เรียกเธอแต่เรียกชายคนนั้นต่างหาก!!
 

ชายคนนั้น ชายเจ้าของเรือนผมสีเงินยวง ดวงตาสีเงินของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาดยามหันกลับมามองนางรำเจ้าของเสียงแต่เชรีมองไม่เห็นใบหน้าของเธอเพราะเธอคนนั้นกำลังหันหลัง
ให้เธออยู่ แต่กลิ่นหอมจากร่างกายเธอคนนั้นทำให้เชรีรู้สึกผ่อนคลาย แรงบีบรัดจากเถาวัลย์นั้น
ดูเบาบางลง
 
 
‘วันนี้จะเข้าที่ประชุมหรือเปล่า’ เสียงหวานนั้นถามขึ้นส่งผลให้ชายหนุ่มผู้นั้นพยักหน้า แล้วทำท่าจะหันเดินจากไปแต่มือขาวนวลนั่นดึงรั้งเขาเอาไว้
‘การร่ายรำของข้าเป็นไง’ ถึงแม้จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเพียงอย่างคำตอบเดียวแต่เชรีก็ต้องแปลกใจที่ชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ตอบออกมา
 

เขาเพียงแต่ยิ้ม ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วค่อยๆ โน้มตัวลงจนใบหน้าของชายคนนั้นซ้อนทับกับศีรษะของนางรำ เมื่อรู้ว่าคนทั้งสองกำลังทำอะไรเชรีก็รีบเบนหน้าแดงระเรื่อไปอีกทางทันที
บ้าจังเหมือนเรากำลังแอบดูเขาอยู่เลย
 

‘แล้วเจอกันในที่ประชุม’ เสียงนุ่มคุ้นหูดังขึ้นก่อนะที่ทุกอย่างจะเงียบหายไป
เชรีไม่รู้หรอกว่าหญิงสาวคนนั้นมีอาการตอบสนองต่อการกระทำนั้นอย่างไร เพราะเมื่อเธอหันกลับมาคนทั้งคู่ก็หายไปแล้ว พื้นหญ้ากว้างเบื้องล่างก็ปราศจากไร้ผู้คน จะทำยังไงดีล่ะเรา ลองตะโกนจะมีคนกลับมาไหมนะ ยังไงก็ต้องลองดู
 

‘ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!!’ ไม่ว่าเชรีจะพยายามตะโกนเท่าไรคนข้างล่างก็ไม่แม้จะเงยหน้าขึ้นมา
มอง เสียงตะโกนเบาลงเรื่อยๆ ต่างจากแรงรัดของเถาวัลย์ที่รัดแน่นขึ้นทุกที นอกจากเถาวัลย์
จะรัดแน่นขึ้นแล้วสิ่งผิดปกติอีกอย่างก็กำลังดำเนินไปเช่นกัน
 

สิ่งผิดปกตินั้นคือตามสายเถาวัลย์มีกิ่งสีเขียวเล็กๆ ค่อยๆ งอกออกมาแล้วมันก็ไม่มีทีท่าจะหยุดงอกด้วย แถมจากก้านเรียวเหมือนกิ่งธรรมดาก็บวมขึ้นเป็นกระเปาะ
มันบวมขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนสุดท้ายก็....
 

เปาะ เปาะ เปาะ เสียงกระเปาะแตกออกกลายเป็นดอกไม้บานสะพรั่ง เกสรมากมายกระจายออกรอบๆ ตัวดอกเป็นเกล็ดประกาย แต่เพราะกระเปาะมีมากมายเกินไป เมื่อมันแตกพร้อมกัน เกล็ดเหล่านั้นจึงฟุ้งกระจายอยู่ทั่วรอบๆ ตัวเชรี
 

กลิ่นหอมของมันคล้ายกับถุงหอมที่พี่มอรีลให้เธอไว้ แต่น่าแปลกที่เมื่อเธอสูดกลิ่นพวกนี้เข้าไป เธอกลับไม่ได้รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนทุกที อาการเก่าๆ ที่พักนี้เกิดขึ้นบ่อยก็กำเริบขึ้น
ภาพเบื้องหน้าซ้อนทับกันไปมาจนน่าเวียนหัว ตามมือและเท้าก็หมดแรงเอาดื้อๆ 
 

แถมเถาวัลย์ก็รัดแน่นจนสติขแงหญิงสาวเริ่มจะลางเลือน ความคิดสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่
ในจิตสำนึกก็คือ...เธอมาทำอะไรที่นี่?? กับเสียงเคร่งเครียดของใครบางคนที่ลอยเข้ามาในหัว
 

‘สงสัยต้องลดตัวยาลงละมั้ง...’
 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
 

ก็อก ก็อก ก็อก
 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กของมอรีลปรากฏขึ้น ร่างสูงของไมล์ยืนขึ้นจากขอบ
เตียงอย่างร้อนใจ
 

“มอรีล ชาร์...น้องเชรีสลบไปชั่วโมงกว่าแล้ว จะเป็นอะไรมากหรือเปล่า” น้ำเสียงร้อนรนของ
ชายหนุ่มทำให้มอรีลอดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะสีหน้าเป็นกังวลของหนุ่มคนนี้มีไม่ได้บ่อยนักน่ะสิ
 

“ใจเย็นๆ ไมล์ น้องเชรีไม่เป็นอะไรหรอก” ไมล์ชะงักสีหน้าร้อนรนนั้นไว้แล้วปรับสีหน้า
และน้ำเสียงให้ปกติทันที
“เซอร์รัสล่ะ รออยู่ข้างนอกหรือเปล่า”
 

มอรีลพยักหน้ารับก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างบางของเชรี มือเรียวยกขึ้นเหนือใบหน้าซีดขาวแล้วแสงสีเขียวเรืองก็ปรากฏขึ้น โดยรัศมีของแสงค่อยๆ แผ่จากจมูก ดวงตา จนครอบคลุมใบหน้าทั้งหมดของหญิงสาว
 

“ฉันออกไปรอข้างนอกนะ”
“จ้ะ” มอรีลตอบโดยไม่หันมามองเพื่อนสนิท ไมล์มองใบหน้าที่ปกคลุมด้วยแสงสีเขียวนวล
อย่างเป็นห่วงก่อนจะเดินออกไป เมื่อเสียงเปิดและปิดประตูเงียบไป มอรีลจึงเพ่งมองใบหน้า
คนใข้ของเธออย่างพิจารณา
 

“ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป เดอ กราฟ ก็ยังเป็นที่รักสินะ แต่ชาร์เพรย์คนนี้จะรับรู้เมื่อไรเท่านั้น…”
สีหน้าอ่อนโยนของมอรีลแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีเมื่อร่างของคนใข้เริ่มสั่นกระตุก
 

แสงสีเขียวเรืองขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนครอบคลุมร่างของเชรีจนหมด ถุงหอมที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของลอยออกมาจนพ้นอาณาเขตสีเขียว มืออีกข้างของมอรีลจึงคว้าเจ้าสิ่งนั้นเอาไว้
 

“สงสัยจะต้องลดตัวยาลงละมั้ง...”
 

ถึงภายในห้องพยาบาลจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของปริศนาแต่ภายนอกกลับอบอวลไป
ด้วยความผ่อนคลาย แสงคบเพลิงสว่างนวลตรงเป็นทางสู่สวนที่ห่างไปไม่ไกลนัก ร่างสูงของใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ อยู่ในนั้น ร่างสูงของไมล์ตรงดิ่งไปที่ชายว่าที่เจ้าของปรากการวินด์เซอร์นีอย่างไม่รีรอ แต่ท่าทางร้อนรนนั้นไม่ได้ทำให้แปลกใจแม้แต่น้อย
 

“ว้าว วันนี้เกิดอะไรขึ้นจนทำให้ชายหนุ่มผู้ใจเย็นที่สุดในจักรวาลร้อนใจได้ หรือว่า...”
“ฉันเปล่าร้อนใจเชอร์รัส ถ้านายสงสัย” เซอร์รัสหยักไหล่อย่างไม่สนใจคำแก้ตัวของเพื่อน
 

“แล้วนายเดินมาหาฉันด้วยสีหน้าประมาณโลกจะแตกนี่ทำไม” ไมล์ส่ายหน้าเหมือนจะปฏิเสธแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ไมล์จึงตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เซอร์รัส ดวงตาสีเขียวใสมองด้านหลังเพื่อนสนิทซึ่งกำลังก้มลงมองช่อดอกใม้อย่างอารมณ์ดี
 

“นายว่างจริงนะ” เซอร์รัสหันกลับมามองหน้าไมล์อย่างอารมณดี
“ตอนนี้มันเทศกาลโรเซร่า เพื่อนรักฉันมันคนมีคู่”
 

“เปล่า ฉันหมายถึงแขกที่ไม่ได้รับเชิญของเราต่างหาก เห็นลีโอบอกว่าเป้าหมายของพวกนั้น
อยู่ที่ปราการของนายไม่ใช่เหรอ” ดวงตาสีเงินของเซอร์รัสเปล่งประกายอย่างที่ไมล์ เดาไม่ออกว่าหัวหน้าของตระกุลเอนเซลคนนี้กำลังคิดอะไรกันอยู่
 

“แค่ลอบสังเกตการนะ วันก่อนเราพบการล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตรอบนอกของปราการ แต่ก็ออกไป ความจริงดูเหมือนพวกอยากลองของธรรมดา แต่สิ่งที่แปลกคือพวกนั้นระวังตัวเกินไป เกินกว่านักลักลอบธรรมดา
 

จนตอนนี้เราก็ยังไม่รู้รูปพรรณสัญฐานของคนกลุ่มนี้ แต่ถ้าอีกฝ่ายลงมือเมื่อไร รับรองต่อให้อยากหนีก็หนีไม่ได้ กลัวแต่ว่าจะไม่ลงมือเท่านั้น” ไมล์ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ทำไมเพื่อนของเขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้าลงมือ
 

“เซอร์รัส นายหมายความว่าไง” เซอร์รัสมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวใสแล้วตอบว่า
 

“ไมล์ ถึงเซกันจะมีแต่พลังเวทด้อยกว่าพวกเราซึ่งมีพลังธาตุแต่กำเนิดรวมอยู่ในตัว
แต่สิ่งที่เซกันมีแต่เราไม่มีคือวิทยาการเวท ซึ่งแน่นอนเจ้าสิ่งนี้ของคนพวกนั้นล้ำหน้ากว่าเรามากพอที่จะทดแทนพลังเธาตุที่เขาไม่มี
 

จากที่เรารู้ในคนกลุ่มนั้นมีคนประเภทที่เซกันเรียกว่า ‘ซีเนร่า’ ที่เก่งที่สุดอยู่ แล้วคนประเภทนั้นก็ไม่น่าจะใช่คนที่มาที่นี่โดยไม่มีข้อมูล อย่างน้อยเขาน่าจะได้เบาะแสบางอย่างก็ได้ เบาแสที่เราคาดไม่ถึง”
 

“แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเข้าถึงเราได้อยู่แล้ว” ไมล์เถียงแต่เซอรรัสกลับโต้กลับว่า
“เราคิดว่าเขาไม่น่าจะเข้าถึงต่างหาก ไมล์นายน่าจะกลับบ้านอีกรอบนะ” ไมล์นิ่งเงียบไปจนมอรีลก้าวข้ามาในสวนนั่นแหละชายหนุ่มจึงลุกขึ้นแล้วถามว่า
 

“น้องเขาเป็นยังไงบ้าง” มอรีลยิ้มรับรอยยิ้มขอเซอร์รัสแล้วหันไปตอบไมล์ว่า
“ดีแล้วล่ะ แต่ก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน อาการของน้องเขาจะเป็นๆ หายๆ เออ...ไมล์ ฝากถุงหอมนี่ให้น้องเขาด้วยบอกว่าฉันเปลี่ยนตัวยาใหม่ให้” ไมล์รับถุงหอมสีเขียวไว้ ส่วนเซอร์รัสก็กุมมือของมอรีลรั้งร่างเล็กให้มาอยู่ข้างๆ
 

“เราไปเดินเที่ยวต่อกันดีกว่า ไปนะไมล์ ขอให้สนุกกับเทศกาลโรเซร่า” มอรีลโบกมือลาไมล์
ก่อนจะเดินไปกับเซอร์รัส ไมล์มองภาพเพื่อนทั้งสองอย่างอ่อนโยนภาพของลีโอกับเฟมีลเ
มื่อตอนเช้าก็ไม่ต่างกัน
 

เฮ้อ ก็นี่มันเทศกาลโรเซร่านี่นะ แต่สีหน้าอ่อนโยนนั้นอยู่ได้ไม่ได้นานเมื่อคำแนะนำสุดท้าย
ของเซอร์รัสยังก้องอยู่ในหัว
 

‘...ฉันว่านายควรจะกลับบ้านอีกซักรอบนะ...’
“..กลับบ้านเหรอ...” ร่างสูงพูดพึมพำอย่างครุ่นคิด
เขาคิดพลางเดินหายเข้าไปในห้องพยาบาล ร่างบางนอนนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอของ
หญิงสาวทำให้ไมล์โล่งอก อย่างน้อยเธอก็ไม่มีอาการน่าเป็นห่วงอีก
 

ไมล์ทรุดตัวนั่งลงข้างแล้วกะจะสอดถุงหอมเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อของเชรี แต่กลิ่นหอมอ่อน
ที่ลอยออกมาจากถุงหอมนั้นทำให้เขาชะงัก มือหนายกถุงหอมนั้นขึ้นดมอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
 

“นี่มัน! ทำไมมอิรีลถึงให้ยานี่กับชาร์เพรย์?? มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ”
ระหว่างที่ไมล์มองถุงหอมในมือร่างบางก็เริ่มขยับ ไมล์จึงตัดสินใจสอดถุงหอมเ
ข้ากระเป๋าของเขาเอง
 

“...ชาร์เพรย์ ชาร์เพรย์” เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้นแล้วหลับลงเหมือนยังไม่สามารถปรับภาพ
ในดวงตาได้ มือบางยกขึ้นคลำขมับเบาๆ เพื่อนบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ ที่ดูท่าจะไม่หายง่ายๆ
 

“ชาร์เพรย์!” เสียงเข้มของใครบางคนทำให้เชรีขมวดคิ้ว ใครมาโวยวายอไรข้างๆ หูเธอนะ
แต่พอดวงตาสีม่วงอ่อนลืมขึ้นเต็มที่สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของไมล์ก็ทำให้เธอชะงัก
 

“ชาร์เพรย์ ปวดหัวมากเหรอ อยากได้ยาแก้ปวดไหม” เชรีส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ค่ะ ดีขึ้นแล้ว ที่นี่ที่ไหนคะ” ไมล์ยืดตัวขึ้นแล้วตอบว่า
 

“ห้องพยายาบาลน่ะ น้องเป็นลมไป แต่ก็ไม่เชิงหรอก ไม่เชิงเป็นลมเหมือนช็อกก็อะไรมากกว่า” ประโยคสุดท้านั้นไมล์จงใจพูดกับตัวเองมากกว่าเชรีเองก็ปวดหัวจนไม่ได้ซักไซร้อะไรเพิ่มเติม
“กี่โมงแล้วคะ” ไมล์เงยหน้มองนาฬิกาก่อนจะตอบว่า
 

“ทุ่มกว่าแล้ว หิวไหม จะหาอะไรให้กิน” เชรีส่ายหน้าแล้วหลับตาลง ทั้งห้องเงียบไปซักพัก
เงียบจนเธอนึกว่าเขาไมได้อยู่ในห้องนี้แล้ว หญิงสาวจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งแต่สิ่งที่พบกลับ
ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นดวงตาเขียวหม่นดูกังวลคู่หนึ่ง
 

“พี่ไมล์ไม่หิวเหรอคะ” ไมล์ส่ายหน้ามือหนาล้วงเอาถุงหอมออกมาแล้วยื่นให้เชรี
“มอรีลฝากมาให้แล้วบอกด้วยว่าเธอเปลี่ยนตัวยาให้ใหม่” เชรีรับมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณเบาๆ กลิ่นหอมของมันทำให้อาการปวดหัวเบาลงมาก แต่สีหน้าของไมล์ยิ่งเครียดมากขึ้นมาเห็นหญิงสาวติดถุงหอมนั่นมากว่าที่คิด
 

“ชาร์เพรย์ ได้ถุงหอมนี่มานานแล้วเหรอ” เชรีไม่ได้ตอบทันทีเธอมองชายหนุ่มรุ่นพี่อย่าง
สงสัยแต่เมื่อสบดวงตาจริงจังของอีกฝ่ายจึงตอบว่า
“ก็สักสี่ห้าวันค่ะ ได้มาวันแรกตอนที่พี่มอรีลมาถึงที่นี่วันแรกไงคะ” ไมล์ก้มลงมืองถุงหอม
นั้นอย่างครุ่นคิด เป็นไปไมได้ที่มอรีลจะรักษาผิดหรือให้ยาพลาด นอกจาก...
 

“ทำไมเหรอคะ ถุงหอมนี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ไมล์ส่ายหน้าไปมาแล้วลุกขึ้นอย่างเงียบงัน
“เดี๋ยวพี่จะไปหาอะไรมาให้ทานนะ” พูดเพียงแค่นั้นเขาก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้เชรี
มองร่างที่หายลับไปกับประตูอย่างสงสัย...ทำไมพี่ไมล์ดูแปลกๆ เกี่ยวกับถุงหอมนี่เหรอ
 

แม้ปากจะบอกว่าไปหาอาหารแต่ร่างสูงกลับตรงไปยังห้องสมุดอย่างรวดเร็ว สายตาค้นหาปกสันหนังสือสีเขียวหม่นแล้วดึงมันออกมา มือหนาเปิดพลิกหน้าหระดาษอย่างรวดเร็วจนมาสิ้นสุดหน้าที่ต้องการ ดวงตาไล่ตามบรรทัดอย่างรวดเร็วก่อนะจะปิดลงแล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาเบาๆ
 

“จริงๆ ด้วย กลิ่นนั่นไม่ผิดแน่ ทำไมมอรีลถึงต้องให้ถุงหอมแบบนั้นกับชาร์เพรย์ด้วย ทำไม”
ไมล์สะบัดหน้าไปมาเหมือนต้องการหลุดจากวังวันความคิดนั้น แต่ไม่เมื่อคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก สุดท้ายไมล์ก็ตัดใจลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นดีกว่า
 

“มอรีลต้องมีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น แต่มันคืออะไรรอไว้มอรีลกลับมาค่อยถามแล้วกัน
ตอนนี้มีเรื่องต้องทำอีกอย่าง…”
 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 

“ต้นแสงจันทร์ ไม่นานไมล์จะรู้ตัว” เซอร์รัสเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งมองทุ่งดอกไม้สุดลูกหูลูกตาย่านชานเมืองดาเรก้า ร่างเล็กที่นั่งพิงไหล่หนานิ่งเงยหนาขึ้น ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มอ่อนๆ เสมอแต่ตอนนี้กลับมีแต่ความเคร่งเครียด
 

“ไมล์รู้แล้วต่างหาก เชื่อเถอะตอนที่เรากลับไปที่หอพักฉันต้องโดนซักฟอกแน่”
เซอรรัสหัวเราะขึ้นเบาๆ
 

“ถุงหอมชนิดพิเศษที่ทำโดยสมบัติล่ำค่าของวู้ด จะทำให้เดอ คูลนิ่ง อยู่นิ่งไม่ได้อีกแล้ว แต่ว่านะมอรีล ยาตัวนั้นไม่ได้ทำให้อาการของน้องเชรีทุเลาลงใช่ไหม” มอรีลพยัหน้ารับอย่างเงียบงัน มือบางพลิกขึ้นกุมมือใหญ่ของชายหนุ่มก่อนจะตอบว่า
 

“กราเฟอ ไม้หอมที่ขึ้นเฉพาะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคูมีร่า ฟอเรส พืชที่จะมีผลต่อคนของ
ตระกูลเดอ กราฟเท่านั้น มันไม่ได้ช่วยให้ทุกเลาลงหรอก แม้อาการโดยทั่วไปจะเหมือนดีขึ้น
แต่ความจริงมันก็คือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง อาการจะทรุดหนักลงเรื่อยๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก...”
 

“ทุกอย่างนี้ทำเพื่อการปลดบ่วงสุดท้ายของเซวีน่าสินะ...”
“ใข่ ปลดบ่วงภาระสุดท้ายสู่ความสมบูรณ์แบบที่สุดในการสร้างอาณาจักร พวกเขาเหนื่อยมา
มากพอแล้ว”
 

เซอร์รัสโอบไหล่บางของหญิงสาวที่เป็นสายเลือดของนักทำนายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเซวีน่า
ไหล่เล็กและบอบบางนี้ต้องแบกรับภาระนั้นอีกแล้ว
 

“สงสัยเอนเซลก็ต้องลงมือเหมือนกัน” คราวนี้คนตัวเล็ก ยันตัวขึ้นจากออ้อมกอดนั้นทันที ดวงตาสีฟ้าใสสบดวงตาสีเงินยวงอย่างเคร่งขรึม แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มใส่นัยตาเธอแล้วพูดว่า
 

“ก็ในเมื่อฟอริโซ่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว วินด์โคลโลจะอยู่นิ่งก็คงไม่ได้จริงไหม เหลือก็แต่...” ดวงตาสองคู่สบกันอย่างเข้าใจ คนสองคนที่รู้ราวความเป็นไปของทั้งโลกนี้กำลังคิด คิดถึงบ่วงสุดท้ายของชาวเซวีเรี่ยนที่จะต้องกระทำ
 

“เหลือก็แต่...วารีเน่เท่านั้น!”
 

ร่างสองร่างอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้อันงดงาม แต่ใครจะรู้เล่าว่าขณะนี้พันธสัญญาอัน
ยิ่งใหญ่อันสุดท้ายของชาวเซวีเรี่ยนกำลังถึงเวลาที่ต้องสะสางแล้ว
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น