SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 181 : Side story 8 - ความหมายของดอกโรซ่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    18 มี.ค. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ
 

หลังจากห่างหายไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ กัลก็นำเอาตอนใหม่มาส่งให้เพื่อนๆ แล้วค่ะ
แล้วเพราะคิดว่าอาทิตย์ที่แล้วมาอัพให้เเพื่อนๆ ช้า ตอนนี้ก็เลยเขียนยาวให้เป็นพิเศษ
ไม่รู้จะดีใจหรือเปล่าเอ่ย???
 

ใครหลายคนคงอยากได้ฉากหวานๆ แต่ไม่อยากให้เสียใจเลยค่ะ
เพราะตอนนี้เป็นตอนที่มีปริศนาอีกแล้ว หวังว่าคงยังไม่เบื่อนะคะ
เอาล่ะ ให้เพื่อนๆ ไปอ่านตอนใหม่กันดีกว่า
 

แล้วเจอกันครั้งหน้าค่ะ
 

กัลฐิดา
 

ปล. ตอนนี้กัลก็ยังต้องเก็บงานในคลินิกไม่หมด แต่ยังรักษาสัญญาเหมือนเดิมค่ะ
ปล.อ. งานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ กัลจะไปทั้งหมด 3 วันคือ วันที่ 3 , 7 , 8 เมษายน
อย่าลืมไปทักทายกันบ้างนะคะ
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 8 ความหมายของดอกโรซ่า 
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

“นายคิดว่าเทศกาลบ้านี่มันมีเพื่ออะไรเนี่ย” เสียงบ่นของโยราเน่ทำให้บาร์นที่กำลังยก
หมวกฮูดขึ้นกันเกล็ดหิมะซึ่งตกหนักขึ้นทุกทีหันมามองด้วยสายตาแปลกประหลาด
 
 
“มองอะไร บาร์น ฉันแค่ไม่ชอบงานเทศกาลเท่านั้น แล้วยิ่งที่นี่มันยังไงกันเนี่ย ไม่ว่าที่ไหนก็มี
แต่คู่รัก ดอกไม้ แล้วก็กลิ่นชา” โยราเน่กระแทกตัวนั่งลงที่ขอบอ่างน้ำพุน้ำแข็งอย่างเซ็งๆ
 

เขาทั้งสองต้องนั่งรอกีรอสกับฟายาร์คซึ่งแยกไปหาข้อมูลของศูนย์การปกครองของรัฐที่
หนาวเหน็บนี้มาสองชั่วโมงกว่าแล้ว และดูท่าจะต้องนั่งรอไปอีกนานเพราะยังไม่เห็นแม้เงา
ของเพื่อนร่วมทีม
 
 
“ก็นี่มันเทศกาลสำคัญของที่นี่หว่า นายน่าจะเข้าใจดีกว่าทุกคน เทศกาลยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี
แล้วอีกอย่างตอนนี้เราก็กำลังยืนอยู่บนแผ่นดินต้นกำเนิดของตำนานเชียวนะ”
บาร์นตอบพลางถูมือไปมาเพื่อสร้างความอุ่นให้ตัวเอง
 
 
“ความรักของหญิงสาวชื่อ ‘โรเซร่า’ กับ ‘เจ้าแห่งสายลมเซเฟอร์’ น่ะเหรอ ฉันไม่อยากจะ
เชื่อเลย...มันก็แค่เรื่องหลอกเด็กเท่านั้นแหละ เจ้าแห่งสายลมมีจริงที่ไหน
ฉันว่าคงจะเป็นจอมเวทที่เก่งในการควบคุมลมมากเท่านั้นล่ะมั้ง
ฮูย~~~ ทำไมที่นี่มันหนาวกว่าที่ฉันคำนวณไว้อีกนะ ฉันอยากได้เตาพิงกับนมร้อนๆ จัง”
 

เมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องบาร์นก็เลยหยุดพูด เพราะความจริงเขากับโยราเน่ก็มักจะทะเลาะกัน
มากกว่าคุยดีๆ อยู่แล้ว
 
 
เมื่ออีกฝ่ายเงียบโยราเน่ก็ไม่หาเรื่องคุยต่อทั้งสองนั่งมองผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา
ที่นี่แม้จะหนาวแต่ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ
 

เสียงเพลงจากร้านอาหารใกล้ๆดังแว่วออกมายิ่งทำให้ชายเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแดง
มองคนในร้านนั้นอย่างอิจฉาก่อนจะหันมามองน้ำพุน้ำแข็งอย่างหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจเลย
ว่าอากาศของรัฐนี้แทบไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีหิมะตกแล้วจะสร้างน้ำพุไปหาสวรรค์วิมานอะไร
ถ้าจะสร้างน่าจะสร้างเตาพิงใหญ่ๆ ไม่ดีกว่าหรือ 
 
 
“ทำไมนายถึงไม่เชื่อว่าเทพีโรเซร่ามีจริงล่ะ” โยราหันไปมองคนถามอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายเริ่ม
บทสนทนากับเขาก่อน ต้องบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เลยนะเนี่ย
 
 
“ไม่ถึงกลับไม่เชื่อหรอก เพียงแต่ฉันศึกษาเรื่องราวของเซวีน่ามาตลอด แต่สี่เรื่องที่ไม่สามารถ
หาหลักฐานยืนยันการมีอยู่จริงได้...” บาร์นหันมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนร่วมทีม
อย่างสงสัยก่อนจะถามว่า
 
 
“สี่เรื่อง??? อะไร?”
“อันที่หนึ่งวลีแห่งอัญมณี สองทฤษฎีเจ็ดสมบูรณ์ สามปราสาทออโรร่าและสุดท้ายเทศกาลโรเซร่า”
โยราพูดพลางยกนิ้วนับตามจำนวนเรื่องเลียนแบบท่านอาจารย์ในซีเนสตร้า*
สมัยที่เขาทั้งสองยังเรียนอยู่ที่นั่น
 

(*สถานศึกษาสำหรับซีเนร่าระดับสูงสุดของเซกัน เป็นสถานที่ที่รวมรวมเอาซีเนร่า
ระดับสุดยอดของแต่ละสาขา) 
 

“ไอ้สองอย่างแรกน่ะพอเข้าใจ แต่สองอย่างหลังนี่ไม่เข้าใจ นายก็รู้อยู่นี่ว่าปราสาทออโรร่า
ก็แค่สถานที่ต้องห้ามของโพลาโต้เท่านั้น แล้วมันมีอะไรที่เป็นปริศนาสำหรับนายอีกหรอ”
โยราหยักไหล่อย่างจนปัญญา เขาทำท่าทางเหมือนกับจะบอกว่าป่วยการจะอธิบายให้คน
ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวฟัง แต่เมื่อสบดวงตาสีเขียวเรืองของคนข้างๆ เลยจำใจต้องพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า
 
 
“นายไม่เคยสงสัยเลยเหรอว่า แม้จะมีวิทยการเวทสูงแค่ไหนเซกันก็ไม่สามารถสร้างปราสาท
แก้วที่บรรจุพลังเวทและขนาดใหญ่อย่างนั้นได้ โอเค สิ่งนั้นอาจจะไม่น่าสนใจเพราะไม่ว่าเมื่อไร
เซวีน่าก็สร้างความประหลาดใจให้เราเสมอ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ใครเป็นเจ้าของมัน
มันมีไว้ทำไม นายคงไม่คิดง่ายๆ อย่างเช่น เอาไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรอกนะ”
 

ถ้าไม่ติดว่านี่คือที่สาธารณะและพวกเขาไม่อยากเป็นจุดสนใจล่ะก็ ไอ้เพื่อนร่วมสถาบันคนนี้
มันต้องลงไปนอนอยู่กับพื้นน้ำแข็งอันเย็นเชียบเป็นแน่ ให้ตาย ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร
โยราเน่ เอ็ดกราด ก็ยังทำตัวได้น่ารังเกียจเสมอ
 
 
“แล้วเทศกาลโรเซร่าล่ะ” บาร์นกัดฟันถามต่อ ส่วนโยราก็ยังไม่รับรู้ถึงอารมณ์เดือดปุดๆ
ของคนข้างๆ เขาก้มลงลูบคลำแหวนทองคำขาวที่นิ้วกลางข้างขวาอย่างติดนิสัยเหมือน
ทุกครั้งที่ต้องใช้ความคิด
 
 
“มันน่าแปลกใช่ไหมบาร์น เซวีน่าไม่มีแม้วันต้อนรับปีใหม่ ไม่มีวันหยุดราชการ ไม่มีแม้แต่
ศาสนาเหมือนของเรา แต่ทำไมแค่ความรักที่...ใช่ มันโรแมนติก แต่แค่นั้นมันมีค่าพอที่
ทำให้วันนี้กลายเป็นวันสำคัญของโลกเลยเหรอ คนเพียงคู่เดียวทำให้เดือนทั้งเดือนมีการ
เฉลิมฉลองทั่วทั้งโลก และที่สำคัญมีคนจำวันนี้ได้มากกว่าวันที่สร้างอาณาจักรเสร็จเสียอีก...”
 
 
“เออ...ใช่ แล้วไงต่อ” บาร์นพยักหน้าพร้อมกับสังเกตไปรอบๆ ตัว อะไรกันนะที่สามารถ
ทำให้เกิดกระแสอันอบอุ่น ทำให้โลกทั้งโลกหยุดทุกอย่างเพื่อรำลึกถึงคนเพียงคู่เดียวได้
 
 
“ฉันสงสัยและพยายามหาข้อมูลมาตลอด แต่สิ่งที่มีเหลือยู่ให้เราศึกษาก็เป็นเพียงแค่ตำนาน
และเรื่องเล่าเท่านั้น แต่....ไม่นานมานี้ฉันพบอะไรบางอย่าง อะไรที่น่าสนใจกว่าสิ่งที่เรากำลัง
ตามหาเสียอีก”
 

บาร์นมองรอยยิ้มน้อยๆ ของโยราอย่างสงสัยแต่เขาไม่ทันได้ถามออกไปว่าคนข้างๆ พบอะไร
ร่างทั้งสองของเพื่อนร่วมกลุ่มก็ปรากฏขึ้น เส้นผมน้ำเงินเข้มของกีรอสเปียกชื้นกับใบหน้า
เคร่งเครียดของผู้นำกลุ่มทำให้คนที่นั่งสองอยู่นานสองนายไม่กล้าเอ่ยปากถามว่าข่าว
ที่ได้รับมามันดีหรือร้าย
 
 
“เราต้องหาที่พักก่อน จากที่ฟังข่าวมาหิมะจะตกหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสิ้นเดือน ถ้าเราหาที่
พักไม่ได้ เราได้ยืนแข็งตายแน่” พูดจบก็เดินนำหน้าไปทางถนนใหญ่ตามฟาร์ยาร์ค
บาร์นหันไปมองโยราเป็นเชิงเรียกให้อีกฝ่ายลุก ก่อนที่ตัวเขาจะลุกขึ้นปัดเศษหิมะ
แล้วออกเดินตามไป
 
 
ทั้งสี่ออกเดินไปได้หลายช่วงตึกแวะเข้าโรงแรมตามรายทางมาสองสามที่แล้วก็ยังหาที่พักไม่ได้
เพราะเวลานี้เป็นงานเทศกาลของรัฐ คนจากทั้งรัฐแทบจะขึ้นมาอยู่บนวินสโลว์ซึ่งเป็นเมืองหลวง
หมดเพื่อเฉลิมฉลองงานเทศกาลเพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาที่พักในเวลานี้
สุดท้ายทั้งสี่ก็หาห้องพักได้จากโรงแรมที่อยู่สุดมุมถนนเส้นหลักของเมือง
 
 
“เฮ้อ กว่าจะหาที่พักได้ คืนนี้จะได้นอนเตียงซักที” โยราพูดพลางถูดเสื้อคลุมกันหนาวทั้งหลาย
ออกเหลือเพียงเสื้อคอเต่าแขนยาวสีขาวกับกางเกงผ้าสบายๆ สีนวล
 
 
“กีรอส นายได้ข่าวอะไรมา” เสียงของบาร์นเรียกความสนใจร่างที่นอนบนเตียงได้เป็นอย่างดี
เขาลุกขึ้นนั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงพร้อมกับหันหน้าเข้าหาวงสนทนาที่นั่งอยู่ตรงชุดรับแขกตรง
ข้างห้องเป็นการแสดงว่าเขาก็สนใจเหมือนกัน
 
 
“ตอนนี้แนวป้องกันของวินด์เซอนีแน่นหนามาก ฉันกับฟาร์ยาร์คแค่ลอบเข้าไปใกล้ยังรับรู้ถึง
ไอเวทที่รายล้อมป้องกันปราการนั้นได้เป็นอย่างดี พวกเราเลยไม่กล้าส่งสายเวทเข้าไปตรวจสอบ
กลัวจะเป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้ตัวเสียก่อน” กีรอสพูดด้วยน้ำเสียงเครียดๆ
 
 
“เราต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน ฉันสืบข่าวได้ว่า ช่วงปลายเดือนหน้า จอมเวททุกสายจะต้อง
ไปที่โซนเพื่อไปเฉลิมฉลองวันครบรอบสถาปนาโรงเรียนเวท เพราะฉะนั้นตอนนั้นจะเป็นโอกาส
ของรา” ฟาร์ยาร์คเอ่ยขณะที่กำลังขนชาในถ้วยอย่างใจเย็น
 
 
“แต่เรารอถึงตอนนั้นได้เหรอ นายคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่จนถึงเวลานั้นเลยหรือไง” บาร์นพูดพลาง
ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด
 
 
“หรือบางทีเราอาจจะหาเป้าหมายได้ก่อนที่จะเข้าไปในปราการก็ได้ หรือพวกนายมั่นใจว่าสิ่งนั้น
อยู่ในปราการจริง” สายตาทั้งสามคู่หันไปมองร่างที่นั่งสบายใจเฉิบอยู่บนเตียวเป็นตาเดียว
 
 
“โยรา นายหมายความว่ายังไง” กีรอสถามขึ้นพร้อมกับดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นจ้องเข้าไปใน
ดวงตาสีน้ำตาลแดงของโยรา แต่ชายที่โดนจ้องกลับไม่สะทกสะท้าน เขาค่อยๆ ประสานมือไว้
ที่หัวเข่าแล้วพูดขึ้นว่า
 
 
“มันน่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งนั้นน่าจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดแต่ว่านะพวก...เราไม่ใช่เซวีเรี่ยน
เราจึงคิดว่าปราการศูนย์รวมการปกคลองนั้นคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด แต่ความจริง มันจะอยู่หรือ
เปล่าก็อีกเรื่อง…”
 

โยราตั้งใจเว้นระยะไว้อย่างนั้นจนบาร์นเริ่มอยากจะซัดอีกฝ่ายขึ้นอีกแล้ว แต่กีรอสกลับใจเย็น
กว่าเขามองโยรานิ่งโดยไม่ถามอะไรออกมาจนสุดท้ายโยราต้องเอ่ยพูดออกมาเองว่า
 
 
“อย่างที่ฉันบอกบาร์น ไม่นานมานี้ฉันพบอะไรบางอย่างที่อาจจะสำคัญกว่าสิ่งที่เรากำลัง
ตามหา...นั่นก็คือ...สิ่งนี้” มือเรียวกระติกนิ้วเพียงเล็กน้อย ดอกโรซ่าที่ปักอยู่บนแจกันบน
โต๊ะรับแขกก็ลอยมาอยู่ในมือ กลีบดอกสีแดงสดตัดกับสีผิวขาวซีดของอีกฝ่าย
 
 
“ดอกโรซ่า!“ เสียงสามเสียงดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“นายหมายความไงโยรา ดอกโรซ่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” ฟาร์ยาร์คถามขึ้นทำให้โยรายิ้มแล้วตอบว่า
 

“พวกนายรู้ความหมายของดอกโรซ่าหรือเปล่า” บาร์นและฟาร์ยาร์คมองหน้ากันเหมือนกับกำลัง
ปรึกษาว่าเพื่อนซีเนร่าคนเก่งของพวกเขากกำลังคิดบ้าอะไร จู่ๆ ก็มาถามเรื่องความหมายของ
ดอกไม้ แต่คนที่ตอบคำถามของโยราได้กลับเป็นคนที่นิ่งเงียบที่สุด...กีรอส เกอราส
 
 
“หัวใจ โรซ่ามีความหมายว่า...หัวใจ” โยราหัวเราะขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะตอบว่า
“ใช่...ดอกโรซ่าหมายถึง...หัวใจ แต่มันยังมีอีกความหมายหนึ่ง ไม่สิ มันหมายถึงคนๆ
หนึ่งมากกว่า” ฟาร์ยาร์คจ้องมองไปโยราก่อนจะถามขึ้นว่า
 

“นายหมายถึงดอกโรซ่าน่าจะเป็นกุญแจสำคัญให้เราหาสิ่งนั้นเจอใช่ไหม”
โยรายิ้มอย่างภูมิใจแล้วจึงตอบว่า
“ใช่ เมื่อหลายเดือนก่อนฉันแอบเข้าไปในห้องสมุดของโรงเรียนเวทในโซน ฉันเอบเข้าไปใน
โซนหนังสือต้องห้ามของที่นั่น รู้ไหมฉันเจออะไร พวกนายดูนี่”
 

โยราพูดพลางหยิบกระจกใสออกจากกระเป๋าเป้นิ้วเรียวเคาะที่กระจกเล็กน้อยภาพของหน้า
หนังสือเก่าเหลืองกรอบก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของคนทั้งกลุ่ม ตัวอักษรที่พิมพ์ด้วย
ภาษาโบราณอย่างประณีตไม่ได้ทำให้คนทั้งสามเข้าใจสิ่งที่ซีเนร่าคนเก่งจะอธิบายมากนัก
อย่างมากกลีบแดงของดอกโรซ่าที่ปรากฏที่มุมกระดาษก็พอจะบอกได้ว่าหน้ากระดาษเก่าๆ
นี้คงจะเกี่ยวข้องกับดอกโรซ่าแน่
 

“มันแปลว่าอะไรล่ะ นายก็รีบๆ อธิบายได้ไหม อยากนอนจะแย่แล้ว” บาร์นเริ่มหงุดหงิดกับท่าทาง
ของโยราขึ้นทุกทีเพราะอีกฝ่ายมัวแต่ชื่นชมผลงานการลักลอบแอบถ่ายอยู่นั่นแหละ
“ในนี้เป็นเหมือนจดหมายเหตุล่ะมั้งฉันยังแปลไม่เสร็จดีแต่บางส่วนของเนื้อหาเขาบอกว่า
โรซ่า คือ ชื่อที่ใช้แทนตัวของคนๆ หนึ่ง....นั่นก็คือ ภูตแห่งสายลมโรเซส
 

“ภูตแห่งสายลม??? ใครอีกล่ะเนี่ย ที่นี่ไม่ได้มีเจ้าแห่งสายลมเซเฟอร์คนเดียวหรือไง”
โยราหัวเราะขึ้นเบาๆ เหมือนกำลังขำสุดกับท่าทางงงเหมือนไก่ตาแตกของบาร์นหรือแม้
แต่สีหน้าประหลาดใจชองกีรอสและฟาร์ยาร์คเองก็สร้างความสุขให้เขาไม่น้อย
 

“ถ้านายพูดอย่างนี้มันจะไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยยิ่งกว่าเทศกาลโรเซร่าหรือไง โยรา” โยราส่ายหน้า
ไปมาพลางจุปากอย่างขัดใจที่ฟาร์ยาร์คพูดเหมือนดูถูกข้อมูลที่เขาเก็บมาเป็นแรมเดือน
“เรื่องนี้สิ จริงเสียยิ่งกว่าเทพีโรเซร่าเสียอีก พวกนายรู้ไหม เพราะว่าชื่อ ‘โรเซส’ จะทำให้เราได้
เบาะแสมากมายอย่างที่คิดไม่ถึงเชียวล่ะ”
 

“ข้อมูลอะไร นายคงไม่ได้บอกว่า คนที่ชื่อโรเซสอะไรของนายเนี่ยยังมีชีวิตอยู่ให้เราสอบถาม
เขาได้หรอกนะ” คำพูดเสียดสีของบาร์นไม่ทำให้โยราอารมณ์เสียแม้แต่น้อยเนื่องจากเจ้าตัว
กำลังมุ่งความสนใจไปที่กีรอสมากกว่า
 

“กีรอส การที่นายจะเข้าไปหาข้อมูลในวินด์เซอร์นีนั้นน่ะยาก แต่การที่จะหาคนของโรเซสนั้น
ง่ายกว่า ไม่...ไม่ใช่อย่างที่บาร์นพล่ามอยู่หรอกเพื่อน แต่เป็นตระกูลของโรเซสต่างหากที่
จะเป็นตั๋วเบิกทางให้พวกเรา” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของกีรอสทิ่นิ่งสนิทมาคตลอดพลันเปล่งประกาย
แห่งความหวังขึ้นมาทันที แต่เขาก็ยังไม่พูดอะไรออกมา เขาปล่อยให้โยราพูดต่อไปว่า
 

“....เพราะโรเซส คือ...เจ้าตระกูลคนแรกของ...เดอ คูลนิ่ง!!!”
 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 

“เชรี ได้ข่าวว่าเย็นนี้จะไม่ไปเที่ยวงานเทศกาลจริงเหรอ” ฟารัน กรินซ์ ทักมาแต่ไกลก่อนจะทรุกตัว
 
ลงนั่งโดยไม่ขออนุญาตสามสาวก่อนส่งผลให้มีเรจ้องมองผู้มาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
 

“แล้วเชรีไปหรือไม่ไปมันเกี่ยวอะไรกับนายยะ นายฟารัน”
มีเรเอ่ยขึ้นพร้อมกับชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
  
 
“ก็...ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่มีคนเขาอยากจะให้อะไรเชรีหน่อย นะ เชรี ไปหน่อยไม่ได้เหรอ”
เชรีมองสอยตาเว้าวอนของเพื่อนหนุ่มอย่างขำๆ เพราะแอบไปรู้มาว่าฟารันไปท้าเพื่อนเอาไว้ว่า
จะนัดเชรีไปเที่ยวงานเทศกาลให้ได้
 

แล้วเรื่องอะไรล่ะที่เธอจะต้องเล่นตามเกมส์ที่พวกผู้ชายสร้างขึ้น อีกอย่างเธอเองก็ไม่ได้คิดอะไร
 
กันฟารัน การไปให้ความหวังมันเป็นเรื่องน่าสงสารจนเกินไป
 
 
“ไม่ไปหรอกฟารัน ฉันยังไม่หายดี พี่มอรีลบอกว่าฉันต้องพักผ่อนเยอะๆ นายไปกับพาร์คเถอะ”
 
ฟารันทำหน้าเมื่อยทันที มาบอกให้เขาไปงานเทศกาลโรเซร่ากับผู้ชายเนี่ยนะ เชรีเอ๊ยเชรี
 เห็นเงียบๆ หงิมๆ อย่างนี้พอจะเอาเรื่องก็เล่นเสียพูดไม่ออกเลย
 
 
“ได้ยินแล้วใช่ไหม ได้ยินแล้วก็ไปได้แล้ว” ฟารันตวัดสายตาไม่พอใจไปที่มีเรเล็กน้อยเป็นเชิง
 
รำคาญก่อนจะหันไปส่งยิ้มที่ทำให้สาวทั้งห้องกริ๊ดมาแล้วในงานวันสถาปนาเมื่อปีที่แล้วให้เชรี  
 
 
“งั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้ ไปก่อนล่ะ เฮ้ พาร์คของนายเรียบร้อยยัง...”
ร่างสูงหายไปจากห้องอาหารแล้ว มีเรจึงหันกลับมามองใบเสี้ยวหน้านิ่งๆ อย่างสงสัย
“เชรี เธอจะไม่ไปงานฉลองเย็นนี้จริงเหรอ” เชรีตัดอาหารตรงหน้าเข้าปากพลางพยักหน้าพลาง
 
 
“พวกเธอไปกันสองคนเถอะ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะได้เที่ยวงานโรเซร่าในดาเรก้า”
รินย่าฟังเชรีพูดอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสริมมีเรว่า
“แต่พวกเราสองคนจะทิ้งเธอเอาไว้ได้ยังไง”
 
 
“บ้า ฉันมันคนป่วยทิ้งเทิ้งอะไร ไปเลยพวกเธอกินเสร็จก็รีบไปเดี๋ยวไม่ทันขบวนเฉลิมฉลอง
 
แล้วอย่ามาโทษฉันนะ” สองสาวมองหน้ากันไปมาอย่างช่างใจประกอบกับเสียงเร่งของเชรี
สองสาวเลยตักสินพยักหน้ารับ
 
 
“งั้นเดี๋ยวพวกเราจะซื้อขนมมาฝากนะ” มีเรพูดรินย่าก็พูดเสริมว่า
“จะเอาช่อดอกไม้สวยๆ มาให้ด้วย หายไวๆ นะเชรี” เชรีฉีกยิ้มกว้างขึ้น มันเป็นรอยยิ้มที่
ทุกคนเห็นแล้วมักจะสบายใจ
 

เธอยิ้มส่งเพื่อนทั้งสองคนหายลับไปจากห้องอาหารก่อนจะจะเหลือบบมองไปทั่วห้อง
เวลานี้แทบไม่มีใครอยู่ในห้องอาหาร เพราะความสนใจทั้งหมดของเมืองกำลังพุ่งไปที่
ขบวนเฉลิมฉลอง
 

เชรีกวาดสายตาไปจนสุดมุมห้อง ร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีทองทำให้เธอสะดุด แต่เพราะเขานั่งหัน
 
หลังให้เธอ เธอจึงไม่รู้ว่าเขาใช่รุ่นพี่ไมล์หรือเปล่า แต่คงไม่ใช่เพราะไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง คงจะเข้า
 
ร่วมงานสนุกอย่างนี้คนแรกแน่ๆ หญิงสาวคิดพลางพาตัวเองออกจากห้องอาหารไปที่
สวนดอกไม้เบื้องนอก
 
 
ดอกไม้นานาพรรณผลิบานขานรับเทศกาลที่สำคัญที่สุดทำให้อาหารเวียนหัวของเชรีดีขึ้น ตั้งแต่
 
เด็กเธอมักจะชอบอยู่กับต้นไม้มากกว่าคน อาจจะเป็นเพราะตระกูลเดอ กราฟ เป็นตระกูลใหญ่
 
และสำคัญไม่แพ้ตระกูลวู้ด
 

ผู้คนมากมาย หน้าเคร่งเครียด และ ‘ความรับผิดชอบ’ เหมือนจะเป็นคำที่สองของคนในตระกูลที่
 
พูดได้หลังจากลืมตาดูโลก แต่เชรีต่างจากคนอื่น ใช่สิ ต่างมากเลยล่ะ
 
 
“อยากไปเที่ยวงานใช่ไหม” เสียงถามขึ้นทำให้คนที่ตกในภวังค์สะดุ้ง ดวงตาสีม่วงอ่อนโต
ขึ้นอย่างตกใจ
“อ้าว เงียบไปเลย ขอนั่งด้วยคนสิ” เชรีชยับตัวหลีกให้ไมล์นั่ง หญิงสาวหันไปมองเสี้ยวของคน
 
อารมณ์ดีอย่างไม่เข้าใจ ทำไมเขามาอยู่ที่นี่นะ
 
 
“ยังไม่ได้ตอบเลย ทำไมไม่ไปงานล่ะ เห็นว่ามีคนชวนหลายคนนี่” หน้านวลใสของหญิงสาว
แดงขึ้นมาทันที แสดงว่าเขาต้องได้ยินแน่เลย
“เอ่อ...ไม่ค่อยสบายค่ะ รุ่นพี่ล่ะคะ” ไมล์กางแขนพาดที่พนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มน้อยๆ สไตย์เขาว่า
 
 
“ก็จะไปกับใครล่ะ เมื่อก่อนน่ะทุกปีก็ไปกับเจ้าลีโอมั่ง หรือไม่ก็พวกชาลี โทนี่ อ้อ
รุ่นนี้คงไม่รู้จักน่ะสิ”
 

“ชาลี คาโรต้า กับ โทนี่ ปาร์ค ใช่ไหมคะ” ไมล์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่สาวรุ่นน้องรู้จักเพื่อนสนิท
 
สองคนของเขา
 
 
“ใช่ ความรู้รอบตัวไม่เลวนี่ รู้จักสองคนนั้นเหรอ” เชรียิ้มออกมาเมือ่ได้รับคำชม
แล้วจึงไขข้อข้องใจของไมล์ว่า
 
 
“ก็รุ่นพี่ชาลีเป็นคนดังของปราการฟาเรนเซ่ ส่วนรุ่นพี่โทนี่อันนี้ไม่ได้รู้เองหรอกค่ะ
ถ้าบอกรุ่นพี่ รุ่นพี่อย่าเอาไปบอกใครนะคะ ที่รู้จักเพราะยัยมีเรเขาแอบชื่นชมรุนพี่โทนี่อยู่น่ะคะ
 
รายนั้นเขาอยากจะเป็นนักหาข่าว”
 

ไมล์ได้ยินอย่างนั้นก็อดไม่ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ แล้วพูดต่อว่า
“แล้วน้องมีเรรู้หรือยังว่าเจ้าโทนี่มันมีเจ้าของหัวใจแล้ว” เชรีทำหน้าตาประหลาดใจ เธอส่ายหน้า
 
ไปมาก่อนจะหัวเราะขึ้นตามเสียงหัวเราะของไมล์ไปด้วย นี่เองคือเสน่ห์ของรุ่นพี่ไมล์
ไม่ว่าเขาไปที่ไหนก็มักจะมีเสียงหัวเราะเสมอ
 

“แล้วตกลงรุ่นพี่ไม่ไปงานเองหรือว่าไม่มีคนไปด้วยจริงๆ คะ” ไมล์ยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้า
อย่างเคยชินแล้วหันไปส่งยิ้มกับสาวนรุ่นน้องว่า
 

“ก็คนที่เขาจะไปด้วยมีเจ้าของหมดแล้ว เอางี้ดีกว่า ไหนๆ เราสองคนก็ต้องไม่มีอะไรจะทำแล้ว
ไปเที่ยวกับผมดีกว่า เอ้าชาร์เพรย์ ลุกเร็ว!” เชรีลุกขึ้นตามมือของชายหนุ่ม
มือหนานั้นกุมข้อมือเธอเอาไว้หลวมๆ ทำให้เชรีไม่กล้าจะดึงออก
 

“เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณเที่ยวเอง...มีอะไรติดที่หน้าผมเหรอ” เชรีส่ายหน้าไปมา
“คือรุ่นพี่ไม่ต้องแทนตัวเองว่า ‘ผม-คุณ’ กับฉันก็ได้ค่ะ มัน...แปลกๆ” ไมล์มองคนตรงหน้าอย่าง
 
เอ๋อๆ มืออีกข้างยกขึ้นเกาหัวเหมือนคนที่ไม่รู้จะตอบกลับยังไง เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขา
ถึงไม่อยากแทนตัวว่า ‘พี่’ กับเธอ
 

“เออ เหรอ ผม...พี่คงชินนะ ไปเถอะ อ๊ะ ขอโทษทีเจ็บหรือเปล่า” พูดพลางปล่อยมือออกจาก
ข้อมือเล็ก ให้ตายเถอะทำไมเวลาอยู่กับเธอคนนี้เขาจะต้องทำอะไรไม่ถูกทุกที เชรีได้แต่ส่ายหน้า
ไปมาแล้วทั้งสองก็เดินออกจากสวนไป
 
 
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนถนนสายนี้ก็มีแต่คู่รัก ท่าทางว่าพวกเขาสองคนจะหลุดเข้ามาในถนนคู่รัก
 
แห่งปีซะแล้ว จากที่เดินคู่กันเฉยๆ แต่เพราะคนมันเยอะแล้วเชรีก็ตัวเล็กทำไมล์ลำบากที่จะมองหา
 
เธอสุดท้ายชายหนุ่มก็เลยต้องกุมข้อมือของหญิงสาวไว้เหมือนเดิม
 

ไมล์ชักเริ่มเข้าใจความรู้สึกของลีโอแล้ว เวลาที่ไม่เห็นเฟมีลอยู่ในสายตาตลอดเวลาแล้วมัน
เป็นยังไง ไมล์คิดพลางหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“รุ่นพี่หัวเราะทำไมคะ” ไมล์ก้มลงสบดวงตาสีม่วงอ่อน ก่อนจะตอบด้วยดวงตาพราวว่า
 

“พี่กำลงคิดถึงใครบางคน ที่ชอบหลงทางประจำจนทำให้ให้ใครอีกคนต้องปวดหัวประจำ
เหมือนกัน” ตอนแรกเชรีไม่เข้าใจว่าพี่ไมล์พูดถึงใคร แต่พอลองนึกดีๆ ก็รู้ทันทีว่าคนคู่นั้น
ของพี่ไมล์หมายถึงใคร
 

“พี่ลีโอกับพี่เฟมีลเหรอคะ”
“ปิ๊งป่อง ใช่แล้ว” ไมล์ตอบพลางขยิบตาใส่หน้าเชรี
“พี่สองคนเขาคบกันมานานแล้วเหรอคะ”
 

ไมล์พยักหน้ารับพร้อมกับรับเอาขนมสายไหมจากมือคนข้างทางส่งให้เชรีก่อนแล้วจึงรับของตัว
 
เองมาถือ อยู่ในงานเทศกาลโรเซร่าก็ดีอย่างนี้เองเพราะขนมและดอกไม้ทุกอย่างฟรีน่ะสิ
 

“ถ้าคบกันอย่างทุกวันนี้ก็ไม่นานหรอกประมาณสองปี แต่ถ้ารู้จักก็นานพอดู สิบกว่าปีมั้ง เรื่องนี้
 
อย่าบอกเฟมีลนะ เพราะยัยนั่นคงคิดว่ารู้จักนายแมวของเธอแค่ 5 ปีเท่านั้นมั้ง”
 

เชรีมองใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของไมล์อย่างสงสัย ตกลงว่าพี่ไมล์เขาชอบพี่เฟมีลจริงๆ หรือเปล่า
 
ต้องใช่สิ ก็พี่เขาเป็นห่วงเป็นใยกันขนาดนั้น ขนาดมาเที่ยวยังคิดถึงกันเลย เฮ้อ ไอ้เราก็บ้าไปยุ่ง
 
อะไรกับเขาล่ะเนี่ย เลิกคิด เลิกคิด
 

“เฟมีลน่ะเห็นสวยๆ ยังงั้น สร้างแต่เรื่องปวดหัวให้ลีโอตลอด ยัยนั่นหลงทางเก่งมากๆ
แบบว่าเอาโล่ให้สักสิบใบยังไม่พอ ที่ตลกทีสุดก็ตอนที่เดินหลงที่เอเบียร่า ลีโอหาแทบ
แย่กว่าจะเจอ”
 

“เจอทุกครั้งเลยหรือคะ” เชรีถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“อือฮึ”
“แล้วทำไมถึงต้องเป็นพี่ลีโอล่ะคะ แล้วพี่ลีโอทำยังไงถึงได้หาเจอทุกครั้งล่ะคะ”
 

ไมล์ไม่ทันได้ตอบเพราะมีกลุ่มคนเดินสวนทางเข้ามาทำให้ชายหนุ่มต้องรั้งร่างเล็กเข้ามาโอบแล้ว
 
เอาตัวบังไม่ให้หัวของหญิงสาวโดนชนโดยไม้ยาวที่คนกลุ่มนั้นแบกมาด้วย เมื่อคนกลุ่มนั้นผ่านไป
 
ร่างสูงก็รีบปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระทันที
 

“เอ่อ...ทำไมน่ะเหรอ คงเป็นความสามารถพิเศษของตระกูลฟรานเชสก้าล่ะมั้ง”
“คะ???” เชรีพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปรกติเพราะในเมื่ออีกผ่ายพยายามทำทุกอยางให้เป็น
 
ปรกติโดยการพูดเรื่องอื่นและเพราะคนแน่นอย่างนี้เลยทำให้การกลบเกลื่อนนั้นทำได้ไม่ยาก
 

“เพราะว่าคนตระกูลนี้เป็นพวกขี้ห่วง ถ้าไม่มีสิ่งนั้นคอยช่วยล่ะก็รับรอง...ลีโอไม่เป็นอันทำงานทำ
 
การ คอยห่วงเฟมีลทั้งวันทั้งคืนแน่ๆ” คำตอบที่ได้ไม่ได้ทำให้เชรีเข้าใจอะไรมากขึ้นแต่ก็ไม่รู้จะเป็น
 
การละลาบละล้วงมากไปหรือเปล่า
 

“ชาร์เพรย์ ดูนั่นสิ นั่นน่ะคือดอกโรซ่าที่บานเป็นดอกแรกของปี รีบธิษฐานสิเผื่อจบงานนี้จะได้เจอ
 
เนื้อคู่กับเขาไง” เชรีเงยหน้าขึ้นค้อนคนตัวสูงที่ยืนข้างๆ เธอ แต่ขบวนแห่เฉลิมฉลองดอกโรซ่ากับ
 
การร่ายรำแบบภูตดอกไม้ทำให้เธอลืมที่จะเถียงเขาว่า เธอไม่ได้ต้องการเนื้อคู่ตอนนี้
 

“นางรำรำได้สวยมากเลยนะคะ”
“ยังไม่เท่าเฟมีลหรอก ตั้งแต่พี่เกิดมา พึ่งเคยเห็นคนที่มีพรสววรค์ทางการร่ายรำเท่าเฟมีลครั้งแรก
รู้ไหมภาพที่อยู่ที่หอนาฬิกาไซเอนเป็นภาพตอนที่พวกพี่อยู่เจสเทิร์น เฟมีลขึ้นแสดงโดยชุด
‘วิหคไฟในสายลม’ แล้วต้องไปฝึกที่เดนโนเล่ อาจารย์ที่ฝึกตอนนั้นถึงขนาดอยากจะ
รั้งตัวเฟมีลไว้ที่โรงเรียนเลยนะ”
 

“ยอดไปเลยนะคะ”
“ใช่ ยอดไปเลย นี่เราไปดูระบำดอกโรซ่าตรงสุดถนนนี้ดีกว่า เธอต้องชอบแน่ๆ” เชรียังไม่ทันจะ
 
ตอบรับร่างบางก็ถูกลากไปทันที เธอต้องมองผู้ชายคนนี้ใหม่แล้ว นอกจากอารมณ์ดีแล้ว
จะต้องเป็นคนเอาแต่ใจด้วยแน่ๆ
 

“นั่นไง กำลังจะเริ่มแล้ว...” เสียงประซิบข้างๆ หูกับมือหนาที่วางอยู่บนไหล่ทั้งสองทำให้
เชรีทำหน้าไม่ถูก ดีที่อีกฝ่ายอยู่ข้างหลังไม่งั้นเธอก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไง
 

เสียงดนตรีคุ้นหูทำให้เชรีเพ่งสมาธิไปที่การร่ายรำของกลุ่มนางรำสิบกว่าคนเบื้องหน้า มองได้ไม่
 
นานเชรีก็ต้องเบิกตาขึ้นอย่างตกใจ มือทั้งสองเริ่มเย็นเฉียบ การรายรำนี่มัน!!!! เหมือนคนใช้มน
 
ตราเดซาโน่ที่นี่ ความเย็นยะเยียบไล่จากมือไปถึงแขน จากปลายเท้าสู่สมอง
ทุกอย่างเหมือนถูกแช่เย็น
 

เสียงดนตรีดังก้องอยู่ในหูจนเธอไม่ได้ยินเสียงอธิบายการร่ายรำของไมล์ ภาพหญิงสาวในชุดสี
 
ชมพูอ่อนที่กำลังร่ายรำถูกซ้อนทับด้วยภาพความฝันของเมื่อสองวันก่อน
 

“ชาร์เพรย์....ชาร์เพรย์ ได้ยินเสียงพี่หรือเปล่า” ร่างกายแข็งทื่อและการไม่ตอบสนองต่อคำอธิบาย
 
ขอเขาทำให้ชายหนุ่มผิดสังเกตุ มือหนาที่วางอยู่บนไหล่พลิกร่างบางให้มาเผชอิญหน้า
 

“ชาร์เพรย์...ได้ยินเสียงพี่ไหม...ชาร์เพรย์” ไมล์พยายามจ้องเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของหญิง
 
สาวแต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนองอะไรต่อการกระทำนั้น ริมฝีปากอิ่มขยับเหมือนจะพูดอะไร
บางอย่างแต่ไมล์ฟังไม่ออก
 

มือหนาเขย่าร่างบางเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวแต่ร่างบางกับเกร็งมากขึ้น เสียงร้องแผ่วเบาที่แฝงไป
 
ด้วยความหวาดกลัวทำให้ไมล์ขมวดคิ้ว ชาร์เพรย์กำลังมองอะไรอยู่หรือว่าอาการเก่ากำเริบ
อีกแล้ว ไมล์ยังไม่ทันได้คิดทบทวนอะไรเสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้นฝ่าเสียงปรบมือชมของคนรอบๆ
 

“...ไม่...ไม่...ปล่อย...ช่วย...”
 

ฟุบ! ร่างบางล้มมาข้างหน้าไมล์รีบรับร่างบางเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองหา
 
ทางที่จะออกจากที่แออัดนี้แต่ในเมื่อหาทางออกไม่ได้ ชายหนุ่มจึงหลับตาลงแล้วร่างสองร่างก็
 
หายวับไปจากตรงนั้นทันที
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น