SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 179 : Side story 7 - กองป้องกันและควบคุมอาณาเขตแห่งอาณาจักร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,048
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    11 มี.ค. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

มาแล้วค่ะ มาแล้ว
 

นี่คงไม่ช้าเกินไปใช่ไหม ยังไงก็ดีกว่าไม่มานะคะ แหะ แหะ ^/l^
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะพูดอะไรตอนนี้ก็ดูเหมือนกัลแก้ตัวยังไงก็ไม่รู้
แต่ยังไงก็ขอพูดหน่อยนะคะ
 

ความจริงก็คือ กัลโดนสั่งทำงานใหม่ พอทำเสร็จก็เลยตั้งใจเขียนนิยาย
ปรากฏว่าตอนใหม่ออกมาเศร้าสร้อยจนถึงขีดสุด พอเขียนจบตอนเลยตัดสินใจ ลบทิ้ง!
เพื่อนๆ ฟังไม่ผิดค่ะ ลบจริงๆ แล้วจากนั้นเลยเริ่มพิมพ์ใหม่ค่ะ
 

นี่ล่ะค่ะ ข้อแก้ตัวของกัล เพื่อนจะสงสารกัลไหม T_T
แต่ก็ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ
 

แล้วเจอกันตอนหน้า
 

กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 7  กองป้องกันและควบคุมอาณาเขตแห่งอาณาจักร
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ร่างสูงเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินยาวของอาคารสีดำมืดซึ่งกลืนไปกับความมืดของยามค่ำคืน
แสงคบเพลิงสะท้อนให้เห็นใบหน้าตึงเครียดของชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับ
สองของรัฐได้เป็นอย่างดี ประตูสลักตราประจำรัฐบานใหญ่เบื้องหน้าเปิดออก
เกือบจะทันทีเหมือนจะรับรู้การมาของเขา
 
 
"ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้งขอรับ" เสียงทักของชายชราผู้เฝ้าประตูบานสำคัญเอ่ยขึ้นพร้อมกับการ
ค้อมตัวอย่างเคารพ ใบหน้าเคร่งขรึมของลีโอลดความตึงเครียดลงก่อนจะตอบว่า
 
 
"เช่นกันครับคุณดอร์เลอ ข้างในเขามาครบกันหรือยัง" ดอร์เลอ เมอสัน ผู้รับหน้าที่ดูแลประตูทาง
เข้าห้องประชุมที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในดาโรก้ามากว่าห้าสิบปีก้มศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีขาว
บริสุทธ์ก่อนแล้วจึงเอ่ยตอบกลับว่า
 
 
"ครบแล้วครับ แม้กระทั้งท่านไซเอน"
 
ลีโอพยักหน้ารับก่อนจะเดินตรงไปบนพรมสีทองตัดกับห้องโถงทางเดินสีดำสนิท ไม่นานชายหนุ่ม
ก็มายืนอยู่หน้าประตูอีกบาน คราวนี้มันไม่ได้เปิดทันทีที่เขามายืนอยู่หน้ามันแต่มันเปิดเมื่อ
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปวางทาบบนอักขระมนตราวงกลม แสงสีทองวาบขึ้นตามรอยอักขระนั้น
จนเห็นเป็นวงมนตราหลายสิบชั้นซ้อนกันวุ่นวาย จากนั้นมือหนาก็พลิกมือออก
พร้อมกับทำท่าเหมือนกับดึงเอาม่าน
 

มนตรานั้นออก เส้นใยมนตราค่อยๆ หลุดออกจากบานประตูก่อนจะแตกกระจายออกเป็นสะเก็ด
สีทองฟุ้งกระจายเต็มบานประตู และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสะเก็ดเหล่านั้นไม่ได้แตกกระจายอย่าง
ไม่เป็นระเบียบแต่มันกระจายไปตามจุดที่กำหนดเอาไว้เป็นอย่างดี
 

เพราะนี่คือระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดของดาโรก้าในการสร้างปราการด่านสุดท้ายที่จะไม่ให้
คนที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามายังที่แห่งนี้
 
 
คลื่น!!! เสียงเก้าอี้ทุกตัวที่อยู่ในห้องยกเว้นตัวที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอีกด้านของโต๊ะประชุมดังขึ้น
ร่างทั้งเจ็ดของเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของกองป้องกันและควบคุมอาณาเขตแห่งอาณาจักร(ป.ค.อ.)
ลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาใหม่
 
 
"สวัสดีทุกท่านขอโทษด้วยที่มาสาย" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้หัวโต๊ะที่ว่างอยู่
คนทั้งเจ็ดจึงนั่งตาม ลีโอมองสบดวงตาสีนิลเหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยนอย่างถามไถ่แต่อีกฝ่าย
เพียงแค่มองสอบมาอย่างเงียบงัน
 
 
"เราได้รับแจ้งจากสัญญาณถึงการเข้ามาอย่างผิดกฏเมื่อสิบชั่วโมงที่แล้ว" ชายชราทางด้านขวามือ
ของลีโอเอ่ยขึ้นพร้อมกับเคาะนิ้วที่พื้นโต๊ะประชุม แผนที่จำลองของดาโรห้าก็ปรากฏขึ้น
จุดสีแดงที่กระพริบอยู่ตลอดเวลาแสดงตำแหน่งที่ทุกคนกกำลังพูดถึง
 
 
"ที่นี่??? เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้วงั้นเหรอ แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งไปที่ปราการ" ลีโอถามขึ้นอย่างสงสัย
 
 
"เพราะตอนแรกมันเหมือนกับการแหกกฏแบบรักษามารยาททุกครั้ง..."
ลีโอยกมือขึ้นมาประสานกันที่หน้าตักอย่างตั้งใจ เพราะเขาเข้าใจถึงคำว่า
'แหกกฏอย่างมีมารยาท' ว่ามันมีข้อจำกัดแค่ไหน เซวีน่าเองก็ใช้จุดนั้นเหมือนกันในบางครั้ง
 

เพราะการที่เราจะห้ามคนไม่ให้แหกกฏนั้นไม่มีทางทำได้ร้อยเปอร์เซน เราจึงต้องสร้างมารยาทที่
ควรเคารพขึ้นมาเพื่อกันการทำโทษเกินความจำเป็น อีกทั้งวิธีนี้ก็ช่วยอำนวยประโยชน์หลายๆ
อย่างโดยที่ฝ่ายที่ทำผิดจะรู้หรือไม่ก็ตาม
 
 
"เราปล่อยให้เขาเข้ามาเหมือนอย่างทุกครั้งที่เกิดกรณีอย่างนี้ แต่หลังจากนั้นสองชั่วโมงเราพบ
ความปกติของการข้ามแดนที่สถานทูต..." ชายชราหยุดพูดนิดหนึ่งเพื่อสังเกตุสีหน้าของชายหนุ่ม
 
 
ความผิดปกติงั้นเหรอ"  
"ครับ เราพบควาผิดปกติของการลงมนตราพาซอลเซ่ของนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของ
วินด์โคลโล 4 คน"
 
ดวงตาสีนิลของลีโอเป็นประกายเหมือนกำลังคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่าง มันเป็นแววตาเหมือนกัน
อยากจะท้าทายอะไรบางอย่างแต่เพียงแวบเดียวก็หายไป ดวงตาสีนิลนั้นกลับมาสงบ
และเยือกเย็นเช่นเดิม
 
 
"แต่เราก็ไม่ได้กักตัวคนทั้งสี่ไว้ เนื่องจากเรายังไม่อยากจะที่จะให้อีกฝ่ายรู้ตัวไปซะก่อน
ตลอด 8 ชั่วโมงที่ผ่านมาพวกเราทั้งเจ็ดได้ทำการตรวจสอบอย่างที่ถี่ถ้วนที่สุด จนสุดท้ายเรา
ก็พบกว่า ชนพื้นเมืองทั้งสี่อาจจะเป็นกลุ่มคน กลุ่มเดียวกับที่ทำการข้ามมิติมาเมื่อสองชั่วโมง
ก่อนหน้าก็ได้ หรือท่านคิดว่าอย่างไร"
 

คนทั้งเจ็ดจ้องมายังชายหนุ่มเป็นตาเดียวเหมือนกับต้องการคำสั่งแต่ลีโอกลับไม่พูดอะไรออกมา
จนผ่านไปหลายนาทีชายหนุ่มจึงถามขึ้นว่า
 
 
"พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะถ้ารู้ว่ามีความผิดปกติเราสามารถกักตัว
พวกเขาเอาไว้ได้เลย หรือว่า..." ยังไม่ทันที่ลีโอจะพูดจบชายที่นั่งอยู่ทางซ้ายก็เอ่ยตอบว่า
 
 
"ครับ ถ้าคนทั้งสี่เป็นชนพื้นเมืองจริง มนตราจะไม่เกิดปฏิกิริยาแน่นอน แต่ดูเหมือนคนกลุ่มนี้
จะใช้วิทยการเวทชนิดพิเศษที่สามารถลอกเลียนมนตราพาซอลเซ่ของเราได้แทบจะเหมือน
ทุกอย่าง ตอนนั้นผมกำลังประจำอยู่ที่หน้าเครือค่ายควบคุมอยู่พอดีหากไม่ใช่พวกเรา
ในเจ็ดคนนี้ล่ะก็ ดูท่าคนพวกนั้นคงรอดได้โดยไม่มีใครสงสัย"
 

ลีโอยกข้อศอกขึ้นตั้งบนโต๊ะฝ่ามือทั้งสองประสานกันปลายนิ้วจรดหน้าผากเหมือนกำลังครุ่นคิด
ตามคำยอกเล่า 
"ท่านน่าจะติดต่อพวกเราเร็วกว่านี้" ชายที่นั่งถัดจากเขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
 
 
"แล้วไง ท่านจะให้เราทำยังไง ถ้ายังไม่แน่ใจแจ้งท่านไปแล้วทำอะไรได้ ผมว่าผมเอาเวลาที่จะแจ้ง
ใครต่อใครหาสาเหตุให้แน่แล้วเรียกประชุมวางแผนมันจะไม่เร็วกว่าเหรอ"
ก่อนที่การถกเถียงจะมากไปกว่านี้ลีโอก็เอ่ยขึ้นว่า
 
 
"แล้ว...ชนพื้นเมืองของวินด์โคลโลงั้นเหรอ ท่านนารีพ ท่านว่าคนกลุ่มนี้มาจากไหน"
ชายเจ้าของชื่อนารีพหันมาจากคู่กรณีแล้วตอบว่า
 
 
"ไม่แน่ชัดครับ แต่มิติที่สามารถที่จะลอกเลียนมนตราพาซอลเซ่ของเราได้น่าจะมาจากเซกันแน่
และคนที่สามารถทำอย่างนั้นได้ในมิตินั้นก็มีไม่กี่ ซึ่งคนที่เด่นๆ ผมให้ท่านรีเจคค้นหาคนที่
น่าจะอยู่ในหลุ่มนั้นแล้วครับ รีเจค" 
 

รีเจค เคอราพ คือชายร่างเล็กซึ่งนั่งอยู่เป็นคนที่สองทางขวาของลีโอ เขาเคาะนิ้วที่โต๊ะเปลี่ยนภาพ
แผนที่เป็นรายชื่อและใบหน้าของชายสี่คน
 
 
"ทั้งสี่คนเป็นซีเนร่าที่เก่งระดับแนวหน้าของเซกัน เรายังไม่สามารถระบุตัวแน่ชัดว่าเป็นใคร
แต่ที่แน่ๆ ก็คือหนึ่งในสี่นี้จะต้องเป็นหนึ่งในสี่ที่อยู่ในกลุ่มนั้นแน่นอน"
ลีโอมองปราดไปตามรูปทั้งสี่ก่อนจะพยักหน้ารับ
 
 
"ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้คงไม่ได้เข้ามาทำอะไรธรรมดาๆ เหมือนอย่างหลายครั้งที่เคยเกิดเหตุการณ์
อย่างนี้มาแล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็อยู่ในช่วงสำคัญของเราด้วย ความจริงต้องขอชมคนกลุ่มนี้หน่อย
ที่มาที่เซวีน่าได้จังหวะเวลาสำคัญ จริงไหมทุกท่าน"
 

คนทั้งเจ็ดซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่แล้วยิ่งรู้สึกถึงพลังกดดันมากขึ้นอีก ความจริงแล้วการข้ามมิติ
แค่นี้ไม่น่าจะต้องเรียกประชุมใหญ่ขนาดนี้แต่ตอนนี้ไม่ว่าใครที่อยู่ในชนชั้นผู้นำก็ต้องรู้ว่า
เซวีน่าตอนนี้ไม่เหมาะแก่การต้อนรับแขกใดๆ ไม่ว่าจะมาร้ายหรือดี
 
 
"แถมจุดหมายของคนกลุ่มนี้คือวินด์โคลโล พวกท่านคิดว่าพวกเขาต้องการสิ่งนั้นหรือเปล่า"
คำพูดของลีโอทำให้คนทั้งเจ็ดมองหน้ากันอย่างถามไถ่ แต่ถึงไม่พูดทุกคนก็รู้ว่ามันน่าจะมี
ความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเช่นนั้น จึงพากันพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน
ลีโอวางมือที่ประกบลงบนโต๊ะก่อนแล้วออกคำสั่งด้วยคำสั่งเด็ดขาดว่า
 
 
"ขอให้ทุกท่านดูแลหน้าที่ของท่านให้ดี ท่านรีเจคช่วยเน้นการสอดส่องกำลังเสริมจากทางนั้น
แล้วก็ยกเลิกการข้ามมิติตามมารยาททั้งหมดอย่างเงียบๆ ตามเห็นสมควรแต่ละโอกาศ
และ...ท่านารีพ ผมว่าท่านคงลงมือทำบางอย่างก่อนที่พวกนั้นจะออกจากประตูสถานทูต
ของเราแล้วกระมัง"
 
 
"เรียบร้อยครับ" นารีบรับคำอย่างหนักแน่น ลีโอแย้มยิ้มรับคำเล้กน้อยอย่างพอใจแล้วพูดขึ้นว่า
"งั้นวันนี้ เราเลิกประชุมแค่นี้ อ้อ ทุกท่านกรุณาส่งข่าวไปยังทุกจุดทีเกี่ยวข้องให้จับตาดูแต่อย่า
ให้อีกฝ่ายรู้ตัสด้วย ขอบคุณทุกท่านมากครับ"
 

ทั้งหมดลุกขึ้นโค้งคำนับก่อนจะเดินออกจากห้องไป สุดท้ายทั้งห้องก็เหลือเพียง
แต่สองพี่น้องเท่านั้น
 
 
"พี่คิดว่าคนพวกนั้นจะมุ่งเป้าไปที่เดอ คูลนิ่ง เลยหรือเปล่า" ไทเมอร์ ฟรานเชสก้าหรือไซเอน ไทม์
ลุกขึ้นแล้วเดินมาอยู่ข้างๆ น้องชายของเขาก่อนจะตอบวา
 
 
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเขามีข้อมูลที่ดีพอแค่ไหน แต่เท่าที่พวกเขารีบตรงดิ่งไปที่นั่นก่อนหมด
เทศกาลโรเซร่า ก็ทำให้เรารู้ว่า ฐานข้อมูลของคนกลุ่มนี้ยังดีไม่พอ…"
 
 
"แต่ก็เยี่ยมพอที่จะพุ่งเป้าไปที่วินด์เซอนีซักพัก" ลีโอพูดสวนขึ้นทำให้ไทม์ทำได้เพียงพยักหน้า
แล้วพูดต่อว่า
 
 
"แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า วินด์โคลโล ไม่ใช่เพียงแค่รัฐที่หนาวเหน็บเท่านั้น!"
สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วรอยยิ้มที่ไม่ค่อยได้เห็นนักของคนทั้งคู่ก็เผยออกมา
 
 
"เหมือนที่พวกเขาไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของไซเอนเช่นพี่งั้นสิ" เสียงหัวเราะเบาๆ
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยดังขึ้นจากผู้ดำรงตำแหน่งไซเอนคนปัจจุบัน เสียงหัวเราะที่ผู้เป็นน้องชาย
รู้สึกกลัวใจแทนใครก็ตามที่ลืมไปว่าดาโรก้ายังมีไซเอน
 
 
"กลับไปทำหน้าที่เถอะลีโอ อ้อ กลับไปตอบคำถามกับใครบางคนด้วยล่ะ"
ไทม์มองหน้างงๆ ของน้องชายอย่างเอ็นดูก่อนจะเฉลยขึ้นว่า
 
 
"เพราะถึงคันเจฟาจะสอนให้คนที่ชอบหลงทางกลับมาจำทางไม่ได้ แต่คันเจฟาก็สร้างเขี้ยวเล็บ
ให้คนๆ นั้นจนแหลมคมเชียวล่ะ"
 

"เชรี เชรี ว้า รินย่า เชรีหลับไปแล้วล่ะ" มีเรเน่ร้องบอกเพื่อสาวผิวคล้ำที่พึ่งเดินออกจากห้องน้ำ
อย่างเสียดาย เพราะพวกเธอวางแผนกันว่าจะไปเดินเที่ยวร้านขายขอรอบๆ เสียหน่อย
 
 
"อะไร พึ่งออกจากห้องน้ำเมื่อกี้เองนะ สงสัยอาการป่วยของเชรีจะกำเริบขึ้นอีกหรือเปล่า"
มีเรเน่ใช้หวีสางผมของตัวเองพลางตอบด้วยน้ำเสียสบายๆ ว่า
 
 
"ไม่หรอก เห็นบ่นๆ ว่าเหนื่อยๆ น่ะ รินย่ารีบแต่งตัวเถอะเดียวเราไปเดินเล่นก่อนค่อยกลับมา
ปลุกเชรีกินข้าวเย็น" รินย่าพยักหน้ารับคำเพื่อน อีก 5 นาทีต่อมาทั้งสอก็ออกจากห้องไป
 

ความเงียบของห้องทำให้ไครก็ตามเดินเข้ามาในห้องในตอนนี้ได้ยินเสียงกระซิบนุ่มของอะไร
บางอย่าง เสียงกระซิบที่ทำให้หน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงสม่ำเสมอของร่างบางเรืองแสงสีเขียวเรือง !
 
 
'ชาร์เพรย์....ชาร์เพรย์....'
 

นี่คือความฝัน นี่คือความฝันเหมือนทุกครั้งที่เธอฝัน แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกต่างออกไป
ที่นี่ไม่ได้มืดอย่างที่มันควรเป็น แต่มันมีควันเต็มไปหมด ร่างบางหมุนตัวมองไปรอบๆ
แต่เธอก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้มากนัก
 
 
'ชาร์เพรย์....ชาร์เพรย์...'
ใครน่ะ ใครกำลังเรียกเธอ ใครกำลังต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า
 

'ชาร์เพรย์....ชาร์เพรย์...'
ใครน่ะ คุณ....คุณเป็นใคร แม้จิตเธอจะคิดอยากจะเอ่ยถาม แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไร
เชรีก็ได้เพียงคิดเท่านั้น เธอไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้และหมอกสีขาวนี่ก็หนาทึบขึ้นทุกที
หนาจนเธอยื่นมือไปจนสุดแขนแล้วไม่สามารถมองนิ้วมือของเธอได้
 
 
'ชาร์เพรย์....ชาร์เพรย์...' เสียงนั่นอีกแล้วทำไมมันถึงได้ดังขึ้นเรื่อยๆ นะ แล้วทำไมเธอถึงได้รู้สึกอ่อน
แรงขนาดนี้ ร่างบางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ดวงตาสีม่วงอ่อนเริ่มปรือเหมือนมีอะไรหนักๆ
พยายามมาปิดตาเธอและสุดท้ายสติของเชรีก็หลุดลอยไปยังที่ไกลแสนไกล
 
 
หอม....กลิ่นอะไรหอมจังเลย ที่นี่มันเป็นที่ไหนกันนะ เปลือกตาบางค่อยๆ เปิดออกช้าๆ
แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เชรีต้องตะลึง ร่างของหญิงสาวหลายสิบคนในผ้าบางเบาสีเขียวอ่อน
กำลังร่ายรำให้กับอะไรบางอย่างเบื้องล่างสายตาเธอ
 

พอเธอก้มมองดูตัวเองก็พบว่าเธอยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางกำแพงต้นไม้
ซึ่งล้อมรอบเวทีการร่ายรำนี้ไว้
 
 
ท่วงท่านี้ การร่ายรำนี้ ทำให้เชรีใจสั่น เธอจำได้ นี่ไม่ใข่การร่ายรำธรรมดา
แต่เป็นการร่ายรำของเหล่าภูตต้นไม้ แต่ทำไมเธอถึงได้เห็นมันในที่แบบนี้ มือบางคว้ากิ่งไม้ข้าง
ตัวไว้เป็นหลักยึดเพราะกลิ่นหอมที่เริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วทำให้เธอหมดแรงอีกครั้ง
 

แต่พอเธอกำกิ่งไม้นั้นแน่น การเจริญเติบโตของกิ่งก็ผิดไป มันโตเร็วขึ้นเร็วขึ้นจนพันข้อมือเธอ
ไว้ทั้งหมด คราวนี้จากที่เคยจะจับยึดมันไว้เชรีเปลี่ยนเป็นสะบัดข้อมือให้หลุดจากพันธนาการนั้น
 แต่ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งรัด ไม่แค่นั้นพอร่างที่เคลื่อนไหวหลายสิบนั้นเริ่มเปล่งเสียง
ต้นไม้ทั้งต้นก็เริ่มสั่นไหว กิ่งไม้หลายสิบกิ่งพุ่งตรงมาโอบรัดเธอไว้
 
 
'นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย นี่มันเกิดอะไรกับฉัน ไม่ ปล่อยนะ ปล่อย~~~~~'
 

เฮือก !! ร่างบางกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ดวงตาเบิกโพรงนั้นค่อยๆ หลับลง ไหล่เกร็งแข็งค่อยๆ
อ่อนและค้อมลงอย่างผ่อนคลาย เสียงลมหายใจหนักหน่วงก็ค่อยๆ เพลาลง
มือบางยกขึ้นเสยผมให้พ้นใบหน้าที่ผุดพรายไปด้วยเหงื่อ
 
 
"เราฝันไป ฝันไป เฮ่อ ดีจัง ที่มันเป็นแค่ความฝัน ตายล่ะ นี่กี่โมงแล้วเนี่ย หิวจัง...ห้าโมงสี่สิบห้า
ว้ายใกล้หมดเวลากินอาหารแล้วนี่ รีบหน่อยเชรี รีบหน่อย"
 

ร่างบางรีบลงจากเตียงเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปคว้ากระเป๋า
สะพายก่อนจึงออกจากห้องพักไป โดยไม่ได้สนใจการขยับตัวของดอกไม้ในแจกันที่หดดอกใบ
ของมันกลับเข้าที่เดิมแต่ยังคงทิ้งใบไม้สองสามใบตกอยู่ข้างหมอน
 
 
เพราะห้องพักของเจสเทิร์นจะต้องวิ่งผ่านห้องสมุดประจำหอพักด้วยเชรีจึงต้องลดความเร็วลง
เพื่อไม่ให้เสียงรองเท้าของเธอทำให้รุ่นพี่ที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องรำคาญ แต่พอเด็กสาววิ่งผ่าน
เอาเข้าจริงๆ ในห้องนั้นก็ไม่ได้มีคนอ่านหนังสืออย่างที่เธอคาดแต่เป็น...
 
 
"อุ้ย ขอโทษค่ะ" เชรีเอ่ยขอโทษพร้อมกับรีบหายตัวไปจากประตูทางเข้าห้องสมุดอย่างเร็วที่สุด
พร้อมกับเสียงหัวเราะขลุกขลักในคอคนตัวโต
 
 
"นายไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ นายแมวขี้แกล้ง" ร่างบางปัดมือที่โอบเอวเธอจากด้านหลังออกแล้ว
เดินปึงปังไปที่โซฟาก่อนจะกระแทกตัวนั่งลงอย่างหงุดหงิด มือบางยกขึ้นถูที่แก้มแรงๆ อย่างขัดใจ
แต่ก่อนจะทำอะไรมากกว่านั้นมือหนาก็รั้งมือที่กำลังทำให้แก้มแดงด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่เลือด
ซึ่งสูบฉีดจนหน้านวลแดงระเรื่อเหมือนในขณะนี้เอาไว้ก่อน
 
 
"ทำไม จะหาเรื่องกันเหรอ นายทำฉันขายหน้า ตาแมวบ้า บ้า บ้า!" พูดไปก็พยายามสะบัดมือ
ออกมาจากอุ้งมือหนาแต่เมื่อสะบัดไม่หลุดก็เลยกดมือทุบลงที่ไหล่อีกฝ่ายเสียเลย
 
 
"บอกมาเลยนะ อย่าคิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะเบี่ยงเบนประเด็นได้" ใบหน้ายิ้มๆ ของลีโอเปลี่ยน
เป็นนิ่งเฉยทันที แต่มีเหรอที่ใบหน้าแบบนั้นจะทำให้เฟมีลยอม
 

อย่าหวังเลยว่าการหันเหความสนใจอย่างเมื่อกี้จะทำให้เธอลืมจุดประสงค์ที่ทำให้ต้องนั่งรอ
เขามาตั้งสองชั่วโมง แถมยังโดนแกล้งจนทำให้คนอื่นมาเห็นภาพน่าอายอย่างนั้นอีก
ตาแมวบ้าถ้าวันนี้ไม่นั่งให้ซักฟอกจนขาวล่ะก็อย่างหวังจะได้ลุกจากเก้าอี้เลย
 
 
"บอกมานะ! ว่าจดหมายจาก ป.ค.อ.ส่งมาว่าไงแล้วมันเรื่องด่วนอะไรถึงต้องให้นายไปที่กองด้วย"
ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัยว่าอีกฝ่ายรู้ได้ยังไง คำพูดของพี่ชายที่เตือนเขาไว้แล้วยังก้องอยู่ในหู
เสริมเขี้ยวเล็บงั้นเหรอ ไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ไม่ห้ามเธอให้ไปเรียนที่นั่น
 
 
"อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ"
"หมดเลย เล่ามา" ดวงตาสีนิลสองคู่สบกันนิ่งนานก่อนที่คนตัวโตจะยอมแพ้เพราะไม่สามารถ
เบี่ยงเบนความสนใจของคนตัวเล็กกว่าได้สำเร็จ เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
 
 
"เราไปเดินเล่นกันสักรอบดีไหม" ปากพูดร่างสูงก็ยืนขึ้นพร้อมกับรั้งร่างบางให้ยืนตนขึ้นมาด้วย
มือหนากุมมือบางเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องสมุดตรงไปยังทางออกจากหอพัก
 
 
"มีคนกลุ่มหนึ่งข้ามมิติมาอย่างผิดกฏ" กลางสวนอันเงียบสงบ ลีโอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
ไม่แพ้บรรยากาศ จนทำให้หญิงสาวที่เดินข้างๆ ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
"กลุ่มเหรอ มาจากไหน"
 
 
"พวกเราคาดว่าจะเป็นเซกัน แต่เราก็ยังไม่แน่ใจเต็มร้อยว่าจะใช่ แต่ที่แน่ๆ ใครก็ตามที่เข้ามา
ที่เซวีน่าในตอนนี้..." ลีโอเว้นคำพูดไว้อย่างนั้นโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ เฟมีลเลยพูดต่อแทนว่า
 
 
"ก็ไม่ดีทั้งนั้นเพราะตอนนี้เซวีน่าไม่ต้องการรับแขกไม่ว่าจะมาอยางถูกต้องหรือไม่ใช่ไหม แล้วไง
อย่าบอกนะว่าป.ค.อ. ไม่ได้กักตัวคนพวกนั้นไว้"
ลีโอพยักหน้ารับคราวนี้เฟมีลอ้าปากค้างเพราะความไม่เข้าใจ
 
 
"นายจะบ้าเหรอ ในเวลานี้เนี่ยนะ ทำไมไม่กักตัวพวกเขาเอาไว้ นายก็รู้ว่าอีกไม่นานจะ
ต้องทำ...เอ่อ หรือว่าดาโรก้ามีแผนอื่นสำรอง"
 
 
"แล้วเฟมีลคนเก่งคิดว่ายังไง" เฟมีลนิ่วหน้ากับคำพูดแปลกๆ ของตาขนฟูนี่ วันนี้เธอรู้สึกว่า
หมอนี่แปลกๆ เหมือนเล่นสงครามประสาทอย่างไรชอบกล หญิงสาวก้าวนำมาก้าวหนึ่งเพื่อมา
ยืนประจัญหน้ากับเขา
 
 
"ขอทบทวนหน่อยนะ พ่อว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐผู้ยิ่งใหญ่ ตอนแรกมีจดหมายเรียกตัวนาย
จากนั้นก็ประชุมแล้วสรุปว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในเซวีน่า แถมสถานฑูตดาโรก้าก็ไม่ได้กักตัวพวกเขา
เอาไว้ นั่นหมายความว่า ป.ค.อ. ต้องมีแผนอื่น
 

แถมเจ้าแผนนั้นคงจะดีเลิศประสเริฐศรีเสียจน ผู้นำขององค์กรไม่รู้สึกรู้สาทำให้เรื่องนี้ดูเหมือน
เรื่องล้อเล่นกับฉันอีกด้วยจริงไหม ลีโอ ฟรานเชสก้า" ลีโอแบมือออกแล้วยักไหล่ท่าทางยียวน
อย่างนี้ยิ่งทำให้ความอดทนของเฟมีลลดลงเรื่อยๆ
 
 
"ถ้ามีใครไม่ได้บอกฉันว่านายเป็นคนสำคัญนะ นายแมว ฉันคงลงไม้ลงมือกับนายนานแล้ว"
 พูดเสร็จก็หันหลังจะเดินหนีออกมาแต่ชายหนุ่มรั้งแขนเอาไว้ก่อน
 
 
"ทำไม มีอะไรจะแก้ตัวหรือไง" มือหนาอีกข้างรั้งคนตัวเล็กกว่าเข้ามาใกล้ก่อนจะสวมกอด
เอาไว้หลวมๆ ลีโอรู้ว่าเฟมีลคิดอะไรแต่เขาก็คิดแบบนั้นกับเหมือนกัน คงไม่ใครอยากจะเห็น
คนสำคัญของตัวเองต้องอยู่ในอันตรายบ่อยๆ หรอก
 

แต่เขาสิคนสำคัญของเขาอยู่ในอันตรายแทบจะตลอดเวลา
 
 
"ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ตอนนี้เรายังควบคุมมันได้ แต่เธอก็น่าจะรู้ว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่ว่าเราจะ
หาทางป้องกันยังไงมันก็มีช่องโหว่งอยู่ดี" เฟมีลยกมือขึ้นตบลงบนหลังมือ
ที่โอบเอวเธอเบาๆ อย่างเข้าใจ
 
 
"แต่ฉันไม่อยากเห็นนายในสภาพนั้นอีกแล้วนี่นา ทำไมถึงได้ไม่เล่าอะไรให้ฟังบ้างล่ะ"
น้ำเสียงอ่อนของเธดทำให้ลีโออดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะโวยวายแค่ไหนแต่หญิงสาว
ในอ้อมแขนก็เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจเสมอ
 
 
"ถึงไม่พูด ใครบางคนก็รู้จนได้นี่นา เพราะฉะนั้นไม่ต้องบอกก็ได้มั้ง"
"นาย...."
 

ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยอะไรออกมา ริมฝีปากอิ่มก็ถูกครอบครองโดยคนตัวโตเสียก่อน
มือหนาข้างหนึ่งแตะเข้าที่ปลายคางมนเพื่อให้เธอเงยหน้ามากขึ้น
แต่ก่อนแรงแข็งขืนจากคนตัวเล็กจะหมดลง....
 
 
"อุ้ย ขอโทษค่ะ"
 

พลั่ก! เสียงร่างสูงล้มลงไปกระแทกกับพื้น เฟมีลรีบยกมือขึ้นปิดปากดัวเอง ดวงตาสีนิลหันไป
มองผู้มาใหม่อย่างตกใจ
 
 
"น้อง...เชรี มีอะไรจ้ะ" เฟมีลพยายามปรับสีหน้าที่ตอนนี้ทั้งร้อนทั้งแดงให้กลับมาเป็นปกติ
แต่เสียงที่เปล่งออกมาพยายามยังไงก็ยังสั่นนิดๆ อยู่ดี ส่วนเชรีนั้นพยายามไม่หันไปมองหน้า
ของรุ่นพี่ลีโอที่กำลังลุกขึ้นจากพื้น หญิงสาวรุ่นน้องเสมองเลยไปยังดอกไม้ที่อยู่ข้างหลัง
รุ่นพี่แล้วตอบว่า
 
 
"แค่มาจะมาตามพี่เฟมีลให้พี่มอรีล พี่เขาบอกว่า เขาจะรออยู่ที่ห้องโถงค่ะ ขอตัวนะคะ"
พูดเสร็จร่างบางก็รีบวิ่งหายไปตามระเบียง วันนี้เป็นอะไรเนี่ย เข้าไปขัดจังหวะของ
พี่เขาตั้งสองรอบ เฮ่อ ซวยจริงๆ เชรี
 
 
เพราะเชรีวิ่งหายไปเร็วเหมือนครั้งแรก คนชอบขัดจังหวะเลยไม่ได้เห็นสภาพแมวหนุ่มถูกทุบ
ไปหลายตุบและก็ไม่ได้เห็นการเอาคืนของคนโดนทุบด้วย เพราะครั้งนี้คนตัวโตคงไม่อยาก
ให้มีการขัดจังหวะเป็นครั้งที่สามของวัน
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น