SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 178 : Side story 6 - กลุ่มคนปริศนากับจดหมายเรียกตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 มี.ค. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีค้า~~~~ กัลกลับมาแล้วค่ะ ^_^
 

แต่จะบอกว่ากลับมาเต็มตัวก็ไม่เชิงค่ะ เพราะตอนนี้กัลยังสอบไม่เสร็จเลย ยังเหลืออีก
3 วิชาค่ะ แต่งานอีกเยอะแยะเลย กว่าจะหมดคงอีกสองอาทิตย์
 

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ แต่อย่าพึ่งตกอกตกใจนึกว่ากัลจะไม่มาอัพนะคะ
มาอัพแน่ค่ะ อย่างน้อยจะพยายามให้อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะครั้ง หายใจโล่งหรือยังคะ ^o^
 

วันนี้มากับตอนใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะมีใครพอใจหรือเปล่า ต้องลองอ่านดูนะคะ
ตอนนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนค่ะ
 

กัลฐิดา
 

ปล. ขอให้น้องๆ ที่ปิดเทอมแล้วสนุกกับวันหยุดให้มากๆ นะคะ ส่วนคนที่ยังสอบไม่เสร็จ
ก็ขอให้โชคดีแล้วอย่าลืมอวยพรให้กัลด้วยน้า
 
ปลอ. ตอนนี้ยังไม่ปิดรับภาพที่ส่งมาประกวดแฟนอาร์ทนะคะ ใครที่ยังลังเลอยู่
ก็ยังมีเวลาให้ส่งมาได้ หรือว่าใครที่ส่งมาแล้วอยากส่งอีกก็สามารถส่งมาเพิ่มได้เลย
ไม่มีการจำกัดจำนวนค่ะที่นี่
veerandah@hotmail.com
กัลกับพี่วีกำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อนะคะ
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 6 กลุ่มคนปริศนากับจดหมายเรียกตัว
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ในความมืดมิดของรัตติกาลแสงสว่างวาบเพียงเสี้ยววินาทีคล้ายกับมีคนเอามีดมากรีด
ม่านสีดำแห่งรัตติกาลออกเส้นแสงน้อยๆ ลอดออกมาจากรอยต่อก่อนจะค่อยๆ ขยายกว้าง
พอที่จะทำให้ร่างของคนกลุ่มหนึ่งผ่านเข้ามา
 

และยามเมื่อร่างสุดท้ายลอดหลุดเข้ามาในความมืดได้สำเร็จม่านแห่งรัตติกาลที่ถูดตัดออก
ก็ค่อยๆ สมานเข้าหากัน คนทั้งสี่หยิบก้อนอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
จากนั้นก็ขว้างมันลงไปบนพื้น
 
 
ฟู่!!! เสียงเหมือนควันร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากกาน้ำร้อน เมื่อไอน้ำจางลงคนทั้งสี่
ก็ยืนอยู่บนแผ่นกระดานบางอย่างที่มีปุ่มสองสีเขียวแดงกระพริบ รูปรอยเท้าสว่างขึ้นเหมือนแจ้ง
ตำแหน่งให้คนทั้งสี่ขึ้นไปยืนบนกระดานนั้น
 

คนทั้งสี่มองหน้ากันแล้วก้าวขึ้นไปยืนบนกระดานของแต่ละคน ทันทีที่คนทั้งสี่เหยียบทับรอยเท้า
ดังกล่าวแผ่นกระดานก็ลอยขึ้นและกระจกใสขนาดเท่ากระดาษสมุดก็ผุดขึ้นมาตรงหน้าคนทั้งสี่
ตัวอักษรมากมายวิ่งวนอยู่ในในนั้น ดวงตาของทั้งสี่กวาดไปตาตัวอักษรก่อนจะกดไปที่
บรรทัดสุดท้ายที่ฉายขึ้นมา
 
 
"การส่งข่าวเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่ค้นหาเท่านั้น" เสียงนิ่งๆ ของคนตัวสูงที่สุดเอ่ย
ในขณะที่คนทั้งสี่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากที่ที่ยืนอยู่
 

"กีรอส ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน" ชายร่างสูงหันไปมองเพื่อนร่วมงานเคลื่อนตัวเข้ามา
ใกล้ก่อนจะตอบว่า
 
 
"ดินแดนแห่งนักเดินทางหรือที่คนที่นี่เขาเรียกว่า ดาโรก้า" เพราะทั้งสี่เคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
แสงจันทร์จึงสาดส่องให้เห็นใบหน้าเคร่งขรึมของผู้ตอบและเส้นผมสีน้ำตาลแดงของผู้ถาม
 
 
"แต่เราไม่ได้อยากมาที่นี่ หรือว่าเครื่องย้ายมิติของเราผิดพลาด" เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเอ่ย
อย่างขัดใจ ไม่ทางพลาด งานของเขาต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่ทำไมถึงไม่ได้ไปถึงที่นั่นนะ
 
 
"อย่าโมโหเลยโยราเน่ นายก็รู้ดีอยู่ว่าต่อให้นายเป็นซีเนร่า* ที่เก่งที่สุดในเซกัน** 
ก็ไม่สามารถฝ่าฝืนกฏแห่งมิติ***  ได้หรอกจริงไหม" ชายหนุ่มเจ้าของนามโยราเน่หันไปยัง
คนที่สวนกลับอย่างขัดใจ

 
* ผู้ใช้วิทยาการเวท เป็นอาชีพที่เหมือนกับนักวิทยาศาตร์ของมิติเซกัน
** เซกัน มิติบ้านใกล้เรือนเคียงขอเซวีน่า เป็นมิติแรกๆ ที่เซวีน่าส่งคนออกไป
สำรวจอย่างเปิดเผยเนื่องจากมีสภาวะแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน
***กฎแห่งมิติ คือ ข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เป็นข้อกำหนดเงื่อนไขแห่งโลก
ในการเดินทางข้ามมิติ เรื่องราวของกฏแห่งมิติ
 

"ฉันเปล่าโมโหนะบาร์นฉัน เพียงแต่ไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะทำไม่ได้ต่างหาก ทั้งๆ ที่พยายาม
ปรับเปลี่ยนจนทดลองส่งของบางอย่างได้แล้วแท้ๆ แต่พอจะส่งคนทีไรทำไมต้องมาโผล่ที่นี่ทุกที
ก็ไม่รู้สิ" บาร์น ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเขียวและใบหน้าขาวคิ้วดกหัวเราะแข็งๆ ขึ้น
 
 
"แล้วท่าทางไม่น่าพิศมัยนั้นมันหมายถึงอะไรน้า จริงไหม กีรอส" กีรอสไม่พยักหน้ารับหรือว่า
ตอบกลับแต่อย่างใดดูเหมือนสติทุกอย่างของเขาจะอยู่ที่เส้นทางที่ทั้งสี่จะไปเท่านั้น
ผิดกับคนร่างเล็กสุดที่นิ่งเงียบมานานกลับเอ่ยขึ้นว่า
 
 
"เพราะว่าที่นี่คือ 'ดินแดนของนักเดินทาง' น่ะสิ นายจะคร่ำครวญทำไม ในเมื่อไม่ว่ายังไงนาย
ก็ข้ามกฎข้อนี้ไม่ได้" โยราเน่หันหันไปมองใยหน้าเย็นชาของฟายาร์ค หมอนี่น่าหมันใส้ชะมัด
ถ้าไม่ติดว่าเป็นรองหัวหน้าหน่วยนะ จะลองซัดด้วยดูซักที
 
 
"ฉันว่าเราเลิกคุยเรื่องไร้สาระนี้ดีกว่า เราจะต้องเดินทางออกจากที่นี่ไปที่ 'วินด์โคลโล' ก่อนสิ้นสุด
งานเทศกาลของที่นี่" กีรอสเอ่ยเสียงเย็นสงบความขัดแย้งย่อยๆ ที่มักเกิดขึ้นเสมอ
ในกลุ่มของพวกเขา
 
 
"นายหมายถึงเราจะต้องผ่านมนตราพาซอลเซ่ของที่นี่เหรอ มันจะไม่เป็นการเปิดเผยร่องรอย
ของเราไปหน่อยเหรอ" บาร์นเอ่ยขณะที่คนทั้งสี่ค่อยลดระดับความสูงลงมาสู่พื้น
เพราะอีกไม่กี่กิโลเมตรจะสู่ตัวเมืองดาเรก้าแล้ว
 
 
"การที่เปิดเผยคือการไม่เปิดเผย แต่เราจะต้องอาศัยหนังสือเดินทางปลอมกันหน่อย
โยราคราวนี้เราต้องหวังพึ่งฝีมือนายหน่อยนะ" โยราเน่ยักไหล่อย่างสบายใจ
 
 
"กีรอสนายล้อเล่นแน่ นายเองก็รู้ว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับหนังสือเดินทางแค่ไหน
ถึงโยราจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางจะหลอกมนตราที่แข็งแกร่งอย่างนั้นไปใด้หรอกน่า"
 
 
"อย่ามาดูถูกฉัน บาร์น มิชชาร์พ นายกำลังพูดกับซีเนร่าอัจฉริยะที่สุดในเซกันอยู่นะ
แล้วคนอย่างฉันไม่มีวันทำพลาด รับไป" มือเรียวเหวี่ยงกระเป๋าเป้ที่ล้วงออกจากกล้องสีดำ
ที่โผล่ขึ้นมาจากกระดานของเขาให้อีกสามคน
 
 
"ในนั้นจะมีหนังสือเดินทางที่ฉันทำขึ้นและทดสอบแล้วว่ามันใช้ได้ผล นายนึกเหรอว่า
คนอย่างฉันจะทำอะไรโดยไม่ทดลองก่อน อ้อ แล้วขอตอบคำถามบางคำถามที่ให้กับสมองน้อยๆ
ของนายที่กำลังเกิดขึ้นหน่อยว่า...
 

ฉันทำได้ยังไง ก็เพราะฉันจำลองมนตราพาซอลเซ่ได้เหมือนจริงจนอาจจะทำให้สภากลางของ
ที่นี่ตกใจแจ้นไปหาที่เซกันได้เชียวล่ะ  อ้อ...ในนั้นยังมีเครื่องแต่งกายของพวกนายแล้วก็อาหาร
อีกนิดหน่อย" คนทั้งสามเปิดกระเป๋าออกดูตรวจเช็คของที่อยู่ข้างใน ก่อนจะหยิบวัตถุที่เหมือน
กับแผ่นเหล็กบาง เสียบเข้าสู่ช่องรับบนกระจกใสที่ปรากฏขึ้นทันที่ที่คนทั้งสามนึกถึงมัน
 
 
"กดรับของได้เลย รับรองพวกนายต้องตกใจกับเครื่องแต่งกายอันอลังกาลของฉันแน่ๆ "
คนทั้งสามกดรับตรงปุ่มสีเขียวที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทันใดนั้นแสงวาบจากเท้าก็ค่อยๆ
เคลื่อนตัวขึ้นมา พอแสงนั้นเคลื่อตัวผ่านไปเสื้อผ้าของคนทั้งสี่ก็เปลี่ยนจากชุดสีดำมัน
เป็นเครื่องแต่งกายพึ้นเมืองของวินด์โคลโลทันที
 
 
"เยี่ยม นายทำได้ไงเนี่ย" เสียงของความประหลาดใจของบาร์นทำให้โยราเน่อดยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ไม่ได้ การที่ได้เห็นสีหน้าของคนที่คอยดูถูกเรา นี่มันรู้สึกดีจริงๆ
 
 
"ใช่ไหมล่ะ เอาล่ะเก็บของทำหมดที่เป็นของเซกันเข้ากระเป๋าเป้นั้นดีกว่าก่อนที่คนในพื้นที่จะ
มาเห็นเราเสียก่อน" ทั้งสี่จัดการเก็บของทั้งหมด รวบรวมเข้าใส่เป้ใบเล็กเหมือนกับว่ามันมีพื้นที่
ไม่จำกัด เมื่อเก็บของเรียบร้อยจึงสะพายเป้นั้นไว้บนบ่าก่อนจะออกเดินเท้ากันต่อไป
 
 
ไม่นานแสงแรกของวันก็มาเยือนรัฐแห่งรัตติกาลและไม่นานหลังจากนั้นร่างของผู้มาเยือนทั้งสี่
ก็เคลื่อนตัวหายเข้าไปในประตูเมืองแห่งการค้าที่รุ่งเรืองที่สุด...ดาเรก้า
 

การทำงานในหอนาฬิกาไซเอนไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนคิด แต่น่าแปลกที่หญิงสาวจากคันเจฟา
ไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงข้อนั้นให้เชรีรู้เลยซักนิด
 

"นายแม...เอ่อ พี่ลีโอของพวกเธอเมื่อไรจะออกมาซักทีนะ ตอนนี้พี่เริ่มหิวจนจะกินแมวได้ทั้งตัว
แล้วนะ" เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากสามสาวรุ่นน้องทันที
 
เพราะนี่เป็นบ่นการนรอบที่สิบแล้วมั้งหลังจากที่ทั้งสี่สาวช่วยกันทำงาน
(ความจริงคือพี่เฟมีลทำเสียส่วนใหญ่เพราะว่าอยากจะไปเดินเที่ยว) จนเสร็จ
รุ่นพี่สาวก็เดินวนไปเวียนมาอย่างนี้ตลอด ใบหน้านวลมุ่ยลงเรื่อยๆ
เพราะร่างสูงของใครบางคนยังไม่ปรากฏ
 

"ทำไมพี่เฟมีลถึงเรียกรุ่นพี่ลีโอว่า 'นายแมว' ล่ะคะ" เชรีถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะเห็นว่ารุ่นพี่สาว
หลุดปากอย่างนี้หลายครั้งแล้ว เฟมีลในชุดกระโปรงยาวคลุมเข่าสีหวานรับเทศกาลโรเซร่า
หมุนตัวจากการที่ตั้งป้อมจ้องประตูห้องที่ปิดตายมาตั้งแต่เช้าหลังจากที่สองหนุ่มเข้าไป
เส้นผมที่ดัดปลายน้อยๆ เคลื่อนสลายปลิวตามแรงหมุนมาสยายล้อมใบหน้าครุ่นคิดเล็กน้อ
ยแล้วจึงเอ่ยว่า
 

"ทำไมน่ะเหรอ อืม มันต้องย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่พี่เจอกับตานั่นน่ะสิ" มีเรและรินย่าเริ่มมอง
รุ่นพี่สาวอย่างสนใจ ทำให้เฟมีลนึกสนุกอยากจะเล่าเรื่องเก่าๆ ให้น้องๆ ฟังมากขึ้นไปอีก
"ตอนที่พวกพี่อยู่ชั้นวอร์เจสเทิร์น ???"
"อือฮึ" เฟมีลพยักหน้าพร้อมทั้งยักคิ้วอย่างมีเลศนัย
 

"แล้วไงต่อคะ" เฟมีลยิ้มแค่นๆ เหมือนกับกำลังคิดถึงเรื่องที่น่าเจ็บใจก่อนแล้วจึงเล่าต่อว่า
"มันเหมือนเป็นการเรียกเพื่อการแก้แค้นอะไรทำนองนั้น เพราะตอนที่พี่พบตาแมวหน้าเก็ก
อุ้ย ขอโทษนะ ตอนที่พี่เจอตานั่นครั้งแรก ตานั่นดันตัดผมสุดที่รักของพี่หายไปตั้งหลายนิ้วเลยล่ะ"
 

"ห๊า!!!" เสียงอุทานเหมือนไม่อยากจะเชื่อของรุ่นน้องทั้งสามทำให้เฟมีลยิ่งสนุกในการเล่าจึง
เริ่มร่ายยาวถึงความน่าหมันไส้ของนายแมวในสายตาเธอตอนนั้นต่อไปว่า
 

"น้องคิดดูนะ ตานั่นน่ะทำไปได้ยังไง พึ่งเจอหน้ากันครั้งแรกแท้ๆ แต่ดันมาตัดผมพี่เพียงเพราะว่า
ขี้เกียจแกะเข็มกลัดออกจากอกเสื้อ ตอนนั้นพี่โกรธมากเลยนะเลยสวนกลับด้วยการตบเข้าไปฉาดหนึ่ง"
 

"ห๊า!!!"สามสาวรุ่นน้องมองรุ่นพี่สาวอย่างทึ่งๆ ก็คนอย่าง ลีโอ ฟรานเชสก้าน่ะเหรอ จะยอมให้
ผู้หญิงที่พึ่งเจอกันครั้งแรกทำร้ายเอาอย่างนั้น
 

"...หลังจากนั้นพี่ก็ยังไม่หายเจ็บใจ อยากจะก่อกวนให้เขาอยู่ไม่เป็นสุขสักหน่อย แต่ก็นะ
พอมารู้จักกันจริงๆ ก็ต้องยอมรับแหละว่า รุ่นพี่ลีโอของน้องๆ น่ะเก่งเสียจนไม่รู้จะหาอะไรมา
โจมตี พี่เลยเรียกหมอนั้นว่า 'แมว' เสียเลย ฉายานี้ก็มาจากชื่อหมอนั่นนั่นแหละ
 

แล้วทุกครั้งที่หมอนั่นได้ยินชื่อนี้นะ หน้านิ่งๆ ก็บึ้งทันทีเลย คิก คิก คิก ทีหลังนี่ทุกครั้งที่เรียก
ก็กลายเป็นเรื่องแกล้งหมอนั่นไปโดยปริยาย มันเป็นการก่อกวนเล็กน้อยๆ ของของพี่เท่านั้นแหละ"
 

ขณะที่เล่าอย่างเมามัน สามสาวรุ่นน้องนอกจากจะหัวเราะไปกับท่าทางเอาจริงเอาจังของรุ่นพี่
แล้วยังต้องพยายามส่งสายตาประมาณเตือนให้รุ่นพี่สาวหันกลับไปมอง 'นายแมว' ของเธอ
ซึ่งกำลังยืนกอดอกมองร่างหลังของร่างบางอย่างอ่อนใจปนเหนื่อยใจ
 
เชรีเหลือบไปชายหนุ่มอีกคนที่พายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่แต่ดวงตาสีเขียวใสของเขาก็ยัง
เปล่งประกายรอยยิ้มอยู่ดี...ถ้าพี่เฟมีลรู้ตัวจะทำหน้ายังไงนะ
 

"ยังมีเรื่องที่น่าตลกอีกนะ ตานั่นน่ะเกลียดของหวานจับใจเชียวล่ะ...อ่ะน้องมีเรอยากรู้วิธี
แกล้งหมอนั่นไหมล่ะ...." มีเรยกนิ้วขึ้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้แต่ไม่ทันจะอ้าปากเฟมีลก็
โพร่งออกมาว่า
 

"ไม่ต้องเกรงใจ แค่น้องเอาขนมเค้กใส่เข้าไปในปากของรุ่นพี่ขี้เก๊กของพวกเธอนะ
พี่ไม่อยากจะบอกวินาทีที่ได้เห็นสีหน้าของหมอนั่นกลืนของหวานๆ ลงไปนะ น้องเอ๊ย
แล้วน้องจะได้รู้ว่าความสะใจมันเป็นไง"
 

สองมือชูขึ้นเหนือศีรษะเหมือนสะใจอย่างที่สุดก่อนจะลดมือลงเพราะเสียงนิ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"แล้วมันเป็นยังไงเหรอ" ดวงตาสีนิลของเฟมีลมองท่าทางก้มหน้าหลบหน้าหลบตา
ของทั้งสามสาวรุ่นน้องก็เลยต้องลดมือลงสูดหายใจนิดหน่อย
 

ก่อนจะค่อยๆ หันไปสบตากับคนที่พึ่งถูกนินทาระยะเผาขนอย่างท้าทายปนความรู้สึกผิดหน่อยๆ
แววตานั้นทำให้ชายหนุ่มเจ้าของฉายา 'นายแมว' ใจอ่อนลงเกือบจะทันทีเหมือนทุกครั้ง แต่ชายหนุ่ม
ก็ยังตีหน้าขรึมจนอีกฝ่ายไหล่เริ่มห่อลง(นิดหน่อยเท่านั้นเอง : เฟมีล)
 

ส่งผลให้ไมล์ที่ยืนกุมท้องกลั้นหัวเราะอยู่ทนไม่ไหวจึงระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมา
อย่างกลั้นไม่อยู่ก่อนจะตบมือหนักๆ ลงบนไหล่ของเพื่อนรัก
 

"ลีโอ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหน้าตาของนายตอนนั้นมันเป็นยังไง" เฟมีลมองจ้องเข้าไป
ในดวงตาสีนิลอีกคู่เพราะว่ารู้จักกันมานานถึงได้รู้ว่าการมองนิ่งๆ อย่างนี้ไม่ได้เป็นเพราะโกรธหรอก
 ในแววตานิ่งนั้นซ่อนประกายขำขันเอาไว้น่ะสิ ตาแมวขี้เก๊กเอ๋ย ไว้ค่อยถึงตาฉันบ้างแล้วกัน
 

"ว่าไง สาวน้อย สงสัยว่าเมนูเค้กคาเป้วันนี้จะต้องถูกงดเพราะคนขี้แกล้งหรือเปล่า" เสียงเย็นเอ่ยขึ้น
ขณะที่ไมล์เดินมาไล่ต้อนสามสาวรุ่นน้องให้เดินนำไปยังรอกเพื่อให้โจทก์ชำระความจำเลย
ของเขาก่อน
 

ส่วนเฟมีลพอได้ยินชื่อของโปรดก็รีบแจ้นไปอยู่ข้างๆ คนตัวโต สองแขนสอดคล้องเข้ากับแขนของ
คนตัวสูงก่อนจะซบศีรษะที่ไหล่สูงเบาๆ
"เค้กฝีมือคุณลีหรือเปล่า อยากกินจัง ตอนนี้หิวแล้วอ่ะ เดี๋ยวระหว่างไปร้านอาหาร
ฉันจะได้กินเค้กนายรองท้องไปก่อนนะ"
 

ลีโอมองท่าทางอ้อนโดยธรรมชาติของคนขี้แกล้งอย่างอ่อนใจ ใจหนึ่งก็อยากจะรับคำแต่อีกใจ
ก็อยากจะแกล้งคนขี้แกล้งอีกสักหน่อย
 

"ไม่ได้หรอก ฉันไม่อยากจะกินเค้กตอนนี้" เฟมีลเงยขึ้นไปมองใบหน้านางของอีกฝ่าย
ก่อนจะชักมือที่คล้องแขนออกแล้วเคลื่อนตัวมาประจัญหน้าอีกฝ่าย
สองแขนเท้าเอว ดวงตาจ้องตรงทำท่าเหมือนจะหาเรื่องคนตรงหน้าแต่....
 

"นายแมว โกรธเหรอ???" พอโดนถามตรงๆ ชายหนุ่มก็อึ้งไปเหมือนกันก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
ใบหน้าบึ้งตึงของหญิงสาวจึงถูกแทนที่รอยยิ้มที่ทำให้คนยิ้มยากเผยรอยยิ้มที่มุมปากออกมาจนได้
 

"งั้นกินเค้กกันนะนะ นะ น้า หรือว่า....อยากให้ป้อนหรือเปล่า" คราวนี้คนที่กำลังจะ
ยิ้มกว้างหุบยิ้มทันที
"ไม่ อยากจะกินก็กินคนเดียวสิ"
 
เฟมีลหัวเราะขึ้นทันทีแววตาเจ้าเล่ห์หันไปมองคนทั้งสี่ที่ล่วงหน้าไปที่ทางขึ้นรอกก่อนจะ
เขย่งเท้าขึ้นจนจมูกชนกับแก้มของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาแทนคำขอบคุณก่อนนะหมุนตัววิ่ง
ตามคนทั้งสี่ที่ล่วงหน้าไป ลีโอส่ายหน้าเบาๆ กับการแสดงที่แทนทั้งคำขอบคุณและคำขอโทษ
ของหญิงสาวอย่างอ่อนใจ เพราะเป็นอย่างนี้น่ะสิถึงได้โกรธไม่ลงสักที
 

"มาเร็วๆ สินายแม...เอ้ย ลีโอ คนอื่นเขารอรู้ไหม" เสียงตะโกนจากคนที่วิ่งเข้าไปในรอกเรียบร้อย
ทำให้ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าไปถึงรอก
"วันนี้เราจะไปกินที่ไหนเหรอ สาวๆ อยากจะทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า"
 เฟมีลหันถามน้องๆ ขณะที่รอกกำลังเคลื่อนตัวลง
 

"แล้วเธอล่ะ อยากกินอะไร แต่ฉันว่าที่ร้านตรงหัวมุมถนนที่สามก็ดีนะหรือว่าไงลีโอ..."
ยังไม่ทันที่ลีโอจะเอ่ยตอบสายลมอ่อนๆ ก็พัดหมุนวนขึ้นเบื้องหน้าจนเรือนผมสีดำพริ้วสะบัด
ขึ้นก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
 

"จดหมายด่วน???" มือหนาเอื่อมคว้ากระดาษแผ่นบางขึ้นมาคลี่อ่าน ดวงตาสีนิลเคลื่อนผ่าน
แต่ละบรรทัดอย่างรวดเร็วก่อนจะสอดมันเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างเงียบงัน
 

"เดี๋ยวพวกนายไปกินกันก่อนนะเจอกันที่ที่พักนะ ไมล์ช่วยพาน้องๆ ไปกินแทนฉันด้วยนะ"
ลีโอเอ่ยขึ้นหลังจากที่รอกเคลื่อนตัวมาถึงพื้น แต่ก่อนที่จะหันเดินแยกไปเฟมีลก็เรียกรั้งตัวเขาเอาไว้
 

"แต่นายยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยนะ" ร่างสูงชะงักเท้าแล้วหันกลับมาพร้อมใบหน้าที่คน
ภายนอกไม่ค่อยได้เห็นนัก แต่เชรีเคยเห็นมันมาแล้ว...รอยยิ้มที่อ่อนโยนขนาดนี้คงมีให้เธอคนนี้
เพียงคนเดียวเท่านั้น
 

"เดี๋ยวระหว่างทางจะหากินเอง กินเค้กให้อร่อยแล้วกัน เดี๋ยวกลับมาจะพาไปเที่ยว"
เฟมีลพยักหน้านิดหนึ่ง ลีโอจึงหันเดินแยกออกจากกลุ่มไป
 

เฟมีลมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างครุ่นคิด ความชำนาญในเก็บข่าวสารข้อมูลที่เธอเรียนมา
ทำให้เธอรู้ว่ากระดาษจากแต่ละหน่วยงานจะไม่เหมือนกันเหมือนอย่างที่ฟอรี่
(หรือศาสตร์จารย์พิเศษฟอริน วู้ดหรืออีกนัยก็คือเจ้ากระรอกบินนั่นแหละ) เคยพูดไว้
 

'…กระดาษทุกแผ่น ต้นไม้ทุกต้นมีจุดที่แตกต่างกันเสมอไม่มากก็น้อย วิธีการหนึ่งที่คุณจะ
หาข้อมูลได้คือ การทราบหลักแหล่งที่มาของเอกสารโดยไม่ต้องกลับไปค้นหาให้เป็นที่สงสัย
ดังนั้นคุณสมบัติข้อหนึ่งก็คือ
 
พวกคุณทุกคนจะต้องแยกแยะเอกสารของแต่ละหน่วยงานให้ได้จากการมองแค่ไม่ถึงเสี้ยววินาที...'
และนั่นคือการฝึกฝนตลอดหนึ่งเดือนเต็มในการเข้าเรียนชั้นมอเกนของ
จอมเวทย์รัตติกาลสาขาอัญมณีเดือนแรก
 

และจากการปฏิบัติงานมาเกือบ 2 ปี ทำให้เฟมีลรู้ว่า เนื้อกระดาษไม่มีทางโกหกเราและกระดาษ
แผ่นนั้นมันไม่ธรรมดา
 

"เฟ...เฟมีล เฟมีล" เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้มือที่กำลังยกช้อนเข้าปากอย่างใจลอยชะงักแล้ว
เงยหน้ามองเพื่อนสนิท
"มีอะไรไมล์"
 

ไมล์มองหน้าเหรอหราก่อนจะก้มลงมองช้อนเปล่าในมือจึงได้รู้ว่าเธอกินขนมหมดตั้งแต่เมื่อไรกัน
แต่จดหมายนั่นมันน่าจะมาจาก....
 

"เป็นห่วงรุ่นพี่ลีโอเหรอคะพี่เฟมีล" เชรีถามขึ้นอย่างเกรงใจแต่ตลอดสามวันที่ผ่านมาเธอ
ไม่เคยเห็นพี่เฟมีลเหม่อลอยเลยสักครั้ง เฟมีลยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะตอบกลับว่า
 

"เปล่าหรอกจ้ะ แค่ติดใจอะไรนิดหน่อยเท่านั้น อยากกินของหวานอีกไหม"
สาวสาวส่ายหน้าไปมาไมล์เลยตัดสินใจเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ก่อนจะเดินมารวมกลุ่มสี่สาว
 

"กลับหอกันดีกว่า ป่านนี้ลีโอคงกลับมาแล้วมั้ง" ปกติคำแซวของไมล์จะได้ผลเสมอแต่ตอนนี้
กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเพราะเฟมีลไร้การตอบสนองอย่างสิ้นเชิง ไมล์มองใบน้านวลที่นิ่งเงียบอย่าง
เป็นกังวล เฟมีลความรู้สึกไว เธอคงรู้สึกถึงเรื่องราวที่น่าหวั่นใจอย่างที่เขารู้สึก
 
เธอคงไม่อยากจะเห็นภาพของลีโอที่นองไปด้วยเลือดอีกแล้ว จดหมายนั่นเขียนอะไรไว้นะ...
แต่ที่แน่ๆ มันต้องไม่ไช่เรื่องเล็กแน่
 

ดวงตาสีม่วงอ่อนของเชรีมองรุ่นพี่เฟมีลก่อนจะเลยไปมองชายหนุ่มที่พลอยนั่งเงียบไป
อีกคนอย่างสงสัย ท่าทางความคิดของเธอคงไม่ผิดแน่ๆ พี่เฟมีลจะต้องเป็นคนพิเศษของเขา
...แต่น่าเสียดาย มันคงเป็นไปไม่ได้ น่าเสียดายจริงๆ แต่เรื่องความรักเราไม่สามารถ
บังคับจิตใจคนได้นี่นะ
 

เชรีคิดพลางภาพตรงหน้าก็ดูเหมือนจะซ้อนทับเป็นสองภาพก่อนจะกลับมาเป็นปกติอาการ
มึนหัวที่เป็นๆ หายๆ นี่สร้างความรำคาญให้เธอไม่น้อย มือบางเอื้อมไปหยิบล้วงเข้าไป
ในกระเป๋าหยิบถุงหอมออกมาอาการเวียนหัวก็หายไป อาการนี่เมื่อไรจะหายนะ
ถ้าไม่ได้ถุงหอมจากพี่มอรีลช่วยอาการคงจะแย่กว่านี้ เฮ่อ แย่จัง
 

รถลากแคลื่อนตัวไปตามถนนอย่างเชื่องช้าเนื่องจากในเวลานี้มีคนพลุ่กพล่านไปหมด
เสียงจ้อกแจ้กดังสอดเข้ามาในห้องโดยสารแต่มันก็ไมได้ทำให้คนทั้งห้าเอ่ยคำพูดอะไรออกมาอีก
 

เฟมีลนั่งมองคนมากมายในเมืองแห่งการค้าอย่างเงียบงัน แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่ได้มีภาพ
ฝูงชนนั้นอยู่เลย ภาพในหัวของเธอคือกระดาษแผ่นนั้น
กระดาษที่เห็นเพียงเสี้ยววินาทีก็รู้ว่ามันมาจากไหน
 

'อัคคา'
'ครับ'
 

'จดหมายฉบับนั้น...' ความไม่แน่ใจทำให้คู่หูที่อยู่ในสร้อยคอของเธอเอ่ยย้ำขึ้นว่า
'ครับ จดหมายจากกองป้องกันและควบคุมอาณาเขตแห่งอาณาจักร!'
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น