SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 176 : Side story 5 - โรคประจำครอบครัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,611
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    9 ก.พ. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดียามดึกอีกแล้วค่ะทุกคน
 

คืนนีเอัพดึกมากกกกก ขอโทษด้วยสำหรับคนที่รอนะคะ
หลังจากทำให้เพื่อนๆ รอมาคลอกอาทิตย์ ตอนใหม่ก้คลอดออกมาจนได้
 

ช่วงนีกัลมีรานงานแล้วก้สอบเยอะเลยค่ะ ต้ยนฉบับที่ออกมาเลยไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไร
เพราะฉะนั้นภถ้ามีคำผิดเยอะอย่าพึ่งเบื่อกันนะคะ ^_^
 

ดึกแล้วไม่พูดมากดีกว่า อ่านตอนนี้ให้สนุกนะคะ
 

กัลฐิดา
 

ประกาศ
 

ช่วงตั้งแต่วันที่ 12-28 กุมภาพันธ์นี้ กัล ติดสอบ + รายงาน เยอะ
เลยจะงดโพสในช่วงนี้นะคะอาจจะทำให้เพื่อนๆ หลายอารมณ์ค้างบ้าง
 

แต่หลังจากเคลียร์ตัวเองเรียบร้อยจะกลับมาอัพให้เหมือนเดิมค่ะ
 

^/l\^ขออภัยล่วงหน้าด้วยน้า ^/l\^
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 5 โรคประจำครอบครัว
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
ทุกนาทีที่ผ่านไปยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้แก่คนที่นั่งรอทั้งสี่เป็นอย่างยิ่ง สองสาวเพื่อนสนิทมอง
ใบหน้าซีดเซียวของเพื่อนอย่างกังวล กว่า 6 ชั่วโมงที่เชรีสลบไม่ได้สติ แม้จะรู้ว่าอีกไม่นาน
จอมเวทยาก็จะมาถึงในไม่ช้า แต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี เพราะอาการของเชรีไม่ใช่อาการปกติ
 
 
"เมื่อไรจอมเวทยาจะมาสักทีจะให้รอไปถึงไหนกัน" เสียงกระซิบอย่างหงุดหงิดมีเรทำให้ไมล์ที่
นั่งอยู่ใกล้หันมามองรุ่นน้องสาวนิ่ง ไมล์ไม่อาจตำหนิรุ่นน้องของเขาแต่เขาเองก็เข้าใจ
ถึงคนที่กำลังจะมาถึงด้วย การเดินทางข้ารัฐไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ทันทีทันใด
ฝ่ายนู้นก็คงเดินทางมาให้เร็วที่สุดเช่นกัน
 
 
"ใจเย็นๆ น่า มีเร เขาคงรีบเต็มที่แล้วล่ะ"  รินย่าเอ่ยเตือนเบาๆ พลางเหลือบไปมองมาสเตอร์
อย่างเกรงว่าเพื่อนจะโดนดุ เมื่อเห็นว่ามาสเตอร์ไซเอนยังมองออกไปเบื้องนอกเหมือนไม่ได้ยินอะไร
 รินย่าก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
 
 
ไมล์มองสองสาวที่กำลังซิบซาบอะไรกันบางอย่างแล้วก้มลงมองร่างบางที่ไม่ได้สติมาหลายชั่วโมง
เปลือกตาที่ปิดซ่อนแววตาสีม่วงนั้นค่อยๆ ขยับ ตอนแรกไมล์คิดว่าเขาคิดไปเองแต่พอลองสังเกต
ดูดี เปลือกตานั้นเริ่มขยับจริงๆ
 
 
"รินย่า เพื่อนน้องรู้สึกตัวแล้ว"
เด็กสาวเจ้าของผิวสีเข้มก้มมลงมองเชรีทันที ใช่จริงๆ เพื่อนของเธอเริ่มขยับตัวแล้ว
 
 
"เชรี เชรี" เสียงเรียกของเพื่อนสนิทดังขึ้นเรื่อยๆ ตามสติของหญิงสาวที่ค่อยๆ กลับสู่ตัวเจ้าของ
เปลือกตาค่อยๆ ลืมขึ้นแล้วหลับลงเหมือนไม่ชินกับความสว่างของห้องก่อนจะลืมขึ้นออีกครั้ง
อย่างงุนงง
 

ใบหน้าของเเพื่อนสนิทฉายเววกังวลจนเธอคิดว่านี่เธอเป็นอะไรร้ายแรง ความทรงจำสุดท้าย
ของเธอคือ ภาพประตูทางเข้าและ...เสียงเรียกอ่อนๆ...'ชาร์เพรย์'
จากนั้นสติก็เหมือนหลุดลอยไป...จมดิ่งลงในที่ที่เธอคล้ายคุ้นเคย
 
 
"เชรี เชรี เธอได้ยินฉันหรือเปล่าฮะ" มีเรพูดพลางเขย่ามือเพื่อนอย่างร้อนใจ ที่เห็นเพื่อนของตน
ลืมตาขึ้นมาแต่เหมือนกับคนเลื่อนลอย นี่น่าจะเป็นห่วงมากกว่าไหมนะ
 
 
"มี...มีเร รินย่า...เกิดอะไรขึ้นกับชั้นเหรอ" เสียงแหบเบาหวิวของคนพึ่งฟื้นทำให้ใครหลายๆ
คนในห้องนั่งเล่นโล่งอกไม่เว่นแม้แต่ชายหนุ่มทั้งสองคนที่มองกลุ่มสามสาวอยู่ห่างๆ
 
 
"เป็นอะไรไปน่ะเหรอ ก็เธอดันสลบอยู่ที่หน้าประตูน่ะสิ รุ่นพี่เขาเลยหอบเธอเข้ามานี่"
มีเรเอ่ยพลางทรุดตัวลงข้างโชฟาอย่างโล่งอก ทำให้เชรีมองเลยไปยังชายหนุ่มรุ่นพี่ที่กำลังมอง
มาที่เธอย่างพิจารณา ทำไมเขาถึงไม่ค่อยยิ้มให้เธอเลยนะ
 
 
"สลบ?? ฉันน่ะเหรอ"
"ใช่ เธอน่ะสลบไปตั้งแต่หัวค่ำ นี่มันจะเช้าอยู่แล้วนะ ทีนี้จะได้นอนกันได้ซักที เอ่อ ขอบคุณ
มาสเตอร์มากนะคะ" รินย่าเอ่ยก่อนจะทำความเคารพอย่างนอบน้อมพร้อมกับมีเร
 

มาสเตอร์ไซเอนก้มหน้ารับหันหน้าเดินไปยังประตูขณะที่เดินผ่านไมล์ ริมฝีปากบางของมาสเตอร์
หนุ่มขยับบอกอะไรบางอย่างที่ให้ใบหน้านิ่งของไมล์เหมือนจะซีดขาวลงก่อนจะปรับสีหน้าไม่ให้
หญิงสาวอีกสามคนทันสังเกต
 
 
"เอาล่ะรินย่า มีเร รีบไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้มีปฏิบัติงานอีกนะ"
"แต่รุ่นพี่คะ แล้วใครจะดูแลเชรีล่ะคะ" ไมล์มองเลยไปยังเชรีที่ตอนนี้ลุกขึ้นมาพองพนักโซฟาได้แล้ว
 

"มีแน่นอนแล้วกัน อีกสิบห้าทีเขาจะมาถึงแล้ว แต่ตอนนี้น้องสองคนไปพักก่อนเถอะเดี๋ยวพี่นั่งรอ
เป็นเพื่อนเพื่อนน้องเอง" สองสาวมองหน้ากันอย่างสงสัยว่าทำไมพวกเธอสองคนถึงนั่งรอด้วย
ไม่ได้แต่ก็เอาเถอะถ้ารุ่นพี่บอกให้พักก็ต้องไปล่ะนะ
 
 
"งั้นเราสองคนไปก่อนนะเชรี" มีเรเอ่ยลาแล้วสองสาวก็พากันลุกขึ้ ไมล์มองสองสาวที่เดินผ่านตนไป
ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ โซฟา รินย่าที่หันกลับมามองสองหนุ่มสาวที่มองตากันนิ่งอย่าง
สงสัย ทำไมบรรยากาศของสองคนนี้ถึงแปลกๆ นะ
 
 
แก็ง แก็ง แก็ง
 

เสียงระฆังนาฬิกาดังตีครบเวลาสามนาฬิกาของวันใหม่ดังแว่วมาจากหอนาฬิกา
ของเมือง ทำให้ห้องที่เงียบสงบดูไม่เงียบเหงาเกินไปนัก เชรีเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอย่างสงสัย
 

เขาไม่คิดจะพูดอะไรเลยหรือไงนะ หรือเป็นเพราะหน้าที่เท่านั้นถึงได้จำใจนั่งอยู่เป็นเพื่อน
แถมเธอก็ไม่ใข่คนที่จะเริ่มคุยกับใครก่อนด้วยสิ ทำไงดีล่ะ
 
 
"อีก 5 นาที" ไมล์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"คะ????"
"อีก 5 นาที คนที่จะมาดูอาการของชาร์...เอ่อ..ของน้องจะมาถึง"
"ใครกันคะ" ไมล์หันมามองหญิงสาวที่ขมวดคิ้ว รอยยิ้มอ่อน ฉายชัดขึ้นในดวงตาสีเขียวใส
 
 
"คนที่ชาร์...เอ่อ น้องรู้จักดี" ก่อนที่จะสงสัยว่าใครจะมาดูอาการของเธอ คำเรียกของชายหนุ่มรุ่นพี่
ทำให้เชรีไม่สนใจจะถามถึงใครคนนั้นแต่กลับถามอีกคำถามหนึ่งแทน
"รุ่นพี่จะเรียกฉันว่าอะไรนะคะ...เรียกว่า ชาร์เพรย์ หรือเปล่า"
 

คำถามตรงจากคนตรงหน้าทำให้ไมล์ไม่กล้าสบตาเด็กสาว เขาเสมองไปทางอื่นก่อนจะตอบว่า
"มันคงเคยชินที่จะเรียกชื่อหน้าของคนมั้ง ทำไมไม่ค่อยมีใครเรียกอย่างนี้หรอ หรือว่าไม่ชอบให้ใคร
เรียกชื่อนี้" เมื่ออีกฝ่านถามกลับ เชรีรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
 
 
"ไม่ค่ะ ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบแล้วก็ไม่เคยมีใครเรียกด้วยค่ะ ส่วนใหญเขาจะเรียกว่า เชรี
ทั้งนั้นเลยสงสัยเฉยๆ...ค่ะ" เมื่ออีกฝ่ายไม่ซักไซ้เรื่องการเรียกชื่อต่อไมล์ก็แอบลอบถอนหายใจ
เกือบไปแล้วเรา ไม่ทันได้ยนึกด้วยว่าทำไมต้องเรียกชื่อนี้ ถ้าถามมากกว่านี้สงสัยจะแย่
 
 
"ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่เห็นไปรับกันมั้งเลยนะไมล์" เสียงใสๆ มาพร้อมกับร่างเล็กๆ ของหญิงสาว
เจ้าของเรือนผมสีน้ำทะเลทำให้ไมล์ลุกขึ้นพร้อมยิ้มรับเพื่อนเก่าที่อุตส่าห์เดินทาง
มากะทันหันอย่างนี้
 
 
"ในเมื่อมีสารถีประจำตัวซะเก่งกาจขนาดนั้นการเดินทางคงไม่ลำบากมากหรอกมั้ง...จริงไหม
เซอร์รัส" สิ้นเสียงเรียกชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินก็ปราฏตัวขึ้นข้างกายหญิงสาวร่างเล็กแทบ
จะทันที เส้นผมสีเงินยวงที่สะบัดไปตามสายลมที่มักจะตามติดร่างชายหนุ่มทำให้เชรีรู้ว่าเขาคือใคร
 

"ไม่ได้เจอกันนานเลยไมล์ ซักหกเดือนได้ไหม" ไมล์เดินเข้าโอบไหล่เชอร์รัสก่อนจะพามานั่งที่
เก้าอี้รับแขก มือหนาผายมือไปทางรุ่นน้องที่กำลังตกตะลึงกับผู้มาใหม่จนพูดไม่ออกว่า
 
 
"นี่ ชาร์เพรย์เชรี เดอ กราฟ คนป่วยของเธอ มอรีล" มอรีลหันไปส่งยิ้มให้รุ่นน้องหรืออีกนัยคืออดีต
ลูกศิษย์ของเธออย่างเป็นกันเอง
 

"อ๊ะ มอรีลคงรู้จักอยู่แล้วล่ะสิ เอ่อ นี่ เชอร์รัส เอนเซล รุ่นพี่อีกคนของเธอ" ชาร์เพรย์โค้งศีรษะทำ
ควาเมคารพทั้งสองเนื่องจากไม่สะดวกที่เธอจะลุก ก่อนที่ทั้งสี่จะเงียบอีกครั้ง
 

ความจริงไมล์มักจะมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเสมอที่ทั้งสามเจอกัน แต่วันนี้คงจะมีเรื่องอะไรรบกวน
คนที่อารมณ์ดีที่สุดอยู่แน่นอนถึงได้เงียบสนิทยังนี้
 
 
มอรีลและเซอร์รัสหันมองหน้ากันการสบตากันครั้งเป็นเหมือนการสื่อถึงเรื่องบางเรื่องที่ทั้งคู่รู้
ดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น สองคนผู้ซึ่งรอบรู้เรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างทั้งคู่รู้ดีว่าอะไร
จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ แต่คนทั้งสองตรงหน้าพวกเขาเล่าจะรู้เหมือนที่พวกเขารู้หรือไม่
 
 
"ไมล์ออกมากับฉันดีกว่า ปล่อยให้สาวๆ เขาคุยกันซักหน่อย" ไมล์พยักหน้ารับ หันไปทางเชรี
เป็นเชิงขอตัวแล้วลุกเดินตามเซอร์รัสออกจากห้องไป
 
 
"น้องเชรีเป็น..." เสียงถามไถ่อาหารของมอรีลดังตามหลังไมล์มาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจ
ที่ส่งคนป่วยให้ถึงมือคนที่ไว้ใจได้ เขาจะได้หมดภาระเสียที
 
 
"เห็นว่าพึ่งไปพบท่านกรินเดลมาหรอ" เซอร์รัสถามขณะที่ทั้งสองกำลังเดินตรงไปยังสวนย่อม
หน้าอาคารที่พัก
"ใช่ ได้ข่าวว่าท่านไม่สาบายน่ะ เลยไปเยี่ยม เพราะตลอดปีที่แล้วไมได้กลับบ้านเลย"
 
 
"เพราะงานทางนี้ยุ่งล่ะสิ เลยกลับไมได้ นายก็แย่หน่อยนะ ดันเกิดมาก่อนเขานี่ เลยต้องรับ
บทหนักทั้งสองฝ่าย" เซอร์รัสเอ่ยอย่างเข้าใจ แม้เดอ คูลนิ่งจะต้องอยู่กับฟรานเชสก้าเสมอแต่
พันธสัญญานั้นก็ไม่ได้หมายถึงเดอ คูลนิ่งทุกคน
 

จะมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะมาอยู่กับฟรานเชสก้าและจะเป็นคนที่ถูกเลือกเท่านั้นถึงมาอยู่ที่นี่
ได้ เดอ คูลนิ่งรุ่นของราฟาเอลนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เนื่องจากราฟาเอลเป็นลูกชายคนเล็ก
แต่ไมล์ไม่เหมือนกัน เขาเป็นหลานชายคนแรกของตระกูลปละเขาเกิดมาในปีเดียวกับ
ทายาทของนักเดินทาง ดังนั้นสิ่งที่ตามก็มาคือความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นสองเท่า
 

ไมล์เลือกที่จะอยู่กับฟรานเชสก้าและรับหน้าที่ของตระกูลจนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมมารับ
 แต่ 20 ปีมานี้ผู้ทีเหมาะสมยังมีวุฒิภาวะไม่พอ จึงไม่น่าแปลกที่เพื่อนของเขา
จะต้องเดินทางอยู่เสมอ
 
 
"อีกไม่กี่ปี ดันเอลก็จะมารับหน้าที่ต่อจากฉันแล้วล่ะ ตอนนี้ก็ต้องเหนื่อยหน่อย"
เซอรรัสเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องของไมล์
ดันเอล เดอ คูลนิ่ง ผู้ซึ่งอายุน้อยกว่าไมล์ถึง 4 ปี
 
 
"เออ ใช่อีกปีเดียวดันก็จะอายุ 17 แล้วนี่ แล้วน้องคนนี้ว่าไง" ไมล์ชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ
ของเขาแล้วกันมามองเพื่อนอย่างสงสัยว่ากำลังเอ่ยถึงอะไรกันอยู่
 
 
"ดันเอลเหรอ ก็ดี คุรสมบัติครบถ้วนเหลือแต่เวลาเท่านั้น" เซอร์รัสส่ายหน้าไปมาอย่างขำๆ
บางทีไมล์ก็อาจจะเ)นคนที่หลีกเลี่ยงเก่งที่สุดในกลุ่มของพวกเขาก็ได้ เพราะไม่ว่าเมื่อไร
ใบหน้าที่มักประดับด้วยรอยยิ้มนิดๆ ทีมุกมปากก็มักจะหลอกคนอื่นได้เสมอ
 
 
"ฉันหมายถึงน้องชาร์เพรย์เชรี คนนั้นน่ะ นายจะเอายังไง" ไมล์ยักไหล่เหมือนจะบอกว่าไม่รู้
จะทำยังไงอละไม่ต้องทำอะไร
"ทำไมนายสองคนถึงได้ถามอะไรเหมือนกันจัง" เซอร์รัสเลิกคิ้วสงสัยแล้วถามว่า
 

"ใครถามนาย อ้อ ลีโอล่ะสิ ทำไมแล้วมันน่าถามไหมล่ะ พ่อดากี้ในร่างมนุษย์ พออยู่กับสาว
รุ่นน้องปั๊บก็กลายร่างเป็นชายหนุ่มผู้เงียบขรึมเชียวนะ" ไมล์นั่งลงที่เก้าอี้ในสวน อากาศเย็น
ในตอนกลางคืนทำให้ชายหนุ่มที่ถอดเสื้อคลุมเอาไว้ข้างในห้องนั่งเล่นรู้สึกเย็นขึ้นมานิดเหน่อย 
 
 
"ก็มันยังไม่ได้สนิทกันจะให้คุยจ้อได้ยังไง อีกอย่างนั่นน่ะรุ่นน้องนายนะ จะมาเจ๊าะแจ๊ะให้
เสียระบบทำไมกัน" เซอร์รัสส่ายหน้าเบาๆ กับการไถลไปเรื่อยของเพื่อน
 

"อย่ามาทำเป็นไม่สนใจเลย ถ้าไม่สนใจจริงจะสนทำไมว่าจะเสียระบบ ไมล์เอ๋ยไมล์
อย่ามาโกหกกันดีกว่า นายสนใจเธอ จริงไหม???" ดวงตาสีเงินของผู้กุมความลับของสายลม
จ้องมองมายังไมล์เหมือนจะมองผ่านเข้าไปในจิตใจของเขา ไมล์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใ
บหน้าที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มดูกังวัลมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
 
 
"ฉันไม่รู้เซอร์รัส"
"ไม่รู้อะไร??"
 

"ฉันไม่รู้ว่า...ที่ฉันสนใจตอนนี้ป็นสายเลือดเดอ กราฟในตัวเธอหรือว่า...ตัวของเธอ
แล้วก็ ฉันกำลังสงสัยในเรื่องที่ควรสงสัยมานาน..."
เซอร์รัสทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ไมล์ ดวงตาสีเงินทอดไปยังสวนดอกไม้ยามค่ำคืนอย่างครุ่นคิด
 
 
"นานแล้วที่เดอ คูลนิ่งรักษาคำสัญญาอย่างหนึ่งต่อ เดอ กราฟ หน้าที่รับผิดชอบของผู้ที่อายุมาก
ที่สุดในแต่ละรุ่นจะต้องแบกรับ นายสงสัยเรื่องนี้ใช่ไหม"
 

ไมล์หันหน้ามองหน้าเซอร์รัสอย่างสงสัย เซอร์รัส เอน เซล เจ้าผู้กุมความลับทั้งหมดทั้งมวล
ในวินด์โคลโลย่อมต้องรู้เรื่องนี้ คงมีแต่ผู้ที่จะต้องเลือกอย่างเขาเท่านั้นที่ยังไม่รู้
ไม่มีวันรู้...จนกว่าจะถึงเวลานั้น เขายังต้องรอต่อไป รออย่างกระวนกระวายและสับสน
 
 
"ใช่ และนายจะไม่มีวันบอกมันให้ฉันรู้จริงไหม" เซอร์รัสแย้มยิ้มขึ้นมานิดหนึ่งกับคำดักคอ
ของเพื่อน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า
"มอรีลคงจะดูอาการ 'รุ่นน้อง' ของนายเสร็จแล้ว ฉันขอพาคนของฉันไปพักผ่อนแล้วกัน
เร่งเดินทางซะจนลืมพัก แล้วเจอกันพรุ่งนี้"
 

ไมล์พยักหน้าพร้อมกับยกมือฟาดที่สีข้างเซอรรัสเป็นการแซวไม่ได้ ดวงตาสีเขียวเต็มไปด้วย
รอยยิ้มมองตามร่างสูงของเพื่อนไป บางทีก็น่าอิจฉาเซอรัสเหมือนกับที่เจ้าตัวสามารถถ่ายทอด
ความต้องการองตนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติขนาดนั้น
 

ไม่ผิดเลยที่รีเนลเคยพูดไว้ว่า มอรีล มารีลเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในวินด์โตลโล ที่สามารถหยุด
สายลมอารมณ์ดีนี้ไว้กับตัว
 
 
แสงสีส้มจากเตาผิงในห้องทำงานของลีโอยังคงสว่างอยู่แสดงว่าเจ้าของห้องยังไม่นอน
ไมล์นั่มองแสงส้มอ่อนนั้นอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาในอาคาร ความอุ่นค่อยๆ
ซ่านผ่านผิวหนังของชายหนุ่ม
 

ร่างสูงตั้งใจที่จะตรงไปยังห้องพักของตนแต่ติดตรงร่างเล็กที่นั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น
เรียกเขาไว้เสียก่อน
"รุ่นพี่คะ" ไมล์หันกลับมามองใบหน้ารุ้นน้องสาวอย่างสงสัย เชรีก้มลงมือตัวเองเหมือน
กำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า 
 
 
"ขอบคุณมากนะคะ สำหรับ...เรื่องวันนี้" ไมล์มองเส้นผมสีม่วงบอร์นของเด็กสาวอย่างครุ่นคิด
ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเงยหนามามองตนซักที แล้วยังนี้จะขอบคุณเขา
หรือว่าขอบคุณพื้นล่ะเนี่ยก้มจนผมปิดหน้าปิดตาหมดแล้ว
 

โดยไม่ทันคิด เขาก็พบว่ามือของเขายื่นไปลูบศีรษะของเธอเบาๆ สัมผัสแผ่วเบานั้นส่งผลให้
ใบหน้านวลเงยขึ้นอย่างตกใจ ดวงตาสองคู่สบกันอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่รอยยิ้มที่ฉายอยู่บนใบหน้า
ของขายหนุ่มที่ได้ชื่อว่ามีรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ที่สุดก็ทำให้เด็กสาวต้องก้มหน้าอีกครั้งพร้อมกับ
การหายไปกับสัมผัสแผ่วเบานั้น
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว อย่าฝืนมากล่ะ..."
 

เมื่อเชรีเงยหน้าขึ้นไมล์ก็ไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว หญิงสาวทรุดตัวลงนั้งกันโซฟาอย่างหมดแรง
รอยยิ้มนั้นสามารถทำให้ผู้หญิงทั้งรัฐหัวใจละลายเลยนะนั่น เชรีคิดไปยิ้มกับตัวเองไป
พึ่งจะรู้วันนี้เองว่า ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง มีเสน่ห์อย่างไร นี่เองถึงทำให้มีเรคลั่งได้ขนาดนั้น
เชรีคิดพลางส่ายหน้าเรียกสติตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น
 
 
"ต้องรีบเข้านอนแล้วเรา เฮ่อ สงสัยวันนี้เราจะเหนื่อยอย่างที่เขาว่าจริงๆ" ร่างบางที่กำลังจะ
ขยับเท้าก้าวออกแต่เขา
 

สายลมวูบหนึ่งก็พักผ่านใบหน้าเธอไป 'ชาร์เพรย์...'
 

เหมือนกับมีอะไรมาปะทะที่หน้า เชรีรีบคว้าพนักเก้าอี้ที่อยู่ข้างตัวเอาไว้ สมองมึนตื้อไป
เสี้ยววินาทีก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง มือบางยกมือขึ้นนวดขมับเล็กน้อย
เสียงของรุ่นพี่มอรีลยังก้องอยู่ในหู
 
 
 
"...มันเป็นอาการประจำตระกูลค่ะ เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็จะแสดงออกมา"
"แต่ทำไมคุณพ่อไม่เห็นมีอาการอย่างนี้เลยคะรุ่นพี่ แล้วมันจะหายไหม"
คำถามถูกถ่ายทอดออกมาอย่างกังวลแต่คนตอบก็ไม่ได้ไขข้อข้องใจให้เธอมากนัก
 
 
"ไม่หรอกจ้ะมันจะส่งต่อให้กับลูกสาวเท่านั้น เอาล่ะตอนนี้น้องพยายามสูดหายใจลึกๆ
แล้วสูดกลิ่นไม้หอมที่พี่ให้ติดตัวเอาไว้นะคะ" มอรีลพูดพลางส่งถุงผ้าตาข่ายขนาดเท่า
ฝ่ามือภายในบรรจุกลีบดอกไม้ ใบไม้ และรากไม้หลากสีจนอัดแน่น กลิ่นอ่อนๆ
ของมันทำให้เธอรู้สึกสบายขึ้น
 
 
"แล้ว...อาการจะรุนแรงขึ้นหรือเปล่าคะ?" เธอจำได้ว่าเธอถามออกไปอย่างนั้นแต่รุ่นพี่เพียง
แสดงสีหน้ากังวลออกมาแล้วตอบว่า
"มันจะทรงตัวอย่างนี้สักพักแล้ว..."
 

รุ่นพี่หยุดไว้ตรงนั้นก่อนจะส่งยิ้มเหมือนให้กำลงใจมากให้เธอก่อนจะพูดต่อว่า
"แล้วมันจะหายไปเองแหละจ้ะ..." 
 
 
 
"จะทรงอยู่ซักพัก หมายถึงจากนั้นจะทรุดลงหรือเปล่านะ" เชรีคิดกับตัวเองเบาๆ
ขณะที่ล้วงเอาถุงตาข่ายขึ้นมาดม เมื่อแน่ใจว่าอาการหน้ามืดเมื่อครู่หายแล้วจึงเดินตรง
กลับห้องพักทันทีท่ามกลางดวงตาสองคู่ที่กำลังมองหญิงสาวอย่างเป็นห่วง
 
 
"เราทำอะไรมากไม่ได้อีกแล้วหรือ ต้นแสงจันทร์" เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นขณะที่คนในอ้อมแขนพยักหน้า
อย่างเงียบงัน อ้อมกอดที่โอบรอบร่างเล็กบนคานของตึกที่พักรัดแน่นขึ้นกว่าเดิมเหมือน
กำลังตัดความกังวล
 
 
"ไม่ว่าเมื่อไร คำสัญญาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ เดอ คูลนิ่ง ไม่ใช่เหรือ"
มอรีลหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม ศีรษะเล็กค่อยเอนซบลงที่ไหล่ของอีกฝ่าย
เหมือนอยากจะพักแล้ว
 
 
"เหนือยล่ะสิ ทั้งที่พึ่งกลับมาจากฝึกที่คูมีร่าแท้ๆ ยังต้องเดินทางมาที่นี่อีก"
รอยยิ้มบางเผยขึ้นบนริมฝีปากของคนที่กำลังหลับตา
 
 
"ก็มันจำเป็นนี่ นายเองก็เหนื่อยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ" มือหนาที่กำลังลูบเส้นผมที่ยาว
จนถึงกลางหลังของอีกฝ่ายชะงักเหมือนคนที่กำลังคิดหาข้อแก้ตัว แต่ก็พูดไม่ออก
เพราะรู้ว่าไม่อะไรที่อีกฝ่ายไม่รู้
 
 
"ไม่ได้นอนมากี่คืนแล้ว...เซอรัรัส" เสียงนุ่มของคนในอ้อมแขนถามขึ้นเบาๆ
ทำให้เซอร์รัสหัวเราะเบาๆ เหมือนคนถูกจับได้ว่าทำผิด
 
 
"4 ไม่มีอะไรที่ไม่รู้เลยหรือไง" ดวงตาสีน้ำทะเลลืมขึ้นสบดวงตาสีเงินที่ก้มลงมามองเธอ
เป็นดวงตาขี้เล่นเสมอไม่ต่างจากที่พบครั้งแรก
 
 
"ก็ต้องอยู่กับคนชอบแกล้งน่ะสิเลยต้องรู้ให้ทัน" ไม่รู้ว่าคำตอบนั้นถูกใจหรือแทงใจคนฟังกันแน่
เพราะสุดท้ายคนตัวเล็กก็โดนคนฟังคำตอบกดจมูกลงที่แก้มหนักๆ หลายที
 
 
วงล้อสายลมพัดหมนแรงขึ้นรอบตัวคนทั้งคู่ไม่นานเมือ่สายลมเบาลงร่างของคนทั้งสองบนคาน
ก็หายไปเหลือไว้แต่สายลมเบาๆ ที่พัดไปยังในคนหนึ่งที่ยืนมองดวงจันทร์อย่างสงบ
 

แสงจัทนร์ทำให้เส้นแมยาวสีนิลมันวาวขึ้น นิ้วเรียวลูบนาฬิกาพกอย่างนุ่มนวล ตัวเรือนของนาฬิกา
พระพริบล้อแสงจันทร์อยุ่ไม่นานร่างเล็กๆ ก็ค่อยปรากฏตัวขึ้น
 
 
"เอนจี้...พูดเรื่องนั้นออกไปมันจะไม่เป็นการละเมิดข้อตกลงหรือไง" ไทเมอร์ ฟรานเชสก้า
หันมามองภูตแห่งกาลเวลาแล้วเอ่ยด้วยน่ำเสียงนิ่งว่า
"มันก็แค่สิ่งใครสักคนต้องพูดเท่านั้น..."
 
 
"แต่ใครคนนั้นทำไมต้องเป็น...ท่าน" เสียงนาริก้าเถียงขึ้นมาส่งผลให้เกิดรอยยิ้ม
บนใบหน้าที่ไม่ค่อยยิ้มนั้น
 

"...เพราะคงไม่มีใครที่ดีไปกว่าเราแล้วล่ะมั้ง มาเถอะ นาริ คืนนี้พ่อดาร์กี้ในร่างมนุษย์ของเธอ
ก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้แน่ๆ เราเองก็มีเรื่องต้องทำ..."
 

ไทเมอร์ยื่นมือข้างที่ถอนาฬิกาไว้ให้นาริกลับเข้าไปในนาฬิกาเรือนนั้นในขณะที่ดวงตาสีนิลนั้น
ยังคงมองไปยังแหล่งกำเนิดแสงจันทร์
 
 
"ใช่ ใครสักคนจำเป็นต้องทำ...." ร่างสูงพึมพำกับตัวเองเบาๆ จากนั้นก็หันหลังไปที่เตียงของตน
ปล่อยให้แสงจันทร์กระซิบกระซาบถึงข้อความที่บอกออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
ข้อความที่ใครสักคนต้องพูด ใครบางคนต้องเข้าใจมันและใครบางคนต้องลงมือทำ...
 
 
"สายลมพัดผวน ทวนคำสัญญา สูญสิ้นเวลา ภูตาหลุดลอย...."
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น