SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 175 : Side story 4 - ผู้มาเยือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    1 ก.พ. 50

 Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีเดือนแห่งความรักค่ะ ทุกคน
 

เดือนใหม่ก็ต้องมาพร้อมกับตอนใหม่ค่ะ ถ้าเพื่อนเห็นว่าตอนที่แล้วมีการอัพเดท
นั่นก็เพราะกัลได้ทำการแก้คำผิดและเรียบรียงภาษาในบางประโยคใหม่
เพื่อไม่ให้เป็นการขัดดา เพราะช่วนี้เร่งพิมพ์จนผิดๆ พลาดๆ เสมอ
 

หลังจากอ่านตอนนี้จบหลายคนคงจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้มากขึ้น
และบางคนอาจจะร้องกริ๊ดออกมาดังๆ ด้วยควาอิจแาก้ได้
 

กัลไม่พูดมากดีกว่า ไปอ่านหันเลยนะคะ
 

กัลฐิดา
 

ปล. ตอนนี้มีการประกวดภาพวาดเซวีน่า สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่
http://www.tswriter.com/svforum/forum_posts.asp?TID=170&PN=1&FID=1&PR=3
อยากให้เพื่อนๆ มาร่วมสนุกกันเยอะนะคะ
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 4 ผู้มาเยือน
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
"ชาร์เพรย์" เสียงเรียกอีกครั้งของไมล์ทำให้หญิงสาวตั้งสติได้ ร่างบางขยับตัวเหมือน
จะลุกขึ้นแต่ความปวดแปล็บที่เล่นเข้ามาในหัวทำให้หญิงสาวจำต้องทรุดตัวซบศีรษะลงที่บ่า
ของชายหนุ่มรุ่นพี่อีกครั้ง
 

"เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ" ไมล์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปิดความร้อนใจไว้ไม่ได้
"ปวดหัวค่ะ แต่อีกซักพักก็คงหาย ถ้ารุ่นพี่มีธุระก็ไปก่อนเถอะค่ะ" ไมล์มองหญิงสาวที่พยายาม
ทรงตัวขึ้นเหมือนอยากจะตำหนิที่อีกฝ่ายไม่ได้ดูความสามารถของตัวเองเสียเลย
 

สภาพอย่างนี้จะปล่อยให้อยู่คนเดียวได้อย่างไร ไม่ว่าจะในฐานะสุภาพบุรุษหรือว่าในฐานะรุ่นพี่
เขาก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กสาวที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้อยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วย
คนแปลกหน้าอย่างนี้หรอก
 
 
"ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วนี่มากับใคร" เชรียกมือขึ้นนวดขมับเหมือนจะพยายมลดความเจ็บปวด
ที่โจมตีเธอไม่หยุดก่อนจะตอบเสียงแผ่วว่า
"มาคนเดียวค่ะ"
 

"แย่ นี่มันเย็นแล้วนะ จะไปไหนก็ควรมีเพื่อนไปด้วยสิ" น้ำเสียงตำหนิกรายๆ ของชายหนุ่ม
เป็นผลทำให้คนที่ปวดหัวจะตายอยู่แล้วตวัดสายตาเคืองมาให้
 

แต่เพียงชั่วเเวบเดียวก็รู้ตัวว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใกล้ชิดที่จะสามารถพูดอะไรอย่างที่อยากได้
จึงเปลี่ยนเป็นก้มหน้ารับคำตำหนินั้นอย่างดุษฎี
 
 
"งั้นเดี๋ยวกลับกับผมแล้วกัน เอ่อ หายปวดหัวหรือยัง"
"ดิฉันไม่รบกวนหรอกค่ะ เอ่อ มันไม่ได้ปวดมากแล้ว" คำตอบที่ได้กับอาการปวดที่ขมับช่างต่าง
กันราวฟ้ากับดินแต่จะให้เธอกลับกับเขาคงไม่ไหว ในสายตาของคนอื่น ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง
เป็นอย่างไรเธอไม่รู้ แต่สำหรับเธอ เขาเป็นคนที่เธอควรจะอยู่ห่างที่สุด
 

"อย่าพูดโกหก ถ้าปวดก็ต้องบอกว่าปวด ปวดหัวจนหน้าซีดขนาดนี้แล้วจะกลับเองได้ยังไง มาเถอะ
ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว ถ้าไม่ไปตามเวลาก็จะไม่ได้กินอะไรจนถึงเช้านะ"
 

พูดจบร่างสูงก็อุ้มร่างบางขึ้นโดยไม่ฟังเสียง เชรีอดตกใจไม่ได้กับการกระทำของชายหนุ่ม
แต่เพราะความปวดที่กำลังรุมเร้าทำให้หญิงสาวไม่ได้ทักท้วงอะไรออกมา เธอทำได้เพียง
หลับตาลงช้าๆ เหมือนกำลังภาวนาให้อาการปวดนี้จะหายไปโดยเร็ว
 
 
"เดี๋ยวผมต้องแวะที่ที่หนึ่งก่อน คุณทนได้นะ" เชรีพยักหน้าเบาๆ เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขาสิ
นี่มันรถของเขาไม่ใช่ของเธอ ไมล์มองร่างบางที่นอนขดอยู่กับเบาะรถลากอย่างเป็นห่วง
อาการปวดหัวของหญิงสาวท่าทางจะหนักเอาการ เด็กสาวคนนี้ป่วยเป็นอะไรไปนะ
หรือว่าวันนี้ใช้พลังมากเกินไป
 
 

ไม่นานเชรีก็รู้สึกถึงการออกตัวของรถลาก ความเงียบเข้ามาคลอบคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง
ดวงตาสีม่วงอ่อนที่ปรือขึ้นอย่างสงสัยในความเงียบนั้น แล้วเธอก็ต้องแปลกใจที่เห็นเพียง
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองนั่งนิ่งสงบทอดสายตาไปทางถนนอย่างครุ่นคิด
 

เขาคิดอะไรอยู่นะ รถลากเคลื่อนไปได้ไม่นานก็หยุดลง ดวงตาสีเขียวใสหันมามองรุ่นน้อ
งเหมือนเป็นเชิงขอตัวแล้วจึงลงจาสกรถไป ไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงของเขา
คุยกับใครคนหนึ่ง
 
 
"...ถ้าจะมาทำไมไม่บอกเจ้าตัวล่ะ เรียกฉันออกมารับทำไม" น้ำเสียงร่าเริงแฝงยั่วเย้า
ทำให้เชรีอดสงสัยไมได้ว่าใครกันนะที่ทำให้รุ่นพี่คุยเก่งต้องออกมารับด้วยตัวเองได้
ต้องเป็นคนสำคัญมากแน่ๆ
 
 
"...ไม่อย่างนั้นก็ไม่ทำให้แมวขี้เก๋กแปลกใจน่ะสิ ขอโทษทีไมล์ที่ต้องมาให้มารับ ก็หอพัก
ของปราการเขาไม่ให้คนภายนอกเข้านี่นา โอ๊ะโอ ไปลักพาสาวน้อยตากลมทื่ไหนมาจ๊ะ
พ่อหนุ่มเจ้าสำราญ"
 

เสียงใสของคนสำคัญดังไปทั่วห้องโดยสาร ท่าทางวจะเป็นคนอารมณ์ดีแฮะ เชรีคิด
ในใจขณะที่พยายามทำตัวเหมือนคนที่หลับอยู่
 
 
"อย่ากวนน้องเขาน่าเฟมีล เขากำลังไม่สบาย" ไมล์เอ่ยเตือนพร้อมกับสั่งรถลากให้เคลื่อนอีกครั้ง
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องน่าไมล์ บอกมาซะดีๆ หรือว่าจะให้แจ้งข่าวไปหาเจ้าแม่กรมข่าวให้
มาขุดคุ้ยเอง"
 

เสียงหัวเราะใสทำให้เชรีแอบปรือตาขึ้นมองเล็กน้อยไม่ได้ แล้วเธอก็พบสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้
ใบหน้าที่มักระบายยิ้มเสมอของรุ่นพี่ไมล์กำลังทำท่าลำบากใจ ให้กับหญิงสาวเจ้า
ของผมดัดรอนยาวถึงเข็มขัด
 
 
"อย่านะ เฟมีล นั่นน่ะรุ่นน้องของเธอนะ เธอคิดว่าฉันจะทำอะไร" หญิงสาวที่หันหลังให้เธอ
หัวเราะร่วนเหมือนกำลังสนุกทีได้ไล่ต้อนชายหนุ่มที่อารมณ์ดีสุดให้จนมุม
"อ้อ รุ่นน้อง โอเค แล้วน้องเขาเป็นอะไรไปล่ะ" เสียงซักไซร้ยังดำเนินต่อไป
 
 
"เป็นลม อ๊ะ เห็นไหม เธอน่ะเสียงดังน้องเขาตื่นแล้ว" เชรีพยุงตัวเองขึ้นอย่างเขินๆ ที่ถูกจับ
ได้ว่าแอบฟังการสนทนาของคนทั้งสอง ไม่น่าลืมตาขึ้นมาเลยเรา แล้วเธอก็ต้องตกใจรอบสอง
เมื่อหญิงสาวเจ้าของเสียงหัวเราะสดใสหันมามองเธอ
 

ดวงตาสีนิล ใบหน้านวลซึ่งเธอจำได้ติดตาแม้ตอนนี้จะไม่ได้แต่งหน้าคมจัดเท่าแต่ความสวย
ที่หาตัวจับยากอย่างหญิงสาวตรงหน้าก็ไม่ทำให้ลืมได้ง่าย....เดน่า... เธอคนนั้นนั่นเอง
 
 
"สวัสดีจ้ะ น้อง น้องคะ" เดน่าคนนั้นเอียงหน้ามองเธออย่างขำๆ รอยยิ้มที่มุมปาก
ยิ่งทำให้ใบหน้านวลสดใสยิ่งขึ้น
 

"คะ...ค่ะ สวัสดีค่ะ" เชรีรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับหญิงสาวตรงหน้า
พลังบางอย่างในตัวของเธอคนนี้ทำให้เชรีรู้สึกว่าเธอคนคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาสมกับ
ที่เป็นเจ้าของหัวใจของคนๆ นั้น
 
 
"เอ สงสัยน้องเขาจะปวดหัวมากเลยนะเนี่ย ไหนมาให้พี่ดูหน่อยถึงแม้ว่าพี่จะไม่ได้เป็น
จอมเวทยาก็เถอะ แต่ก็มีความรู้อยู่บ้างแหละ" พูดเสร็จเธอคนนั้กนั่งลงยกมือขึ้นทาบขมับทั้งคู่
 

พลังอุ่นๆ ก็ไหลผ่านมือบางก้ค่อยๆ แทรกความเจ็บปวดเข้ามา ความเจ็บปวดก็ค่อยๆ ลดลงจน
เมื่อเธอคนนั้นลดมือลงแล้วส่งยิ้มมาให้ อหารหารปวดส่วนใหญ่ก็จางหายไป
 
 
"เป็นไงคะ ดีขึ้นไหม" เชรีพยักหน้าพร้อมส่งรอยยิ้มเป็นเชิงขอบคุณตอบแทนการรักษา
อาการปวดหัวของเธอ
 

"เอ้า ลืมแนะนำตัว พี่อยู่รุ่นเดียวกับไมล์ เรียกพี่เฟมีลก็ได้"
"ค่ะ พี่เฟมีล น้องชื่อ ชาร์เพรย์เชรี เดอ กราฟค่ะ เรียกเชรีเฉยๆ ก็ได้"
เฟมีลยิ้มรับก่อนจะส่งสายตาเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างให้ไมล์แล้วหันมาหารุ่นน้องว่า
 
 
"น้องเชรีอยู่กลุ่มของไมล์เหรอ" เชรีลอบมองไปทางชายหนุ่มที่ตอนนี้ถอยไปนั่งมองสองสาว
ที่พึ่งพบหน้าคุยกันอย่างสงบ
 

"ค่ะ พี่ก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอคะ คุมอยู่กลุ่มของใครหรือคะ" เฟมีลหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจก่อน
จะตอบอย่ามีเลศนัยว่า
"พี่ไม่ได้คุมอยู่กลุ่มไหนหรอก ต้องรอให้คนอื่นเขาสั่งมาว่าจะให้อยุ่กลุ่มไหน จริงไหมไมล์"
ไมล์หักไหล่ก่อนจะตอบยียวนกลับว่า
 
 
"ฉันว่าเธอคิดไว้แล้วมั้งว่าจะอยู่กลุ่มไหน มาจนถึงนี่คงมีสิ่งที่ทำให้ได้ในสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว
เอ หรือว่าฉันพูดผิด" เฟมีลหันไปแลบลิ้นใส่ไมล์อย่างหมันไส้คนรู้ทัน
"ต้องดูกันไปเน๊าะน้องเชรี ถ้าคนแถวนี้แกล้งน้องล่ะก็บอกพี่ได้นะ ผู้ชายแถวเนี้ยไม่เข้าใจ
ผู้หญิงอย่างเราหรอก" ไมล์ร้อง ฮึ ขึ้นมานิดก่อนจะเถียงว่า
 
 
"ใครจะเหมือนนายแมวของเธอเล่า ตามใจกันเข้าไป แล้วนี้โดดเรียนมาหรือเปล่า" เฟมีลหน้ามุ่ย
เมื่อถูกอีกฝ่ายเเซว สรรพนามของทั้งสองทำให้เชรีงง ว่าใครกันที่ถูกเรียกว่า 'นายแมว'
ไม่เห็นมีรุ่นพี่คนไหนหน้าตาเหมือนแมวซักคน
 
 
"ถูกบังคับให้ลาหยุดมา ไม่ได้มีหน้าที่เยอะเหมือนใครบางคนนี่ มาปุ๊บหายปั๊บ อีกอย่าง
อาทิตย์หน้าก็จะเข้าเดือนเฉลิมฉลองแล้ว นักเรียนดีเด่นอย่างฉันเลยลาได้ไงล่ะ"
"หรืออีกนัยก็คืออยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยถูกเขาไล่มางั้นสิ" เฟมีลหน้ามุ่ยลงอีก
 

ใช่สิเพราะว่าตั้งแต่เธอเข้าเรียนที่คันเจฟา โดนใช้งานอย่างกับทาส วันหยุดก็ไม่มี
คราวนี้เขาคงเห็นถึงความผิดพลาดของเธอละมั้งเลยให้พักก่อนเวลา
พอคิดถึงเรื่องความผิดพลาดแล้วใบหน้านวลที่เปื้อนยิ้มอยู่เมื่อครู่ก็สลดลงทันที
 

ไมล์มองใบหน้าหมองๆ นั้นอย่างเห็นใจ มือหนายกขึ้นตบไหล่ของเพื่อนที่กำลังสับสน
เพราะรับผิดชอบมากไปเลยต้องแบกอะไรมากเกินตัว ถ้าเลือกได้เขาเองก็ไม่อยากให้เธอคนนี้
ต้องมาอยู่ในฐานะนี้ ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากให้เพื่อนของเขาต้องร้อนใจอีก
เขาไม่อยากเห็นลีโอในสภาพอย่างนั้นอีก เพราะฉะนั้นไม่ว่าเมื่อไรเขาก็จะปกป้องเธอคนนี้
ให้สุดความสามารถ
 
 
เชรีมองคนทั้งสองอย่างงงงัน ใบหน้าเป็นกังวล น้ำเสรียงที่อ่อนโยนของไมล์ทำให้เชรีสงสัย
เขาต้องรู้สึกพิเศษต่อรุ่นพี่เฟมีลแน่ๆ แล้วเธอคนนี้ก็ไม่ได้ชอบรุ่นพี่ไมล์อย่างที่น่าจะเป็น
ทำไมความสัมพันธ์นี้มันซับซ้อนนัก
 
ก็น่าอยู่หรอก เชรีไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างพี่เฟมีลจะไม่มีคนมาชอบแล้วหนึ่งในหลายๆ
คนในนั้นก็มีไมล์เอล เดอ คูลนิ่งคนนี้ด้วยเป็นแน่ เหมือนชายหนุ่มจะรู้ว่าเด็กสาวรุ่นน้อง
คิดอะไรอยู่ เขาจึงส่งสายตาดุมาปราม เชรีเลยต้องหันไปมองภาพอาคารที่พักที่เข้าใหล้มาทุกที
 
 
"เอาล่ะ ถึงแล้วจะไปหาใครก็ไปไป๊" เสียงไล่ทีเล่นทีจริงของเพื่อนทำให้เฟมีลที่พึ่งกระโดด
ลงจากรถลากหันมาแลบลิ้นใส่
"ไปแล้ว ขอให้ส่งสาวน้อยให้ถึงห้องนะจ้ะ แล้วค่อยเจอกันนะ น้องเชรี" เชรียิ้มตอบร่างบาง
ในอ้อมแขนของชายหนุ่มเกร็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อต้องกลับมาอยู่กันสองคน
 
 
"ขอบคุณที่ช่วยค่ะ แต่ดิฉันหายปวดหัวลงแล้ว" ไมล์ขยับถอยออกมาเมื่อร่างบางยืนได้คงที่
ไม่โงนเงน ดวงตาสีเขียวใสมองเด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาอย่างพิจารณา
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง" เชรีส่ายหน้าเบาๆ
 
 
"ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันไม่เป็นไรแล้วจริงๆ รบกวนรุ่นพี่มตั้งแต่เย็น ขอโทษด้เวย ราตรีสวัสดิ์นะคะ"
พูดเสร็จร่างบางก็ออกเดินทันที ไมล์ได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อของหญิงสาว
แต่มันก็ไม่เกี่ยวกอะไรกับเขานี่ หลังจากจัดการสั่งให้รถลากกลับเรียบร้อยเขาก็เดินตรงไปยังที่พัก
 

ทางเดินเข้าสู่อาคารที่พักยังคงเป็นเหมือนทุกคืนที่เขาเดินมาตลอดสองปี อีกไม่นานเขาและลีโอ
ก็ต้องย้ายจากที่นี่ไปที่ปราการซินเทลล่าแล้ว คิดแล้วเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ
 

เหมือนพึ่งเมื่อวานนี้เองที่เขาและลีโอไปสอบเข้าที่โรงเรียน ได้พบได้เจอคนมากมาย
จากนั้นเพื่อนหลายคนก็แยกย้ายไปตามทางของตัวเอง ไมล์คิดถึงเรื่องเก่าๆ ไปเรื่อยเปื่อยจนไปถึง
บทสนทนาครั้งสุดท้ายที่เขาเข้าไปพบผู้นำตระกูลเดอ คูลนิ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อน...
 

"....ไมล์เอล" เสียงแหบแห้งของชายชราผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของตระกูลที่เรียกเขาด้วยชื่อเต็ม
ทุกครั้งที่เขาเข้าพบ
"ขอรับ...ท่านปู่"
 
 
"นานแล้วที่เจ้าไม่ได้มาหาข้า" ร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงท่ามกลาง
อากาศที่เย็นยะเยือกนี้โค้งตัวเล็กน้อย
 
 
"ขออภัยเป็นอย่างยิ่งขอรับ" เสียงไอดังขึ้นยาวนานก่อนจะมีเสียงนุ่มหวานเอ่ยขึ้นจาก
ด้านขวาของชายชรา
"ท่านปู่ของเจ้ารอคอยให้เจ้ามาหาตั้งหลายเดือนแล้ว หลานเอย" ไมล์ก้มหัวรับคำต่อโดยไม่พูดอะไร
 

"มันใกล้เข้ามาแล้วล่ะ หลานเอย มันใกล้แล้ว" ไมล์เงยหน้าขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะก้มหน้าลง
อีกครั้งเพื่อรับฟังโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
 

"มันจะเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเด็กเอย" เสียงแหบของชายชรายังดำเนินต่อไปเหมือน
กับเขากำลังเพ้อมากกว่าจะพูดกับหลานชายคนโตและไมล์ก็ไม่ปราถนาให้เสียงนี้หยุดลง
อย่างน้อยการมีอยู่ของเสียงนี้ก็ทำให้เขาอุ่นใจว่าชายชรายังมีชีวิตอยู่
 
 
"เหมือนทุกครั้งหรือขอรับ" ไมล์ถามอย่างสังสัย
"ฮึฮึฮึ ใช่มันจะเหมือนทุกครั้ง เหมือนดังที่เคยสัญญากันไว้ หลานเอย เจ้าจะรอคอยไม่...
นานอีกแล้ว"
 

ไมล์ก้มศีรษะรับเหมือนทุกครั้งที่เขาเข้ามาเยี่ยมชายชรา ไม่ว่าจะตามหน้าที่หรืออะไร
เขาก็เคารพชายชราผู้นี้อย่างสุดใจ ชายชราผู้ซึ่งยู่บนจุดสูงสุดของตระกูล
ชายชราผู้เป็นปู่แท้ๆ ของเขา
 
 
"เดี๋ยวก่อนคุณไมล์เอล" เสียงนุ่มของหญิงชราเจ้าของใบหน้าอ่อนโยนผู้ซึ่งก้าวออกมาจากห้อง
พร้อมกับเขาทำให้ชายหนุ่มชะงัก กาลเวลาไม่ได้พรากความงามของหญิงชราไปได้เลย
สมแล้วที่เธอผู้นี้คือคู่ชีวิตของ กรินเดล เดอ คูลนิ่ง
 
 
"ขอรับท่านย่า" หญิงชรายิ้มละไม ดวงตาสีเขียวใสเหมือนของเขาจ้องมองมาเหมือนจะ
มองทะลุเข้าไปในจิตใจอันสับสนของเขา
"กำลังสับสนกระมังหลานย่า เจ้าจะรู้สึกเหมือนลูกชายคนโตทุกคนของเดอ คูลนิ่ง อย่ากังวลไปเลย"
 

ชายหนุ่มโค้งตัวลงรับอ้อมกอดของหญิงชราอย่างไม่เกี่ยงงอน
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นเด็กน้อยของย่าเสมอ
 
 
"ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปซักเพียงไหน คำสัญญาที่มั่นคงจะคงอยู่เสมอ แต่ความรู้สึกคน
ย่อมเปลี่ยน หลานของย่าจะยอมรับมันด้วยหัวใจอันกว้างขวางของหลานหรือจะบอกปัดมัน
ย่าก็ไม่ว่า ย่าเพียงแต่จะยืนยันเรื่องหนึ่งต่อหลานได้ นั่นคือ เดอ คูลนิ่งทุกคนไม่เคยทุกข์
จากการยอมรับ เมื่อเวลานั้นมาถึงหลานของย่าจะรู้เองว่า คำปฏิเสธไม่ได้กล่าวออกมาได้ง่ายๆ"
 

ไมล์ซึมซับคำกล่าวของผู้เป็นย่าอย่างสงบ เมื่ออ้อมกอดคลายออกร่างสูงทรงตัวแล้ว
โค้งกายเคารพก่อนจะหันหลังไปในทางเดิม
"หลานของย่า...เจ้าจงจำไว้...สายลมจะนำเธอมา..."
 

เสียงกระซิบที่ลอยตามหลังมายังติดหูเขา เขาไม่ค่อยเข้าใจในคำพูดนั้นนักเมื่อไรกันที่สายลม
จะนำเธอมา แล้วเขาจะเลือกทางไหนดี ความคิดของเขายังไม่จบร่างบางที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า
เรียกสติที่ล่องลอยของเขากลับมา ร่างสูงตรงเข้ามายังร่างบางเจ้าของเรือนผมสีม่วงอ่อน
นอนสลบคาบันไดหิน
 
 
"ชาร์เพรย์ ชาร์เพรย์ เป็นอะไรไป" มือหนารั้งร่างบางขึ้นมา ใบน้าซีดขาวของหญิงสาวทำให้ใจ
ของเขามันแกว่งอย่างไรพิกล  เมื่อเรียกไม่ได้ผลมือหนาอุ้มร่างของรุ่นน้องขึ้น
เท้ายาวสาวเข้าไปในอาคารที่พักอย่างรวดเร็ว
 
 
"ชาร์เพรย์ ชาร์เพรย์..." เสียงกระซิบเรียกชขื่อที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกชื่อนี้ได้สนิทปากนัก
แต่เวลาเร่งด่วนอย่างนี้ไม่ใช่เวลามานั่งคิดว่าทำไม ร่างสูงค่อยๆ วางร่างบางเอาไว้บนโซฟายาว
กลางห้องนะงเล่นของอาคารที่พัก ทันทีที่วางร่างบางลงเสียงเอะอะของรุ่นน้องหลัง
จากทางห้องอาหารก็ดังขึ้น
 
 
"เชรี เชรีเป็นอะไรไปคะ" เสียงร้องลั่นของมีเรดาทำให้ไมล์หันกลับมามอง
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่พบเธอนอนสลบทางเข้า เมื่อเย็นก็สลบไปทีแล้ว"
"เมื่อเย็นหรือคะ" รินย่าถามขณะที่ทรุดตัวลงมองเพื่อนสาวอย่างเป็นห่วง
ดวงตาสีน้ำตาลไหม้จ้องมองมาที่รุ่นพี่หนุ่มอย่างกล่าวหา
 
 
"ใช่ พี่พบเธอที่ร้านขายเมล็ดพันธ์ แล้วจู่ๆ เธอก็เป็นลม พอฟื้นขึ้นมาก็บอกว่าปวดหัวมาก"
เด็กหลายคนที่ทยอยเข้ามารุมมากขึ้น ไมล์สงบสติอารมณ์ก่อนจะสั่งการว่า
"พาร์ค เข้าไปตามมาสเตอร์ไซเอน กีเร ไปหารุ่นพี่ลีโอที่ห้องทำงาน บอกว่าเกิดเหตุด่วน..."
 
 
"ฉันมาแล้วไมล์ เกิดอะไรขึ้น" ร่างสูงของชายที่เจะเป็นเจ้าผู้ครองรัฐเข้ามา รุ่นน้องที่รุมร่างบาง
อยู่แหวกออกเป็นวงกว้างทันที ไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมาร่างของมาสเตอร์ไซเอนก็ปรากฏขึ้น
ใบหน้าเคร่งขรึมของคนทั้งสองทำให้บรรยากาศที่ดูวุ่นวายสงบลงอย่างประหลาด
ลีโอเดินมาตบบ่าเพื่อนสนิทในขณะที่มาสเตอร์ไซเอนจะสั่งการว่า
 
 
"ใครที่ไม่เกี่ยวข้องกลับเข้าห้องพักได้แล้ว ส่วนพวกเธอ มีเรดา รินย่า อยู่ที่นี่ก่อนได้"
ไม่มีคำโต้แย้งใดจากคนที่อยุ๋ในห้อง ทุกคนต่งแยกย้ายกลับไปยังห้องของตน บางคนแทบ
ไม่สนใจด้วยซ้ำเพราะเมือ่มีมาสเตอร์ไซเอนและรุ่นพี่ทั้งสอง เรื่องยุ่งยากมันก็คงไม่ยยากอย่างที่คิด
 

"เอาล่ะ ไมล์ตอนนี้ฉันส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงเขาคงมา นายอยู่กับน้องๆ
 ไปก่อน ฉันมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกเรื่อง" พูดเสร็จเพื่อนสนิทก็ทิ้งชายหนุ่มไว้อย่างนั้น
ไมล์มองตามหลังเพื่อนสนิทอย่าสงเข้าใจ
 

ดูจากสีหน้าทีผ่อนคลายลงแสดงว่าเจอใครบางคนเข้าแล้ว เมื่อหันกลับไปมองทางพี่ชาย
เพื่อนก็พบว่ามาสเตอร์ไซเอนเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่ห่างออกไป  ไมล์ถอนหายใจเล็กนอยแล้ว
นั่งลงใกล้ๆ สามสาวอย่างไม่รู้จะทำอะไร ถึงแม้รุ่นน้องสาวจะไม่ได้เป็นอะไรไปเพราะเขา
แต่เขาก็ต้องรับผิดชอบที่มาส่งเธอไม่ถึงที่
 
 
"เชรี เชรี เป็นอะไรไป ทำใมถึงสลบไสลอย่างนี้" มีเรดาเอ่ยขึ้นลอยๆ ไมล์จึงเอ่ยขึ้นว่า
"น้องเขาไม่เคยเป็นอย่างนี้เหรอครับ" สองสาวมองหน้ากันแล้วรินย่าจึงเอ่ยว่า
"ไม่เคยเป็นค่ะ เชรีสุขภาพแข็งแรงดี รินคบกับเขามา 10 กว่าปียังไม่เคยเห็นจะป่วย
แต่พักหลังนี่เหมือนกับว่า..." เด็กสาวหยุดพูดเหมือนจะไม่แน่ใจในสิ่งที่จะพูด
 
 
"ว่าอะไร" รินย่าส่ายหน้าอย่างเงียบงันเหมือนจะตัดเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ออก
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแค่อาจจะอดนอนมากไปมั้งคะ พอเหนื่อยมากๆ ก็เลยสลบไป"
 

ไมล์พยักหน้ารับอย่างเงียบงันแล้วความเงียบที่แสนอึดอัดก็เข้ายึดครองห้องนั่งเล่น
มีเพียงเสียงลมพัดอ่อนจากด้านนอกเท่านั้นที่ยังทำให้คนในห้องรู้ว่า
เวลายังดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า
 

"ทำไมทำหน้างออย่างนั้น โกรธเหรอ" เสียงเคืองๆ ของหญิงสาวทำให้คนที่นั่งทำงานหน้าตา
เคร่งเครียดเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังนั่งกอดหมอนอยู่บนพรมขนสัตว์ด้วยท่าทาง
ที่อีกฝ่ายต้องไม่รู้แน่ว่าเขาต้องใช้ความพยายามแค่ไหนในการตั้งสมาธิทำงานตรงหน้าให้เสร็จ
 
 
"ทำเรื่องให้โกรธหรือไง" เฟมีลหน้าง้ำเพราะโดนอีกฝ่ายย้อน
"เปล่า แต่หน้าตานายเครี๊ยดเครียดก็เลยถาม เมื่อเย็นมีเรื่องอะไรเหรอ" ชายหนุ่มจัดเก็บเอกสาร
ทุกอย่างเข้าที่ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งบนพรมขนสัตว์เดียวกับหญิงสาว
 

เฟมีลรอว่าเมื่อไรที่เขาจะเล่าเรื่องให้ฟังแต่เปล่า จู่ๆ ชายหนุ่มก็ล้มตัวลงมานอนหนุนตักเธอ
เอาซะเฉยๆ อย่างนั้น ดวงตาสีนิลของชายหนุ่มหลับลงอย่างเหนื่อยอ่อน
"อ้าว ไหงทำงรี้ล่ะ เล่ามานะนายแมว อย่าพึ่งพลับสิ" เฟมีลพูดพลางเขย่าบ่าคตนตัวโตให้
ลืมตาขึ้นมามองเธอ
 

"รุ่นน้องคนหนึ่งสลบอยู่หน้าประตู ไมล์ไปเจอเข้าเลยเลยพาเข้ามาข้างใน จากที่ไมล์
เล่าอาการของน้องเขาไม่ค่อยปกติเลย ฉันกับพี่ไทม์เลยส่งจดหมายไปหามอรีลให้มาช่วยดู
พรุ่งนี้เข้ามืดคงมาถึง"
 

น้ำเสียงเป็นกังวลเอ่ยเล่าไปพร้อมกับใช้นิ้วเกี่ยวเส้นผมที่ยาวเป็นรอนของหญิงสาวเล่น แสง
สีส้มจากเตาพิงที่อยู่เบื้องหลังย้อมเส้นผมสีดำของของหญิงสาวจนเป็นสีส้มสวย
"มอรีลจะมาเหรอ ดีจัง" ดวงตาสีนิลเป็นประกายเมื่อนึกเพื่อนสนิทที่กำลังจะมาถึง
จนคนที่นอนหนุนตักต้องกระตุกปอยผมเรียกร้องความสนใจ
 
 
"ทำไม" ดวงตาสองคู่สบกันไม่นานก็เป็นฝ่ายของหญิงสาวที่หลบสายตาก่อน
"ยังไม่หายไม่สบายใจอีกหรือไง" เฟมีลเสหันหน้าไปมองกองไฟอย่างครุ่นคิด มือหนาดึงมือ
ที่วางอยู่บนไหล่เขามากุมไว้
 
 
"คนเราย่อมต้องผิดพลาด เราต้องจำความผิดพลาดครั้งนี้เอาไว้แก้ไขครั้งหน้า
เพื่อนของเธอสองก็ปลอดภัยแล้วไม่ใช่เหรอ นี่เวลาพักนะ อย่ามาคิดเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจดีกว่า"
เฟมีลพยักหน้าเบาๆ แล้วเหมือนนึกอะไรได้จึงรีบพูดขึ้นว่า
 
 
"พรุ่งนี้ไปด้วยสิ" เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบหญิงสาวเลย
"นะ ไม่เกะกะหรอก อยู่ว่างๆ ตั้งอาทิตย์ น้า น้า" ลีโอส่ายหน้าเบาๆ เหมือนจะอ่อนใจ
แต่ยังก่อนเขาต้องดูว่าคราวนี้ สาวน้อยตรงหน้าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก
 
 
"ฉันมีจดหมายอนุญาตแล้วด้วย นายเองก็รู้ว่าฉันก็เป็นจอมเวทรัตติกาลเหมือนกันนะ
จะมาห้ามได้หรอ" เมื่ออีกฝ่ายเอาเอกสารมามาอ้างชายหนุ่มจึงลุกขึ้นมา
ประจัญหน้ากับหญิงสาวยื่นมือมาเหมือนจะขอดูหลักฐาน เฟมีลหน้ามุ่ยลง
 "
 
ฉันลืมเอามา มัน...มันอยู่ในห้อง" เมื่ออีกฝ่ายทำท่าไม่ยอมเฟมีลก็เลยโวยวายว่า
"นายไม่เชื่อใจฉันเหรอ" พูดเสร็จก็หันหลังให้อย่างงอนๆ เป็นเหตุให้ใบหน้านิ่งปรากฏรอยยิ้ม
ออกมาอย่างช่วยไม่ได้
 

ถามอย่างนี้แสดงว่าเอกสารที่ว่าคงเป็นลมปากเท่านั้นล่ะมั้ง แต่ก็เอาเถอะ ดวงตาสีนิลมอง
แผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังงอนเขา เอาล่ะแกล้งงอนอย่างนี้ขี้โกงนี่นา มือหนาสวมกอดร่าบาง
จากเบื้องหลังเหมือนจะง้อแต่หญิงสาวก็สะบัดหน้าไปอีกด้านอย่างเคืองๆ
 

"แล้วมันน่าให้เชื่อใจไหม เอาเถอะ ยังไงมาสเตอร์เขาคงไม่ว่าหรอกมั้ง คนสำคัญขอทั้งทีนี่"
หน้ามุ่ยๆ ของหญิงสาวบานแฉ่งขึ้นทันทีก่อนจะหุบเมื่อชายหนถุ่มเอ่ยต่อว่า
"แต่ว่า...ต้องมีของแลกเปลี่ยนหน่อย"
 
 
"อะไร" ดวงตาสีนิลแปล่งประกายก่อนจะก้มลงสัมผัสแก้มใสเบาแล้วเอียงหน้าของตัวเองบ้าง
มือบางยกขึ้นดันหน้าชายหนุ่มอย่างหมันใส้ทีหนึ่งแล้วสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดเขาทันที
 

"อย่ามาขี้โกงนะ" เสียงทักเอ่ยขึ้นนิ่งๆ ทำให้ร่างบางที่กำลังจะลุกขึ้นจากพรมขนสัตว์ต้อง
ทรุดตัวลงตรงหน้าสบตาที่วิบวับนั้นอีกครั้งแล้วใบหน้านวลอดที่ระเรื่อขึ้นไมได้
จริงๆ น้าเจ้าแมวเจ้าเล่ห์นี่ ยิ่งนานวันก็ยิ่งเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน
 
 
"ไม่ได้ขี้โกงซักหน่อย" พูดแล้วมือบางก็เอื้อมมาจับบ่าของชายหนุ่มไว้แล้วยื่นหน้ามา
สัมผัสแก้มสากๆ ทีหนึ่ง แต่พอจะผละออกมือหนาก็รวบร่างบางอาไว้ก่อนจะปิดปากอิ่มที่
กำลังจะประท้วงนั้นทันที เนิ่นนานต่อมา ร่างบางที่ซุกใบหน้ากับอกของคนขี้แกล้งเอ่ยอย่างเจ็บใจว่า
 
 
"นายต่างหาก แมวขี้โกงตัวจริง"
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น

  1. #27774 Cotton Candy (จากตอนที่ 175)
    วันที่ 15 กันยายน 2556 / 18:41
    เขิน...แทนเฟมีล .///////////.
    #27,774
    0
  2. #27715 LCK_bird (จากตอนที่ 175)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2555 / 14:11
    หวานมากเลยค่ะ กรี๊ดดด >O< ...<<ไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากฉากสวีทของเฟมีลกับลีโอ
    #27,715
    0