ติ่งทัศนา

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4 เป็นติ่งต้องรักเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    22 มี.ค. 62

ตอนที่ 4 เป็นติ่งต้องรักเรียน

 

เพลินจิตจ้องมองหน้าตัวเองในกระจกซึ่งติดอยู่รอบทั้งสี่ด้านของลิฟต์ตัวเดียวที่จะพุ่งตรงขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดของโรงแรมซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้านายคนใหม่ของเธอ...อโศก มนตรีพานิชย์

เพลินจิตไม่เคยเจอเขา เพราะน้องชายคนเดียวของคุณไอรดาคนนี้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตลอด เห็นว่าไปอยู่ที่โน่นตั้งแต่จบชั้นมัธยมปลายเลยทีเดียว เธอได้ยินคุณหวานพูดถึงว่า น้องชายเธอเรียนจบจากสถาบันที่สอนการโรงแรมระดับโลก และได้เข้าทำงานในโรงแรมชั้นนำของยุโรปเลยยังไม่พร้อมจะกลับมาทำงานที่เมืองไทยเนื่องจากต้องการสะสมประสบการณ์ก่อน

เธอคิดว่าเขาจะต้องเป็นผู้ชายที่เจ้าระเบียบมากทีเดียว เพราะคนที่ผ่านประสบการณ์มาขนาดนั้น คงไม่ยอมให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลุดลอดสายตาไปได้ และการที่เขาเรียกพบเธอด่วน ซึ่งถึงแม้จะเป็นคุณไอรดาเป็นคนสั่ง แต่เธอก็ค่อนข้างแน่ใจว่าจะต้องเป็นเพราะต้องการให้เธอได้พบกับคุณอโศกแน่นอน นั่นอาจหมายความว่าเขาอาจพบความผิดพลาดบางอย่างในรายงานของเธอ ซึ่งเพลินจิตคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก เธอทำงานอะไรขาดตกบกพร่องไป

‘บางทีอาจเป็นเพราะพี่เพลินยังไม่ได้พบเธอ คุณหวานเลยอยากแนะนำให้รู้จักหรือเปล่าคะ’

เพลินจิตถอนหายใจ แล้วภาวนาให้เป็นอย่างที่นุชนารถคาดการณ์ก็ดี

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

หญิงสาวเคาะประตู แล้วยืนแอบกลั้นหายใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงอนุญาต เธอจึงเปิดประตูเข้าไป เพลินจิตรู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ทำผิดและโดนเรียกเข้าห้องปกครอง

“มาแล้วเหรอเพลิน มาทางนี้สิ มารู้จักน้องชายของฉัน” เสียงของไอรดาดูใจดีเหมือนเดิมทำให้เพลินจิตใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย และเริ่มคิดว่าที่ถูกเรียกพบนี้คงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

หญิงสาวเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของผู้บริหารคนใหม่ แล้วยกมือไหว้ไอรดาอย่างนอบน้อมในขณะที่มองไปที่ชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนหันหลังให้แก่เธออย่างรอคอยที่จะทำความเคารพเขา

“อ้าว อโศก ยืนหันหลังทำไม นี่ไงล่ะ เพลินจิตเด็กปั้นของพี่ที่เธออยากจะพบน่ะ” ไอรดาเรียกน้องชาย อโศกจึงค่อยๆ หันกลับมา ขณะที่เพลินจิตก้มศีรษะลงเพื่อทำความเคารพเขา

“สวัสดีค่ะ คุณอโศก” เพลินจิตเอ่ย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องชะงักค้าง มือที่ยกขึ้นกำลังทำท่าไหว้ก็ค้างไปด้วย เพราะกำลังอึ้งต่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

เพลินจิตรู้ว่าตัวเองเป็นคนจำหน้าคนแม่น เพราะนั่นคือคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้เธอทำงานเป็นพนักงานส่วนหน้าได้อย่างดี เพราะเธอจำหน้าลูกค้าของเธอทุกคนได้ เหมือนกับที่จำหน้าผู้ชายตรงหน้านี้ได้เหมือนกันทั้งที่เจอกันแค่ครั้งเดียว

“สวัสดีครับ คุณเพลินจิต”

เสียงทุ้มที่เธอก็จำได้แม่นเหมือนใบหน้าของเขาดังขึ้นตอกย้ำว่า เขาคือผู้ชายคนนั้นจริงๆ ผู้ชายใจดีที่เก็บกระเป๋าเงินของเธอได้เมื่อสองวันก่อน

เพลินจิตมองคนตรงหน้าตาค้าง แล้วกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นโดยไม่รู้ตัว แม้สีหน้าเธอยังคงเรียบเฉย แต่หัวใจเธอนี่สิ มันเต้นรัวจนแทบจะเทียบเท่ากับตอนเจอโอปป้าเลย

โอไม่นะ! เขาคือผู้ชายคนนั้น! ซวยๆ ซวยอะไรอย่างนี้

ถ้าสามารถตีอกชกตัวได้ตอนนี้ เธอคงทำไปแล้ว แต่นี่แค่จะขยับตัวเธอยังทำไไม่ด้เลย เพราะกลัวว่าหากเธอก้าวขาออกไปแค่นิดหน่อย เธออาจทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นก็ได้

แล้วเจอกันใหม่

นี่ละมั้ง สาเหตุที่เขาพูดกับเธอในวันนั้นแบบนั้น ก็เพราะเขาคือ คุณอโศก มนตรีพานิชย์ เจ้านายคนใหม่ของเธอ ลูกชายเพียงคนเดียวของคุณอมรา เจ้าของโรงแรมที่เธอกำลังทำงานอยู่

ซวยแล้วทีนี้ ไอ้เพลิน อุตส่าห์เก็บความลับมาเป็นสิบปี จบกันแล้วละทีนี้ เพลินจิตคิดและเริ่มตีโพยตีพายในใจอย่างอับจนปัญญา เพราะสติเริ่มไม่อยู่ดับเนื้อกับตัวแล้ว

จบแล้ว วันลาของฉัน ของนาด้วย ไม่สิ บางทีอาจจะกลายเป็นคนตกงานเพราะโดนไล่ออกด้วย

แงง ไม่นะ มันต้องไม่ถึงกับไล่ออกหรอกมั้ง คุณน้ำหวานใจดี เพลินจิตปลอบใจตัวเอง ขณะอีกใจก็คิดสับสนวุ่นวายไปหมด แต่แล้วก็มีความคิดใหม่แทรกขึ้น

ไม่ไล่ออก แต่อาจจะลดตำแหน่งงาน เพราะคนอื่นต้องนินทาว่าเราใช้อำนาจในทางที่ผิด ถ้าลดตำแหน่งเป็นแบบนั้น เงินเดือนก็ต้องถูกลด แล้วค่าบัตรคอนเสิร์ตของเราล่ะ เงินที่ต้องใช้เดินทางไปญี่ปุ่นตอนสิ้นปี บัตรคอนฯ อีกล่ะ โอ๊ย! เราต้องรีบหาเหตุผลมาแก้ตัว แต่...เราโกหกตอนนี้จะทันไหม โอ๊ย! มันไม่ทันแล้วนะสิ ตายๆ ตายสถานเดียวเลย เพลิน

“เพลิน!

“คะ! คุณหวาน” เพลินจิตสะดุ้งพร้อมรับคำเสียงสูง พลางพยายามเก็บอาการตื่นๆ ของตัวเองไว้

“ตกใจอะไร เอามือลงเถอะ คุณอโศกไม่ใช่พระ เวลาพูดไม่ต้องพนมมือไหว้ตลอดเวลานะ” ไอรดาพูดติดตลก ทำให้เพลินจิตยิ้มแห้งแล้วค่อยๆ ลดมือลง พร้อมกับก้มหน้าลงด้วย

“หน้าของคุณตอนนี้ ค่อยเหมือนกับรูปที่ถ่ายในบัตรพนักงานหน่อยนะครับ”

เพลินจิตรู้ตัวว่าเม้มปากในทันที มือที่กุมกันอยู่ก็กุมแน่นขึ้น ทั้งที่ควรหัวเราะหรือยิ้มเพราะเจ้านายใหม่ที่ดูจะตั้งใจพูดคุยด้วยอารมณ์ขัน แต่มันเป็นมุกที่เธอขำไม่ออกเลยสักนิด เพราะ เธอยังไม่แน่ใจว่าต่อจากมุกนี้เขาจะเล่นมุกต่อไหม หรือมันจะตามมาด้วยโศกนาฏกรรมในชีวิตการทำงานของเธอหรือเปล่า

‘แต่เขาชื่อ อโศก นะ เขาไม่ควรนำความเศร้ามาหาเราสิ’ เพลินจิตเถียงข้างๆ คูๆกับตัวเองในใจ

“เชิญนั่งก่อนครับ เพราะคิดว่าเราคงต้องคุยกันยาว”

“คะ...ค่ะ” เพลินตอบเสียงเบาหวิว แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานเขาข้างๆ กับไอรดาในขณะที่อโศกเองก็นั่งลงตรงข้ามกับเธอ

“อโศกเพิ่งเล่าให้ฉันว่า เขาเก็บกระเป๋าตังของเพลินได้เมื่อวันเสาร์ เป็นเรื่องจริงเหรอ” ไอรดาถามขึ้นทำให้เพลินจิตลู่ไหล่ลงแล้วหลับตาปี๋ เธอพยายามหาคำแก้ตัวเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล แต่ก็ต้องผ่อนลมหายออกอย่างพ่ายแพ้ เมื่อชายหนุ่มตอบพี่สาวแทนเธอไปว่า

“จริงสิครับ พี่หวาน เพลินจิตกับผมเจอกันที่งานคอนเสิร์ตที่น้ำชาไปเมื่อวันเสาร์จริงๆ”

“งานคอนเสิร์ตเกาหลีน่ะนะ นี่เพลินก็เป็นติ่งเกาหลีกับเขาด้วยหรอ” น้ำเสียงสูงที่ถามมาของไอรดาทำให้เพลินจิตกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นแล้วรับสารภาพแต่โดยดีว่า

“ค่ะ คุณหวาน”

“งั้นที่ลางานไปเนี่ยคือไปดูคอนเสิร์ตงั้นเหรอ” ไอรดาถามต่ออย่างรวดเร็ว ทำให้เพลินจิตฝืนใจเงยหน้าขึ้น

รอยยิ้มสมใจของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอคือสิ่งแรกที่เธอเห็นอย่างชัดเจน แวบหนึ่งเธอนึกอยากจะข่วนใบหน้าหล่อๆ ของเขาให้เป็นรอยด้วยความโมโหนัก แต่พอคิดอีกทีถ้าเธอทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าเธอคิดว่าสิ่งที่เธอชื่นชอบเป็นสิ่งที่ผิดน่ะสิ ทั้งที่เธอเชื่อและคิดมาตลอดว่า การที่เราชอบอะไรสักอย่าง ถ้ามันไม่ได้ทำให้ตัวเองหรือใครเดือดร้อน มันไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องผิดหรือไม่ดีแน่ๆ หญิงสาวจึงตัดสินใจตอบไอรดาไปสั้นๆ ว่า

“ค่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมไม่บอก พี่จะได้ฝากให้ดูแลลูกสาวพี่ด้วย” ไอรดาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงดีใจ นั่นทำให้เพลินจิตหน้าร้อนขึ้นมาทันที

เอ๊ะ เมื่อกี้คุณหวานพูดว่าอะไรนะเพลินจิตย้อนถามตัวเองในใจอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาอีก ไอรดาก็คว้ามือเพลินจิตไปกุมไว้

“เพลินเป็นติ่งเหมือนกันก็ไม่บอก และนานาก็เป็นด้วยกันไหม เธอสองคนสนิทกันมากนี่”

“เอ่อ ค่ะ เป็นทั้งคู่ค่ะ”

“เป็นมานานหรือยัง”

แม้ในใจจะคิดติดตลกว่า นี่เธอเป็นติ่งนะ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคถึงได้ถามว่า เป็นมานานหรือยัง

“ก็เป็นมาจะเข้าปีที่เก้าแล้วค่ะ” เพลินจิตตอบเสียงเบา เพราะกลัวว่าจะทำให้ไอรดารู้สึกไม่ดีที่เธอปิดบัง แต่ไอรดากลับตบหลังมือของเพลินจิตเบาๆ หลายทีและกุมไว้แน่น

“โธ่เอ๊ย น่าจะรู้เสียตั้งนานแล้ว รู้ไหมว่ายัยน้ำชา ลูกสาวพี่กำลังเป็นติ่งเหมือนกัน”

“น้องน้ำชาเหรอคะ”

“ใช่ ติ่งหนักเลยนะ พี่ละปวดหัวกับเด็กคนนั้นจริงๆ ติ่งจนเสียการเรียน ไม่เห็นจะเหมือนเธอสองคน ติ่งมาเป็นจะสิบปีก็แสดงว่าตั้งแต่สมัยเรียนเลยใช่ไหม แต่เธอสองคนเป็นเด็กดีนี่ ทำงานก็ดี การเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดีตลอดไม่งั้นพี่คงไม่ให้ทุน”

“คค่ะ” เพลินจิตรับคำแบบงงๆ แล้วหันไปสบตาคมของอโศกที่กำลังมองเธออยู่เงียบๆ แล้วก็ต้องหันกลับมามองหน้าไอรดาที่ยังคงพูดต่อเนื่องว่า

“พี่นี่ปวดหัวไม่รู้จะพูดกับลูกยังไงดี ถ้ารู้ว่าเธอสองคนเป็นติ่งเหมือนกันพี่คงมาปรึกษานานแล้ว เอ่อ ไม่ใช่สิต้องไปปรึกษาพี่นิตถึงจะถูกว่าเลี้ยงลูกยังไง ขนาดลูกเป็นติ่งยังเรียนดีทำงานดีขนาดนี้”

เพลินจิตอ้าปากค้างที่ไอรดาเอาแต่พูดชมเธอไม่ยอมหยุด แล้วก็หันไปสบตาผู้ชายที่นั่งเงียบมาตลอดอีกครั้งเหมือนต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม อโศกขยับตัวนิดหน่อยแล้วพูดว่า

“ผมถึงบอกไงครับว่าเด็กปั้นของพี่อาจจะช่วยเราได้”

เพลินจิตเบิกตากว้างขณะมองสบกับดวงตาคมเข้มที่เธอเพิ่งสังเกตว่ามันแวววาวน่ามองมากกว่าน่ากลัว

“คุณหวานไม่ชอบที่น้องน้ำชาเป็นติ่งเหรอคะ” เพลินจิตหันมาถามไอรดา และปัดความคิดแปลกๆ ที่เข้ามาในหัวอย่างไม่สนใจไยดี

“ก็ถ้าผลการเรียนไม่ตก หรือไม่โดดเรียน พี่ก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่นี่ น้ำชาสอบตกเกือบทุกวิชา ขนาดส่งไปเรียนพิเศษก็ยังตก พอจ้างอาจารย์มาสอนตัวต่อตัว อาจารย์ก็ลาออก เพราะแกไม่ยอมเรียน นั่งดูแต่ยูทูป ว่าก็ไม่ฟัง แล้วล่าสุดนะ มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนเพราะชอบศิลปินเกาหลีคนละวงกัน”

เพลินจิตนิ่งฟังผู้มีพระคุณพูดอย่างตั้งใจ เธอไม่ได้แสดงทีท่าดูถูกหรือสงสารเห็นใจ แต่เป็นการรับฟังอย่างคนที่ตั้งใจฟัง ว่าแท้ที่จริงแล้วปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนโดยไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง แล้วจึงขยับมือเปลี่ยนมากุมมือของไอรดาไว้

“ใจเย็นๆ นะคะ คุณหวาน เป็นติ่งมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ เพลินคิดว่าน้องน้ำชาแค่ยังเด็ก อาจจะแบ่งเวลาไม่ค่อยถูก แล้วเด็กสมัยนี้ยิ่งดุยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุให้เขาทำตรงข้าม เราต้องค่อยๆ พูดค่ะ”

“พูดจนปากจะฉีกแล้ว แกก็ไม่ฟังพี่เลย ส่วนคุณโมกข์น่ะเหรอ สนใจลูกที่ไหน วันๆ เอาแต่ทำงาน บ้าที่สุด”

เพลินจิตทำสีหน้าลำบากใจที่จะต้องมาได้ยินเรื่องราวในครอบครัวของเจ้านาย แม้เธอจะได้ยินคุณไอรดาบ่นอยู่บ่อยครั้งว่าสามีของเธอ ที่เป็นผู้กำกับนั้นไม่ค่อยอยู่บ้านก็ตาม

“ผมว่าพี่อย่าเพิ่งบ่นเรื่องพี่โมกข์เลยนะครับเอาเรื่องน้ำชาก่อนดีกว่า” อโศกท้วงขึ้น เมื่อเห็นพี่สาวเริ่มบ่นถึงพี่เขยทำให้ไอรดารู้สึกตัว แล้วหันมาสบตาเพลินจิต

“เพลินช่วยพี่เรื่องนี้หน่อยได้ไหม”

เพลินจิตกะพริบตาถี่ๆ อย่างงุนงงแล้วหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่เอาความลับของเธอมาปูด แล้วยังคงนั่งยิ้มมองเธออย่างสบายใจ

“เอ่อ จะให้เพลินช่วยอะไรคะ”

“ก็ช่วยมาเป็นพี่เลี้ยงให้น้ำชาหน่อยได้ไหม หรือถ้าช่วยทำให้เด็กคนนั้นเลิกเป็นติ่งได้ยิ่งดี”

“คะ!

“คุณได้ยินไม่ผิดหรอก คุณเพลินจิต หลานสาวของผมเป็นติ่ง ซึ่งคุณก็เป็นเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่หลานสาวผมดูเหมือนจะมีปัญหาในการปรับสมดุลสิ่งที่จำเป็นในชีวิตกับงานอดิเรก ผมอยากให้คุณสอนเขาว่าต้องทำยังไงถึงจะลดความคลั่งไคล้กับเรื่องไร้สาระลงได้บ้าง”

คำว่า ความคลั่งไคล้กับเรื่องไร้สาระ ทำให้ขนที่หลังคอของเพลินจิตลุกชันขึ้นด้วยความรู้สึกต่อต้านในคำพูดของชายหนุ่ตรงหน้า แต่จากประสบการณ์ของเธอการโต้กลับด้วยคำรุนแรงจะไม่มีวันชนะและยิ่งจะโดนดูถูก

“แต่สำหรับหลายๆ คน มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะคะ มันอาจเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาก็ได้”

“ผมทราบครับ แต่ถ้าทำมันจนไม่มีสติ ก็ไม่ใช่เรื่องดีไมใช่เหรอครับ” อโศกย้อนทำให้เพลินจิตสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียง แล้วค่อยๆ หันกลับมาสบตาไอรดา

“กรุณาอย่าพูดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระเลยนะคะ แม้ว่าคุณทั้งคู่จะคิดอย่างนั้น เพราะไม่มีใครชอบให้คนอื่นมาว่างานอดิเรกของตัวเองหรอกค่ะ ยิ่งสำหรับเด็กวัยรุ่นเขาอาจไม่ยอมพูดอะไรกับพวกคุณอีกเลย คุณหวานคงไม่อยากถูกกันออกจากโลกของน้องน้ำชาใช่ไหมคะ” เพลินจิตเอ่ยทำให้ไอรดาเบิกตากว้างแล้วแสดงสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที ซึ่งท่าทางของพี่สาวก็ทำให้อโศกกระแอมขึ้นมา

“นี่ไงล่ะ เราปรึกษาถูกคนแล้วล่ะครับพี่หวาน คุณจะลำบากมากไหม ถ้าจะให้ความช่วยเหลือพวกเรา คุณติ่งมืออาชีพ”

เพลินจิตรู้สึกไม่ชอบใจที่โดนแซวอย่างนั้น เธออยากตอบโต้เขาแรงๆ อยากบอกให้เขาหยุดพูดกึ่งเล่นกึ่งดูถูก แต่ด้วยสถาการณ์ตอนนี้ เธอคงจะไม่มีสิทธิ์แสดงอารมณ์โกรธใส่เขาได้ สุดท้ายจึงได้แต่ใช้ความเงียบเข้าสู้

“นะ เพลิน ช่วยพี่หน่อย เดี๋ยวพี่จ้างเธอพิเศษเลยก็ได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง พี่กลัวว่าตอนนี้มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กลัวว่ายัยน้ำชาจะออกนอกลู่นอกทางไปไกลกว่านี้จนกู่ไม่กลับ” ไอรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอร้อง

เพลินจิตไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องของผู้มีพระคุณได้อย่างแน่นอน แต่เท่าที่ฟังมาเรื่องทุกอย่างมันไม่สามารถแก้ได้ด้วยเธอเพียงคนเดียว อันดับแรกซึ่งสำคัญที่สุดมันต้องเริ่มจากทัศนคติของคนใกล้ตัวเด็กที่สุดก่อน แต่เธอก็พูดอย่างนั้นออกไปตรงๆ ไม่ได้ เพราะดูเหมือนคนใกล้ตัวเหล่านั้นจะยังไม่พร้อมที่จะฟัง เห็นทีคงต้องเริ่มจากตัวเด็กก่อน

“คงต้องขอเจอน้องน้ำชาก่อนค่ะ ตอนนี้เพลินคงยังรับปากอะไรคุณหวานไม่ได้”

“งั้นก็ไปเจอวันนี้เลยสิครับ ของอย่างนี้ยิ่งไวยิ่งดีไม่ใช่เหรอ”

“แต่พี่ต้องกลับไปพัทยาแล้วน่ะสิ พี่ฝากอโศกได้ไหม ยังไงคืนนี้ หลานก็ต้องไปค้างที่คอนโดฯ เธออยู่แล้วนี่นา” ไอรดาเอ่ยทำให้เพลินจิตอ้าปากจะคัดค้าน แต่ไม่ทันเพราะไอรดาลุกขึ้นยืนก่อน รวมถึงคนรับฝากเรื่องราวก็ตอบรับปากเร็วเสียจนเพลินจิตอดหมั่นไส้ไม่ได้

“ได้ครับพี่หวาน”

“พี่ฝากน้องด้วยนะ เพลิน ”

เพราะไอรดาพูดสรุปเองทุกอย่าง แถมยังมองเธอด้วยสายตาที่มีความหวังเต็มเปี่ยม ทำให้เพลินจิตทำได้แค่พยักหน้า

“ค่ะ เพลินจะพยายามนะคะ”

“พี่เชื่อว่าเราต้องช่วยพี่ได้”

ไอรดาพูดย้ำอีกครั้งแล้วลุกขึ้นยืน ทำให้เพลินจิตต้องลุกขึ้นยืนตาม ผู้มีพระคุณคนสวยตบฝ่ามือลงบนไหล่เพลินจิตเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องไป

ความเงียบที่เกิดขึ้นในห้องทำให้เพลินจิตรู้สึกอึดอัด ในใจนั้นมีทั้งความโกรธและความกังวล เธอไม่อยากรับงานนี้ แต่ผู้มีพระคุณและเจ้านายของเธอกลับมอบภาระหน้าที่นี้มาให้ ในรูปแบบของการขอร้อง การปฏิเสธนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ยังไม่นับว่าคนต้นคิดเรื่องนี้ยังกุมความลับของเธอไว้อีก ถ้าความจริงที่เธอปิดบังไว้มันถูกพูดออกไป เธอก็คงไม่สามารถควบคุมลูกน้องได้อีกต่อไป

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเธอลางานครั้งต่อไปเพื่อไปดูคอนเสิร์ตและต้องกลับมาพบคำพูดกระทบกระเทียบว่าเธอลางานไปทำเรื่องไร้สาระ ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานหนัก ทั้งที่สิทธิ์การใช้วันลามันเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว นี่แม้จะไม่ใช่ความขัดแย้งว่าอะไรถูกหรืออะไรผิดที่เกิดจากกฎตายตัว แต่มันจะเป็น ความควรหรือไม่ควร ซึ่งใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน โดยจะเป็นเหตุทำให้เธอต้องเจอกับบรรยากาศกดดันในการทำงานมากขึ้นแน่นอน

“นั่งลงคุยกันหน่อยไหมครับคุณเพลินจิต”

“ขอบคุณค่ะ” เพลินจิตรับคำ แล้วนั่งลงทั้งที่ยังก้มหน้าไม่กล้าสบตาผู้ชายตรงหน้า

“ดูคุณไม่เห็นกล้าพูดกล้าทำเหมือนเมื่อวันเสาร์เลย”

“ถ้าคุณจะขู่ดิฉัน เพราะว่ากลัวดิฉันจะไม่ช่วยดูหลานของคุณละก็ สบายใจเถอะค่ะ ถึงไม่บลัฟกันอย่างนั้นดิฉันก็ช่วยคุณอยู่แล้ว เพราะคุณน้ำหวานมีพระคุณกับดิฉันมากมาย ดิฉันก็เป็นคนกตัญญูพอที่จะตอบแทนเธอ”

อโศกเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นท่าทางเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนของเพลินจิต นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าเธอจะทำอย่างโจ่งแจ้ง ตอนแรกนึกว่าจะร้องไห้เหมือนตอนที่รู้ว่าจะไม่ได้เข้าดูคอนเสิร์ตเสียอีก

จากลูกแมวขี้แงกลายเป็นแม่เสือสาวไปเสียอย่างนั้น

“ดีครับ งั้นเย็นนี้คุณคงพร้อมเริ่มงาน”

เพลินจิตชะงักเมื่อฟังคำพูดของเขาแล้วเธอก็ต้องเห็นด้วยเพราะเธอเป็นคนเสนอความคิดนี้เอง

“ได้ค่ะ คุณจะให้ดิฉันไปพบน้องน้ำชาที่ไหนคะ”

“ที่คอนโดฯ ผมเย็นนี้”

“ทำไมต้องที่คอนโดฯ ของคุณด้วยล่ะคะ”

“ก็เพราะตอนนี้น้ำชามาอยู่กับผมชั่วคราว ระหว่างที่พี่หวานกลับไปจัดการงานที่พัทยา”

“แต่คุณหวานเธออยู่ที่พัทยาตลอดอยู่แล้ว ถ้างั้นก่อนหน้านี้น้องอยู่ที่ไหนล่ะคะ”

“ที่บ้านกับแม่ผม หรือไม่ก็กับพี่เลี้ยง แต่เพราะไม่มีใครสามารถดุว่าเธอได้ ทำให้ตอนนี้คนเดียวที่พอจะคุยกับน้ำชาได้ก็คือผม”

“ทำไมคะ”

“ทำไมอะไรครับ”

“ทำไมเธอถึงเชื่อฟังคุณแค่คนเดียว ทั้งที่คุณแทบไม่ได้อยู่กับเธอเลย”

อโศกหรี่ตาลงเหมือนกำลังคิดทบทวนสิ่งที่จะพูดออกมา ก่อนจะตอบว่า

“เพราะผมพูดจามีเหตุผลที่สุดกับเธอละมั้ง คุณพูดเองนี่ ว่าเด็กสมัยนี้ไม่ชอบการทำโทษ ว่ากล่าว หรือตี ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับคุณนะ”

“เห็นอย่างนี้ ตัวผมที่อยู่ไกลหลาน แต่ก็คุยกับน้ำชามากกว่าพ่อแม่เขาอีกนะ เพราะทั้งคู่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเท่าไร คุณทำงานกับพี่หวานคงเข้าใจใช่ไหม ว่าไม่มีวันไหนเลยที่พี่สาวของผมจะหยุดทำงาน”

เพลินจิตนิ่งฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย

“ผมก็จะไม่ปกป้องพี่สาวผมหรอกนะ ว่าเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบหรือไม่ แต่พฤติกรรมของน้ำชาตอนนี้ก็น่าเป็นห่วงจริงๆ เราต้องการคนที่จับตามองเธออย่างใกล้ชิด เกิดอะไรขึ้นจะได้จัดการได้ถูก”

“คุณไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะมันจะยิ่งทำให้เด็กพยายามปกปิดและมีความลับกับคุณมากขึ้น”

“คุณคิดว่างั้นเหรอ”

เพลินจิตถอนหายใจแรงอย่างเคืองๆ ที่ชายหนุ่มทำเหมือนว่าสิ่งที่เธอพูดไม่น่าเชื่อถือ

“หรือว่าคุณไม่เป็นคะ ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นน่ะ ลองนึกดูดีๆ เถอะ ถึงจะผ่านมานานแล้วก็ตาม เพราะแม้แต่ตัวคุณเองก็ต้องมีบ้างเหมือนกันที่พอโดนดุครั้งนึงแล้ว พฤติกรรมที่จะตามมาไม่ใช่เลิกทำพฤติกรรมที่ทำให้โดนดุ แต่เปลี่ยนเป็นไปแอบทำโดยที่พ่อแม่ไม่รู้แทน”

อโศกนิ่งเงียบไปก่อนจะยกมุมปากขึ้น

“คุณเก่งนะ เพลินจิต น่าจะไปเป็นครู และคงจะดี ถ้าน้ำชาได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากคุณได้”

เพลินจิตกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้งอย่างงงงัน เพราะไม่คิดว่าจะได้รับคำชมต่อหน้าอย่างรวดเร็วแบบนี้ ทั้งที่เมื่อครู่เขายังเอาความลับเธอมาข่มขู่เพื่อให้ทำงานให้เขาอยู่เลย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชื่นชมอีกแล้ว

“งั้นเจอกันเย็นนี้หน้าโรงแรมนะครับ”

“เอ๊ะ เอ่อ ค่ะ งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” เพลินจิตรับคำแล้วลุกขึ้นยืนพลางหมุนตัวเพื่อจะเดินไปที่ประตู

“ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม เพลินจิต”

“ขออะไรคะ” เพลินจิตหันมาถามอย่างงงๆ

“แทนตัวเองว่า ‘เพลิน’ อย่างที่ใช้กับพี่หวานก็ได้ พูดแทนตัวว่า ‘ดิฉัน’ ทุกคำแบบนี้ดูห่างเหินกันมากไปหน่อย ทั้งที่เมื่อวันเสาร์คุณยังเรียกผมว่า ‘พี่’ ทั้งที่เราไม่รู้จักกันได้อยู่เลย”

เพลินจิตมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังส่งยิ้มให้เธออย่างจริงใจด้วยความงุนงง แล้วตัดสินใจตอบออกไปอย่างกลางๆ ว่า

“ก็เพราะตอนนั้นดิฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นเจ้านายนี่คะ ตอนนี้รู้แล้วคงทำตัวสนิทสนมขนาดนั้นไม่ได้หรอกค่ะ” เพลินจิตพูดพลางแสดงสีหน้าลำบากใจ

“คุณไม่ต้องทำตัวตามตำรามากขนาดนั้นก็ได้ แค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าคุณเป็นคนรักเรียนขนาดไหน” อโศกพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ทำให้เพลินจิตเคร่งสีหน้าขึ้นแล้วพูดว่า

“แต่นี่คือหลักในการทำงานของดิฉันค่ะ เอาไว้อยู่นอกเวลางาน เราค่อยมาคิดกันอีกทีดีกว่านะคะ ว่าจะวางตัวกันยังไง”

“โอเคครับ งั้นผมจะรอจนกว่าจะเลิกงาน แล้วเจอกันเย็นนี้นะครับ คุณเพลินจิต”

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

เป็นติ่ง ทำไมต้องพิสูจน์ตัวเองกับคนอื่นด้วย

ตอนวีอ่านเจอข้อความนี้ในทวิตเตอร์ 

วีคิดว่า ที่เห็นคนเป็นติ่งทำโน่นนี่ให้ดี 

จริงๆ ติ่งไม่ได้อยากพิสูจน์ตัวเองหรอกค่ะ 

เพียงแต่เราอยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้ไปติ่งต่างหาก

ซึ่งเราก็ได้เรียนว่า งานที่เสร็จเร็ว คืองานที่ดีได้มาตรฐาน

อย่างการเรียน ก็คือเราต้องเรียนให้ผ่านมาตรฐาน

ถ้าสักแต่ทำส่งๆ ก็สอบตก 

ไอ้ที่คิดว่าจะเร็วก็ช้าเพราะต้องสอบซ่อม


มันเลยเป็นที่มาของชื่อตอนนี้ เป็นติ่งต้องรักเรียน

ไม่ได้บอกว่าให้เรียนเก่ง แต่แค่รักเรียนวีก็เขื่อว่า

เราคงจะสอบผ่านได้ไม่ยากค่ะ 


วีจะโพสนิยายเรื่องนี้ ทุกวันศุกร์ค่ะ


รักคนอ่านเสมอ

วีรันดา


ข่าวดีค่า


ปีนี้วีกับกัลและ ร้านห้องสมุดยายพัน เราจะมีเปิดบูท

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ บูท W02 โซน Atrium

ว่างๆ ก็ทักทายกันได้นะคะ วีอยู่บูททุกวันเลย

ส่วนกัลนะเหรอ ต้องแบ่งร่างไปหลายบูทอยู่ค่ะ

แล้วจะรีบมาอัพเดตตารางรวมไปถึงรายชื่อหนังสือ

ที่ลงในงานนนี้ด้วยนะคะ





ใครชอบอย่าลืมกด Fav และถ้าไม่ชอบเม้น 

อย่าลืมกดให้กำลังใจนักเขียนด้านล่างนะคะ 

ช่วยให้กำลังใจนิดนึงเน๊าะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #16 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 23:33
    อบ่าเพิ่งตีกันนะ คุณอโศกกับคุณเพลินจิต
    #16
    0
  2. #15 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 18:47

    เอ่อ คุณอโศกคะ นี่คุณหลงเสน่ห์ ติ่ง เข้าแฃ้วใช่ไหมคะ

    #15
    0
  3. #14 Sydney (@bonnie1331) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 12:46
    รอเรื่องนี้มาก อ่านแล้วเห็นตัวเอง 555
    #14
    0