ติ่งทัศนา

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3 เป็นติ่งต้องเป็นความลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    15 มี.ค. 62


ตอนที่ 3 เป็นติ่งต้องเป็นความลับ

 

เพลินจิตตื่นนอนในตอนเช้าด้วยความเมื่อยล้า เพราะเมื่อคืนกว่าที่จะกลับถึงหอพักก็ดึกเอาเรื่อง ขณะที่นานาไล่ให้เธอไปอาบน้ำและรีบเข้านอนเพราะเช้านี้ต้องเข้ากะทำงาน ส่วนนานานั้นโหดกว่า เพราะต้องเข้างานกะดึกตั้งแต่เมื่อคืน

ก็ท่าไม่ทำอย่างนี้ก็ลาติดสองวันไม่ได้น่ะสินานาให้เหตุผลอย่างนั้นซึ่งเพลินจิตก็เข้าใจ เธอเดินไปหยิบชุดทำงานและตอนที่เดินผ่านตู้เย็นก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ ปิดไว้ที่ฝาตู้

 กินข้าวก่อนไปทำงานด้วยนะ

เพลินจิตเปิดดูก็พบข้าวโอ๊ตชนิดแช่นมสดข้ามคืนกับกล้วยหั่นชิ้นใส่ถ้วยอย่างและถูกพันปิดด้วยพลาสติกย่างดี

เพลินจิตอมยิ้มขณะที่ปิดตู้เย็น หันไปมองเตียงว่างเปล่าของเพื่อนรักที่ตอนนี้คงกำลังใกล้จะเลิกงานแล้ว และคาดเดาได้ไม่ยากว่านานาคงทำสิ่งนี้ตอนที่เธอหลับไปแล้ว

‘น่าจะก่อนที่จะไปเข้าเวรกะดึกเมื่อคืน’ เพลินจิตคิดขณะวางอาหารเช้ากลับไปที่เดิมก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ

นานาแม้จะเป็นคนไม่พูดมากผิดกับเธอ แต่ก็เป็นเพื่อนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเธอเสมอมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพลินจิตคงผ่านช่วยเวลาที่แสนยากลำบากไม่ได้ถ้าไม่มีเพื่อนคนนี้ มันทำให้เธอเข้าใจคำว่า คนเราถ้ามีใครสักคนอยู่ด้วยเวลาทุกข์ ความทุกข์ก็จะลดลงครึ่งนึง และเมื่อเรามีความสุขความสุขก็จะเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

พวกเธอทั้งสองคนมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง พิศเพลิน คุณแม่ของเพลินจิตเป็นพยาบาลต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูกทั้งสองคนคือ เธอและ วิทยุ น้องชายที่อายุห่างจากเธอสองปี ในขณะที่ นิตยา แม่ของนานา ทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ให้กับ ดิ อมรา โฮเทล แอท พัทยา ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันและต้องสูญเสียสามีไปพร้อมๆ กัน ในอุบัติเหตุไฟไหม้เดียวกันทำให้ทั้งสองคนจับมือร่วมมือร่วมใจกันเลี้ยงลูก

จะเรียกว่าความโชคดีก็ได้ เมื่อลักษณะงานของแม่ทั้งสองคน มีการแบ่งกะเข้างานที่เหมือนกัน ทำให้แม่พิศของเพลินจิตและแม่นิตของนานา จะสลับกันเข้ากะเพื่อให้มีคนหนึ่งได้มีเวลาดูแลเด็กทั้งสามคน และเมื่อเพลินจิตและนานาโตพอจะดูแลตัวเองได้ ก็สามารถแบ่งเบาภาระให้แม่ๆ ด้วยการช่วยดูแลน้องชายอย่างวิทยุด้วยกัน

เพลินจิตรู้ดีว่าแม่ของเธอต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อจบชั้นมัธยมต้น เธอจึงตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพมากกว่าสายสามัญเพื่อที่จะเรียนให้จบเร็วที่สุดจะได้ออกมาทำงานหาเงินช่วยเหลือครอบครัว และสายอาชีพที่เลือกก็คือ การจัดการโรงแรม ซึ่งนานาเองก็ตัดสินใจเหมือนเธอเช่นกัน

แม่ทั้งสองคนของพวกเราไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้ มีแต่คำขู่ว่า งานการโรงแรมนั้น แม้จะดูว่าได้ใส่ชุดสวยทำงานในห้องแอร์ แต่มันเป็นงานที่หนักและต้องทนรับแรงกดดันจากหัวหน้างานและลูกค้าค่อนข้างสูง พวกเราจะต้องทำงานอย่างผู้ใหญ่ทั้งที่ความจริงถ้าดูจากคนที่อายุเท่ากัน เราก็แค่เด็กที่ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลายด้วยซ้ำ หากตัดสินใจจะเลือกเรียนแล้วก็ต้องอดทนให้มาก ซึ่งทั้งเพลินจิตและนานาก็ผ่านมาได้อย่างดี เธอเรียนจบปวช. [1] สาขาการโรงแรม เมื่อเราทั้งคู่จบก็ได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกงานที่โรงแรมอมรา แอท พัทยา ที่ซึ่งแม่นิตของพวกเราทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้านอยู่  

คุณไอรดา มนตรีพานิชย์ รองกรรมการผู้จัดการของโรงแรม ถูกชะตากับเธอทั้งสองคน จึงก็ให้ทุนเราทั้งสองคนเรียนต่อปวศ.[2] เมื่อเรียนจบ ซึ่งระหว่างนั้นทั้งเพลินจิตและนานาก็ยังมาเป็นพนักงานชั่วคราวให้กับโรงแรมด้วยเพื่อหารายได้เสริม ในเวลาที่ไม่ต้องเรียนและวันหยุดปิดเทอม ทำงานตั้งแต่ระดับพนักงานทำความสะอาดในห้องครัว คนล้างจาน ผู้ช่วยแม่บ้าน  ไปจนถึงผู้ช่วยพนักงานต้อนรับ ทำให้คุณไอรดายิ่งถูกใจและเอ็นดูในความขยันขันแข็งของพวกเรา และให้ทุนเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยอีกสองปี

เมื่อเพลินจิตและนานาเรียนจบได้วุฒิปริญญาตรี ก็ได้บรรจุเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ  โดยเพลินจิตได้เป็น พนักงานต้อนรับ[3] ส่วน นานาได้เป็น แม่บ้านประจำฟลอร์[4]  ตลอดสองปีที่ผ่านมา

นอกจากจะทำงานที่สาขาพัทยาแล้ว พวกเรายังต้องเดินทางไปฝึกงานในโรงแรมอีกสองแห่งซึ่งอยู่ในเครืออมรากรุ๊ป นั่นคือ สาขา เชียงใหม่และภูเก็ต ในตอนแรกนั้นพวกเราไม่เข้าใจทำไมต้องไป แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้รู้ความจริงว่า คุณไอรดาได้วางตัวเราสองคนให้ไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงกว่าเดิมที่ ดิ อมรา โฮเทล สาขาใหม่ซึ่งกำลงจะเปิดตัว

ดิ อมรา โฮเทล แอท อโศกเป็นโรงแรมแห่งที่สี่ในเครืออมรากรุ๊ป ต่อจากสาขา พัทยา เชียงใหม่ และ ภูเก็ต และยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในเครืออมรากรุ๊ปที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ

เพราะอมรากรุ๊ป กำลังถึงยุคผลัดใบ จากผู้บริหารรุ่นบุกเบิก ซึ่งก็คือ คุณอมรา มนตรีพานิชย์ มาเป็นผู้บริหารรุ่นลูก นั่นก็คือ คุณไอรดาและน้องชายของเธอซึ่งเพิ่งจบการศึกษาด้านการโรงแรมมาจากสวิสเซอร์แลนด์ ทั้งคู่มีความต้องการ ขยายกลุ่มลูกค้าที่เป็นคณะทัวร์ซึ่งเน้นเที่ยวหัวเมืองใหญ่ของประเทศ มาเป็นลูกค้ากลุ่มย่อย รวมไปถึงพวกแบ็คแพคเกอร์ที่ชื่นชอบการเดินทางคนเดียว ซึ่งต้องการที่พักที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เน้นห้องพักราคาไม่แพงมากแต่เพิ่มจุดขายด้วยบริการแบบโรงแรมหรูและทำเลที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ อีกด้วย

ดิ อมรา โฮเทล แอท อโศก เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว แต่เพลินจิตและนานา ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่เกือบหกเดือนแล้วเพื่อเตรียมความพร้อม โชคดีที่อมรากรุ๊ปเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ย่านนี้อยู่มากมาย ซึ่งรวมไปถึงอพาร์ทเม้นแบบพร้อมเข้าอยู่ความสูงเจ็ดชั้นซึ่งเพลินจิตและนานากำลังอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย

คุณไอรดาเป็นคนจัดหาห้องพักนี้ให้พวกเธอและพนักงานอีกหลายคนที่ถูกย้ายจากสาขาอื่นมาทำงานที่นี่ด้วยกัน โดยให้เช่าในราคาพนักงานซึ่งถูกกว่าราคาที่ปล่อยเช่ากับคนภายนอกเช่าเกือบครึ่งหนึ่ง เพื่อลดภาระค่าจ่ายที่ต้องย้ายที่ทำงานจากบ้านเกิดเข้ามาอยู่ในย่านซึ่งราคาค่าเช่าห้องพักเรียกได้ว่าแพงที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยค่าเช่าและค่าส่วนกลางของอาคารจะถูกหักจากเงินเดือน ส่วนค่าน้ำค่าไฟต้องนำบิลไปจ่ายเองที่ร้านสะดวกซื้อ

เพลินจิตก้มตัวและส่งยิ้มทักทายลุงยามหน้าอาคารเมื่อลงลิฟต์มาถึงชั้นล่างสุด แล้วเดินผ่านลานจอดรถที่มีคนจอดรถอยู่ไม่ถึงครึ่งคงเพราะมีผู้เช่าหลายคนออกไปทำงานแล้ว เธอเลี้ยวขวาออกนอกประตูรั้วของอาคารผ่านร้านสะดวกซื้อที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้งก็จะเป็นตรอกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่พอให้รถส่งของสามารถขับเข้ามาได้ ซึ่งท้ายของตรอกนี้ก็คือทางเข้าของพนักงานของดิ อมรา แอท อโศก

เมื่อประทับเวลาเข้างานเรียบร้อยแล้ว เพลินจิตก็จะเดินเข้าห้องพักพนักงานที่แต่ละคนจะมีห้องแต่งตัวที่มีล็อกเกอร์เก็บของส่วนตัวของตัวเองอยู่ เพลินจิตเปิดล็อกเกอร์เก็บกระเป๋าและนำเครื่องแบบออกมาเปลี่ยนในห้องอาบน้ำ ปรับโหมดมือถือเป็นแบบสั่นสอดลงที่กระเป๋าด้านในของเสื้อสูท สำรวจทรงผมและใบหน้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปประจำตำแหน่ง

การทำงานในโรงแรมเป็นงานหนักที่ต้องการความอดทนจริงอย่างที่แม่ทั้งสองของเพลินจิตและนานาบอก เพราะโรงแรมคือสถานที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ต่างจากโรงพยาบาล พวกเราทำงานเป็นกะ กะละแปดชั่วโมง และได้เวลาพักอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานอาหารที่ห้องอาหารของพนักงาน

พนักงานทุกคนจะได้วันหยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน และวันลาอีกปีละสิบวันแบบสะสมไม่ได้ โดยมีกฎเหล็กว่าต้องแจ้งวันลากับหัวหน้าล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวันแต่ถ้าจะลดอัตราการคัดค้านหรือไม่อนุญาตให้ลา ควรแจ้งวันที่ต้องการลาล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือนยกเว้นเป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆ อย่างเช่น การเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัวหรือเกี่ยวกับการศึกษาในกรณีที่พนักงานคนนั้นกำลังศึกษาต่ออยู่

ในฐานะผู้จัดการส่วนหน้าอย่างเพลินจิต เธอมีความรับผิดชอบโดยตรงที่จะทำให้การบริการลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด เป็นตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือจากพนักงานคนอื่นๆ รวมไปถึงต้องระวังตัวไม่ให้ผู้ร่วมงานเกิดความคลางแคลงใจว่าเธอจะใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด โดยเฉพาะเรื่องของการลางาน อย่างสองวันที่ผ่านมา

เพลินจิตไม่เคยบอกใครว่าเป็นแฟนคลับบอยแบรนด์จากเกาหลี ที่มีความจำเป็นจะต้องไปดูคอนเสิร์ตทุกครั้งที่พวกเขามา เอาเข้าจริงๆ ก็รวมถึงการไปรอรับส่งที่สนามบิน และขายของพรีเมี่ยมต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปิน หากต้องทำทั้งหมดนั้นคนเดียว เธอก็คงไม่สามารถปิดเป็นความลับมาได้ยาวนานขนาดนี้ แต่นี่เธอมีเพื่อนรักที่เป็นแฟนคลับวงเดียวกันอย่าง นานา ซึ่งเลือกที่จะทำงานกะดึก ทำให้พวกเราสามารถจัดการงานหลายๆ ได้อย่างเป็นระบบ

พวกเธอเปิดแอคเคาน์ทวิตเตอร์ชื่อว่า @NaPlearn089 เพื่อติดตามข่าวศิลปิน และเริ่มซื้อของมาขายก่อนจะเปลี่ยนเป็นทำสินค้าขายเอง โดยอาศัยความสามารถพิเศษในการวาดรูปของนานาผลิตสินค้าออริจินอลออกมาขาย ซึ่งก็ขายดิบขายดีจนทำให้พวกเรามีรายได้เสริมไว้เพื่อติตดตามศิลปินที่เราชอบได้อย่างไม่ลำบากมากนัก แต่ทุกอย่างนั้นต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด เพราะหากเพื่อนร่วมงานรู้ว่าพวกเราเป็นแฟนคลับเกาหลี ก็จะเริ่มแปะป้ายบนหน้าผากเราว่าเป็น ติ่งเกาหลี และตามมาด้วยอคติที่พวกเราอธิบายให้ตายอย่างไรก็ไม่มีใครคิดที่จะเปลี่ยนความคิดด้านลบของตัวเอง

เพลินจิตไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับคำว่า ติ่งเกาหลี ออกจะภูมิใจกับคำนี้ด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยในชีวิตของเธอก็มีสิ่งเธอพูดได้อย่างเต็มปากว่ารักหรือชอบมัน ในขณะที่บางคนใช้ชีวิตจนแก่ตายยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขจริงๆ คืออะไร

แต่ถึงแม้เธอจะภูมิใจกับมัน เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้มันมีผลต่อการทำงาน เพราะเราบังคับจิตใจหรือคำพูดของคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารบังคับและกำหนดคำพูดและการกระทำของเราได้ และมนุษย์ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องในชีวิตให้กับคนอื่นรู้

จงทำตัวให้เหมือนแม่มดที่แฝงตัวอยู่ในหมู่มักเกิ้ล

มันคือหลักการดำเนินชีวิตติ่งที่พวกเธอยึดถืออยู่เสมอ และก็ทำมันได้ดีมาหลายปี

“ได้หยุดสองวันเต็ม วันนี้พี่เพลินดูมีความสุขจังเลยนะคะ” นุชนารถ หนึ่งในสองพนักงานต้นรับที่ยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์อยู่ก่อนแล้วทักเธอด้วยรอยยิ้ม

“ไปเที่ยวที่ไหนมาเหรอคะ” ลูกน้องสาวถามต่อขณะที่เพลินจิตหยิบสมุดบันทึกเหตุการณ์ในรอบสองวันที่ผ่านมาขึ้นอ่านเพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้

“ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่หรอกจ้ะ มีเวลาแค่สองวันเราจะไปไหนไกลได้ล่ะ”

“ไปกับพี่นานาที่แผนกแม่บ้านใช่ไหมคะ” นุชนารถถามต่อทำให้เพลินจิตเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปส่งยิ้มหวานให้แบบที่ทำให้คนถามรู้สึกตัวว่าควรหยุดถามเรื่องนี้อ่างสุภาพ แล้วก้มหน้าลงอ่านสมุดบันทึกเหตุการณ์ต่อ

“พี่เพลินไม่ได้ทำงานสองวัน เลยยังไม่รู้เรื่องข่าวใหญ่สินะคะ”

“ข่าวอะไรเหรอจ๊ะ” เพลินจิตถามทั้งที่ยังไม่เงยหน้าจากสิ่งที่อ่าน

“ก็ข่าวที่ว่าคุณอโศกเธอกลับมาแล้วน่ะสิคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นมากกว่าปกติทำให้เพลินจิตเงยหน้ามองลูกน้องนิ่ง

“ลูกชายของคุณอมราน่ะเหรอ ไหนว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าไง”

“ค่ะ เธอเข้ามาที่นี่เมื่อวันเสาร์ค่ะ โหยหล่อระเบิดไปเลย เรียกได้ว่า ดาร์ก ทอลล์ แอนด์ แฮนด์ซัม เลยล่ะค่ะ ยัยปรีนี้กรีดร้องสุด บอกดีใจที่มีเจ้านายหล่อขนาดนี้” นุชนารถบรรยายด้วยสายตาลอยๆ เหมือนคนที่กำลังเพ้อถึงดาราก็ไม่ปาน ทำให้เพลินจิตนิ่งแล้วคิดตาม

“เอ คุณหวาน กับคุณอมรา ผิวก็ไม่ดำนี่ ทำไมลูกชายถึงตัวดำล่ะ เขาไปอาบแดดมาเหรอ” เพลินจิตตั้งข้อสังเกตทำให้หญิงสาวร่างอวบอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงพูดสวนว่า

“ก็ไม่ดำหรอกค่ะ พี่เพลิน แต่ยัยนุชมันไม่รู้จะใช้คำอะไรมาพูด เลยพูดแบบนี้ แต่พูดก็พูดเถอะ พี่เพลิน คุณอโศกแกหล่อมากจริงๆ นะคะ ตัวสูงสักร้อยแปดสิบได้ละมั้ง เมื่อวันเสาร์ที่มานี่สวมสูทสีฟ้าอ่อน ใส่แว่นทรงกลมเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ทรงผมตัดพอดีไม่สั้นไม่ยาว เปิดหน้าผากนิดหน่อย โอ๊ย ให้ลุคหนุ่มเนิร์ด พวกหนูนี่ใจสั่นไปหมด ถ้าบอกว่าเป็นดาราก็เชื่อค่ะ”

เพลินจิตฟังคำบรรยายที่ลูกน้องสาวทั้งสองคนพูดไปก็เอียงหน้าคิดตามไปแล้วเธอก็ต้องส่ายหน้าไปมาเพราะจะเอาบรรทัดฐานความหล่อของเธอไปเทียบกับคนปกติคงไม่ได้ อย่างเธอต้องผิวขาวเหมือนเต้าหู้ ตาชั้นเดียว ผมยักศกหน่อยๆ และย้อมสีน้ำตาลทอง ยิ้มแล้วเห็นเหงือก แถมต้องดูจริงใจ อย่างอึนฮยอก เมนแดนซ์ของซุปเปอร์จูเนียร์ เท่านั้นแหละ เธอจะพูดได้เต็มปากว่า หล่อจนทำให้ใจสั่น ได้

“เหรอ แล้วคุณอโศกเขาเข้ามาทำไมเหรอล่ะ แย่ล่ะ ดันเข้ามาวันที่พี่ไม่อยู่ เลยไม่ได้ส่งรายงานสรุปที่คุณหวานขอไว้ให้คุณอโศกเลย” เพลินจิตเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล

“คุณหวานบอกว่า แค่พาน้องชายมาดูสถานที่ทำงานเฉยๆ ค่ะ ไม่เห็นเรียกดูเอกสารอะไรนะคะ แต่ว่าพี่เพลินทำเสร็จแล้วเหรอคะ” นุชนารถย้อนถามเสียงสูงเพราะไม่คิดว่าหัวหน้าสาวจะทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จทั้งๆ ที่ก็ยุ่งอยู่ตลอด

“อืม เสร็จตั้งแต่ก่อนพี่ลาแล้วล่ะ แล้ววันนี้คุณอโศกเขาจะเข้ามาทำงานเลยไหม”

“เข้าค่ะ เห็นว่าจะเริ่มงานวันนี้เป็นวันแรก แต่ไม่มีพิธีต้อนรับนะคะ คุณหวานให้พวกเราทำงานปกติ”

“โอเค งั้นเดี๋ยวพี่จะได้พริ้นรายงานที่คุณหวานขอมา ส่งไปที่เลขาหน้าห้องคุณหวานตอนนี้เลยดีกว่า”  เพลินจิตพูดแล้วเก็บสมุดบันทึกไว้ประจำที่เดิม

“พี่เพลินนี่จะขยันไปไหนคะ งานที่ทำเนี่ยก็หนักจะตายไป เอาเวลาที่ไหนไปเตรียมรายงานเสร็จให้ก่อนเวลาตั้งสองอาทิตย์ นี่ปรียังพูดกับนุชเลยว่าพี่ต้องแย่แน่ๆ เพราะคุณอโศกมาก่อนเวลาอย่างนี้” ปรีชญาพูดกึ่งชมกึ่งแซวทำให้เพลินจิตยกมุมปากน้อยๆ แล้วตอบว่า

“งานน่ะทำเสร็จเร็วก็ดีกว่าเสร็จช้าอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้ด้วยว่าเกิดเหตุฉุกเฉินแบบนี้เมื่อไร ดังนั้นเราต้องพร้อมเสมอนะปรี นุช”

“ค่ะ พี่เพลิน” นุชนารถและปรีชญารับคำพร้อมกัน แล้วหันไปรับแขกคนแรกของวันที่เดินเข้ามาพอดี ในขณะที่เพลินจิตก็เดินออกห่างจากเคาน์เตอร์เพื่อจัดการงานของตัวเอง

 

“นี่เป็นเอกสารรายงานอัตราการเข้าพักในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของโรงแรมเรา พี่ให้เพลินเขาจัดการมาให้ ดีนะที่เพลินเป็นคนทำงานรวดเร็ว ขนาดเธอมาก่อนเวลาตั้งอาทิตย์ ยังทำเสร็จก่อนวลาแล้วเอามาให้เธอวันนี้ได้เลย” ไอรดาอธิบายขณะที่เลขาของเธอกำลงวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าอโศกที่วันนี้อยู่ในชุดสูทสีดำ

“เพลิน? ใช่ เพลินจิต คงวิเศษ หรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มถามขณะหมุนปากกาด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้งของมือทั้งสองข้าง

“ใช่ แต่เอ๊ะ นี่เธอจำชื่อพนักงานของเราได้หมดแล้วงั้นเหรอ อุ่น”

“โธ่ พี่หวานครับ ผมขอแล้วไม่ใช่เหรอว่า ในเวลางานให้เลิกเรียกผมว่า อุ่น  มันน่าอายจะตายไป ผมโตแล้วนะ” อโศกโอดครวญขึ้นมาทำให้ไอรดาหัวเราะเสียงใส

“ทำไมล่ะ ก็พี่เรียกมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่ พี่ชื่อน้ำหวาน หลานชื่อน้ำชา น้าชื่อน้ำอุ่น ดูดีออก”

“ไม่เอาครับ ผมตัวโตอย่างกับควายแบบนี้ มีคนมาเรียก น้ำอุ่นๆ มันน่าฟังงั้นเหรอครับ”

“น่าฟังสิ น่ารักด้วย”

“โห่ หยุดเลยครับ เราอย่ามามีปัญหาครอบครัวด้วยเรื่องการเรียกชื่อเลย ผมไม่อยากอารมณ์เสีย”

“ก็ได้ แต่ถ้าอยู่บ้านพี่เรียกเหมือนเดิมนะ ให้แค่ตอนอยู่ที่โรงแรมเท่านั้น จะยอมเรียก อโศก ก็ได้” ไอรดายอมแพ้พลางยกถ้วยกาแฟตรงหน้าขึ้นจิบ

“แล้วนี่พี่จะมาอยู่กับผมทั้งวันเหรอครับ”

“เปล่า เดี๋ยวตอนบ่ายพาต้องกลับไปพัทยา ทัวร์ใหญ่กำลังมาพี่อยากไปดูแลให้เรียบร้อย”

“ผมจำได้ว่าพี่โมกข์กลับจากภูเก็ตเมื่อเช้านี้ แต่พี่กลับหาข้ออ้างไม่กลับบ้าน  นี่แสดงว่าพี่ทะเลาะกับพี่โมกข์อีกแล้วเหรอครับ” อโศกย้อนถามทำให้ไอรดาย่นจมูก

“คราวนี้ไม่ได้มีปัญหากับคนพ่อ แต่เป็นคนลูกต่างหาก”

“ทะเลาะกับน้ำชาอีกแล้วเหรอครับ ทะเลาะกันเรื่องอะไรครับเนี่ย ผมก็เห็นน้ำชาอารมณ์ดีออก ตอนกลับจากคอนเสิร์ต”

“ก็เมื่อคืนพวกผู้ปกครองชั้นมอสองทับสอง เขาไลน์เข้ามาในไลน์กลุ่ม  อวดรูปผลงานศิลปะเปเปอร์มาเช่ พี่ก็ไปถามยัยน้ำชาว่ามีของตัวเองไหม พี่จะได้ถ่ายรูปส่งไปบ้าง แต่เธอรู้ไหมหลานสาวตัวดีเธอส่งอะไรมา”

“อะไรครับ”

“กระดาษเอสี่ขยำก้อน แปะแขนแปะขาบอกว่าเป็นหมู โอ๊ย พี่นี่อารมณ์ขึ้นเลย อุตส่าห์ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตให้เพราะคิดว่าทำการบ้านเสร็จแต่เล่นทำเสร็จแบส่งๆ แบบนี้จะได้ยังไง”

อโศกถอนหายใจอย่างหนักใจ “สรุปที่พี่โมโหเพราะว่าพี่ไม่มีรูปไปอวดพวกแม่ๆ ในไลน์กลุ่ม หรือว่าโกรธที่น้ำชาทำการบ้านไม่เสร็จ”

“ไม่ใช่ทำไม่เสร็จ แต่ดันทำเสร็จแบบไก่เขี่ยต่างหาก  นี่คอยดูนะ พอเอาไปส่ง ก็คงโดนให้เอากลับมาทำใหม่ หรือถ้าพี่เป็นครูนะ พี่คงให้ศูนย์คะแนนไปเลย”

“ผมรู้ว่าไม่ควรพูดแบบนี้ แต่พี่หวานควรใจเย็นนะครับ แค่ผลงานศิลปะเอง ไม่น่าโมโหใหญ่โต”

“น้อยไปสิอุ่น มันหลายครั้งแล้ว ที่น้ำชาไม่สนใจเรียนแบบนี้ เธอไม่เห็นผลการเรียนเทอมที่แล้วใช่ไหม มีสิบวิชาตกเก้าวิชา อีกวิชาที่ผ่านก็แค่พอผ่านไม่ได้คะแนนดีเด่อะไร พี่ไม่เข้าใจเลยนะแค่ตั้งใจเรียนมันยากตรงไหน ตอนเราสองคนเป็นเด็ก แม่ไม่เห็นต้องจ้ำจี้จ้ำไชเราเลย นี่คอยดูนะ ถ้าเทอมนี้ยังสอบตกอีก พี่ว่าคงต้องมีตีกันบ้าง เหมือนสมัยก่อนที่แม่ตีเราสองคนไง”

“ใจเย็นครับพี่หวาน น้ำชากำลังเป็นวัยรุ่น และเด็กวัยรุ่นสมัยนี้มีสิ่งล่อใจมากกว่ารุ่นพวกเราตั้งเยอะ การตีไม่ใช่ทางออกที่ดีนะครับผมว่า เราควรทำความเข้าใจแกมากกว่า จะได้แก้ให้ตรงจุดว่าเพราอะไรน้ำชาถึงเรียนไม่ดี”

“เฮ้อ งั้นก็คงต้องอีกสักพักกว่าน้ำชาจะยอมคุยกับพี่ และพี่อารมณ์เย็นพอที่จะไม่ขึ้นเสียงกับลูก” ไอรดาพูดอย่างเหนื่อยใจ ในขณะที่อโศกมองสีหน้าของพี่สาวอย่างเห็นใจ และในชั่วแวปในความคิดนั้นเขาก็เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาบังเอิญเก็บกระเป๋าเงินของเธอได้

เพลินจิต คงวิเศษ

“เออ กลับมาพูดเรื่องงานดีกว่า เพราะพี่มีเวลาอยู่กับเราไม่นาน เธอแน่ใจนะว่าเราไม่ควรเรียกประชุมพนักงานเพื่อแนะนำตัวเธอเป็นทางการ”

“ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวก็คงรู้จักกันเอง แถมคนสำคัญๆ ที่ผมจำเป็นต้องรู้จัก ผมก็ได้เจอหมดแล้ว สำหรับคนอื่นๆ เอาไว้ในสบโอกาสดีๆ อย่างพวกงานเลี้ยงดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาทำงานด้วย”

“งั้นเหรอ เอางั้นก็ได้ แต่ว่าเธอยังได้เจอไม่ครบทุกคนนี่นา เด็กปั้นของพี่สองคนเธอยังไม่ได้เจอเลย”

“สองคน?” อโศกย้อนถามเสียงสูง

“ใช่สองคน คนนึงเป็นหัวหน้าฟร้อนท์ อีกคนเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ชื่อ เพลินจิต กับ นานา คนแรกก็คือคนที่เธอจำชื่อนามสกุลได้ไง”

แววตคมของอโศกวาวขึ้นพร้อมกับฉีกยิ้มออกมา “แหม พูดเต็มปากเลยนะครับว่า เด็กปั้นของพี่ นึกว่ามีแต่พี่โมกข์ที่มี” อโศกแหย่พี่สาว

“กำลังจะพูดเรื่องงาน อย่างโยงถึงสามีของพี่จะได้ไหม เดี๋ยวพี่ก็ได้โมโหขึ้นอีกเรื่องหรอก” ไอรดายกมือขึ้นกอดอกพลางนิ่วหน้า

“อ้าว ก็ไหนว่าทะเลาะแค่กับน้ำชาไงครับ ทำไมจะต้องโมโหพี่โมกข์ด้วย” อโศกแย้งพลางกลั้วหัวเราะ ตรงกันข้ามกับไอรดาที่หงิกหน้าลงอย่างเห็นได้ชัด

“ก็พี่เขยเธอน่ะ ไม่กลับบ้านมาสองวันแล้วรู้ไหม ชีวิตพี่นี่ดีนะ เสาร์ อาทิตย์ไม่เคยได้อยู่กันพร้อมหน้า ลูกเป็นติ่งเกาหลี ต้องไปคอนเสิร์ต ส่วนสามีก็ติดถ่ายละครไม่กลับบ้านเหมือนกัน”

“งานในวงการก็อย่างนี้แหละครับ พี่ยังไม่ชินอีกเหรอ”

“กำลังพยายามชินอยู่ แล้วเธอน่ะก็อย่าเพิ่งนอกเรื่อง บอกมาเสียดีๆ ว่าไปจำนามสกุลเพลินมาจากไหน อย่าบอกนะว่าก่อนกลับมาทำงานนี้ แอบเอารายชื่อพนักงานไปท่องชื่อชื่อนามสกุลเพื่อสร้างความประทับใจ”

อโศกยกมุมปากขึ้นแล้วเหลือบตาขึ้นสบตาพี่สาว “เหตุบังเอิญนะครับ แล้วเป็นเหตุบังเอิญดูเหมือนจะเข้าทางพวกเรามากๆ เสียด้วย ถ้าพี่เห็นด้วยกับผม”

“เห็นด้วยยังไง” ไอรดาถามอย่างไม่เข้าใจ

“ก็เห็นด้วยที่จะอนุญาตให้ผมใช้งานเด็กปั้นของพี่ไงครับ”

“เขาก็ต้องทำงานให้เธอออยู่แล้ว...” ไอรดาหยุดพูดเมื่อมองสีหน้ายิ้มๆ ของน้องชายแล้วถามขึ้นใหม่ว่า

“นี่เธอกำลังขะใช้งานเพลินจิตเรื่องอะไร อุ่น” ไอรดาถามอย่างสงสัย

“เอาไว้ผมแน่ใจก่อนแล้วจะบอกนะครับ แต่ตอนนี้ พี่หวานช่วยอะไรผมหน่อย”

“จะให้ช่วยอะไร”

“ช่วยเรียกเด็กปั้นของพี่มาพบผมหน่อย”

“ให้เรียกเพลินขึ้นมาพบเธอที่นี่ตอนนี้น่ะนะ เขากำลังทำงานอยู่นะ” ไอรดาถามย้ำ

“ผมถึงบอกให้พี่ช่วยเรียกเขามาไงครับ ถ้าท่านรองเรียกพบล่ะก็ ต่อให้ทำงานอยู่ก็ปลีกตัวมาได้แน่นอน ไม่น่าเกลียดด้วย

ไอรดาหรี่ตมองน้องชายอย่างพิจารณา

“ปกติเธอไม่ใช่คนมีลับลมคมในแบบนี้นี่นา อุ่น มีเรื่องอะไรเล่าให้พี่ฟังเดี๋ยวนี้นะ เธอก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบเซอร์ไพส์” ไอรดาถามเสียงเข้มทำให้อโศกหลุดหัวเราะออกมา

“ได้ครับ ผมจะเล่า แต่พี่ช่วยเรียก เพลินจิต คงวิเศษ คนนั้นขึ้นมาพบผมหน่อยได้ไหม แล้วผมจะเล่าแผนการให้พี่ฟังระหว่างรอเธอขึ้นมาพบเราสองคน”



[1] ปวช. ย่อมาจาก ประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยที่ผู้จะได้รับวุฒิ ปวช. ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ ม.3 แล้วมาศึกษาต่ออีก 3 ปี มีวุฒิเทียบเท่าผู้สำเร็จมัธยมปลาย หรือม.6

[2] ปวส. ย่อมาจาก ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เรียนต่อจาก ปวช. อีก 2 ปี

[3] พนักงานต้อนรับ (Reception) เมื่อแขกเดินเข้ามาในโรงแรมพนักงาน ต้อนรับจะเป็นบุคคลแรกที่แขกพูดด้วย โดยพนักงานต้อนรับจะต้องทักทายและให้การต้อนรับแขก ลงทะเบียนแขกและจ่ายห้อง จ่ายกุญแจ รวมการต้อบข้อซักถามและจัดการเกี่ยวกับเรื่องที่แขกไม่พอใจ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและ บาร์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซักรีดเป็นต้น และนอกจากนี้อาจจะต้องคิดต่อประสานงานกับแผนกอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแขกด้วย

[4] แม่บ้านประจำฟลอร์หรือผู้ช่วยแม่บ้าน (Floor Housekeeper หรือ Assistant Housekeeper) มีหน้าที่ตรวจตราของพนักงานทำความสะอาด หรือพนักงานดูแลห้องพัก (Cleaning Staff/Room Attendants) เฉพาะที่ทำงานอยู่ที่ฟลอร์ใดฟลอร์หนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโรงแรม ซึ่งรวมถึงห้องพักแขกทั้งแบบห้องมาตรฐานและห้องชุด ห้องพักพนักงาน ทางเดิน บันได ห้องน้ำใช้ร่วมในบริเวณโรงแรม ห้องนั่งเล่นเป็นต้น

=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=

คุณน้ำอุ่นเขามีแผนอะไรนะ เพลินจิตเรายังไม่รู้หรอก

แต่นักอ่านของวีคงรู้แล้ว 55 มารอดูกันนะคะว่า

เพลินจิตจะสติแตกไหม?


วีจะโพสนิยายเรื่องนี้ ทุกวันศุกร์ค่ะ


รักคนอ่านเสมอ

วีรันดา


ข่าวดีค่า


ปีนี้วีกับกัลและ ร้านห้องสมุดยายพัน เราจะมีเปิดบูท

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ บูท W02 โซน Atrium

ว่างๆ ก็ทักทายกันได้นะคะ วีอยู่บูททุกวันเลย

ส่วนกัลนะเหรอ ต้องแบ่งร่างไปหลายบูทอยู่ค่ะ

แล้วจะรีบมาอัพเดตตารางรวมไปถึงรายชื่อหนังสือ

ที่ลงในงานนนี้ด้วยนะคะ





ใครชอบอย่าลืมกด Fav และถ้าไม่ชอบเม้น 

อย่าลืมกดให้กำลังใจนักเขียนด้านล่างนะคะ 

ช่วยให้กำลังใจนิดนึงเน๊าะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #13 soul_hyukjae (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 22:42
    ติ่งวงเดียวกันไม่พอ ยังเมนเดียวกันด้วยค่าาาาาาาาา

    โง้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #13
    0
  2. #12 pretty-p (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 20:36

    เห็นทีสาวติ่งของเราจะจเอปัญหาใหญ่แล้วล่ะคะ ปิดมาได้ตั้งนาน ดั๊นมาเจอตอหญ่ายยยยยยย

    #12
    0