Witchoar

ตอนที่ 257 : Book Seven : 10 เหล่าผู้หลงใหลชา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    30 เม.ย. 62

Witchoar 

Book Seven : น้ำชาแห่งวิทาเรีย


*******************************

  หมายเหตุ : การถอดคำศัพท์ในเนื้อหาจะอิงจากการออกเสียงในภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ โดยเนื้อหาที่โพสต์อาจมีความผิดพลาดทางการสะกดอยู่บ้างเนื่องจากเป็นฉบับดราฟค่ะ


วาลการ์ในความทรงจำของเจย์เป็นเมืองสมุนไพรที่มีผู้คนเบาบาง แต่วาลการ์ในเวลานี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แน่นอน ผู้คน ที่ว่าเกือบค่อนเป็นพ่อมดแม่มดแทบทั้งนั้น แม้เมืองนี้อยู่นอกเขตการปกครองพิเศษ แต่เหล่าอัลคิลที่มารวมตัวกันในงานประมูลชาก็ต่างมีทีสปิริตเกาะอยู่บนไหล่ หรือไม่ก็มีสปิริตชนิดอื่นติดตาม

“เจย์ เมืองนี้มีแต่ผักเหม็นๆ เต็มไปหหมด ข้าจะกินสเต๊ก” อัสโมวซึ่งเจย์อุ้มอยู่ซุกหน้ากับอกเจย์พลางพูดประท้วง-อย่างหงุดหงิดจนเจย์หัวเราะ

“ผักมีประโยชน์มากนะ เพราะเจ้าไม่กินผักนั่นแหละ เจ้าเลยป่วย” บิมซึ่งแฮ็กอุ้มอยู่เอ่ยแย้ง อัสโมวเลยแลบลิ้นใส่เพื่อนแล้วหันมาอ้อนเจย์ต่อ

“เราจะไปกินอาหารที่มีเนื้ออร่อยๆ ใช่ไหม อย่าสั่งเมนูผักเยอะนะ ข้ากินไม่ได้”

เจย์ได้แต่ส่ายหน้าพลางนึกดีใจที่เขากับแฮ็กตัดสินใจอุ้มสองเด็กน้อยกันคนละคนด้วยกลัวว่าคนเยอะๆ จะผลัดหลงกัน

ผลัดหลงธรรมดาก็ไม่เป็นไร กลัวแต่อัสโมวจะไปสร้างความเสียหายให้แก่ร้านค้า เดี๋ยวเสียเงินอีก

ทำลายข้าวของน่ะไม่เท่าไร แต่ในบริเวณนี้มีพวกภูตอากาศอยู่เต็มไปหมด บอกเลย เกิดไอ้ขนฟูไปหาเรื่องอัลคิลแบบสุ่มสี่สุ่มห้าละก็ รับรองไม่ตายดีแน่ กิดิมเปรย

ผมนึกว่ามีแต่เกรตสปิริตที่มีภูตอากาศคุ้มครองเสียอีก เจย์ถาม

มีแค่เกรตสปิริตน่ะใช่ แต่ลืมไปแล้วหรือไง ว่าอัลฮาคิมน่ะเป็นศาสตร์ที่มีคนฝึกมากที่สุด ไม่งั้นจะมีซูเปอร์ลิสต์จากฝ่ายพ่อมดขาวให้เต็มไปหมดเหรอ

เจย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่พิลลี่ซึ่งเดินนำหน้าอยู่กลับหยุดเดิน แล้วหันมาพูดว่า

“ถึงแล้วละ ถ้ามาวาลการ์ก็ต้องกินอาหารร้านนี้ เจ้าของร้านเป็นเพื่อนของมาสเตอร์พิคก้า”

เหล่าพนักงานของร้านน้ำชาวิทาเรียจึงเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อภัตตาคารที่เขียนว่า อร่อยทุกคำ ก่อนจะก้าวตามพิลลี่กับโพซี่เข้าไปในร้าน

“โอ้ ว่าไงพิลลี่ โพซี่” ชายหนุ่มร่างท้วมเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นเอ่ยทักพิลลี่ทันทีที่เดินเข้ามาในร้าน

“ไม่มาได้ไง นายก็รู้ นี่รุ่นน้องของพวกฉัน พวกนาย นี่ วาโค เรดชอป” พิลลี่เอ่ยแนะนำรุ่นน้องพลางผายมือมาทางพวกเจย์

“สวัสดีครับ” มิวท์ แฮ็ก และเจย์เอ่ยทักพร้อมกัน

วาโคยิ้มกว้างพลางเดินนำไปยังโต๊ะที่นั่ง แล้วพูดว่า “วิทาเรียรับพนักงานรัวๆ เห็นแล้วมันน่าเจ็บใจนะ ความฝันที่อยากจะได้ใส่ชุดยูนิฟอร์มของร้านวิทาเรียสักครั้งหนึ่งของฉัน”

“อย่ามาทำเป็นพูด คนที่ได้คุณดีลิลเป็นอาจารย์ก่อนมันนาย”

พอโดนโพซี่แย้งกลับ วาโคก็ทำได้แค่หัวเราะแล้ววางเมนูสามเล่มลงกลางโต๊ะ

“ดูเมนูไปก่อน เดี๋ยวฉันมารับออร์เดอร์ เมนูพิเศษสำหรับสปิริตอยู่หน้ากลางนะ”

“โอเค” โพซี่รับคำ แล้วแจกจ่ายเมนูให้แก่พวกเจย์ เจย์รับมาเล่มหนึ่งแล้วเปิดเมนูหน้ากลางก่อน อัสโมวชะโงกหน้ามาดูพลางทำหน้าเหยเก

“มีแต่ผักทั้งนั้นเลย”

“ก็นี่มันร้านอาหารมังสวิรัติ” มิวท์ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางโยกหัวอัสโมวที่เบะปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ผิดกับบิมที่มองเมนูอาหารด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“อาหารน่ากินทั้งนั้นเลย” บิมเอ่ย

“น่ากินกว่าอาหารของฉันหรือเปล่า”

พอโดนแฮ็กถามอย่างนั้น บิมเลยทำท่าคิดแล้วเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หน้าตามันน่ากินกว่า แต่ของหน้าตาดีก็ไม่อร่อยเยอะแยะไปเนอะ”

“โหย ตอบอย่างนี้ได้ใจไปเลยนะ” มิวท์แซว ขณะที่เจย์พลิกดูเมนูเพื่อมองหาอาหารที่อัสโมวน่าจะกินได้แล้วพูดว่า

“กินเมนูไข่ก็ได้เนอะอัสโมว มีที่น่ากินหลายอย่างเลย”

“ข้าอยากกินเนื้อนี่นา” อัสโมวเอ่ยเสียงอ่อย ยิ่งเห็นบิมชี้อาหารที่อยากกินบอกแฮ็ก เจ้าปีศาจขนฟูก็เลยหน้าหมองยิ่งกว่าเดิม จนเจย์สงสารต้องเอ่ยปลอบอย่างเอาใจว่า

“เอาไว้กินเสร็จ ผมจะพาไปกินขนมอร่อยๆ ดีไหม”

“เจย์อย่าสปอย” โพซี่เตือน

เจย์เลยยิ้มแห้ง ส่วนอัสโมวก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสที่จะได้กินของอร่อยลอยหายไป

“เจย์สัญญาแล้ว งั้นข้าจะกินรองท้องก่อนนิดหน่อยก็ได้ ไหนๆ เมนูไข่ที่ว่าอร่อยน่ะ บิม อันไหนเจ้าคิดว่าข้าน่าจะกินได้ สั่งมาเลยนะ ข้าหิว”

“อื้อ ปอเปี๊ยะทอดไหม ในนี้มีเห็ดกับถั่วงอก ห่อแล้วทอดกรอบๆ กินกับน้ำจิ้มเจ้ากินได้แน่”

พอเห็นอัสโมวเลิกงอแงและเริ่มหันมาสนใจเลือกอาหาร เจย์ก็ผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกได้เปลาะหนึ่ง

เจ้าควรเชื่อรุ่นพี่เจ้านะ ตามใจมันเรื่อยเดี๋ยวก็ไม่โตพอดี กิดิมเตือน แต่เจย์ก็แย้งว่า

แต่อัสโมวก็ตัวโตนะครับ เหมือนที่คาร์ดิส

เจ้าไม่เห็นอัสรูโซ่หรือไง ร่างเต็มของปีศาจอัสโมวน่ะ มันจะเหมือนเจ้าเปี๊ยกนี่ที่ไหนล่ะ

เจย์รับคำในใจขณะได้ยินมิวท์ถามขึ้นว่า

“เราควรซื้ออาหารกลับไปให้มาสเตอร์วีคหรือเปล่าครับ”

“เอาจริงๆ ฉันไม่เคยเห็นมาสเตอร์กินอะไรเลยนะ ช่วงที่พวกเราจัดปาร์ตี้กันก็มักจะเป็นช่วงเวลาทำงานในกะของมาสเตอร์วีคตลอด เห็นแต่ชงชา ขนมหรือเครื่องดื่มก็ไม่กิน” แฮ็กเอ่ยตามที่สังเกตเห็น

“มาสเตอร์ห่วงนอนน่ะ จะกินเมื่อหิวจริงๆ ปกติมาสเตอร์ทิคก้าจะทำอาหารแล้วให้พี่หรือไม่ก็พิลลี่เอาไปส่งให้ที่ห้องพัก แต่ก็...กินน้อยจริงๆ ว่าไหม” โพซี่ตอบพลางหันไปพยักพยิดหน้ากับน้องชาย

“ใช่”

“อย่างมาสเตอร์วีคเนี่ยผมว่ามันมากกว่าห่วงนอนนะครับ ดูอย่างวันนี้สิ มาสเตอร์นอนหลับในรถมาตลอดทาง แต่พอลงจากรถก็บอกว่าง่วงอีกแล้ว คนฝึกโฮโนรุอุสนี่ประหลาดทุกคนจริงๆ” มิวท์เอ่ย แต่พอหันมาสบตาเจย์ก็หัวเราะออกมา

“นายเองก็ประหลาดนะ”

“ผมเหรอ ทำไมล่ะ”

มิวท์มองเจย์แล้วมองไปที่อัสโมวกับบิมที่เริ่มลิสต์รายการอาหารได้มากกว่าสิบรายการแล้วพลางตอบว่า

“แค่มีเจ้าสองตัวนี้ก็แปลกแล้ว”

เจย์ยิ้มจืดอย่างไม่รู้จะแย้งเพื่อนอย่างไร เลยได้แค่ก้มลงมองเมนู แล้วเลือกอาหารของตัวเอง ไม่นานวาโคก็เดินวนกลับมารับออร์เดอร์แล้วเดินจากไป

“คุณวาโคเป็นอัลคิลสายไหนเหรอครับ อาหารคาวก็น่าจะเป็นสายยารักษาโรคหรือเปล่า” แฮ็กถาม

พิลลี่พยักหน้า “ใช่ รู้จัก ดีลิล ฟูลคอร์ส ไหม”

แฮ็กขมวดคิ้ว แต่มิวท์ตอบว่า “อัลคิลที่คิดค้นวิตามินสำหรับการชำระล้างเวทมนตร์ได้เป็นคนแรกใช่ไหมครับ”

“ใช่ ภายหลังเขาได้ขายลิขสิทธิ์สูตรวิตามินตัวนั้นให้สภากลางเพื่อนำไปพัฒนาต่อ แต่อาหารจากฝีมือเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะได้เลยนะ” พิลลี่ตอบ

“ยาอายุวัฒนะ” เจย์เอ่ยทวน โพซี่ที่นั่งอยู่ใกล้เจย์เลยเอ่ยปนหัวเราะว่า

“แต่คงช่วยนายไม่ได้หรอกเจย์ กินเอาอร่อยก็พอ”

เจย์ยิ้มรับ “ผมแค่สงสัยว่า อัลคิลตีความคำว่า อายุวัฒนะ ว่าเป็นยังไงน่ะครับ”

“อืม ตอบยากนะ พี่คิดว่าไง” พิลลี่หันไปถามพี่สาว แต่ยังไม่ทันที่โพซี่จะตอบ วาโคก็นำเครื่องดื่มหลากสีมาเสิร์ฟ

“พวกเราไม่ได้สั่งนา” โพซี่เอ่ยด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“เออน่าฉันเลี้ยง เพื่อนเก่าพาคนดังเข้าร้านทั้งที่ นี่เป็นน้ำพันช์พิเศษฉันเพิ่งคิดสูตรใหม่ ลองกินกันหน่อยแล้วกัน”

“จะให้ช่วยประเมินประสิทธิผลของยาตัวใหม่ว่างั้น” โพซี่ดักทาง วาโคเลยหัวเราะเสียงดัง

“แล้วไม่ได้หรือไง”

“ได้ แต่ถ้าอร่อยขอเบิ้ลนะ”

วาโคยักไหล่ แล้วหันมาสบตาเจย์พลางพูดว่า “ฉันเป็นแฟนคลับนายนะ ชนะคุณพาวน์ได้อย่างนั้น ยกนิ้วให้เลย”

“ขอบคุณครับ” เจย์รับคำแล้วดึงแก้วเครื่องดื่มสีแดงมาจิบ ก่อนจะตาโตแล้วสบตาวาโคนิ่ง

“เป็นไง”

เจย์ละปากจากหลอดที่ดูด แล้วตอบว่า “อร่อยครับ”

โพซี่และพิลลี่จึงหัวเราะ เจย์เลยมองรุ่นพี่ทั้งสองด้วยความงุนงง วาโคจึงถามย้ำว่า

“แล้วมีความรู้สึกอย่างอื่นอีกไหม”

คนโดนถามนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ

“เครื่องดื่มแก้วนี้มีส่วนผสมขององุ่นแดง ลูกเกด ส้ม และนำมาผสมกับชาราสเบอร์รี น้ำตาล แล้วหมักด้วยยีสต์...น่าจะเรียกว่าไวน์ได้ แต่แอลกอฮอล์ไม่แรง กินแล้วรู้สึกผ่อนคลายคล้ายกับตอนชำระล้างเวทมนตร์เสร็จใหม่ๆ ครับ”

เป๊าะ!

วาโคดีดนิ้วเสียงดังขึ้น

“ใช่แล้วครับ แก้วนี้เรียกว่า Run Away Red มันดูเหมือนไวน์ก็จริง แต่เพราะใช้เวลาหมักไม่นาน และภายหลังนำมาเบลนด์กับชาราสเบอร์รี จึงยังคงเรียกว่า ชา แต่มีคุณสมบัติใช้ชำระล้างเวทมนตร์ นายนี่ เก่งสมคำเล่าลือนะ”

“ไม่หรอกครับ มันอร่อยจริงๆ คนทำต้องเก่งมาก”

“พอๆ เดี๋ยววาโคตัวลอย ทำชาหลายชนิดขนาดนี้ ปีนี้นายมีชาตัวใหม่ส่งเข้าประกวดชาเบลนด์ด้วยเหรอ” โพซี่ถาม

วาโคพยักหน้า

“แน่นอน ปีที่แล้วพลาดไปนิดเดียวเลยได้แค่ที่สอง ปีนี้ฉันไม่ยอมแพ้แน่ ว่าแต่เธอเถอะ ปีนี้มีส่งเข้าประกวดด้วยหรือเปล่า”

โพซี่ส่ายหน้า “ไม่ทัน มันยังไม่อยู่ตัวเลยว่าจะรอปีหน้า”

“เหรอ งั้นช่วยฉันชิมด้วย ไปดูลูกค้าก่อน”

คล้อยหลังวาโคไป ทั้งเพื่อนๆ และรุ่นพี่ก็ผลัดกันชิมเครื่องดื่มในแต่ละแก้วที่วาโคนำมาเสิร์ฟ แล้วเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ เจย์เองก็ร่วมวงชิมและออกความเห็นด้วย พอวาโคกลับมาอีกครั้งเพื่อเสิร์ฟอาหาร ทั้งหมดก็บอกสิ่งสรุปได้ออกมา

“แล้วเจ้าหนูสองคนนี้ละ ชอบเครื่องดื่มชนิดไหนที่สุด”

อัสโมวกับบิมมองหน้ากัน แล้วชี้ไปที่แก้วเครื่องดื่มที่เป็นน้ำสีเขียวอ่อนใส วาโคเห็นแล้วก็หัวเราะ

“ทำไมถึงชอบแก้วนี้ล่ะ”

“อร่อย แล้วก็หอม กินแล้วอุ่นๆ ที่ท้องครับ” บิมตอบ ขณะที่อัสโมวเสริมว่า

“สบายท้องดี แล้วเหมือนกับทำให้หิวน้อยลง”

หูย อย่างนี้นายควรซื้อเจ้าน้ำนั่นกลับไปเยอะๆ เลย ไอ้หนูนี่จะได้เลิกกินล้างกินผลาญสักที กิดิมแขวะ เจย์เลยได้แต่กลั้นยิ้ม

“เครื่องดื่มแก้วนี้ชื่อ Spirit be gone brew เป็นเครื่องดื่มชาที่เหมาะกับสปิริต เพราะมีฤทธิ์ช่วยในการชำระล้างดวงวิญญาณ พ่อมดแม่มดก็กินได้นะ แต่อาจได้ผลไม่เท่ากับพวกสปิริต โอเค ขอบใจสำหรับคอมเมนต์ที่ให้นะ”

“โอ้โห นี่ล้ำถึงขั้นคิดเครื่องดื่มชาสำหรับพวกสปิริตแล้วเหรอ” โพซี่ถามแกมหยอกแบบติดตลก

วาโคเลยตอบว่า

“แน่ละสิ ขายดีด้วยนะจะบอกให้ ยิ่งพวกโมนาชีที่ทั้งรักทั้งห่วงปีศาจของตัวเองด้วยแล้ว นี่ยอมจ่ายไม่อั้นเลย โอเค งั้นฉันไม่กวนพวกนายแล้ว ขอบใจมาก กินอาหารให้อร่อยนะ”

“คุณวาโคคงรักการคิดค้นเครื่องดื่มมากเลยนะครับ”

“ยารักษาโรคและยาพิษถือเป็นอัลฮาคิมแขนงหลัก ที่ทำเป็นงานอาชีพได้เลย เพียงแต่ต้องเก่งมากๆ แต่หากเราศึกษาพวกแขนงที่แยกออกมาอย่างพวกวิตามิน อาหารเสริม พวกนี้ทำดีๆ ก็สร้างรายได้ให้เราได้สบายๆ” มิวท์เอ่ยพร้อมกับใช้มือคลุกข้าวยำผักห้าสีให้เข้ากัน ขณะที่แฮ็กเสริมว่า

“อาหารคือยาวิเศษที่สุดอยู่แล้ว มนุษย์โชคดีที่ยังกินอาหารได้ แต่สปิริตบางประเภทไม่อาจกินอะไรได้แล้ว ถ้ามีอัลคิลคนไหนสามารถผลิตอาหารที่ดูแลและส่งเสริมสปิริตได้ ก็รวยไม่รู้เรื่อง เพราะพวกโมนาชีน่ะเปย์ไม่อั้น”

“เพราะงั้น งานประมูลชาและสมุนไพรประจำปี ถึงได้มีคนเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้น เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมาเพื่อใช้ผลิตอาหารที่ทรงคุณค่าแล้ว คงไม่มีใครยอมใคร”

“ผมได้ยินคุณร็อบพูดว่า ปีนี้ไร่เอพริลส่งชาเข้าร่วมประมูลด้วยใช่ไหมครับ” เจย์ถาม

โพซี่พยักหน้า “ใช่ งานนี้สู้กันยิบตาแน่”

เจย์กะพริบตา “สู้เหรอครับ”

สี่อัลคิลที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารมองหน้าเจย์ แล้วเป็นแฮ็กที่ถอนหายใจยาวออกมา

“เออ ลืมไปนายคงยังไม่รู้สินะ”

“ขอโทษครับ ผมน่าจะลืมไปแล้ว” เจย์ตอบเสียงอ่อย

แฮ็กส่ายหน้า

“มันไม่ใช่ความผิดของนาย อืม เอาเป็นว่า ใบชาของไร่เอพริลเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารและฤทธิ์ทางเวทมนตร์สูงกว่าวัตถุดิบประเภทอื่นก็แล้วกัน”

“แล้วทำไมเราถึงไม่เก็บไว้ใช้เองในร้าน แต่กลับเอามาประมูลล่ะครับ”

“ข้ารู้” อัสโมวที่เพิ่งจัดการปอเปี๊ยะทอดหมดไปหนึ่งจานรีบยกมือขึ้น

“รู้อะไร เจ้าตัวยุ่ง” พิลลี่ถาม

อัสโมวยิ้มแป้น

“ข้ากับบิมบางทีก็ไปฝึกวิชาที่ไร่เอพริลนะ ข้าเห็นวิทดูแลเจ้าใบเขียวๆ นั่น วิทบอกว่า ใบชาพวกนี้ควรได้อยู่กับผู้ที่หลงใหลชาจริงๆ มันเป็นการแบ่งปัน อืม ง่ำๆ แต่ข้าไม่เห็นอยากได้เจ้าพืชใบเขียวนั่นเลย กินไปก็ไม่เห็นอร่อย ไข่ตุ๋นนี่อร่อยดีซะกว่า บิม! ขอกินของเจ้ามั่งสิ” พูดจบ อัสโมวก็หันไปทำท่าจ้องจะตักไข่ตุ๋นในถ้วยของบิม

เจย์มองอัสโมวแล้วหันไปสบตาพิลลี่ รุ่นพี่หนุ่มก็เลยขยายความให้ฟัง

“มันเป็นหนึ่งในภาษีที่เกษตรกรต้องจ่ายให้แก่ประเทศนี้น่ะ”

“จ่ายเป็นของเหรอครับ”

“ใช่ ของที่ดีที่สุดในไร่ ต้องแบ่งออกมาส่วนหนึ่งเพื่อนำมาแบ่งปันให้คนอื่น การประมูลจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ได้เงินตอบแทนดี บางครั้งก็อาจบริจาคให้ฟรี อันนั้นจะได้เป็นส่วนลดหย่อนเพิ่มเป็นสองเท่าของมูลค่าของ” พิลลี่ตอบ

เจย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วอยู่ๆ เขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้

“โคมาเลียเนี่ย มีระบบภาษีที่เน้นของไม่เน้นเงินนะครับ อย่างร้านเราก็จ่ายเป็นภารกิจ เท่าที่เห็นธุรกิจแต่ละประเภทแทบไม่ได้จ่ายเป็นเงินเลย”

ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ แล้วเป็นมิวท์ที่หัวเราะออกมา

“ก็ถ้าไม่ทำก็ต้องจ่ายแพง สู้ทำไป จ่ายภาษีถูกลง แถมประเทศได้ประโยชน์ไม่ดีกว่าเหรอ”

“จริงครับ พอมองอย่างนี้ก็เหมือนเราทุกคนกำลังช่วยประเทศอยู่เลย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ”

โพซี่ยิ้ม

“นั่นสินะ ก็ประเทศนี้มันเป็นของพวกเราทุกคนนี่นา อิ่มกันแล้วเรียกมาเก็บเงินเลยไหม อัสโมวคงอยากกินขนมแย่แล้วละ”

ทุกคนพยักหน้า โพซี่จึงยกมือเป็นสัญญาณให้วาโคมาคิดค่าอาหาร จากนั้นโพซี่ก็ใช้เงินสำรองของร้านจ่ายค่าอาหารทั้งหมดไป เพราะทางร้านออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่ทุกคนอยู่แล้ว

“เดี๋ยวพวกพี่จะเดินไปที่ร้านขายชาเจ้าประจำหน่อยนะ ถ้าพวกนายเดินเล่นจนพอใจแล้วก็กลับโรงแรมได้เลยนะ”

“ครับ” ทั้งหมดรับคำ พลางมองโพซี่กับพิลลี่เดินแยกไปอีกทาง

“เจย์ ไปกินขนมกัน” อัสโมวกระตุกมือเจย์ชวนยิกๆ

“อื้อ เอ่อ แฮ็กกับมิวท์จะไปกินด้วยกันไหมครับ”

“ไปสิ แต่ขอแวะร้านหนังสือของที่นี่หน่อยนะ จะไปดูตำราชาน่ะ” มิวท์ตอบ แล้วเดินออกจากร้านอาหารไปพร้อมกัน โดยเจย์เดินนำเพราะอัสโมวลากเขาเดินนำไป ขณะที่แฮ็กเดินตามหลังมิวท์เพราะอุ้มบิมขึ้น

“ข้าเดินได้”

“จริงๆ อยากกระโดดใช่ไหมล่ะ แต่คนมันเยอะ อุ้มไว้ดีกว่า” แฮ็กแย้ง

บิมพยักหน้าอย่างเข้าใจ แฮ็กเลยถามว่า

“ตกลงอาหารของใครอร่อยกว่า”

“แฮ็ก” เจียงซือน้อยตอบอย่างไม่ลังเล จนแฮ็กยิ้มกว้าง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามกลุ่มเพื่อนข้างหน้าไป แต่ขณะที่เจย์กำลังจะอุ้มอัสโมวขึ้นเพราะคนเริ่มเยอะขึ้น ชายหนุ่มก็หันไปมองไปยังที่หนึ่ง

“เป็นอะไรเหรอเจย์” มิวท์ถาม พลางหันไปมองตามสายตาเพื่อน ก็ไม่พบอะไรนอกจากฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกันเข้าจับจ่ายซื้อของเต็มทั้งถนน

เจย์ส่ายหน้าพลางตอบว่า

“เปล่า ผมคงคิดไปเอง”

“นายจะเข้าร้านหนังสือด้วยไหม หรือจะรออยู่ข้างนอก” มิวท์ถาม

“เดี๋ยวผมพาอัสโมวไปซื้อขนมก่อนดีกว่าครับ เอ่อ บิม บิมไปกับแฮ็กนะ เดี๋ยวผมมา ร้านขนมอยู่แค่ตรงนี้เอง” เจย์เอ่ยพลางชี้ไปยังร้านขนมที่อยู่ถัดไปอีกหนึ่งช่วงตึก

บิมพยักหน้า “ได้ ข้าไม่อยากกินขนมแล้ว อิ่ม”

“โอเค งั้นไปกันอัสโมว”

เจย์เดินห่างออกมาหนึ่งช่วงตึกก็เจอร้านขนมเครปชื่อดังของวาลการ์ ซึ่งเขาจำได้จากลูกค้าคนหนึ่ที่มาดื่มชาที่ร้านน้ำชาวิทาเรียแล้วพูดถึง

“น่ากินจังเลยเจย์” อัสโมวเอ่ยเสียงกระตือรื้อร้น พลางมองขนมในมือของนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ถือกัดกินขณะเดินสวนทางมา

“อื้อ คิวยาวเลย คงต้องต่อคิวอีกสักพักแน่เลย”

“ไม่เป็นไร ข้ารองท้องมาบ้างแล้ว ยังพอทนได้” อัสโมวตอบ

เจย์มองอัสโมวแล้วได้แต่ยิ้ม คงอยากกินละสิเลยรอได้ เจย์เดินตรงไปยืนต่อแถว และเป็นจังหวะเดียวกับคิวที่ยืนอยู่ก่อนหน้าเขาหันหน้ามามองพอดี

“คุณ...”

อาร์คแย้มยิ้มแล้วทักขึ้นว่า

“สวัสดี เจย์ สก็อต”






Writer : Kalthida

(IG & Twitter : kalthida)


Writer's Talk :

กัลว่าไม่ว่าพ่อมดหรือคนถ้ามีอาหารที่ดีต่อคนที่เรารัก เราก็เปย์ไม่อั้นเหมือนกัน 555 เจย์เราคงต้องทำงานให้เยอะขึ้นแล้วค่ะ ไหนจะค่าอาหาร ไหนจะอาหารเสริม ปีศาจแต่ละตัวกินจุขนาดนี้ 

ตอนนี้เป็นตอนสบายๆ ที่กัลชอบมากเลย เพราะมันสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของเหล่าพ่อมดในจินตนาการของกัล หวังว่าทุกคนจะชอบเหมือนกันนะคะ ^^





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

4,387 ความคิดเห็น

  1. #3693 sekuretsu (@sekuretsu) (จากตอนที่ 257)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 18:51

    เหมือนบิมจะติดแฮ็ก และแฮ็กก็ติดบิม

    555555+ น่ารักกกกก

    #3693
    0
  2. #3692 Jjay🎭 (@tangmo150649) (จากตอนที่ 257)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 16:45
    ใช่ ควรซื้อกลับไปให้อัสโมวกินน้อยลงเยอะๆเลย😂😂😂
    #3692
    0
  3. #3691 B-myth (@B-myth) (จากตอนที่ 257)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 16:14

    อัสโมว์ก็ยังเลือกกินเหมือนเดิมเลย
    #3691
    0
  4. #3690 ~LufaH~ (@fak_fa) (จากตอนที่ 257)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 10:05
    เจย์สายเปย์ สุดๆค่า
    #3690
    0