Witchoar

ตอนที่ 2 : Book One : 01 โพสต์อิท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    16 พ.ค. 60

Witchoar 

Book One : หยดน้ำแห่งกัลดราบก



*******************************

 

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะกับชายหนุ่มเจ้าของเส้นผมหยิกฟูสีน้ำตาลซึ่งแผ่อยู่เต็มหมอน คิ้วเข้มที่ดกหนาขมวดมุ่นเพราะแสงแดดชอนนัยน์ตา เขาจึงพลิกตัวขยับหนีแสงไปอีกฟากเตียง แล้วนอนนิ่งไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับตัวหนีอีกครั้งเพราะแดดไล่ตามมา

“ร้อน” ริมฝีปากเรียวของชายหนุ่มขยับและมีเสียงพึมพำอย่างหงุดหงิด ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว จึงพลิกตัวและลุกขึ้นมาเสยผมอย่างไม่สบอารมณ์ ตาที่ยังไม่อยากลืมยังคงหลับอยู่ มือขวาละจากผมที่เสยปัดไปให้พ้นใบหน้า แล้วเอื้อมไปเกาข้างคอ สติที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกระตุ้นสมองให้รู้สึกปวดเมื่อย มือที่เกาคอเลยเปลี่ยนเป็นบีบนวดไหล่เบาๆ พร้อมกับเอี้ยวคอบิดไปมาเพื่อคลายเส้น

“ฮ้า!

เสียงหาวหวอดดังขึ้นพร้อมกับเปลือกตาที่เปิดปรือ เผยให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินไร้ประกาย และเพราะแสงแดดจ้า ทำให้เจ้าของเตียงนอนต้องหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ ปรับสภาพการมองของตัวเอง กระทั่งดวงตาสีน้ำเงินมองเห็นได้เต็มที่ เขาจึงกวาดสายตามองไปรอบห้องนอน

ห้องนอนขนาดเล็ก เตียงตั้งอยู่ติดผนัง หน้าต่างห้องเปิดรับลมเต็มที่ ข้างหัวเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะมีโน้ตบุ๊กเปิดค้างไว้ ถัดจากโต๊ะเขียนหนังสือ ก็เป็นตั้งหนังสือที่มีทั้งเก่าและใหม่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ วางเรียงกันอยู่จนเต็มพื้นที่ ถัดจากนั้นจึงเป็นชั้นติดผนังขนาดเล็กที่มีกรอบรูปและนาฬิกาตั้งโต๊ะวางอยู่ ด้านปลายเตียงเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กซึ่งปิดไม่สนิท หน้าตู้แขวนชุดสูทสีดำซึ่งมีสภาพเหมือนใช้แล้วไว้ แขนเสื้อสูทปลิวสะบัดด้วยแรงลมจากพัดลมตั้งพื้น ซึ่งอยู่ถัดไปจากตู้เสื้อผ้า

เมื่อดวงตาสีน้ำเงินมองรอบตัวอย่างถ้วนทั่วแล้วจึงก้มดูตัวเองบ้าง ก่อนจะมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เขารู้ว่าห้องนี้อยู่บนชั้นสอง ด้านนอกน่าจะเป็นถนน เพราะเขาได้ยินเสียงกระดิ่งรถจักรยาน และยังมีเสียงทักทายที่ดังแว่วมา

“จะไปเที่ยวงานเทศกาลงั้นเหรอคะ”

“ค่ะ เมื่อคืนน่าเสียดายที่อยู่ไม่ถึงได้ดูพลุ แต่วันนี้คงไม่พลาดตลาดผลไม้ประจำปีแน่”

คนเพิ่งตื่นฟังเสียงสนทนาจากคนบนถนนนอกบ้านซึ่งเสียงเบาลงเรื่อยๆ อย่างงุนงง

งานเทศกาล?ชายหนุ่มคิด พลางเลิกผ้าห่มออกและตั้งใจจะลุกยืน เพียงตั้งท่าจะลุก ร่างกายเขาก็รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาเฉยๆ และเซไปจนเกือบล้มลง โชคดีที่ล้มลงไปนั่งอยู่บนเตียง ไม่อย่างนั้น ก็คงได้หัวฟาด

ชายหนุ่มสะบัดหน้าเพื่อตั้งสติ

“นอนตื่นสายเลยหิวจนตาลายหรือไงเรา” ชายหนุ่มเปรยเดาสาเหตุไปเอง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วลองลุกขึ้นใหม่ แม้จะยังเซอยู่บ้าง แต่เขาก็ก้าวเท้าออกไปได้

สัมผัสแรกเมื่อปลายเท้ากระทบพื้น ชายหนุ่มก็ต้องส่ายหน้า นี่เขาต้องนอนนานขนาดไหน ถึงจำความรู้สึกแรกของการเดินไม่ได้ แต่ความประหลาดใจของการก้าวเดินครั้งแรกก็หมดไป เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านชั้นวางกรอบรูป เขาจึงเปลี่ยนใจที่แต่แรกคิดจะเดินไปยังประตูห้อง เป็นเดินไปยืนอยู่หน้าชั้นวางของแทน แล้วไล่สายตาไปตามกรอบรูปที่วางอยู่บนชั้นนั้น

มันเป็นรูปครอบครัว ในภาพถ่ายมีเด็กผู้ชายเจ้าของเส้นผมหยิกฟูสีน้ำตาลยาวประบ่าเป็นศูนย์กลาง ข้างกายของเด็กคนนั้นมีคนที่น่าจะเป็นพ่อกับแม่ขนาบข้างอยู่ด้วย และยังมีภาพครอบครัวนี้อยู่อีกสองสามภาพ แต่ละภาพแสดงถึงช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปของเด็กผู้ชายคนนั้น และภาพสุดท้ายก็เป็นภาพชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งรวบผมไว้อย่างเรียบร้อย ผิดกับทุกภาพที่ผ่านมา เขาสวมชุดครุยรับปริญญา แสดงว่าคนในรูปจบการศึกษาแล้ว

ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าของคนในรูปภาพ แล้วยกมือเกาหัวตัวเอง ไม่ใช่เพราะหน้าตาของคนในรูปที่ดูเหมือนมึนงงอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะภาพสะท้อนใบหน้าของเขาซึ่งปรากฏอยู่บนกระจกกรอบรูปนั้นต่างหาก มันดันมีหน้าตาคล้ายกับคนในรูปภาพนั้นมากๆ

ใคร? หน้าตาคล้ายเราจัง

แม้จะคิดอย่างนั้น แต่ร่างกายของชายหนุ่มก็เรียกหาห้องน้ำอย่างด่วนจี๋ เขาจึงละความสนใจทั้งมวล แล้วเปิดประตูห้องเดินออกไป เท้าที่เริ่มคุ้นชินกับการเดินมากขึ้น ก็ก้าวไปไล่เปิดประตูตามทางที่เดินผ่าน เมื่อชั้นบนไม่มีห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงเดินลงไปชั้นล่าง หลังปลดทุกข์เสร็จจึงเริ่มอาบน้ำสระผม กระทั่งมายืนตรงหน้ากระจกของอ่างล้างหน้าเพื่อแปรงฟัน

“เทา แดง ฟ้า อันไหนละเนี่ย อืม ช่างเถอะ เอาอันที่ดูใหม่ที่สุดแล้วกัน”

มือหนาคว้าแปรงสีฟันสีเทามา บีบหลอดยาสีฟันซึ่งมีร่องรอยใช้ไปแล้วครึ่งหลอดใส่แปรง ก่อนจะะสอดแปรงเข้าในปาก เขาเหลือบตามองกระจก ดวงตามองสบกับดวงตาสีน้ำเงินในกระจกอีกคู่นิ่ง แล้วผู้ชายใส่เสื้อครุยในภาพก็ซ้อนทับเข้ามา

นี่คือเรา? แล้วนั่นมันเรา...หรือเปล่านะ?

ความจริงที่ผุดถามขึ้นมาในหัว รั้งสติเขาให้กลับมา มือหนารีบขยับแปรงฟันอย่างลวกๆ แล้วรีบเดินกลับไปบนห้องนอน เพื่อคว้ากรอบรูปนั้นมาดูซ้ำ เขาหันมองหากระจกตามชั้นและลิ้นชัก เพื่อนำมาส่องดูหน้าตัวเองเปรียบเทียบกับรูปภาพ แต่ก็ไม่มี สุดท้ายเลยหันไปเปิดตู้เสื้อผ้า ก็พบว่าฝาด้านในของตู้เสื้อผ้าบานหนึ่งมีกระจก

“เราเอง นี่เรา” ชายหนุ่มมองหน้าตัวเองสลับกับคนในภาพอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะหันไปมองรอบห้อง แม้จะรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งของทั้งหมดในห้องนี้ แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าเคยอยู่ในห้องนี้ หรือในบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มค่อยๆ เดินกลับมานั่งลงบนเตียง ขณะถือรูปมติดมาด้วย เขานั่งจ้องรูปนั้นอยู่นาน นานเท่าไรไม่รู้ ก็เพื่อหาตำหนิ หรือจุดต่างที่ไม่เหมือนกันระหว่างเขากับคนในภาพนั้น แต่ก็สูญเปล่า คนในรูปกับเขาแตกต่างกันแค่ทรงผมเท่านั้น

“เจย์ สก็อต” ชายหนุ่มอ่านตัวอักษรเล็กๆ ซึ่งพิมพ์อยู่ตรงขอบด้านซ้ายใต้รูปที่สวมเสื้อครุย พร้อมระบุวันเดือนปีที่จบการศึกษา

“นายชื่อเจย์ ส่วนฉัน...” เสียงพูดของเขาขาดหายไป พร้อมกับความจริงอีกข้อที่ตรงเข้ากระแทกหน้าเขาอย่างจัง

“ส่วนฉัน...ชื่ออะไรล่ะ”

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง จนกระทั่งสายลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้อะไรบางอย่างบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างหัวเตียงกระพือขึ้น ชายหนุ่มเหลือบมองก็เห็นมีกระดาษโพสต์อิตติดอยู่บนโต๊ะ

เขาวางกรอบรูปลงบนเตียง แล้วเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ไล่สายตาอ่านข้อความต่างๆ บนโพสต์อิตบ้าง บนเศษกระดาษอื่นที่เหมือนมันจะอยู่ใกล้มือเขาตอนเวลาอยากเขียนแล้วเอาเทปใสมาติดแปะไว้

คนเช่าบ้านมาดูบ้าน อย่าลืมฝากกุญแจบ้านให้ป้าเพนนี

นัดสัมภาษณ์งานที่ Witharia Tea Room วันที่ 13 เมษายน ตอนบ่ายสามโมงเย็น ที่เมืองวิชชอร์

Witharia Tea Room เลขที่ 236 ถนนไฮซัน วิชชอร์ 73295

อย่าลืม! - กระเป๋าเดินทาง ตั๋วรถ กระเป๋าเงิน

ทุกข้อความเหมือนเป็นบันทึกเตือนความทรงจำ คนเขียนต้องกังวลกับการเดินทางครั้งนี้มาก จึงเขียนรายละเอียดทุกอย่างที่นึกได้ไว้ ดวงตาสีน้ำเงินไล่สายตาไปเรื่อยๆ จนถึงโพสต์อิตที่แยกจากกลุ่มออกไป มันเป็นโพสต์อิตสีขาว แม้กระดาษแผ่นอื่นๆ จะปลิวสะบัดตามแรงลม แต่มันกลับไม่เคลื่อนไหวเลย และบนแผ่นกระดาษเขียนตัวอักษรไว้เพียงบรรทัดเดียวด้วยหมึกสีดำ เป็นตัวอักษรที่เขียนเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบด้วยลายมือของคนคนเดียวกันกับโพสต์อิตทุกแผ่น

ชายหนุ่มเอื้อมไปดึงโพสต์อิตสีขาวนั้นออกมาจ้องนิ่งไปนาน ก่อนจะอ่านข้อความที่อยู่บนโพสต์อิตนั้นเป็นคำพูดเสียงแผ่วว่า

“อีก 666 วัน...ฉันจะตาย”

 

เจย์ยืนงงอยู่กลางห้องนั่งเล่นของบ้านหลังนี้เหมือนคนหลงทาง ในความเป็นจริง เขาก็หลงทางอยู่จริงๆ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าที่นี่คือที่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งรอบตัวบ่งบอกว่า ที่นี่น่าจะเป็นบ้านของเขาเอง ทั้งรูปภาพ ทั้งอัลบั้มรูป และบันทึกประจำวันบนชั้นหนังสือในห้องล้วนชี้ชัดว่าเป็นอย่างนั้น แต่สมองของเขากลับว่างเปล่า ขณะในมือยังถือโพสต์อิต ซึ่งระบุว่า ตัวเขาเองในช่วงเวลาก่อนหน้านี้คิดว่า เขากำลังจะตาย

เสียงท้องร้องเตือนให้ชายหนุ่มต้องหยุดการเค้นสมองซึ่งยังคงว่างเปล่าอยู่ แล้วหันไปทำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดก่อน เขาพาตัวเองเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นสำรวจ โชคดีที่ยังมีขนมปังและแยมผลไม้อยู่หลายรส ที่ฝาด้านในตู้เย็นมีกล่องนมรสหวานขนาดหนึ่งลิตร ร่องรอยบอกว่าเปิดกินไปบ้างแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยมื้อแรกหลังจากตื่นโดยจำอะไรไม่ได้ก็ไม่ได้แย่นัก

ชายหนุ่มดึงขวดแยมมาวางบนโต๊ะกลางห้องครัว ก่อนจะเดินถือขนมปังไปที่เครื่องปิ้ง เมื่อใส่ขนมปังลงในเครื่องปิ้งเสร็จ ก็เพิ่งนึกได้

“อ้าว! ลืมกล่องนม”

เพียงเสี้ยวหนึ่งที่คิดแบบนั้น บานประตูตู้เย็นก็เปิดออก กล่องนมซึ่งเสียบอยู่ที่ฝาตู้เย็นก็ลอยออกมา พร้อมกับแก้วน้ำซึ่งคว่ำอยู่บนตะแกรงเหนือซิงก์ล้างจานก็หงายตัวเองและลอยขึ้น

ภาพกล่องนมที่เอียงตัวเองเทน้ำนมให้ไหลรินจากกล่องลงสู่แก้วที่หงายตัวเองรอรับ มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เขายืนนิ่งมองจนระดับน้ำนมอยู่ใต้ขอบแก้วเล็กน้อย ทั้งแก้วและกล่องนมก็ยุติการเทนม และลดระดับตัวเองไปตั้งอยู่ข้างขวดแยมบนโต๊ะอาหาร

ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ หูของเขาได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นถี่รัว ไม่แน่ใจว่าเขาตื่นเต้นเพราะอะไร แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันไม่ใช่เรื่องปกติ เขาก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมารองรับว่ามันผิดปกติตรงไหน คำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้ มันเป็นคำปกติธรรมดาเหมือนเวลาเขาเห็นแปรงสีฟัน แล้วเรียกมันว่าแปรงสีฟัน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันก็คือ เวทมนตร์

ตึก!

เสียงเครื่องปิ้งขนมปังดีดตัดไฟดังขึ้น ตึงสติให้เขาเขาหันไปหยิบจานใบเล็กบนตะแกรงที่คว่ำจานชามมาใส่ขนมปัง จึงเห็นว่าในซิงก์ล้างจานมีถ้วยน้ำชาใช้แล้ววางอยู่สองชุด บนจานรองถ้วยน้ำชายังมีกากของถุงชาที่ชงแล้ววางซุกไว้ข้างถ้วย

“กินแล้วไม่ล้างหรือไงเรา” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ ขณะหันมาหยิบขนมปังออกจากเครื่องปิ้ง แล้วเดินมานั่งที่โต๊ะ

“ลืมมีดทาแยมอีก”

สิ้นเสียงพูด เคร้ง!’ มีดทาแยมก็พุ่งลงมากระทบจานใส่ขนมปังจนเกิดเสียงดัง

ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหยิบมีดทาแยมขึ้นมาเมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ ความสงสัยที่เพิ่มขึ้นเลยทำให้ชายหนุ่มหันมองไปรอบตัว แล้วกลับมามองมีดในมืออีกครั้ง จากนั้นก็ใช้มันตักแยมผิวส้มมาปาดไปบนแผ่นขนมปัง ก่อนจะนำมันมาประกบกัน แล้วถือติดมือขึ้นไปบนห้องนอน หากจะมีใครตอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มันคืออะไร ก็ต้องเป็นเขาเองนี่แหละ อย่างน้อยเขาคนก่อนที่จะจำอะไรไม่ได้เหมือนตอนนี้ก็คงชอบเขียนบันทึกบ้างละน่า ดูจากโพสต์อิตเตือนความจำเหล่านั้นก็ชัดอยู่แล้ว วางออกเกลื่อนโต๊ะ ฉะนั้นมันจะต้องมีบันทึกชีวิตประจำวันของเขาอยู่บ้าง

เมื่อเข้าไปในห้องนอน เขาจึงนำโพสต์อิทที่เขาติดมือไปมาติดไว้ที่เดิม แล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ ไล่สายตาไปตามชั้นก่อนจะที่มือข้างที่ว่างอยู่ดึงสมุดบันทึกเล่มสุดท้ายบนชั้นลงมา แต่ยังไม่ทันเปิดของบางอย่างก็ร่วงหล่นจากสมุดบันทึกเล่มนั้น ชายหนุ่มจึงก้มเก็บมันขึ้นมา

เป็นซองจดหมายสีน้ำตาล เพื่อให้มือว่างชายหนุ่มจึงหนีบสมุดไว้กับจักแร้ อ้าปากงับขนมปังไว้ จากนั้นจึงเปิดซองจดหมายนั้น แล้วก็พบเพียงกระดาษอยู่ภายในซึ่งเหมือนฉีกจากสมุดจด กับข้อความที่เขียนด้วยลายมือซึ่งดูคล้ายกับลายมือของผู้ที่เขียนข้อความบนโพสต์อิตนั้น เพียงแต่เขียนหวัดกว่า ดวงตาสีน้ำเงินจึงไล่สายตาอ่านไปตามข้อความเหล่านั้น

 

วันเสาร์ที่สิบเก้าของเดือนพฤษภาคม หลังจากปีแห่งการถือกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้าหนึ่งพันสี่ร้อยเก้าสิบห้าปี เมืองสตราสบูร์กแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

ถึงวิท เพื่อนรักของข้า

ข้ารู้ว่านี่อาจเป็นการขอที่มากเกินไป หลังจากที่ข้าได้กระทำผิดอย่างมหันต์ไว้เมื่อหลายปีก่อน และนี่จะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลบล้างความผิดของข้าได้

ค้อนของแม่มดได้ทุบลงบนดินแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้าแล้ว แรงสั่นสะเทือนของมันได้ทำให้แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์นี้เจิ่งนองไปด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์ ความกลัวกระพือโหมใส่ให้ไฟแห่งความเคียดแค้นลุกลามไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด ท่านผู้อยู่ในความคุ้มกันของพระเจ้าของท่านคงนึกหัวเราะเยาะข้าผู้โง่เขลาที่ไม่เชื่อฟังท่านแต่แรก แต่กระนั้น ข้าก็ยังเขียนจดหมายนี้มาเพื่อขอร้องท่านเป็นครั้งสุดท้าย

อีกไม่นานข้าจะตาย ข้าไม่รู้ว่าด้วยวิธีใด แต่อีกไม่นานผู้ครอบครองค้อนแห่งโมหะนั้นต้องกำจัดทุกคนที่ขวางทาง ข้ายินยอมเป็นคนผู้นั้น เพราะข้าคือผู้ซึ่งสมควรได้รับโทษทัณฑ์ที่แท้จริง ข้าตายได้ แต่ต้องมีใครสักคนหยุดยั้งมัน ท่านรู้ดีเพื่อนข้า ว่าข้าหมายถึงอะไร คนที่จะทำให้ค้อนของแม่มดกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ไร้ซึ่งคนจดจำ คนที่จะกลบฝังกลิ่นคาวอันคละคลุ้งให้เหลือไว้เพียงโลกใบใหม่แห่งการรู้แจ้ง ท่านผู้ซึ่งครอบครองความเป็นที่สุด

ได้โปรดกระทำสิ่งนั้น เพราะข้ายังคงศรัทธา...ไม่ว่าพระผู้เป็นเจ้าของท่านหรือของข้าก็มีเมตตาต่อโลกใบนี้เช่นเดียวกัน

ลงชื่อ จาคอป สเปรนเจอร์

 

“เขียนอะไรของเขาเนี่ย ภาษาประหลาดจัง” ชายหนุ่มพึมพำ พลางพับกระดาษเก็บ แล้วเปิดสมุดบันทึกไปที่หน้าสุดท้าย ก็พบเพียงโน้ตสั้นๆ ประจำวันที่ 31 มีนาคม คริสต์ศักราช 2017 ความว่า

เพิ่งกลับจากโบสถ์ พิธีฝังศพพ่อกับแม่ผ่านไปด้วยดี แล้วข้อความก็จบลง ไม่มีอะไรเขียนต่อจากนั้น ไม่มีคำลงท้ายเหมือนในหน้าอื่นๆ อย่างที่บันทึกหน้าก่อนหน้า ที่น่าแปลกใจคือ ในบันทึกที่เขียนไม่เสร็จนี้กลับไม่เขียนพาดพิงถึงเรื่องกล่องนมที่รินน้ำนมออกจากกล่องด้วยตัวเอง หรือมีดปาดแยมบินได้เลยสักนิด

“หรือมันเป็นเรื่องปกติ จนไม่จำเป็นต้องเขียนรึเปล่า” ชายหนุ่มครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้า แล้วสอดสมุดบันทึกเก็บเข้าที่เดิม พลางกัดกินขนมปังในมือจนหมด จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เอื้อมมือไปขยับเมาท์

หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดำมืดอยู่ก็สว่างขึ้น เผยให้เห็นกรอบข้อความที่ต้องใส่รหัสผ่านก่อนเข้าใช้งานในหน้าหลัก

“รหัส...อะไร”

อีกครั้ง ที่เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมเหมือนกับกับตอนเขาต้องการมีดปาดแยมและกล่องนม ทันทีที่เขาพูดจบ แป้นพิมพ์ก็ถูกกดด้วยมือที่มองไม่เห็นพร้อมๆ กับการใส่รหัสลงในช่องที่กำหนด แล้วหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เปลี่ยนไปแสดงผลด้วยหน้าจอครั้งล่าสุดที่เปิดใช้งานทิ้งค้างไว้

 

นายชื่อ เจย์ สก็อต นายแค่เป็นโรคความจำเสื่อมแบบที่หลับแล้วจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่ต้องตกใจนะ เพราะมันน่าจะหายแล้วล่ะ จากนี้ไปก็ใช้ชีวิตที่เหลือให้สนุกก็พอ

 

ตัวอักษรสีดำขนาดใหญ่พิมพ์ค้างอยู่บนหน้ากระดาษของโปรแกรมพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ มันเขียนบอกไว้ชัดเจนจนไม่อาจแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปได้ แม้จะยังมีเรื่องไม่เข้าใจอยู่อีกมาก แต่ก็มีสิ่งที่น่าดีใจอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้เขาแน่ใจแล้ว ว่าเขาชื่อ เจย์ สก็อต อยู่ในบ้านของตัวเอง เป็นโรคความจำเสื่อม แต่ดูเหมือนตัวเขาเองจะเตรียมพร้อมอะไรหลายๆ อย่างเอาไว้เพื่อนรองรับปัญหานั้นแล้ว

เจย์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปมองโพสต์อิท พลางเพิ่มสิ่งที่เขารู้เพิ่มเกี่ยวกับตัวเองไปอีกอย่าง

‘…และมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 666 วัน



>>> แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ <<<


Writer : Kalthida

(IG & Twitter : kalthida)


Writer's Talk :

เปิดมาก็มีเรื่องซะแล้ว พระเอกของเราดูออกจะมึนๆ หน่อยนะคะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีเสน่ห์ของเขา 555 หวังว่าจะมีคนมอบความรักให้เขามากๆ เอ็นดูผู้ชายมึนๆ จะได้ของแถมเป็นรอยยิ้มนา ^^

สำหรับนิยายเรื่องนี้ เล่มแรกจะไม่หนามากต่ะ น่าจะมีการเปิดจองประมาณปลายเดือนมิถุนายน ส่วนการโพสต์กัลจะโพสต์ทุกวันอังคาร  เพราะตอนนี้มีนิยายที่โพสต์ให้อ่านกันจะเกือบทุกวัน เลยต้องแบ่งๆ กันไป แต่รับรองว่าโพสต์จนจบแน่นอน ไม่มีตัดค่ะ ใครที่อดใจไม่ไหวก็รอฟังข่าวเปิดขายน้า

เจอกันตอนหน้าค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

4,353 ความคิดเห็น

  1. #2046 คาชิน (@orasa-popy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 19:04

    สารภาพว่าเป็นแฟนเซวีน่ามาก่อนพี่เป็นนักเขียนในดวงใจอีกคนหนึ่งตาม. ความทรงจำดีๆตอนม.ต้น

    #2046
    0
  2. #1093 RanchidaBaitong (@RanchidaBaitong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 21:53
    เจย์นายดูมึนๆนะ
    #1093
    0
  3. #683 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:37
    งงกะนาง เราก็งง งงงงงง
    #683
    0
  4. #189 มะลิซ้อน (@achjaya) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 14:11
    พระเอกขี้ลืม อ่ะ
    #189
    0
  5. #112 deknoomza (@deknoomza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 12:10
    พระเอกเบลอๆ งงๆ อะไรของเขา555
    #112
    0
  6. #85 a-you-m (@a-you-m) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 14:16
    ทำไม....
    อยู่ๆเหมือนจะโดนเจย์มันแอคแท็ก*0*
    การี๊ดดดดดดดดดดด
    #85
    1
  7. #39 elliennn (@010600) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:00
    น่าสนใจดีค่ะ
    #39
    0
  8. #30 psrps (@ploysp18) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 23:30
    งงๆ มึนๆ ดีค่ะ
    #30
    0
  9. #29 pakhaydaow (@pakhaydaow) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 21:49
    บทแรกอ่านแล้วเรามึนหน่อยๆ อ่านบทนี้ก็อาจจะมึนเพิ่มรึเปล่า555
    #29
    0
  10. #28 Freesia (@lunaria) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 09:09
    มึนจริงๆค่ะ
    #28
    0
  11. #27 lalissaJJ (@lalissa2536) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 20:21
    ไม่มึนแค่พระเอกนะ นู๋ก้อมึนตามเฮียเค้าไปติดๆ
    #27
    0
  12. #26 my guru (@sawatdeeja) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 08:47
    นี่แค่เปิดมาตอนแรก ก้อหลงรักเจย์แล้วง่ะ
    #26
    0
  13. #25 แว่นใส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 23:23
    หลังจากนั้นจะตายจริงเหรอ
    #25
    0
  14. #24 Horizonel (@xxxsky_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 22:54
    โอ้ยยย รักความมึนของเจย์ค่ะ เรื่องใหม่ตัวดำเนินเรื่องหลักคิอผุ้ชายยยย ปกติเห็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ รอติดตามเลยค่ะ น่าสนใจมากกๆๆ
    #24
    0
  15. #23 Kronos-Hades (@Kronos-Hades) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 20:50
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ//หนูน้อยจอมอึน ตั้งฉายาล่วงหน้า
    #23
    0
  16. #22 I_To_Se (@mistfox) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 20:32
    666นี่เลขสวยจริงๆ ประมาณปีกว่าเกือบ2ปีสินะ
    #22
    0
  17. #21 mookflower (@mookflower) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 19:17
    และมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 666 วันเหรอคะ หมายความว่ายังไงเนี่ย ดูท่าพระเอกคนนี้คงจะมึนๆจริงด้วย รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #21
    0
  18. #20 Ampchom Chomphoonut (@ampchom) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 17:23
    เล่นเอามึนๆตามเลยนะเจย์
    #20
    0