Until You จนกระทั่ง...คุณ

ตอนที่ 16 : Chapter 16 ติวกรอส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,351
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    6 พ.ย. 59

Until you 

จนกระทั่ง...คุณ

 

หมายเหตุ ตัวละคร พฤติกรรม และเหตุการณ์ต่างๆ ในนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง แม้จะมีการอ้างอิงถึงสถานที่ กิจกรรม และประเพณีที่มีอยู่จริง แต่ผู้เขียนมิได้มีเจตนาลบหลู่หรือสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อ หรือวิชาชีพใดๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางผู้เขียนขอน้อมรับทุกคำติชมและขออภัยไว้ ณ ที่นี้



-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-8-

 

           วันหยุดปิดภาคเรียนก่อนขึ้นชั้นปีที่สองของเหล่าอดีตปีหนึ่งหดสั้นลงอย่างไม่คาดคิด ในวันเรียนสุดท้ายของชั้นปีหนึ่ง รุ่นพี่ปีสองซึ่งกำลังจะขึ้นชั้นปีสามก็แจ้งว่า สโมสรนิสิตได้เตรียมกิจกรรมติวกรอส[1] ไว้ให้รุ่นน้องเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนน้องจะเปิดภาคเรียนไปเผชิญกับโลกความเป็นจริงอันโหดร้าย กิจกรรมนี้ริเริ่มขึ้นเพราะน้องปีหนึ่งอาจไม่รู้ว่า คณะทันตแพทยศาสตร์แห่งนี้ยังมีการเรียนการสอนกายวิภาคศาสตร์เหมือนกับแพทย์ทุกประการ ซึ่งแตกต่างจากคณะทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นซึ่งลดจำนวนเนื้อหาลงเหลือแค่ให้เหมาะสมกับทันตแพทย์แล้ว

“โห! เรียนด้วยกัน ใช้สอบข้อสอบเดียวกัน แล้วแม่งจะให้ตัดเกรดด้วยกันเปล่าวะ” กรถาม พลางเปิดสมุดรายละเอียดลงทะเบียนซึ่งรุ่นพี่ให้พกมาด้วย จะได้อธิบายว่าวิชาไหนคืออะไร

“อาจมีบางวิชามั้ง แต่คงไม่ทั้งหมด แต่ว่า วิชามันจะเยอะไปไหน เรียนกี่โมงถึงกี่โมงเนี่ย” ชัยบ่น พลางหันไปหาลมที่ช่วยอักษรแจกชีตซึ่งรุ่นพี่ฝากให้ถ่ายเอกสารมาแจกเพื่อสอนในวันนี้

“วันนี้พี่มิคเป็นคนสอนเหรอ” แสตมป์ถาม ขณะเดินเข้ามานั่งที่พร้อมกระดิ่ง

“ไม่รู้อ่ะ ทำไมถึงคิดว่าเป็นพี่มิคล่ะ”

“ก็เห็นเดินมากับพี่สิตา หรือว่ามีปีสามหลายคนที่อยู่ที่นี่”

คำว่า ปีสาม ทำให้ทุกคนในห้องนิ่งไปเล็กน้อย เพราะไม่ชินกับสถานะใหม่ของตัวเอง

“พวกเราอยู่ปีสองแล้วเหรอวะ” ชัยถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ

“เออ อีกเดือนเดียวน้องปีหนึ่งก็มาให้พวกเรารับน้องแล้วเว้ย” โกวิทย์ที่นั่งอยู่ด้านหลังยื่นมือมาเขย่าไหล่เพื่อนอย่างตื่นเต้น

“แล้วก็ต้องเลือกประธานชั้นปีใหม่ด้วย” ลมเตือนกลุ่มเพื่อน นั่นทำให้กรหัวเราะร่า

“มึงก็เป็นต่ออีกปีสิ”

“ไม่ กูอยากพัก เรียนเสร็จอยู่ประชุมด้วยนะทุกคน ตอนเปิดเทอมเวลาอาจารย์ถามหาประธานของชั้นปีจะได้ไม่ต้องงง”

เพื่อนหลายคนในห้องต่างพยักหน้า ห้องเรียนชั้นสามของตึกคณะเต็มไปด้วยเด็กปีสองหน้าใหม่ในชุดไปรเวต และจอแจไปด้วยเสียงพูดคุยหลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบสองเดือน จริงๆ ช่วงเวลาแค่นั้นไม่ได้ทำให้พวกเราคิดถึงกัน แต่เพราะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ทั้งหมดคือ เพื่อนที่จะเดินไปด้วยกันจนถึงวันที่เราออกจากคณะนี้ มันเลยให้ความรู้สึกสนิทใจมากกว่าเดิม

“ลม ดูเหมือนเราจะซีร็อกซ์เอกสารมาเกินนะ” อักษรเดินกลับมาพร้อมกับเอกสารที่เหลือ

ลมพยักหน้า แล้วรับเอกสารทั้งหมดไปวางไว้บนเก้าอี้เลกเชอร์ที่อยู่แถวหน้าสุด

“สรุปเด็กเอนท์ก็หายไปเกือบครึ่งเลยเนอะ” มาลีเอ่ย พลางมองจำนวนชีตที่เหลืออย่างอดใจหายไม่ได้ นิสิตชั้นปีที่หนึ่งที่มีหกสิบสี่คน ตอนนี้เหลือห้าสิบสองคน

“สิบสองคน ติดแพทย์สิบ ทันตะมหาวิทยาลัยอื่นอีกสอง” หน่วยข่าวกรองกรรายงาน พลางหันไปทางกระดิ่ง และยื่นมือไปแทนไมค์แล้วถามว่า

“รู้สึกอย่างไรบ้างครับ ที่คุณคือผู้รอดชีวิต”

กระดิ่งปัดมือเพื่อนทิ้ง พลางตอบว่า “รู้สึกบ้าอะไรละ บอกแล้วไงว่าเราอยากเรียนคณะนี้”

“คนที่พูดอย่างนี้ทุกคน อยากลาออกตอนเริ่มเรียนปีสองทุกทีเลยนะกระดิ่ง”

กระดิ่งหันไปหาคนพูด แล้วฉีกยิ้มกว้าง “พี่จี๊ด วันนี้พี่จี๊ดมาสอนเหรอคะ”

จี๊ดยักไหล่ “ก็นะ ถ้าเป็นกรอสพี่ก็ตัวท็อปนะจ๊ะ”

น้องรหัสหัวเราะร่า เพราะไม่ได้เจอพี่รหัสมานาน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร พี่ปีสามก็ทยอยเข้ามาเพื่อแนะนำวิชากายวิภาคศาสตร์ และความหนักหน่วงในการสอบของปีการศึกษาที่กำลังจะมาถึง

“กรอสมีสามตัว โดยทั่วไปกรอสหนึ่งคือ เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด กรอสสองเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ และกรอสสามเกี่ยวกับทันตแพทย์โดยตรง นั่นคือ หัวและคอ นอกจากนี้ในชั้นปีที่สอง น้องจะเรียนวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกาย แต่พวกพี่จะไม่สอน เพราะถ้าน้องปรับตัวกับการเรียนกรอสได้ วิชาอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

เสียงพี่มิคพูด พลางเลื่อนสไลด์ไปแสดงภาพการเรียนการสอนของในชั้นปีสองให้รุ่นน้องดู กระดิ่งมองความตั้งใจของรุ่นพี่แล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ กิจกรรมนี้รุ่นพี่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะมันไม่ใช่ช่วยให้พี่เขาได้เกรดดีขึ้น หรือได้รับคำชมจากใคร แต่รุ่นพี่ก็ยังทำให้รุ่นน้องอย่างเต็มใจ เพราะอยากให้รุ่นน้องได้เตรียมความพร้อม

สองสัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียนตอนปีหนึ่งคือ การเปิดห้องเชียร์โดยปีสอง เกือบสามสัปดาห์ก่อนเปิดห้องเชียร์ปีหนึ่ง รุ่นพี่ปีสามก็มาเตรียมความพร้อมให้พวกเราอีก การที่พวกเราไม่เคยเห็นรุ่นพี่ในเวลาปกติก็ไม่ได้หมายความว่าพวกพี่ๆ ไม่ได้คิดถึงพวกเราจนลืมเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้ ความรู้สึกตื้นตันก่อตัวขึ้นในหัวใจของกระดิ่ง หากเป็นไปได้ เธอเองก็อยากเป็นคนหนึ่งที่จะส่งต่อประเพณีนี้ไปสู่รุ่นน้องเหมือนกัน

“การสอบของปีสองจะแบ่งเป็นสองอย่างนะครับน้อง วิชาส่วนใหญ่ก็จะสอบตามตารางสอบของมหาวิยาลัย แต่เฉพาะวิชากรอสเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน เพราะมันจะสอบเร็ว อย่างเปิดเทอมไปแค่สองอาทิตย์ก็จะสอบกลางภาคของกรอสหนึ่งแล้ว เพราะการเรียนการสอนกรอสจำเป็นต้องสอบผ่านกรอสหนึ่งก่อน แล้วถึงจะเรียนกรอสสอง และเมื่อผ่านกรอสสองแล้วจึงจะเรียนกรอสสามได้ ดังนั้น จึงสอบถี่และประกาศผลเลย”

“นั่นหมายความว่า ถ้าน้องตกตัวใดตัวหนึ่งก็จะตกรุ่นทันที” พี่สิตาเสริม

เด็กปีสองหันมองหน้ากันอย่างหวาดเสียว ขณะที่พี่จี๊ดอธิบายต่อ

“วิชาในปีสองเกือบทั้งหมด จะแบ่งคะแนนเป็นสอบเลกเชอร์ แล็บ และการทำ PBL[2] ซึ่งจะเป็นงานกลุ่ม ดังนั้นพี่แนะนำให้น้องจดชื่อเพื่อนร่วมกลุ่มของแต่ละวิชาไว้ให้ดี ไม่งั้นอาจงงได้เพราะมันมีหลายกลุ่มมาก”

“เรียนหนักขนาดนี้ แล้วจะมีเวลาอ่านหนังสือเหรอครับ” โกวิทย์ยกมือถาม

“ก็ต้องอ่านให้ได้ ตึกวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ก็เปิด ขอความร่วมมือแค่น้องต้องปิดไฟในห้องก่อนออก น้องสามารถใช้ห้องสมุดในตึกได้ถึงสองทุ่ม พี่แนะนำให้น้องไปยืมหนังสือกายวิภาคมาเก็บไว้ก่อน เพราะถ้าเปิดเทอม พวกคณะแพทย์จะยืมกันจนเราไม่มีใช้ หรือไม่ก็อาจจะรวมยอดแล้วสั่งซื้อหนังสือจากร้านหนังสือมาเก็บไว้เป็นของตัวเองก็ได้ จะได้เอากลับไปท่องที่หอ”

“ปีที่แล้ว พี่เขาเรียนหนักขนาดนี้ แล้วเขามาทำกิจกรรมกับเราได้ไงเนอะ” กระดิ่งกระซิบถามแสตมป์

“นั่นสิ ยอดมนุษย์มาก หรือไม่ก็เพราะต้องมารับการติวกรอสก็เลยมีเวลารวมตัวกันเร็วเพื่อเตรียมการรับน้องปีหนึ่งมั้ง”

กระดิ่งพยักหน้าเห็นด้วย คณะของเราคนน้อย ดังนั้นทุกชั้นปีก็มีหน้าที่ของตัวเอง โดยมีสโมสรนิสิตเป็นผู้ช่วยเหลือเรื่องการประสานงาน อย่างหลังจากติวกรอสวันนี้ พวกเราก็ต้องเริ่มประชุมเพื่อจัดเตรียมห้องเชียร์

“โอเค งั้นวันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยมาต่อกัน” พี่มิคปิดการติววันแรกก่อนเที่ยงไม่กี่นาที ปีสองทุกคนล้มฟุบตัวกับโต๊ะ เพราะสมองเริ่มรับข้อมูลไม่ไหว กระดิ่งก็เป็นคนหนึ่งที่ฟุบหน้าอย่างหมดแรง พี่จี๊ดเดินมาลูบหัวเธอสองสามที แล้วขอตัวออกไปกับพวกพี่มิค

“โอย ฉันตายแน่เลย” กระดิ่งโอดครวญ

“ตายอะไร เราต้องรอดสิ” แสตมป์บอก

ดูเหมือนสาวจากนครสวรรค์จะไม่รู้สึกว่าเนื้อหาที่เรียนวันนี้มันยากสักนิด สมกับที่เป็นคนได้เกรดเฉลี่ยตอนปีหนึ่งติดท็อปทรีของชั้นปี ผิดกับกระดิ่งที่แตะสามนิดๆ ก็เหนื่อยยากแล้ว ภาคเรียนแรกยังดีมีวิชาคำนวณที่ตัวเองชอบเยอะ เลยได้เกรดดี พอเทอมสองเริ่มมีวิชาอ่านและท่องจำเยอะ กระดิ่งก็ทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็พอรอดมาได้เพราะบางวิชาตัดเกรดรวมกับคณะอื่น แต่ถ้าตั้งแต่นี้ต่อไปตัดเกรดแต่ในคณะ มีหวังเธอได้เป็นฐานให้เพื่อนรองเท้าเหยียบแน่นอน

“แค่ให้นั่งเรียนนานๆ เราก็จะแย่แล้ว ตอนปีหนึ่งมันนั่งแค่คาบละชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วก็พัก แล้วดูวิชาปีนี้สิ มันอัดแน่นขนาดนี้ เราได้เฉาตายแน่”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ลุกขึ้นเร็ว” แสตมป์ปลอบ แล้วหันไปมองลมที่ยืนขึ้นเพื่อเริ่มประชุมชั้นปี

 

“ทำไมกูต้องเป็นรองประธานชั้นปีด้วยวะ” กรโวยวายทันทีที่เดินออกจากห้องเรียน

“ก็มึงดันโหวตให้ไอ้ธีเป็นประธาน มันก็เลยเลือกมึงเป็นรองไง กรรมติดจรวดเลยมึง” ชัยตอบ พลางหัวเราะอย่างสะใจ

“เอาไว้ปีหน้ากูจะเสนอชื่อมึงไอ้ชัย แต่มึงเลือกกูไม่ได้แล้ว เพราะกูเป็นปีนี้ไปแล้ว”

“ไม่เอานะโว้ยไอ้กร ให้คนอื่นเหอะวะ กูขอละ”

“ไม่ อย่างนี้เขาเรียกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่าโว้ย จริงไหมไอ้ธี”

ธีได้แต่ส่ายหน้า แล้วหันไปหาลม “ถ้าเรามีอะไรไม่เข้าใจจะถามนะ”

“ได้อยู่แล้ว ปีนี้น่าจะเหนื่อยเหมือนกันนะ เพราะต้องดูแลห้องเชียร์ด้วย”

“อันนั้นกูช่วยได้” ชัยรีบเสนอตัว จนแสตมป์แซวขึ้นว่า

“สไตล์นี้ จะไปเหล่รุ่นน้องละสิ คิดว่าตัวเองหล่อเหมือนพี่มิคเหรอ ปีหนึ่งถึงจะแอบชอบน่ะ”

ชัยยักคิ้วอย่างเหนือชั้น พลางย้ำกับลมว่า “ให้กูเฮอะ มึงก็เป็นพี่ลีดหล่อๆ ไป”

ลมยิ้มกว้าง แล้วพยักหน้า “เดี๋ยวกูบอกพี่ให้”

“อย่างนี้ดิวะถึงเรียกว่ารักกันจริง” ชัยพูด พลางโอบไหล่เพื่อนอย่างชอบใจ

“กระดิ่งเป็นอะไร เงียบเชียว” ลมหันมาถามคนตัวเล็กที่ดูเหมือนจะเคร่งขรึมผิดกับทุกวัน กระดิ่งที่กำลังคิดถึงชะตาชีวิตตัวเองในปีนี้เงยหน้าขึ้น แล้วส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรหรอก แค่หิวน่ะ”

ลมมองคนตอบนิ่ง กระดิ่งรู้เลยว่าลมไม่เชื่อว่าเธอหิวจริง แต่เธอก็ไม่พร้อมจะพูดสิ่งที่กวนใจอยู่ตอนนี้ คงเป็นอย่างที่แสตมป์ว่า

เราต้องรอดสิ แค่อ่านหนังสือเอง อย่าคิดมากน่ากระดิ่ง เราต้องผ่านไปได้สิ!’

 

ใครที่กำลังคิดว่า ห้องแล็บของภาควิชากายวิภาคศาสตร์จะเหมือนกับหนังผีละก็ผิดถนัด ห้องผ่าอาจารย์ใหญ่เป็นห้องใหญ่ สว่างจ้าด้วยแสงไฟ และเต็มไปด้วยเสียงโวยวาย แล้วอาจารย์ใหญ่แต่ละท่านก่อนจะมาอยู่ในห้องนี้ต้องผ่านกรรมวิธีในการเก็บรักษาไม่ต่ำกว่าสองปี นิสิตแพทย์และนิสิตทันตแพทย์จะถูกแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละหกถึงเจ็ดคนต่ออาจารย์ใหญ่หนึ่งท่าน และจัดสรรล็อกเกอร์ที่อยู่หน้าห้องเรียนกายวิภาคให้ใช้ หนึ่งล็อกเกอร์ต่อนิสิตสองคน เพื่อเอาไว้เก็บเสื้อกาวน์ หนังสือ รวมไปถึงอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ

กระดิ่งเริ่มเรียนอย่างใจไม่สู้ดี เวลาเรียนเลกเชอร์ก็เรียนไม่ทัน กรอสหนึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นประสาท มีแต่เรื่องท่องจำเยอะไปหมด จนกระดิ่งหัวหมุน ตารางเรียนเคร่งครัด ทุกวันเริ่มต้นด้วยการนั่งเรียนในห้องเรียนเดิม เก้าอี้เดิม ตั้งแต่เช้ายันเย็น พอถึงเวลาต้องผ่าอาจารย์ใหญ่ ความน่ากลัวของอาจารย์ใหญ่ที่เล่าลือกันดูกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับความพยายามที่ต้องทำให้เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรกลายเป็นภาพสามมิติ

“จบนี่ กูคงเลิกกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดไปอีกนาน” กรเอ่ยขณะถอดเสื้อแล็บยัดใส่ตู้ล็อกเกอร์

“ไอ้กร เอาเสื้อแล็บกลับไปซักเลย มึงใส่มาสามวันจนล็อกเกอร์เหม็นไปหมดแล้วเนี่ย” โกวิทย์บ่นพลางหยิบหนังสือเรียนที่ใส่ไว้ในล็อกเกอร์มาดม แล้วทำหน้ายี้เมื่อกลิ่นฟอร์มาลีนจากเสื้อแล็บเหม็นหึ่ง

“เออๆ กูขอโทษ กูเอากลับก็ได้” กรยอมรับ พลางหันไปมองอักษรที่กำลังนำกล่องกระดูกต้นแขนใส่ถุงเพื่อหิ้วกลับหอ

“รูมเมตแกไม่ว่าเหรอวะ ที่แกหิ้วกระดูกกลับหอ”

อักษรเงยหน้ายิ้มแหย “ว่าตอนเห็นครั้งแรก มันบอกว่ามันตื่นมาเห็นแล้วตกใจว่ะ แต่ตอนนี้เริ่มชินละ มันว่ามันเข้าใจ ว่าพวกเราต้องท่องจุดเกาะกล้ามเนื้อ”

“ดีไป นี่แกจะเอากลับมาเมื่อไร เรายืมต่อนะ”

“โอเค งั้นกลับก่อนนะ”

“บาย” กรรับคำ พลางปิดประตูล็อกเกอร์ แล้วเดินไปหาลมกับกระดิ่งซึ่งกำลังถอดเสื้อแล็บ

“ไอ้ชัยกับธีละ”

“เข้าห้องน้ำ มึงเก็บของเสร็จแล้วเหรอ”

“เออ แล้วก็หิว”

“ทุกคนก็หิวเปล่าวะ กินเสร็จก็ต้องอ่านหนังสืออีก พรุ่งนี้สอบมึงอย่างลืม”

กรทำท่าปวดใจ พลางครางว่า “มึงจะพูดทำไมเนี่ย นี่เพิ่งปิดเชียร์ไปไม่กี่วัน พวกเราก็ต้องสอบมิดเทอมแล้ว ไม่ให้กูพักเลย”

“กรจะช้ำใจกว่านี้อีก ถ้าบอกว่าหลังสอบมิดเทอมอีกสองอาทิตย์ก็สอบไฟนอลจ้า” กระดิ่งเสริมจนกรแกล้งทำเป็นทรุด แล้วร้องโอ๊ยเสียงดังเมื่อแสตมป์ที่เดินผ่านมาฟาดฝ่ามือลงกลางหลังเขา

“เฮ้ย! แตม เจ็บนะโว้ย”

“จะได้สมจริงไง โวยวายอยู่ได้ อย่าให้เห็นได้เอนะ”

“โอ๊ย คุณแสตมป์คร้าบ เอรวดมาสองเทอมซ้อนแล้ว ยังไม่พอใจอีกเหรอ”

“พอๆ ลุกเร็ว ฉันหิวแล้ว”

กรจับมือแสตมป์แล้วลุกขึ้น เมื่อชัยกับธีเดินกลับมารวมกลุ่ม ทั้งหมดก็เดินลงจากตึก เสียงพูดคุยยังคงเฮฮาทั้งที่เวลาสอบใกล้มาถึง แม้ไม่รู้ว่าตัวเองจะพร้อมต่อการสอบไหม แต่กระดิ่งก็เลือกที่จะหัวเราะในวันนี้ อย่างน้อยเสียงหัวเราะก็ยังทำให้เธอรู้ว่า ถ้าเธอมีทุกคนอยู่รอบข้าง เธอก็พร้อมจะสู้ตาย

 

ใช่ กระดิ่งสู้จนตายเลยจริงๆ

นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าคณะในฝันของตัวเองมา แล้วกระดิ่งก็เพิ่งได้คิดว่า เธออาจคิดผิดที่สอบเข้ามาที่นี่ จริงๆ ต้องบอกว่าเธอไม่เหมาะจะเรียนคณะสายการแพทย์สักคณะเลยด้วยซ้ำ เพราะเธอไม่สามารถรวบรวมสมาธิให้ฟังสิ่งที่อาจารย์พูดได้เลย ยังไม่นับความมึนงงของการเข้าเรียนกับอาจารย์ใหญ่ครั้งแรก

กระดิ่งไม่ได้กลัวอาจารย์ใหญ่ เธอคิดว่าเธอทำได้ดีในการเรียนครั้งแรกด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่ว่าเธอผ่าอาจารย์ใหญ่ได้อย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจอะไรสักนิดเกี่ยวกับมัดกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเธอถึงไม่เข้าใจ หรือเมื่อไม่เข้าใจก็เปลี่ยนเป็นท่องจำอย่างเดียว เธอก็ยังจำมันไม่ได้

มันเหมือนทักษะการเรียนรู้ของเธอมันหยุดชะงักไปเฉยๆ กระดิ่งพยายามตั้งใจให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อตามเพื่อนให้ทัน แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง การเรียนในแต่ละวันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ ในที่สุดร่างกายและจิตใจของกระดิ่งก็เริ่มยอมแพ้ทีละน้อย

“จะกลับหอแล้วเหรอกระดิ่ง” ลมร้องทักขณะเดินมาเปิดล็อกเกอร์ ซึ่งเขากับเธอใช้ร่วมกันแล้วเห็นกระดิ่งกำลังยัดหนังสือกายวิภาคเข้าล็อกเกอร์พอดี ทั้งที่ในห้องแล็บยังมีแสงสว่างและเสียงดังเซ็งแซ่ของนิสิตแพทย์และนิสิตทันตแพทย์ที่มาทบทวนบทเรียนก่อนสอบกลางภาค

“อือ เรารู้สึกไม่สบายน่ะ”

“เป็นหวัดเหรอ ฝนก็เริ่มตกแล้วเนอะ ช่วงนี้มาเรียนกับเราไหม จะได้ไม่ต้องตากแดดตากฝน” ลมเสนอ เพราะแม้เขากับกระดิ่งจะอยู่หอเดียวกัน แต่ไม่เคยมาเรียนพร้อมกัน เพราะกระดิ่งชอบไปกินอาหารเช้าที่โภชนาการสอง แต่ลมชอบกินใต้ตึกวิทยาศาสตร์การแพทย์มากกว่า เพราะไม่เสียเวลา

“เราไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง นอนหน่อยก็หาย ไปนะ” กระดิ่งเดินผ่านลมไป เธอเดินวนจนไปถึงทางลงบันได แต่ก็มาหยุดมองกระดานประกาศผลสอบกรอสตัวแรก

ปราณนต์     ภักดีภูมิ              A

ปราณันต์ โชคจินดา        D+

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกแรก แล้วเหลือบมองต่อไปยังรายชื่อคนที่มีความเสี่ยงที่อาจได้ F วิชากรอสสอง ซึ่งแน่นอนว่ามีชื่อของกระดิ่งติดอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

“หรือเราจะไม่ไหวจริงๆ” กระดิ่งถามตัวเอง แล้วหมุนตัวเดินลงบันไดไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก นี่ขนาดเธอเลี่ยงไม่รับหน้าที่สำคัญในห้องเชียร์แล้วนะ การไปซ้อมสแตนด์น้องปีหนึ่งเธอก็ไม่ได้ไปดู แม้จะอ้างกับตัวเองว่าเพราะน้องรหัส 47 ทางมหาวิทยาลัยได้ยกเลิกการแข่งขันสแตนด์ เหลือเพียงการแสดงสปิริตเชียร์เพียงครั้งเดียว ไปดูวันจริงก็พอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่สามารถฝ่าด่านการเรียนที่โหดหินไปได้

ทั้งที่ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว เธอยังมีความสุขกับการที่ตัวเองได้เดินในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในฐานะนิสิตทันตแพทย์อยู่เลย แต่ตอนนี้ เธอกลับไม่อยากแม้แต่จะเข้าเรียน และความรู้สึกนั้นก็ชักจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเธอมากขึ้นทุกที จนหลายครั้งกระดิ่งพบว่า เธอหลับในห้องเรียนบ่อยขึ้น และหวังพึ่งแต่ชีตแกะ ซึ่งรุ่นพี่แนะนำให้ทั้งชั้นปีช่วยกันอัดเทปและถอดเทปออกมาเป็นชีต เพื่อจะได้อ่านประกอบชีตเรียนของอาจารย์

กระดิ่งรู้ว่ามันผิดที่เอาตัวรอดแบบนั้น แต่เธอตั้งสมาธิกับการเรียนไม่ได้เลยจริงๆ และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร การอ่านชีตแกะพอทำให้เธอสอบผ่านได้ แต่ไม่พอจะทำให้เข้าใจบทเรียนจนสามารถสอบแล็บกริ๊ง[3]ได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าเธอกำลังเดินไปสู่ความหายนะ แต่ถึงอย่างนั้นกระดิ่งก็อยากให้เส้นทางสู่หายนะนี้ยืดยาวออกไปอีกสักนิด เผื่อเธอจะโชคดีหาวิธีหนีรอดจากหายนะครั้งนี้ได้

“กระดิ่ง?” เสียงเรียกของใครบางคน ทำให้กระดิ่งที่กำลังเดินผ่านกลุ่มนิสิตชั้นปีที่หนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ซึ่งเพิ่งเลิกห้องเชียร์ที่จัดขึ้นใต้ตึกวิทยาศาสตร์การแพทย์ หันไปมองแล้วร้องออกมาว่า

“ฟุ? มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง! ฟุไม่ได้ติดเภสัช มศว เหรอ”

ชายหนุ่มเจ้าของแว่นสีทองซึ่งไม่ได้ทำให้หน้าเขาเหมือนกับเถ้าแก่ร้านทอง แต่กลับส่งเสริมให้ดูดีมากกว่าเดิม เขายิ้มกว้างพลางเดินเข้ามาหา กระดิ่งมองป้ายชื่อบนหน้าอก ขณะเงยหน้าขึ้นก็ได้ยินอีกฝ่ายตอบว่า

“พอดีเราได้ยินว่า ปีนี้มอนอเปิดรับแพทย์จากเด็กเอนท์ด้วย เราเลยลองยื่นคะแนนเข้าไปคัดเลือก แล้วก็ติดเฉยเลย เลยมาเรียนที่นี่ เฮ้ย! ไม่ได้เจอกันนานมากเลย”

“ก็ตั้งแต่จบนั่นแหละ โหย ดีใจอ่ะ เราว่าแล้ว ว่าฟุเหมาะกับการเรียนแพทย์มากกว่า น่าเสียดายที่ติดเภสัช ตอนนี้ก็ได้เรียนแพทย์สมใจแล้วนะ” กระดิ่งพูด พลางเขย่ามือเพื่อนซึ่งเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ ม.หนึ่ง อย่างดีใจ

กระดิ่งรู้จักฟุเพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน และทั้งสองคนก็สมัครเข้าชมรมบรรณารักษ์ของห้องสมุดโรงเรียนพร้อมกัน แล้วเป็นบรรณารักษ์ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่ ม. หนึ่ง ยัน ม. หก ฟุเป็นคนเก่ง เรียนเก่งกว่ากระดิ่งมาก แต่ไม่เคยหยิ่งแถมช่วยสอนอีกต่างหาก การได้มาเจอเพื่อนเก่าในเวลาที่ตัวเองมีสภาพย่ำแย่ขนาดนี้ มันเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ แล้วเจอเรือช่วยชีวิตผ่านมาพอดี

“นี่เข้าห้องเชียร์เสร็จแล้วใช่ไหม” กระดิ่งถาม

“อือ”

“งั้นไปกินข้าวกับเรา เราเลี้ยงเอง ห้ามปฏิเสธ ตอนนี้เราเป็นรุ่นพี่นะ” กระดิ่งดักคอ แล้วจับมือฟุลากให้เดินไปกับเธอ

“ฟุขับมอเตอร์ไซค์เป็นใช่ไหม งั้นฟุขับเราซ้อน เราขับเป็นนะ แต่ไม่กล้าให้คนอื่นซ้อน”

ฟุรับกุญแจรถหลีดอย่างจนปัญญา แต่ก็ยอมทำตาม ไม่นานรถหลีดที่มีกระดิ่งนั่งซ้อนท้ายก็เคลื่อนตัวออกไป โดยที่ไม่รู้ว่า มีใครบางคนที่เดินตามกระดิ่งมาด้วยความเป็นห่วง และตอนนี้ได้แต่ยืนมองตามไฟท้ายรถหลีดของหญิงสาวไปจนลับตา หญิงสาวผู้ซึ่งเปลี่ยนสีหน้าเหงาหงอยไปเป็นสดใสราวกับเป็นคนละคนกับคนที่บอกลาเขาเมื่อครู่

“อ้าว ไอ้ลม จะกลับแล้วเหรอ” กรทักทายเมื่อเห็นเพื่อนยืนอยู่หน้าตึก ส่วนเขาเพิ่งกลับจากไปอาบน้ำ เพื่อจะมาท่องตำราต่อ

“เปล่า กำลังจะเข้าไปนี่แหละ” ลมตอบ พลางเดินเข้าตึกไปพร้อมเพื่อน

“เหรอ ดีเหมือนกัน กูไม่อยากเดินคนเดียว แม่งยิ่งตอนกลางคืนก็ยิ่งน่ากลัว...”

เสียงกรพูดเบาลง จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก สมองของลมยังมีภาพสีหน้าของกระดิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏชัด เขาไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกนี้คืออะไร และเขาเองก็ยังไม่พร้อมจะยอมรับกับความรู้สึกบางอย่างนั้น ลมจึงเลือกที่จะสลัดมันทิ้งไป แล้วมีสมาธิกับสิ่งที่ต้องทำก่อน



[1] วิชากายวิภาคศาสตร์ สามารถแบ่งออกได้เป็นมหกายวิภาคศาสตร์ (gross anatomy หรือ macroscopic anatomy) และจุลกายวิภาคศาสตร์ (microscopic anatomy) มหกายวิภาคศาสตร์ หรือที่ชอบเรียกกันสั้นๆ ว่า “กรอส” เป็นการศึกษาโครงสร้างทางกายวิภาคที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จุลกายวิภาคศาสตร์เป็นการศึกษาโครงสร้างทางกายวิภาคขนาดเล็กซึ่งต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ มิญชวิทยา (histology) ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างของเนื้อเยื่อ และวิทยาเซลล์ (cytology) ซึ่งเป็นการศึกษาเซลล์

[2] การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning) หมายถึง การเรียน การสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ปัญหาเป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ สามารถเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ใฝ่รู้ และมีการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้สามารถก้าวทันกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการเรียนรู้ (Duch, Groh, & Allen, 2001).

[3] แล็บกริ๊ง แล็บที่ใช้กริ่งบอกหมดเวลาในการทำข้อสอบแต่ละข้อ เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น ผู้สอบจะต้องเดิน เปลี่ยนตำแหน่งไปยังข้อสอบข้อถัดไป หรือในบางรายวิชาไม่ใช้การเดินเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ให้ผู้เข้าสอบนั่งอยู่กับที่ และเป็นอาจารย์คุมสอบที่เปลี่ยนสไลด์ข้อสอบแทน ส่วนใหญ่ในการสอบจะมีเวลา 60 วินาทีต่อข้อสอบ 1 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อมักจะมี 2 คำถาม นั่นเท่ากับว่าผู้เข้าสอบจะมีเวลาทำข้อสอบ คำถามละ 30 วินาที และหากเป็นแล็บกริ๊งแบบที่ต้องเดินเปลี่ยนตำแหน่ง จะต้องเสียเวลาในการเดินอีกประมาณ 10 วินาที ทำให้เหลือเวลาทำแต่ละข้อน้อยลง ตัวอย่างคำถาม เช่น (ก) กล้ามเนื้อที่ลูกศรชี้คือกล้ามเนื้ออะไร (ข) กล้ามเนื้อในข้อ (ก) ทำหน้าที่อะไร เป็นต้น ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องนั้น จะต้องสะกดคำได้ถูกต้องโดยไม่มีการผ่อนปรน


>>> แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ <<<


Writer : Kalthida

(IG & Twitter : kalthida)

Writer Assistant : Veerandah

(IG & Twitter : veerandah)


Dent Talk :

กระดิ่งจะแย่แล้วค่ะ ส่วนลมก็ดูยังไงๆ เนอะ /ชงเข้มๆ กันไป 5555

การเรียนในปีสองเป็นการเรียนที่โหดจริงๆ นะคะ มันแตกต่างจากการเรียนในปีหนึ่งมาก ปัญหาที่พบบ่อยในการเรียนชั้นปีนี้ คือ. ภาวะช็อกของสมาธิที่ทำให้การสมรรถภาพทางการเรียนรู้หยุดชะงัก 

คนที่เป็นจะไม่ค่อยรู้ตัว เรายังใช้ชีวิตได้ตามปกติ พยายามทำความเข้าใจบทเรียนอย่างหนัก แต่กลายเป็นว่า เราไม่เข้าใจมันสักอย่างเดียว มันเหมือนคนที่กำลังลนลานทำอะไรไม่ถูก มองไม่ออกว่าเราทำอะไรพลาดไป แล้วก็หันไปหาใครไม่ได้ สุดท้ายก็จะรู้สึกเหมือนเราย่ำอยู่กับที่ในขณะที่คนอื่นเดินต่อไปเรื่อยๆ

อาการแบบนี้ไม่สามารถให้คนอื่นช่วยรักษาได้ค่ะ มักจะมีผลทำให้คนๆ นั้นวิ่งหนีไปเรื่อยๆ ตามกลไกของการป้องกันสภาพจิตใจ แต่ละคนก็อาจจะแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่ที่เห็นชัดคือทุกคนจะทีลักษณะ ขาดความสนใจ ไม่กระตือรือร้น และจะหงุดหงิดเวลามีคนมาเตือน (จุดนี้อาจเป็นเพราะยังไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองมีปัญหา หรืออาจกำลังโทษสิ่งอื่นอยู่ เช่น อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง เพื่อนทำคะแนนดีเกินไป วิชาไม่น่าสนใจ ไม่ชอบ เป็นต้น)

ใครที่มีเพื่อนเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำความเข้าใจเขาหน่อยนะคะ เพราะดูเหมือนจะไมมีคำแนะนำที่ดีทีสุดสำหรับทุกคน บางราย ยิ่งมีคนไปกดดันให้เขาตั้งใจมากขึ้น อาจจะทำให้แย่กว่าเดิม

การจะหายจากอาการแบบนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากพื้นฐานจิตใจของคนคนนั้นเอง ว่าถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นคนที่ต่อสู้กับภาวะกดดันได้หรือเปล่า โดยส่วนตัว กัลเองก็เคยตกอยู่ในภาวะนี้ กัลมาฉุกใจด้วยตัวเองว่า ที่เราเครียด ลนลาน ก็เพราะเรากลัวได้คะแนนไม่ดี ถ้างั้น ก็คิดไปเลยว่า คะแนนคงไม่ดีแน่ แต่ทำอย่างไรให้เรารอด  (อย่างถูกวิธี) 

พอเราลดแรงกดดันตัวเองที่อยากได้คะแนนดีลง (ซึ่งเด็กเรียนเก่งเป็นกันมาก) ความลนลานก็จะลดลง สติก็จะค่อยๆ กลับมา สมรรถภาพการเรียนรู้ก็จะกลับมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะต้องใช้เวลา บางทีใช้เวลาเป็นปี และเมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเฝ้าสังเกตตัวเองอย่าให้กลับไปตึงเครียดอีก แต่โดยส่วนใหญ่คนที่หลุดได้ด้วยตัวเองจะไม่กลับไปเป็นอีก เนื่องจาก ได้มีการปรับทัศนคติและมุมมองจนเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใด ในท้ายที่สุด ถ้าเราไปไม่รอดจริงๆ การทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ มันจะ ทำให้เราไม่นึกเสียใจ เพราะเราสู้ในเวลาจำกัดอย่างเต็มที่ แล้วแพ้ในครั้งแรก เราก็จะมีข้อมูลเพื่อสู้ในครั้งใหม่ 

เกมไม่ได้จบที่เราแพ้ เกมจบเมื่อเราเลิกเล่น นั่นคือสิ่งที่ฉุดกัลกลับมา

บางครั้ง ความรู้สึกที่เราไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังมันขนายให้ใหญ่จนทำให้เรากลัวจากความคิดเราเอง จริงๆ มันก็แค่ช้า และเหงา ถ้าเรารับได้ (ซึ่งที่เครียดเพราะรับไม่ได้นี่แหละ) มันก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ 

ในคณะทันตแพทย์ มีเด็กที่ตกอยู่ในภาวะนี้อยู่ไม่น้อยเลย ยิ่งขึ้นปีสูงก็จะยิ่งแสดงอาการมากขึ้น ถ้าจะบอกว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรียนไม่จบก็ได้ค่ะ ใครที่อยากเข้าคณะนี้ ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจรับความไม่ได้ดั่งใจเอาไว้บ้างจะดีมาก เพราะในคณะที่เต็มไปด้วยคนเก่ง การที่เราได้เกรดน้อยกว่าเพื่อนไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง สิ่งที่เราควรมองหาในการเรียนหมอไม่ใช่เกรด แต่เป็น ความรู้ที่จะนำไปใช้ได้ แล้วเกรดจะตามมาทีหลังเองค่ะ


ปล. สำหรับ รุ่นพี่ รุ่นเพื่อน รุ่นน้อง ของกัลที่ผ่านเข้ามาอ่าน กัลอยากให้มองว่า นี่เป็นบันทึกความทรงจำที่ใส่สีตีไข่ของกัลฝ่ายเดียว ตามประสาคนฟุ้งซ่านมากกว่า กัลไม่ได้มีเจตนาไม่ดี อย่างไรนี่ก็คือ นิยายเพื่อความบันเทิง อ่านเอาเล่นๆ สนุกๆ พอให้คิดถึงกันนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

1,624 ความคิดเห็น

  1. #1591 Flint Lockwood (@bearemy) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 23:03
    เข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยค่ะ แงแง ผ่าได้อย่างดีแต่จำอะไรไม่ได้เลย เหมือนมีแต่มือไม่มีสมอง แค่ body wall ก็จะแย่แล้ว
    แต่ก็ต้องสู้ๆต่อไป
    #1591
    0
  2. #1438 pookpack (@pookpack) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:30
    เข้าใจเลยอ่ะ
    #1438
    0
  3. #1171 ยัยบ๊อง555 (@Yai_bong555) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 13:13
    นี่มันเราชัดๆ เป็นแบบกระดิ่งเลยผ่าได้ ไม่กลัว แต่ไม่เห็นจะแยกออกเยย
    ทู่ซี้เรียนปีสองแลปกรอสไม่ผ่านไปสามปีซ้อน
    จนขอย้ายคณะคะ
    ใช้โควต้าเรียนรวมสองคณะคุ้มเบย แปดปีรวดในมอนอ
    #1171
    0
  4. #126 poom_chutintorn (@poom_chutintorn) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 12:45
    เอาใจช่วยกระดิ่งให้ผ่านมันไปให้ได้ สู้ๆๆ แล้วก็ลุ้นกระดิ่งกับลมด้วยค่า รอตอนต่อไปนะคะ
    #126
    0
  5. #125 ลำพรึง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 22:34
    คือเข้าใจกระดิ่งค่ะ อยู่ดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่อ่าเราชอบวิชาคำนวณไงพอมาเรียนทันตะดันมีแต่ท่องอ่านท่องทำแลบก็ต้องการทักษะด้านศิลปะอีกเกือบลาออกด้วยซ้ำแต่ก็รอดมาจนได้
    #125
    0
  6. #124 มะลิซ้อน (@achjaya) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 21:55
    ว้าวววว ลมเริ่มจะรู้ใจตัวเองแล้ว
    #124
    0
  7. #122 มู มิน (@prince-night1) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 20:42
    เคยสอบแบบแล็ปกริ๊งแล้วค่ะ พูดได้เลยว่ามึนมาก5555555
    #122
    0
  8. #119 หนูกับมด (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 16:26
    อ่านแล้วความทรงจำนี่ย้อนมาเลย "identified, be specific"



    กรอสสนุกน้า แต่ก็แอบเป็นแบบกระดิ่ง คือผ่าได้ แต่ไม่รู้ว่าที่ผ่าคืออะไร แต่เพราะแลปทุกครั้งจะมี pre test กับ post test เลยทำให้สุดท้ายแล้วต้องอ่านหนังสือ ต้องพยายามจนรู้เรื่องให้ได้ ที่สำคัญคือเพื่อนๆ ที่ช่วนกันทวน ช่วยกันติวนี่แหละ



    แต่วิชาที่รู้สึกว่ามานิ่งๆ เงียบๆ แต่เกือบไม่รอดนี่คือ CVS เลย เป็นตัวเดียวที่ต้องสอบซ่อม



    อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ชอบมากๆ เลยคือ SG ทุกครั้งจะกังวลมาก แต่ก็ออกไปลนลานอยู่ดี



    ความจริงพอขึ้นปีสองมาแล้วหลายๆ คนก็ปรับตัวไม่ทัน แต่พอเกรดออกมาไม่ดีแล้ว เพื่อนรอบข้างนี่เข้ามารุมเลย ช่วยติว ช่วยหาทางคุยกับอาจารย์ หาแนวข้อสอบซ่อม ก็ไม่อยากให้มีใครตกรุ่นเนอะ ยังดีว่าซ่อมได้รอบนึง



    อาจารย์ที่คณะเคยพูดแซวว่า "no pain, no gain ถ้าน้องตกซักวิชา น้องจะเรียนรู้แล้วไม่ตกอีก" อยากจะบอกว่า มี pain แต่หนูไม่ gain อะไรทั้งนั้นค่ะ



    #119
    0
  9. #118 caramel cream (@kimkibum_key) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 15:48
    เข้าใจฟิลกระดิ่งมากๆ คือมันแบบทุกอย่างปกติแต่เรียนไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นกดดันตัวเองจนร้องไห้ แต่ดีตรงที่เพื่อนได้เพื่อนเตือน บอกว่าถ้ามันเครียดแล้วไม่เข้า ก็ค่อยๆอ่านไป ก็ดีขึ้นมาบ้าง

    เม้นนิยายบ้าง คือแบบเพิ่งเลิกกับแฟนมาไม่นาน เข้าใจลมนะ ว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมมีความรู้สึกอะไร #รออ่านต่อ
    #118
    0
  10. #117 Pornrat D. (@modhuff) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 14:36
    ไม่เข้าใจฟิลนั้นนะคะ แต่เป็นคนที่ไม่ถูกกับวิชาจำเลย ในข้อสอบนี้แถค่ะ ฮาาา รอดมาได้เพราะเพื่อนติว ดีที่เราเรียนขณะที่เน้นปฏิบัติ // ลมนี่ยังไงน้าาาาา -.-
    #117
    0
  11. #116 z-par (@z-par) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 12:42
    รออออออออ
    #116
    0
  12. #115 Konom (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 12:24
    ลม. เริ่มรุ้สึกตัวละ. เอาใจช่วยกระดิ่งน้า
    #115
    0
  13. #114 Mook (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 12:22
    เป็นตั้งแต่ปี2จนขึ้นคลินิคถึงได้ดีขึ้นค่ะ

    อาการเป็นตามที่พี่กัลบอกเลยค่ะ ดีใจที่มีเพื่อน

    นึกว่าเป็นอยู่คนเดียวซะอีกTvT
    #114
    1
    • #114-1 Matsuo Masahiro (@matsuo_masahiro) (จากตอนที่ 16)
      5 พฤศจิกายน 2559 / 13:30
      พี่ก็หายตอนขึ้นคลินิกเหมือนกันจ้า แต่ก่อนหน้สนั้นมันก็จะค่อยๆ ดีขึ้น มันอยู่ที่มุมมองพี่ว่า เป็นกำลังใจให้น้า
      #114-1