Shaman's love

ตอนที่ 2 : 1st Spell: iWitch - ตอนที่ 1 (แก้ไขคำผิด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,521
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    21 เม.ย. 58

สวัสดีตอนค่ำๆ นะคะทุกคน

 

 

มาโพสตอนฟ้ามืดแล้วมีเหตุค่ะ ไม่ใช่เพราะวีลืมนะคะ
แต่เป็นเพราะเรื่องราวนิยายชุดใหม่ของวี
ออกแนวเหนือธรรมชาติหน่อยนะคะ

 

ซึ่งตอนที่กำลังพิมพ์เปิดเรื่องอยู่นี้ วีขอบอกเลยว่าตื่นเต้นมากๆ

เพราะวีกำลังเริ่มเดินทางสู่นิยายชุดที่ 3 ในชีวิต

ตื่นเต้นสุดๆ เลยค่ะ และหวังว่าทุกคนจะติดตามเหมือนเดิมนะคะ

 

จากที่โพส Teaser ไป หลายคนจำนางเอกคนล่าสุดของวีได้ทันที

ก็แหม “วิชาดา” เธอโดดเด่นนี่คะ วีหลงรักตัวละครนี้มากเลย

พอคิดว่าจะได้เขียนเรื่อของเธอคนนี้ ก็ทำให้มีกำลังใจเขียนนิยายชุดนี้

ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

ส่วนพ่อพระเอกมาดกวนของเรา “นายผสุ” กลับไม่มีใครจำได้เลยเน๊าะ

แต่วีไม่เสียใจหรอกค่ะ เพราะพ่อเจ้าพระคุณออกมาน้อยจริงๆ

แต่รับรองว่าเมื่อทุกคนอ่านตอนแรกของนิยายเรื่องนี้ ต้องจำเขาได้แน่ๆ ^___^V

 

ขอบคุณที่ติดตามผลงานเสมอมานะคะ

หวังว่าจะติดตามไปจนจบเรื่องค่ะ

 

รักคนอ่านเสมอ

veerandah


Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Instargram: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ

 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Shaman’s Love

1st Spell : iWitch

โดย วีรันดา

 

ตอนที่ 1

 

ครืด...กริ๊ง!

เสียงของบางอย่างขยับส่งเสียงดังลอยมาตามลมซึ่งฟังคล้ายเสียงโซ่เหล็กกระทบกัน มันดังมาจากหัวมุมถนน สักครู่ก็ปรากฏแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นเป็นดวงเล็กๆ ลอยอยู่ในความมืด ดูคล้ายๆ แสงหิ่งห้อยที่บินวนส่องแสงวิบวับอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

“ทางนี้งั้นเหรอ แน่ใจหรือเปล่า ดูฟ” เสียงทุ้มถามขึ้นทำให้ดวงไฟสีเขียวสั่นไหวเล็กน้อย ตามด้วยเสียงดัง กริ๊ง เบาๆ อีกครั้ง

“โอเคๆ ฉันเชื่อนายก็ได้” เสียงทุ้มตอบเหมือนจำยอม แล้วแสงไฟสีเขียวก็ดับวูบไป

ท่ามกลางความมืดมีเพียงชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเสียงที่พูดคุยอยู่คนเดียวเมื่อสักครู่เดินอยู่เดียวดาย เขาค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามทางเดินเพื่อไปยังตรอกแคบๆ ซึ่งเป็นย่านที่คนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

ห้องแถวไม้สองข้างทางปิดประตูเงียบสนิทเพราะเมื่อ ชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หัวมุมของปากทางเข้าตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ของคนจีนแห่งนี้ก็เข้าใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว

ชายหนุ่มเดินผ่านห้องแถวลึกเข้าไปห้องแล้วห้องเล่าอย่างใจเย็น โดยมีลมเย็นพัดเอื่อยๆ มาจากด้านหลังผ่านร่างเขาไป ราวกับมันขอนำหน้าไปกุยทางให้ก่อน ซึ่งดูไม่เข้ากับท้องฟ้าในคืนฤดูร้อนที่แสนอบอ้าวแบบนี้เท่าไร

ชายหนุ่มเดินมาหยุดตรงทางแยก มือหนากำลังจะล้วงกระเป๋าเสื้อ แต่ก็ต้องชะงักไว้ เพราะหางตาเหลือบไปเห็นแสงไฟจากร้านคาเฟ่สไตล์ฝรั่ง ซึ่งขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างที่สุด มันตั้งอยู่ตรงหัวมุมของทางแยกทางซ้ายมือ เขาจำมันได้แม้แต่ตอนที่มองเข้ามาเมื่อยังอยู่ห่างจากตรงนี้

ความจริงก็คือ มันก็มืดไปทั้งตรอก แต่พอเดินมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ไฟในร้านคาเฟ่นั้น ก็สว่างวาบขึ้นราวกับเชื้อเชิญให้เขาเดินเข้าไปหา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ทันทีว่า ที่นี่คือจุดหมายปลายทางของเขา

“ดูเหมือนเราจะมาช้า และทำให้ท่านผู้เฒ่ารอแล้วละ ดูฟ” ชายหนุ่มพึมพำ แต่ก็ต้องอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเพื่อนร่วมทางของเขาสั่นไหวเบาๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อทำนองว่าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา

“โอเค ดูเหมือน ฉัน จะทำให้ท่านผู้เฒ่ารอแล้วละ” ชายหนุ่มแก้คำพูดของตัวเองเมื่อครู่ลอยๆ ขึ้นพร้อมกับเดินตรงไปที่ประตูร้านคาเฟ่ แล้วเปิดเข้าไป

“โรงน้ำชาก๋งหลี่ยินดีต้อนรับสหายน้อยจากแดนไกล” เสียงแหบแห้งเอ่ยทักทายดังอย่างเนิบนาบมาจากชายชราใบหน้ายิ้มแย้ม ผมที่ขาวโพลนไปทั้งศีรษะ และริ้วรอยแห่งความมีอายุก็บอกคร่าวๆ ได้ว่าน่าจะมีอายุเลยหกสิบปีมาแล้ว แต่แววตาที่ชายชรามองมาที่เขานี่สิ กลับมีแววสดใสจนดูราวกับเด็กหนุ่ม มันทำให้ชายหนุ่มแน่ใจมากยิ่งขึ้นว่านี่คือคนที่เขาตามหา

คริสโตเฟอร์เร่งฝีเท้าเดินตรงไปโค้งคำนับตรงหน้าท่านผู้เฒ่าทันที

 “มารยาทดี แถมยังฟังภาษาจีนรู้เรื่อง น่าชื่นชมๆ” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยชื่นชมเสียงเนิบช้า พลางผายมือให้ชายหนุ่มไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งมีถ้วยน้ำชาที่ยังมีควันกรุ่นลอยอ้อยอิ่งวางรออยู่แล้ว

“เดินทางมาไกล ดื่มน้ำชาดับกระหายเสียหน่อยสิ” ชายชราเชิญชวนอย่างมีมารยาท

“ขอบคุณครับ” คริสโตเฟอร์รับคำ พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยน้ำชา แต่ก็ชะงักมือไว้แล้วถามว่า

“ถ้าผมกำลังหลงทางเพราะตามหาของบางสิ่ง ท่านผู้เฒ่าจะกรุณาชี้แนะได้หรือไม่ ว่าควรมุ่งหน้าไปตามหาในทิศทางใด”

“หากสหายน้อยหลงทางเพราะตามหาของบางสิ่ง ผู้เฒ่าอย่างฉันคงแนะนำได้แค่ให้ไปทางทิศตะวันออก” ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเช่นเดิม แต่มีแววเอ็นดูในน้ำเสียงไม่น้อย

คริสโตเฟอร์ก้มศีรษะเล็กน้อยคล้ายกับคำนับขอบคุณชายชรา แล้วดื่มน้ำชาจนหมดถ้วย

“ดื่มน้ำชาจีนในคาเฟ่สไตล์ฝรั่งแบบนี้ก็ดูเก๋ไปอีกแบบนะครับ” คริสโตเฟอร์เอ่ยชม ทำให้ชายชรายกมุมปากขึ้น

“ลูกชายของฉันบอกว่าสมัยนี้โรงน้ำชามันตกยุคไปแล้ว และร้านกาแฟแบบเดิมๆ ก็ไม่ดึงดูดใจ เราต้องปรับตัวเองให้ทันยุคสมัยด้วยเพื่อความอยู่รอดจริงไหม” ชายชราตอบน้ำเสียงภูมิใจ

“ผมเห็นด้วยครับ แต่ก็มีคนบางคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลย แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม”

“เกิดอะไรขึ้นกับวินเซนท์งั้นเหรอ” ชายชราย้อนถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ทำให้คริสโตเฟอร์มีสีหน้าหม่นเศร้าลง แล้วตัดสินใจบอกสิ่งที่เขาไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นแล้ว

“พ่อ...ตายแล้วครับ”

คริสโตเฟอร์เงยหน้าจ้องมองผู้สูงวัยที่นั่งตรงข้ามเขาอย่างนึกชื่นชม แม้เพิ่งจะรู้ข่าวที่น่าตกใจนี้ครั้งแรก แต่ชายชรากลับรักษาสีหน้าเป็นปกติ ไม่แสดงความตกใจเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องชื่นชมฉันหรอก ฉันอายุมากแล้ว เจอความตายมาทั้งชีวิต มันไม่น่าตกใจนักหรอกที่ได้รู้ว่าพี่น้องของเราล้มหายตายจากไปอีกคน จะมีก็แต่ความเสียดายและเสียใจเท่านั้น”

“ผมเข้าใจครับ สำหรับผมมันค่อนข้างรวดเร็วไปหน่อย หลังจากที่พ่อเพิ่งบอกผมเรื่อง...” คริสโตเฟอร์ชะงักคำพูดไว้ เมื่อชายชรายกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาพูดต่อและเปลี่ยนไปพูดในสิ่งที่เป็นเหตุผลให้เขามานั่งอยู่ตรงนี้

“คำสั่งสุดท้าย พ่อให้ผมนำของสิ่งนี้มาให้เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งก็คือท่านครับ...ท่านหลี่อี้”

ชายชรามองซองกระดาษสีม่วงซึ่งชายหนุ่มนำมาวางไว้ตรงหน้าแล้วเอื้อมมือไปหยิบมันมาถือไว้

“ในโลกนี้มีแค่สองคนที่เรียกชื่อฉันแบบนั้น พ่อหนุ่ม น่าเสียดาย...ตอนนี้เหลือแค่คนเดียวแล้ว”

คริสโตเฟอร์ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าน้ำเสียงของชายชราดูกึ่งเหงากึ่งเสียดาย ซึ่งถ้ามองในมุมของคนที่อายุเลยหกสิบมาแล้วอย่างชายชราตรงหน้า ก็คงน่าเศร้าใจไม่น้อยที่เพื่อนสนิทกันดีต้องมาลดจำนวนไปอีกคน

“ผมก็เสียใจครับ” คริสโตเฟอร์เอ่ยปลอบเพราะไม่รู้จะหามุกไหนมาพูดให้คนแก่รู้สึกดีขึ้น

“เธอเองก็ควรได้รับคำปลอบใจด้วยพ่อหนุ่ม” หลี่อี้เอ่ยตอบอย่างเอ็นดูคนอ่อนวัยกว่าที่อุตส่าเป็นห่วงความรู้สึกของเขา

“ผมได้รับมาพอแล้วครับ ถึงเวลาโตเสียที” คริสโตเฟอร์ตอบ ทำให้ชายชราหัวเราะเบาๆ

“ถ้าเทียบกับลูกชายของฉัน เธอถือว่าโตกว่าเขามากทีเดียว คริส”

“สถานการณ์มันบังคับน่ะครับ” คริสโตเฟอร์พูดถ่อมตัวแล้วนิ่งมองชายชราใช้มีดสั้นตัดซองกระดาษ ซึ่งเขามองไม่ทันเลยว่าชายชราหยิบมีดสั้นมาจากตรงไหน และตอนไหน เหมือนจู่ๆ มันก็โผล่มาที่มือของชายชราและเมื่อใช้เสร็จก็หายไปดื้อๆ

ยอดฝีมือจริงๆ คริสโตเฟอร์นึกชื่นชมอยู่ในใจ

กระดาษสีขาวซีดถูกดึงออกจากซอง ชายชราค่อยๆ คลี่มันออกอ่าน แล้วยื่นไปวางตรงหน้าชายหนุ่ม

ว่างเปล่า

“พ่อให้ผมถือกระดาษเปล่าเดินทางข้ามโลกมาหาคุณทำไมครับ” คริสโตเฟอร์ถามอย่างไม่เข้าใจ

“เพราะมันไม่ใช่แค่กระดาษเปล่าน่ะสิ คริส” หลี่อี้เอ่ยทำให้คริสโตเฟอร์ต้องนิ่งฟังด้วยความงงงันไป และรอดูการสาธิตอย่างจดจ่อจากรุ่นอาวุโสฝีมือระดับเซียน

“กระดาษและหมึกชนิดพิเศษที่ตระกูลหลี่เป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อใช้ส่งสาร ใครจะเอาไปเขียนก็ได้ เพราะพอเขียนเสร็จตัวอักษรจะเลือนหายไปทันที และคนที่จะอ่านข้อความนั้นได้จะมีแค่คนตระกูลหลี่เท่านั้น” ชายชราตอบ ขณะลากนิ้วลูบผ่านไปบนหน้ากระดาษว่างเปล่าแผ่นนั้นเป็นลวดลายบางอย่างซึ่งคริสโตเฟอร์เดาว่าน่าจะเป็นอักษรจีนโบราณอย่างรวดเร็ว และแค่ชั่วฝ่ามือของท่านผู้เฒ่าลากผ่านเมื่อเขียนเสร็จ กระดาษว่างเปล่าแผ่นเดิมก็ปรากฏตัวอักษรสองคำขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

’Pha-Su’

“พา-สุ เหรอ หมายถึงอะไรครับ” คริสโตเฟอร์อ่านข้อความบนกระดาษ แล้วเงยหน้าถามอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องผงะถอยหลังเมื่อกระดาษจดหมายมีไฟลุกไหม้ขึ้นเอง

“มันอ่านว่า ผสุ ” หลี่อี้พูดออกเสียงแบบภาษาไทยเมื่อกระดาษจดหมายมอดไหม้จนไม่เหลือ

“แล้วมันหมายถึงอะไรงั้นเหรอครับ” คริสโตเฟอร์ถามต่อ

“มันหมายถึง...ชื่อลูกชายของฉัน” หลี่อี้ตอบพร้อมๆ กับประตูร้านกาแฟถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน

“เตี่ยมีแขกเหรอครับ” ชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาใหม่ร้องทักขึ้นทำให้

คริสโตเฟอร์หันไปมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาทันที แต่ไม่ได้เอ่ยทักอะไรออกไป พอๆ กับที่ชายหนุ่มผู้มาใหม่ที่พอมองจากหน้าตาก็น่าจะเด็กกว่าเขาก็ไม่ได้ทักทายเขาเช่นกัน

“ใช่ งานที่ให้ไปจัดการเพิ่งเสร็จงั้นเหรอ” หลี่อี้ตอบ แล้วย้อนถามลูกชาย

“ครับ พอดีมีเหตุขัดข้องนิดหน่อย เลยเสร็จช้านะครับ” ผสุตอบพลางมองแขกยามวิกาลของบิดาไปด้วย แต่ไม่คิดจะเอ่ยถามอะไรออกมา

“แกไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันปิดร้านเอง” หลี่อี้สั่งลูกชาย ซึ่งขัดกับท่าทางของผสุที่ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ตัดสินใจไม่พูดแล้วเดินออกทางประตูหลังร้าน เพื่อขึ้นไปห้องนอนของเขาที่อยู่บนชั้นสองของร้านกาแฟตามคำสั่งของบิดา

“เขางั้นเหรอครับ ผสุ ที่พ่อของผมหมายถึง” คริสโตเฟอร์ถามหลังจากเจ้าของชื่อเดินหายลับไปแล้ว

“ใช่” ชายสูงวัยตอบสั้นๆ แล้วลุกเดินไปที่กดปุ่มที่เคาน์เตอร์ จากนั้นประตูเหล็กม้วนบานใหญ่ที่หน้าร้านก็เคลื่อนตัวลงมาปิดช้าๆ เหลือไว้แค่ตรงช่องประตูทางเข้าออก

“เอ่อ...เขารู้เรื่องของเราไหมครับ” คริสโตเฟอร์ถามต่อ

“ไม่รู้อะไรเลย แต่คงอีกไม่นาน” หลี่อี้ตอบขณะเดินกลับมาหยุดยืนตรงหน้าคริสโตเฟอร์

“เพราะการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของพวกเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ว่ายังไงเจ้าลูกชายที่ไม่เอาถ่านของฉันก็ต้องพร้อม”

คริสโตเฟอร์สบตาเรียวเล็กที่จ้องมองเขาอย่างจริงจัง ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ไม่ใช่แค่ลูกชายของท่านผู้เฒ่าหลี่เท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อม เขาเองก็ด้วย ซึ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อมไม่ต่างกัน

“ผมจะอยู่เมืองไทยถึงเย็นพรุ่งนี้ เพราะยังมีจดหมายอีกฉบับที่ต้องไปส่ง หากท่านผู้เฒ่าต้องการติดต่อ...” คริสโตเฟอร์ชะงักคำพูดไว้อีกครั้ง เพราะหลี่อี้ยกมือห้าม และพูดแทรกขึ้นว่า

“เมื่อฉันติดต่อไป เธอจะรู้เองคริส”

คริสโตเฟอร์เลยลุกขึ้นโค้งคำนับให้ชายชรา “งั้นผมลาละครับ”

“เดินทางปลอดภัยนะหลานชาย”

หลี่อี้เดินมาส่งแขกที่หน้าร้าน และรอจนคริสโตเฟอร์เดินลับสายตาไปกับความมืด ชายชราจึงล็อกประตูร้าน และกดปุ่มให้บานประตูเหล็กม้วนบานสุดท้ายเคลื่อนตัวลงมาปิด

ชายชราเดินช้าๆ กลับมานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม แล้วมองจดหมายที่เป็นเหลือเพียงเศษขี้เถ้า

“สู่สุคติเถอะนะ...วินเซนท์ ที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง”

 

6 เดือนต่อมา

“เฮ้ย! นี่แกเอาจริงหรือวะไอ้คุณพิมพ์ ข้าไม่อยากโดนสามีแกแพ่นกบาลนะโว้ย” ผสุโวยวายขณะโดนหญิงสาวลากตัวออกจากร้านกาแฟตัวเอง

“ถ้าเขาไม่รู้ แกจะโดนแพ่นกบาลได้ยังไงวะ ไอ้คุณเผือก” พิมพ์จันทร์โต้กลับพร้อมกับโยนหมวกกันน็อคให้สวมตามกฎ

“อย่างพี่ดลน่ะเหรอจะไม่รู้น่ะ แค่แกหายตัวไปจากเขาสิบนาทีเขาก็รู้แล้ว” ผสุหรือเผือกโต้กลับอย่างรู้ทัน แต่ก็รับเอาหมวกกันน็อคมาสวมไว้อย่างดี

“เออน่า เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องนายดลเอง ไปกันเถอะ ยังไงฉันก็อยากให้แกไปด้วย” พิมพ์จันทร์พูดรวบรัดอย่างมั่นใจ

ผสุมองหน้าเพื่อนสาวที่ตวัดขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันใหญ่กว่าตัวมากด้วยท่าทางทะมัดทะแมงแล้วส่ายหน้า

“ครับผม เอาไงเอากันสิน่า ผมมันลิ่วล้อของคุณอยู่แล้วนี่” ผสุรับคำพลางตวัดขาขึ้นคร่อมมอเตอไซค์ซ้อนท้ายพิมพ์จันทร์

“ไม่ใช่ลิ่วล้อโว้ย แต่แกเป็นเพื่อนรักฉันต่างหาก จำไว้ด้วยไอ้คุณเผือก” พิมพ์จันทร์เถียง ทำให้ผสุหัวเราะร่า

“ครับๆ แล้วนี่เรากำลังจะไปไหนกันละครับ คุณเพื่อนพิมพ์” ผสุตะโกนถามเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่ดังหวีดหวิวขณะมอเตอร์ไซค์กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง

“ไปเยี่ยมใครคนหนึ่ง อย่าเพิ่งถามมากได้ไหม” พิมพ์จันทร์ตอบ ขณะบิดเร่งความเร็วมากขึ้น จนผสุต้องหยุดบทสนทนาไว้ก่อน และเมื่อรถมอเตอร์ไซค์วิ่งมาหยุดในวัดแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มจึงได้โอกาสเปิดประเด็นอีกครั้ง

“ฉันจำไม่ได้ว่ามีเพื่อนคนไหนของเรามาบวชเป็นพระอยู่แถวนี้ว่ะ พิมพ์” ผสุถามขณะเดินเข้าวัดช้าๆ

“ไม่ใช่เพื่อนของเรา แต่เป็นแม่ของเพื่อนเราต่างหาก” พิมพ์จันทร์แก้ แล้วเดินนำไปที่ลานต้นโพธิ์หน้าโบสถ์ ซึ่งมีหญิงวัยกลางคนนุ่งขาวห่มขาวและโกนผมบนศีรษะจนเกลี้ยงยืนรออยู่

“สวัสดีฮะแม่ ขอโทษที่มาช้านะฮะ” พิมพ์จันทร์ทักพร้อมยกมือไหว้แม่ชี ซึ่งยืนส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาทั้งสองคนอย่างนอบน้อม

“นี่ไอ้เผือกฮะ เผือกนี่แม่ชีมาลินี คุณแม่ของมัทนา เพื่อนรุ่นเดียวกับเราไง แกจำมดได้ไหม”

ยิ่งกว่าจำได้ ผสุตอบในใจ พร้อมกับยกมือไหว้แม่ชี และควบตำแหฟน่งแม่ของอดีตคนรักของเขา

“สวัสดีครับคุณแม่ มดไม่เคยเล่าให้ฟังเลย ว่าคุณแม่มาบวชชีอยู่วัดนี้” ผสุทักทาย ขณะมองหน้าพิมพ์จันทร์ด้วยสายตาตั้งคำถาม ว่าพามาเจอแม่ของอดีตคนรักทำไม พิมพ์จันทร์ยังไม่ทันตอบ แม่ชีมาลินีก็ชิงพูดก่อนว่า

“แม่เพิ่งมาบวชชีได้ปีกว่าๆ เท่านั้นจ้ะ บวชหลังจากที่มดเขา...เสียไปแล้ว” แม่ชีมาลินีตอบด้วยแววตาหม่นเศร้า ทำให้ผสุรีบหันไปมองหน้าพิมพ์จันทร์อีกครั้ง ซึ่งเพื่อนรักก็แค่พยักหน้ายืนยันว่าเป็นความจริง

“มด...เสียแล้วเหรอครับ” ผสุถามด้วยเสียงเบาหวิว

“เกือบสองปีแล้วจ้ะ มด...หัวใจวาย...แม่เลยทนอยู่บ้านคนเดียวไม่ไหว ก็เลยมาปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ ปฏิบัติได้สักพักก็เห็นว่าอยู่ที่นี่จิตใจมันสงบกว่าอยู่บ้านมาก ก็เลยบวชชีเพื่อปฏิบัติอย่างจริงจังเลย”

“ผมเข้าใจครับ” ผสุตอบด้วยด้วยความเข้าใจ ครอบครัวมัทนาทีแค่แม่ลูกมาตั้งนานแล้ว เพราะพ่อของเธอเสียตั้งแต่มัทนายังเป็นเด็ก และการที่ครอบครัวที่เหลือเพียงคนเดียวตายไป มันคงเป็นสถานการณ์ที่หนักหน่วงพอสมควร

แม่ชีมาลินีพยักหน้ารับคำปลอบใจแล้วทรุดลงนั่งบนขอบปูนซึ่งเป็นที่นั่งรอบล้อมโคนต้นโพธิ์ใหญ่ ทำให้ผสุนั่งลงบนเก้าอี้หินข้างๆ พร้อมกับพิมพ์จันทร์ที่ไปตั้งท่ารอนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“ตอนมดตายใหม่ๆ แม่ไม่ค่อยมีสติเท่าไร งานศพก็จัดอย่างรวดเร็วมาก แม่เลยไม่ได้บอกให้เพื่อนๆ ของมดได้รู้เรื่องนี้เลย ขอโทษด้วยนะจ๊ะ”

“ไม่เป็นไรฮะ แม่ เราทุกคนเข้าใจดี มดจากไปเร็วขนาดนั้น คุณแม่ยังทำใจได้ขนาดนี้ พิมพ์ว่าแม่สุดยอดมากฮะ”

แม่ชีเม้มปากแล้วกะพริบตาเพื่อไล่น้ำตาที่เอ่อคลอออกไป พลางหายใจเข้าลึกอย่างข่มกลั้น แม้จะฝึกจิตด้านปฏิบัติมานาน แต่พอนึกถึงหน้าลูกสาวทีไร แม่ชีมาลินีก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

“แม่ก็เกือบไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าไม่ได้หลวงพ่อท่านช่วยไว้ แนะนำให้มาปฏิบัติธรรม แม่คงไม่ดีขึ้นขนาดนี้”

“แม่ให้พิมพ์ตามผมมาพบทำไมเหรอครับ” ผสุพูดเข้าประเด็น เพื่อเบี่ยงเบนแม่ชีจากเรื่องเศร้าๆ เพราะไม่อยากให้แม่ชีอดีตแม่ของคนรักจมอยู่ในความทุกข์เดิมๆ นานนัก

“อาทิตย์ก่อนแม่ฝันถึงมด มดมาบอกว่าอยากได้ของบางอย่างที่เก็บไว้ในกล่องบนหลังตู้ที่บ้านเก่า” แม่ชีเอ่ยเล่าช้าๆ ในขณะที่ผสุเหลือบมองกล่องเหล็กซึ่งวางอยู่ข้างๆ แม่ชีมาลินีทันที แล้วหันไปสบตาแม่ชี

“แม้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่แม่ก็ไม่สบายใจเลย เพราะที่ผ่านมามดไม่เคยมาเข้าฝันแม่เลยสักครั้ง แม่ก็เลยกลับไปเอากล่องใบนี้มาจากบ้านเก่า พอเปิดออกดูข้างในก็เจอรูปพวกนี้”

แม่ชีมาลินีเปิดฝากล่อง แล้วถือกล่องเดินมาส่งให้พิมพ์จันทร์ พิมพ์จันทร์จึงส่งต่อให้ผสุอีกทอด ชายหนุ่มก้มมองของในกล่อง แล้วนิ่งงันไปชั่วครู่เมื่อเห็นว่ารูปส่วนใหญ่ในกล่อง เป็นรูปที่มดเคยถ่ายคู่กับเขาสมัยที่ยังเป็นแฟนกัน

“พลิกดูที่ข้างหลังรูปสิเผือก” พิมพ์จันทร์บอก

ผสุจึงหยิบรูปบนสุดขึ้นมาพลิกดู แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง เพราะข้างหลังรูปมีข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือที่เขายังจำได้ดี แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เขาไม่คิดว่าคำพวกนี้จะมาอยู่บนหลังรูปนี้ได้ เพราะลักาณะเส้นลายมือที่ใช้เขียนเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องปกติ

ตามหา...เผือก

ความเงียบเข้ามาแทรกกลางวงสนทนาทันที สายตาจากผู้หญิงทั้งสองวัยจับจ้องมาที่ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ว่าเขาจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง แต่จนแล้วจนรอด ผสุก็ยังคงนิ่งเฉยทำให้พิมพ์จันทร์ต้องพูดขึ้นว่า

“ไม่ได้มีแค่ใบเดียวนะเผือก” พิมพ์จันทร์พูดเตือนสติ ทำให้ผสุต้องหยิบรูปใบอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในกล่องขึ้นมาพลิกดู

“รูปทุกใบที่มีนายอยู่ด้วย มีข้อความนี้เขียนไว้ทั้งหมดเลย” พิมพ์จันทร์ย้ำตามภาพเมื่อเห็นกองรูปที่วางแผ่ไว้ทั่วโต๊ะ

“อาจฟังดูน่ากลัวไปสักนิด แต่มีบางอย่างทำให้แม่สังหรณ์ใจว่าข้อความเหล่านี้ ไม่น่าจะมีอยู่ก่อนที่มดจะเสียชีวิต” แม่ชีมาลินีพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“มดอาจอยากมาลาคนที่เขารัก ก่อนที่เขาจะจากไปจริงๆ” แม่ชีพูดแบบคาดเดา ทำให้ผสุหันมามองหน้าพิมพ์จันทร์ ซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของแม่ชี

“แล้วตอนนี้...มดอยู่ที่ไหนครับ” ผสุถาม

แม่ชีมาลินีจึงลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไป “ตามมาทางนี้สิจ๊ะ”

ผสุเดินไปหยิบกล่องเหล็ก ขณะที่พิมพ์จันทร์ช่วยรวบรูปถ่ายที่วางแผ่บนโต๊ะมาใส่กล่องอย่างรวดเร็ว แล้วทั้งคู่ก็รีบเดินตามแม่ชีไป

“แม่เก็บกระดูกของมดไว้ที่นี่เหรอ” ผสุกระซิบถามเพื่อนสาวระหว่างเดินตามแม่ชีไป

“ใช่” พิมพ์จันทร์ตอบสั้นๆ

“ทำไมแม่ชีถึงติดต่อแก แทนที่จะเป็นฉันล่ะ” ผสุกระซิบถามอย่างสงสัยต่อ

“แม่โทร. หาแกแล้ว แต่เบอร์ที่มดมีเป็นเบอร์เก่าของแก แล้วแกก็ยกเลิกไปแล้วไม่ใช่หรือไง” พิมพ์จันทร์ตอบ

“ใช่ แล้วทำไมแม่ถึงติดต่อแกได้ละ ฟังแล้วไม่เคลียร์เลย” ผสุถามย้ำอย่างไม่หายสงสัย พิมพ์จันทร์ยังไม่ทันตอบเพราะเดินมาถึงที่เก็บอัฐิของมัทนาพอดี

“ใกล้เพลแล้ว แม่ต้องไปช่วยเตรียมอาหารถวายพระที่โรงครัวก่อน ขอบคุณมากนะจ๊ะที่ยอมมาพบกับมด” แม่ชีมาลินีเอ่ยขอบคุณหลังจากนิ่งมองที่เก็บอัฐิของลูกสาวอยู่หลายนาที

“ไม่ต้องเกรงใจครับแม่ ผมและเพื่อนๆ ทุกคนยินดีทำเพื่อเพื่อนของเราเสมอ” ผสุตอบอย่างเต็มใจ

“กล่องใส่รูปนั่น มดคงอยากให้เผือกเก็บไว้นะลูก แม่ไปละ” แม่ชีมาลินีเอ่ยจบก็หมุนตัวเดินไปยังหอฉันปล่อยให้สองเพื่อนซี้ยืนส่งอย่างเงียบๆ

“สรุปแกจะบอกฉันได้รึยัง ไอ้คุณพิมพ์ เพราะอะไรแม่ชีถึงติดต่อฉันผ่านทางแก” ผสุหันมาคาดคั้นเพื่อนรัก เขาสงสัยว่าต้องมีเหตุอื่นมากกว่าที่รู้

พิมพ์จันทร์มองหน้าผสุ และหันไปมองรูปมัทนา ซึ่งติดอยู่ข้างหน้าที่เก็บอัฐิ ก่อนจะพูดว่า

“ก็เพราะฉันฝันถึงมดด้วยเหมือนกัน” พิมพ์จันทร์ตอบเสียงนิ่ง

“ว่าอะไรนะ” ผสุถามอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

           “ไม่ใช่แค่คืนเดียวด้วยนะแก แต่ฝันทุกคืนติดต่อกันมาสามเดือนแล้ว


++++++++++++++++++++++++++++++++++++
มาแบบเต็มตอนสะใจไหมคะ ^___^


ตัวอย่างตอนต่อไป

 

“ไง มด” ผสุเอ่ยทักก่อน ซึ่งเขาคิดว่าเป็นคำทักทายที่ใช้ได้ทีเดียวกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบแปดปีเต็ม

“สวัสดีเผือก ดีใจจังที่ได้คุยกับเพื่อนบ้าง” มดเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดีใจจริงๆ แตกต่างจากสภาพที่เป็นอยู่ของเธอ

“เธอก็น่าจะไม่ได้คุยกับเพื่อนมานานล่ะนะ ก็เธอ...ตายไปตั้งสองปีแล้วนี่นา”

 


คือแบบ...พระเอกของวีคนนี้ มีอารมณ์ขันดีไหมคะ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

495 ความคิดเห็น

  1. #260 Danwtlese (@sutida72) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2558 / 19:32
    อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ แถมมาอ่านกลางคืน... นี้เรายังจะได้นอนมั้ย T T
    #260
    0
  2. #253 little-red-cap (@little-red-cap) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 08:30
    ไม่เคยอ่านเรื่องก่อนหน้าจะเป็นไรไหทคะ?
    #253
    0
  3. #32 Zixga (@A-star) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2558 / 18:04
    สนุกคะ
    #32
    0
  4. #26 Dark Girls (@crazy-girls) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 00:08
    โอเค จำได้ทันทีที่เจ้โผล่มา
    #26
    0
  5. #23 ZaIFeRaZ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 09:45
    อ่านละขนลุกซู่เลย ดีนะอ่านกลางวัน เรื่องนี้ผมไม่สามารถอ่านดึกๆได้ละ 55 -0-
    #23
    0
  6. #20 psrps (@ploysp18) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 09:56
    พอถึงร้านกาแฟนี่รู้เลยว่าเป็นใคร ตอนแรกนึกไม่ออกเลยค่ะ
    #20
    0
  7. #18 ProwbanaSone (@ProwbanaSone) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 23:25
    พี่วี~สู้ๆนะค่ะ ^^ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
    #18
    0
  8. #17 PangponD (@peseta) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 22:20
    อ๊ายยยย!!!! อยากอ่านต่อแล้วค่ะ ค้างมากก พี่วี มาอัพเร็วๆๆนะค่ะ
    #17
    0
  9. #16 ไอมายา (@boytor) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 21:06


    ที่แท้ก็เพื่อนของพิมพ์จันทร์ ผมเกือบนึกไม่ออก ฮะฮะ


    #16
    0
  10. #15 Maprang (@mnatnatta) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 12:50
    ตอนนี้เก็ตแล้วว่าพระเอกกับนางเอกเป็นใคร
    พระเอก "ผสุ หรือ เผือก" เป็นเพื่อนของพิมพ์จันทร์ เปิดร้านกาแฟและพิมพืจันทร์เคยไปขอหนังสือพิมพ์ตอนตามหาคุณตาเล็ก
    นางเอก "วิชาดา หรือ วิช" เพื่อสนิทของเพียงจันทร์ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหาร
    555 ในที่สุดก็บรรลุล่ะ 
    แต่ยังเดาเนื้อเรื่องไม่ออกเลยอะ T^T 
    ** รออ่านอยู่นะคะพี่วี

    #15
    0
  11. #14 Pornrat D. (@modhuff) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 09:15
    พี่วี~~~~ หนูเกือบจะดีใจที่มีชื่อมดอยู่ในนิยายของพี่นะ แต่ตายแล้ว เศร้าแปป 5555 // บอกตรงว่าจะพระเอกไม่ได้ค่ะ แต่พอมีคำว่าพิมพ์จันทร์กับเผือกมานี่จำได้เลย >< (ไม่ได้เปิดทีเซอร์เลย -^-) จะติดตามตอนต่อไปนะคะ >< ชอบๆ เผือกก็เป็นตัวละครอีกคนที่หนูชอบ
    #14
    0
  12. #13 Morning Star /Christmas Rose (@lucky2541) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2558 / 00:03
    ตอนเริ่มอ่านก็คิด เอ พี่วีพูดแบบนี้ก็ลองคิดดูค่ะ เดาไปที่นายป๋อง แต่คิดอีกทีไม่น่าใช่ แต่อย่างน้อยก็มาถูกเรื่องนะคะ พอมาถึงร้านกาแฟเท่านั้นล่ะค่ะ นึกออกเลยว่าใคร รออ่านตอนต่อไปค่า
    #13
    0
  13. #12 Good One D@y (@magic_girl) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 23:07
    ไอยะ เพื่อนรักของพิมพ์จันทร์นี่เอง 555 ตอนแรกก็งงๆว่าใครอ่ะ แต่พอพิมพ์จันทร์ปรากฏตัวนี่ จำได้ทันทีเลยค่ะ ^_^
    #12
    0
  14. #11 Mook (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 21:51
    ชอบพระเอกแฮะ : )
    #11
    0
  15. #10 jiewyee (@jiew-chalita) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 21:47
    ผสุไม่คุ้น แต่พิมพ์จันทร์นี่คุ้นสุดๆเลยค่ะพี่วี 555
    #10
    0