LOST

ตอนที่ 148 : LOST [5th Sign] - ตอนที่ 6 เบื้องหลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    2 มี.ค. 59

LOST
Author กัลฐิดา
 
---------------------------------------------------------------------------------------

 
สวัสดีค่า ><


ขอโทษที่มาอัพดึกนะคะ
วันนี้เกิดเหตุฉุกเฉินเลยทำให้กัลต้องขับรถเข้าเมืองเอาตอนค่ำแล้ว
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เล่นเอาเสียเวลาเหมือนกัน 
ไปอ่านกันเลยเนอะ


=============================

วันก่อนกัลเปิดอีบุคตอนพิเศษเซวีน่า เป็นของขวัญให้ในเพจ World of Kalthida


แล้วนักอ่านก็โหวตกันเยอะมากว่าอยากเก็บสะสมเป็นเล่ม
สุดท้ายกัลเลยคุยกับทีมงานพร้อมกับเตรียมหาโรงพิมพ์
พร้อมกับเปิด พรีออเดอร์ Find The Way ให้ทุกคนจองค่ะ

อันนี้เป็นหนังสือทำมือ พิมพ์ตามจำนวนที่สั่ง 
เปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ - 16 มีนาคม
หนังสื เล่มนี้เป็นขนาด B6 (ขนาดเท่าความรักของแสนรักของพี่วี
เพราะเป็นตอนพิเศษ จำนวนหน้าจึงไม่เยอะค่ะ  162 หน้า 
ใครสนใจกดสั่งจองได้ตามลิงค์นี้นะคะ


เรื่องนี้ไม่มีโพสในเด็กดี และไม่มีขายในงานหนังสือนะคะ
หากใครสนใจสามารถกดอ่าน Sample ใน ลิงค์ E- Book  ของ app MEB ได้ค่ะ 

อ่านให้สนุกค่า
เจอกันวันเสาร์ค่ะ
กัลฐิดา 


---------------------------------------------------------------------------------------
 
ตอนที่ 6 เบื้องหลัง
 
---------------------------------------------------------------------------------------

พริสเซล่าได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อนสนิทเดินเข้ามาในห้องนอน เธอลืมตาขึ้นเมื่อรู้ว่าทั้งห้องส่องสว่างด้วยแสงเทียนที่มีเรียจุดขึ้น พริสเซล่านอนมองอยู่ ขณะที่เพื่อนหันมามองเธอเช่นกัน แล้วพริสเซล่าก็ลุกขึ้นและถามว่า

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้าไม่อาจเอาชนะเจ้าได้”

มีเรียทรุดตัวนั่งลงบนเตียงตัวเอง แล้วยิ้มเศร้า “อย่าคิดเรื่องนั้นเลย”

พริสเซล่าส่ายหน้า “ข้าคิดเรื่องนั้นอยู่ตลอดเวลา มีเรีย ข้ารู้ดีกว่าใคร ว่าเจ้าไม่มีทางแพ้ใคร”

“ดังนั้นพวกเราจึงต้องขอความช่วยเหลือจากฮาโรไง”

พริสเซล่าขมวดคิ้ว “ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เขาจะช่วยพวกเราได้ยังไง”

“เขาต้องช่วยได้สิ ถ้าไม่ติดว่า ข้าถูกเฝ้าระวังอยู่ ข้าจะเป็นคนช่วยเจ้าในเรื่องนั้นเอง”

“เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าถูกเฝ้าระวังเหรอ จากใคร” พริสเซล่าถามเสียงตื่นเต้น

มีเรียถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “มีคนมากมายคาดหวังให้ข้าขึ้นเป็นไวเซอร์ แม้แต่ข้าเองก็ยังคิดเลย ว่าถ้าข้ามีความสามารถเพียงพอ ข้าก็ควรทำหน้าที่นั้น แต่พริส โชคชะตาได้กำหนดไว้แล้วว่าให้ข้าเป็นอะไร”

“แล้วมันคืออะไรล่ะ” พริสเซล่าถามอย่างอยากรู้ เพราะรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่มีเรียปกปิดเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เธอใจคอไม่ดี และการที่เธอต้องเอาชนะมีเรียในการทดสอบครั้งนี้ให้ได้นั้น ก็ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

มีเรียส่ายหน้า “นั่นเป็นสิ่งที่ข้าต้องหาคำตอบ ส่วนเจ้าจำเป็นต้องพุ่งความสนใจไปที่การฝึกฝน ข้าวางแผนกับฮาโรไว้แล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฮาโรจะติดต่อขอให้เจ้าไปช่วยจัดการกับเอกสารที่ต้องใช้ปรึกษากับท่านชีน่า แต่ที่ที่เจ้าต้องไปคือวิหารลับของพวกเรา”

พริสเซล่าตาโต “เขาทำอย่างนั้นได้ที่ไหน ทุกคนต้องสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงระบุชื่อข้า”

“ข้าได้ยินมาว่า มีอาจารย์ของวิทยาลัยคาเทียสออกหนังสือรับรองให้เจ้าไปเรียนที่วิทยาลัยคาเทียส อาจารย์คนนั้นก็คือ ฮาโร แซนเกียร์ และตอนนี้เขารู้แล้วว่าเจ้าเป็นเจ้าของแบบแปลนที่ท่านชีน่าให้เขาดู ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แค่เพียงเขาเปรยว่าอยากจะสอนเจ้าของแปลนนั้น มีเหรอที่ท่านชีน่าจะไม่สนับสนุนเจ้า”

พริสเซล่ามองหน้าเพื่อนอย่างตื่นตะลึง ในเวลาไม่นานเธอพบว่า เธออาจรู้จักเพื่อนสนิทตัวเองน้อยเกินไป แต่พอมองไปในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน มีเรียก็มักรู้ข่าวอะไรเร็วกว่าเธอเสมอ เพียงแต่เธอไม่เล่าหรือบอกก่อนเวลาที่ควรจะเป็นเท่านั้น

“แล้วเจ้าคิดว่าหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนี้ ข้าสามารถพัฒนาฝีมือจนสู้ชนะกับเจ้าได้เหรอ” พริสเซล่าถามด้วยแววตาสั่นไหว การที่ต้องแข่งกับเพื่อนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การต่อสู้กับจิตใจตัวเองที่ต้องหันหลังให้แก่ความฝันที่เกือบจะมาถึงตรงหน้าแล้ว มันก็ยากไม่แพ้กัน

มีเรียสบตาพริสเซล่าแล้วยิ้มให้อย่างเศร้าสร้อย

“ข้าเสียใจ ข้าเป็นคนทำลายความฝันของเจ้าใช่ไหม”

พริสเซล่ายกมือลูบหน้า พลางตอบว่า “ข้าไม่รู้หรอก ข้ารู้แต่ว่า ข้าเสียใจ และสับสน มันเร็วเกินไป”

ทั้งสองนั่งเงียบกันไปสักพัก มีเรียก็เอ่ยว่า “แต่ข้าโล่งใจ”

พริสเซล่าเงยหน้ามองเพื่อน ขณะที่มีเรียเอ่ยต่อว่า

“มันไม่ลำบากหรอกหากเจ้าถูกคาดหวังในสิ่งที่เจ้าทำได้อยู่แล้ว ข้าเป็นแบบนั้น แต่บางครั้งข้าก็ตั้งคำถามว่า ข้าอยากเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเพียงเพราะข้ารู้ว่าข้าทำในสิ่งที่ทุกคนคาดหวังได้”

พริสเซล่าพยักหน้า พลางลุกเดินไปกุมมือมีเรียไว้

“เวลาข้ามองเจ้า ข้าพบสิ่งที่ข้าไม่มี พริส เจ้ามีความฝัน มีเส้นทางที่เจ้าค้นพบด้วยตัวเอง ว่าเจ้าอยากทำอะไร แต่ข้าไม่มีเลย จนกระทั่งความจริงปรากฏต่อหน้าข้า”

“ทำไมเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่เจ้ารู้ เก็บเอาไว้คนเดียวเจ้าต้องเครียดมากแน่ๆ พวกเรานอนห้องเดียวกันมาสี่ปีแล้วนะ สี่ปีเต็มเชียว” พริสเซล่าตัดพ้อ แต่มีเรียกลับส่ายหน้า

“มันไม่ได้ทรมานอย่างที่เจ้าคิดหรอก ความจริงก็ดีไปอีกอย่าง ทำให้ข้าตื่นจากความสับสน ข้าพบว่า นี่อาจเป็นโชคชะตาที่กำหนดให้ข้าค้นหาเส้นทางของข้าอย่างจริงจังสักที แล้วข้าก็พบ...”

“เส้นทางที่ผลักข้าให้ไปเป็นไวเซอร์เนี่ยนะ” พริสเซล่าดักคอ แม้น้ำเสียงจะไม่แสดงความหงุดหงิดให้เห็น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพริสเซล่ารู้สึกเศร้า ที่พบว่าเส้นทางความฝันที่ใกล้จะเป็นจริงของเธอได้ดับวูบลง

“พวกเรามาเป็นนักบวชทำไมเหรอพริส” มีเรียถาม

“ไม่รู้สิ ตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าก็เป็นนักบวชแล้ว เจ้าละ มาเป็นนักบวชทำไม” พริสเซล่าตอบอย่างหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน แล้วย้อนถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน เพราะทุกคนอยากให้ข้าเป็นมั้ง” มีเรียตอบ แล้วทั้งคู่ก็เงียบไป สุดท้ายพริสเซล่าเลยล้มตัวลงนอนบนเตียง มีเรียเลยล้มตัวนอนตามไปด้วย ทั้งที่มือของทั้งสองคนยังคงกุมกันไว้

“ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่าการที่เจ้าไม่ได้เป็นไวเซอร์ใช่ไหม” พริสเซล่าถามตรงๆ กับสิ่งที่กังวลอยู่ในใจ

“ใช่”

“แต่เจ้ายังบอกข้าไม่ได้ ใช่ไหม”

“ใช่”

“เจ้ากำลังทำทุกอย่างเพื่อเดียแมนก้าใช่ไหม” พริสเซล่าถามต่อ

“ไม่ใช่ทั้งหมด”

พริสเซล่าหันมามองหน้าด้านข้างของมีเรีย ขณะที่มีเรียเพ่งมองเพดานห้องนอนนิ่ง แล้วตอบว่า

“เดียแมนก้าเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งในดินแดนแห่งนี้เท่านั้นพริส”

หัวใจของพริสเซล่าหล่นวูบ แต่เธอก็ยังแข็งใจถามต่อ

“แล้วแค่เด็กตัวเล็กๆ สองคนจากชนเผ่าหนึ่งในลิบาเนียจะทำอะไรกับปัญหายิ่งใหญ่นี้ได้ละ”

“ข้าก็ถามตัวเองอย่างนั้นเหมือนกัน” มีเรียตอบ ขณะสบตาพริสเซล่าแล้วพูดต่อด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“แล้วข้าก็พบว่า เพราะเราเป็นเด็กนี่แหละ พวกเราจึงต้องทำ”

พริสเซล่ากลืนน้ำลายลงคอแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ “พวกเราจะทำมันได้จริงเหรอ”

“เมื่อโลกสร้างพิษขึ้นมา ธรรมชาติย่อมมอบยาถอนพิษมาพร้อมกับมันด้วยเสมอ ปีศาจเริ่มต้นที่เดียแมนก้า มันจึงต้องจบลงด้วยมือของเดียแมนก้า และนั่นคือเส้นทางที่ข้าเลือกเดิน”

“ข้ายังมีทางเลือกอื่นไหม” พริสเซล่าถามอย่างภาวนาให้เป็นไปได้

มีเรียยิ้ม “อาจมี แต่น่าเสียดายเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก เจ้าจะไม่เลือกมัน”

พริสเซล่ามองลึกเข้าไปในดวงตาเด็ดเดี่ยวของเพื่อน “ทำไมเจ้าถึงแน่ใจ”

“เพราะพวกเราคือนักบวชที่มีพลังสูงที่สุดเท่าที่เดียแมนก้าเคยมีมา ไม่มีใครในดินแดนนี้จะเข้าใจถึงจิตวิญญาณของทวยเทพได้ดีเท่ากับพวกเราอีกแล้ว และข้ารู้เหมือนที่เจ้ารู้ ว่าพลังอำนาจนี้ไม่ได้มอบให้เราเพียงเพื่อให้ได้ขึ้นเป็นเชลาแห่งชนเผ่า”

พริสเซล่าพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็ป่าวประกาศคำสอนแรกที่พริสเซล่าจำได้ขึ้นใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอพูดได้ขึ้นพร้อมกัน

“พวกเราคือผู้ชำระบาปจากทั้งของผู้อื่นและของตัวเราเอง”

 

นักบวชชั้นสูง ทีไรน์ นอสตี้ ลืมตาจากการภาวนา เมื่อรับรู้ได้ถึงไอพลังแปลกประหลาดมาปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ เป็นหญิงสาวในชุดแปลกตาสีม่วงที่พราวระยิบ แต่นั่นยังไม่จับนัยน์ตาได้เท่ากับดวงตาสีฟ้าสดกับเส้นผมดำเป็นเงางามดังท้องฟ้ายามไร้ดวงดาว หญิงชราก้มลงกราบแทบเท้าหญิงสาวเบื้องหน้า ก่อนจะเงยหน้ามองเธออย่างรอคอย

ข้าเสียใจทีไรน์ ข้ายังหาเขาไม่เจอ

ใบหน้าที่รอคอยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมของทีไรน์หม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

“แต่เดียแมนก้าไม่เหลือเวลาให้รออีกแล้ว ภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาได้กัดกินพวกเรา และชอนไชไปทั่วทั้งระบบจนแทบไม่เหลือ ไม่ว่าที่ใด ความมืดมิดได้ปกคลุมจนเกือบหมดสิ้น”

แม่มดแห่งพาเวนน่าถอนหายใจอย่างหนักอก มันคือวัฏจักร ทีไรน์ พวกเราไม่อาจหนีพ้น แม้จะพยายามแก้ไขอย่างยิ่งยวดแล้วก็ตาม

ทีไรน์พึมพำเสียงสวดภาวนาเพื่อวอนขอจากทวยเทพอย่างคร่ำครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสงบนิ่งไป ราวกับกำลังทำความเข้าใจกับสิ่งที่คู่สนทนาปลอบโยน แล้วพูดว่า

“อาจเป็นอย่างท่านพูด ทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามวัฏจักรของมัน แต่ต้องรออีกนานแค่ไหนเล่า พวกเราจึงจะหลุดพ้นจากวัฏจักรนี้”

ไม่มีใครหลุดรอดไปจากวังวนนี้ได้ ข้าบอกได้แต่เพียงให้อดทน ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามครรลอง จงเชื่อในคุณค่าของเพชรแท้ที่อยู่ในกำมือของพวกเจ้า

ทีไรน์สบตาแม่มดแห่งพาเวนน่านิ่งนาน แล้วตอบว่า “เป็นแม่มดอย่างท่านก็คงดีไม่น้อย”

ดวงตาของแม่มดแห่งพาเวนน่าหมองลงแวบหนึ่ง

มันไม่ดีอย่างที่เจ้าคิดหรอก ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด เดียแมนก้าเป็นผู้เริ่มทุกอย่าง พวกเจ้าก็ย่อมต้องเฝ้าดูมันจนกว่าจะถึงจุดจบเช่นกัน

“แต่ท่านจะไม่ละความพยายามในการค้นหาเขาใช่ไหม”

ใบหน้าของแม่มดแห่งพาเวนน่าที่กำลังจะเลือนหายไปกลับเปล่งประกายขึ้น ก่อนเสียงสุดท้ายของนางจะแว่วมา

จนกว่าลมหายใจสุดท้าย

ทีไรน์ก้มกราบให้แก่ตำแหน่งที่แม่มดแห่งพาเวนน่าจางหายไป แล้วเมื่อนางลุกขึ้น ร่างเล็กของเด็กหญิงที่สวมชุดอัศวินฝึกหัดของมหาปราสาทแห่งเดียแมนก้าก็ปรากฏตัวมานั่งคุกเข่าตรงหน้านาง

“มีอะไรงั้นเหรอ เอจิล”

“นักบวชฝึกหัดมีเรียเพิ่งกลับเข้าที่พัก ดูเหมือนนางเริ่มเคลื่อนไหวตามที่เคยมาปรึกษาท่านทีไรน์ไว้แล้วค่ะ”

“มีเรีย ฮานีลา เด็กคนนี้มองออกยากยิ่งกว่าเอริก้ามาก นางทั้งโดดเด่น ซ่อนเร้น แต่บางครั้งก็ธรรมดาสามัญได้จนเหลือเชื่อ ข้ากำลังจับตาดู ว่านางเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของเอริก้า หรือเป็นฟันเฟืองอันสำคัญ”

“ถ้าอย่างนั้นจะให้ข้าจับตามองเธอไว้ หรือว่า...”

“ไม่! เจ้าต้องไปอยู่ที่คาเพนเทีย ไม่มีอะไรที่เราทำได้ในเดียแมนก้าอีกแล้ว...” ทีไรน์สั่งเสียงเฉียบขาด ขณะหันไปมองตำแหน่งที่แม่มดแห่งพาเวนน่าเคยยืนอยู่เมื่อครู่ แล้วถอนหายใจยาวก่อนจะรำพึงอย่างท้อแท้

“...ณ ที่แห่งนี้ ไม่เหลือความหวังใดๆ อีกแล้ว”

 

ฮาโรนอนไม่หลับ ความจริงต้องพูดว่าเขาไม่ได้นอน คำขอของ มีเรีย ฮานีลา ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา เด็กหญิงคนนี้ช่างใจกล้านักที่เริ่มต้นวางแผนการของเธอกับเขา โดยไม่ระแวงสักนิดรึ ว่าเขาจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาดหวัง แล้วยังคำพูดกับสายตาของเธอนั่นอีก ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังโน้มน้าวจิตใจ จนสามารถชักจูงผู้คนให้คล้อยตามได้ไม่ยาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กคนนี้เป็นความหวังของเดียแมนก้า และยิ่งไม่มีข้อกังขาใดๆ กับความยิ่งใหญ่ของเธอ

ท่านไม่รู้สึกเสียดายโอกาสบ้างเลยรึ โอกาสที่จะได้ขึ้นเป็นใหญ่ ด้วยอายุของท่านเพียงแค่นี้ ข้าไม่เชื่อว่าท่านตัดใจจากเส้นทางนี้เพื่อหลีกให้คนอื่นเดินแทนได้อย่างง่ายดาย ฮาโรถาม แต่คำตอบที่เขาได้รับกลับทำให้เขาประหลาดยิ่งกว่าจนพูดไม่ออก

อำนาจ ตำแหน่ง จะสูญสลายไป เมื่อไม่มีที่อยู่

วินาทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ฮาโรก็รู้เลยว่า ยี่สิบกว่าปีที่เขาเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ โดยหวังให้มันตายไปพร้อมกับตัวเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่เขาเริ่มอ่านภาษาเดียกริชออกเมื่ออายุสี่ขวบ ฮาโรก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเขาถึงอ่านมันออก แล้วยิ่งเขาได้อ่านสาส์นในภาษาเดียกริชมากขึ้นเท่าไร เขาก็พบความผิดปกติในข้อความที่เขาแปลได้ และรู้ว่ามีข้อความที่มันหายไป

ไม่มีใครบอกให้ฮาโรเก็บทุกอย่างที่เขารู้ไว้เป็นความลับ แต่ผู้ที่บันทึกเรื่องราวที่แท้จริงทั้งหมดได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนตามสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นโดยสถาปนิก เอ็ม.ดับเบิลยู เขาบันทึกมันไว้ในทุกที่ที่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่ หากสังเกตดีๆ จะพบอักษรภาพอยู่ใต้ตัวอักษรเหล่านั้นทุกที่ ซึ่งนักวิชาการทั่วไปคิดว่า นั่นเป็นลายมือชื่อของสถาปนิกผู้สร้างสิ่งเหล่านั้นลงชื่อกำกับไว้ แต่เปล่าเลย มันเป็นข้อความที่เขียนซ้ำๆ ไว้ในทุกที่ เพื่อตอกย้ำให้ผู้ที่อ่านออกรู้ว่า

สมบัติล้ำค่าคือความว่างเปล่า หายนะจึงนำมาสู่ผู้ที่ค้นหาสมบัติ

มันเป็นคำสอนโบราณที่หาอ่านได้จากในทุกตำราของทุกภาษา ซึ่งอาจออกเสียงอ่านแตกต่างกันไป แต่ฮาโรเชื่อว่ามันต้องมีที่มาจากภาษาที่เขาอ่านออก ภาษาที่ทุกคนคิดว่ามันคือภาษาเดียกริช ซึ่งความจริง มันเป็นภาษาที่เป็นต้นกำเนิดของภาษาเดียกริชอีกทีต่างหาก

เพราะข้อความนั้น ทำให้ฮาโรรู้ได้ทันทีว่า เขาจำเป็นต้องเก็บมันไว้เป็นความลับ เพื่อทำให้ความลับยังคงเป็นความลับต่อไป หากเขาอยากจะเผยแพร่ให้มีคนอ่านภาษาเดียกริชได้อย่างกว้างขึ้น เขาก็ต้องมั่นใจว่าไม่มีใครอ่านข้อความที่เขาอ่านออกนั้นได้ หากภาษานี้เป็นหนทางไปสู่ขุมสมบัติ มันก็คือภาษาแห่งหายนะที่เขาควรจะเก็บเอาไว้กับตัวเขาไปจนตาย จนกระทั่ง เขาได้เรียนรู้ว่าไม่ได้มีเขาคนเดียวที่อ่านมันออก

“เจ้านอนไม่หลับงั้นหรือ” เสียงปริศนาดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้องนอน ชายหนุ่มผุดลุกขึ้น แล้วหันไปมองต้นเสียง

ชายหนุ่มผิวขาวซีดแต่ดูเหมือนจะผ่องใสมากขึ้นเมื่อเขายืนอยู่ท่ามกลางความมืด ดวงตาสีน้ำเงินอ่อนนิ่งสงบโดยรวมจึงดูราวกับดวงวิญญาณผู้หลุดพ้น แล้วผุดโผล่ขึ้นมายืนตรงหน้าเขา ชายหนุ่มคนนี้คือ คนที่แนะนำเขาให้รับงานที่เดียแมนก้า แม้ฮาโรจะอยากรับทำงานนี้อยู่แล้ว แต่หากวาริเวก้าไม่ช่วยติดต่อประสานงานให้ คาดว่าสภาปกครองเดียรูลคงไม่ยอมรับเขาซึ่งเป็นสถาปนิกจากคาเพนเทียเข้าทำงานนี้แน่ เพราะสถาปนิกคนก่อนๆ ที่สร้างความผิดหวังให้พวกเขา ก็มาจากคาเพนเทียแถมมีประสบการณ์และอายุการทำงานมากกว่าเขาด้วย

เมื่อเห็นวาริเวก้า เอ็มวิส ปรากฏตัวต่อหน้าเขาตอนนี้นี่เอง ทำให้ฮาโรรู้ว่า ปานรูปรอยฟันปลาบนสะบักด้านซ้ายของเขา ต้องไม่ใช่ปานธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีระบุอยู่ในบันทึกการเดินทางอันลือลั่นของมหานักบวชผู้ยิ่งใหญ่เอมโมว็อกการี่นั่นเอง

“วันนี้เจ้าไม่ไปที่ตรอกมัดดีลเพื่อเรียนการควบคุมพลังตามกำหนดเวลา ข้าเลยจำเป็นต้องมาที่นี่เอง” วาริเวก้าเอ่ย

ฮาโรยกมือเสยผมลวกๆ อย่างหงุดหงิด ก่อนหน้าที่เขาจะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เขาก็เป็นแค่สถาปนิกธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อรู้แล้ว เขาก็ต้องมานั่งเรียนรู้วิธีปกปิดมันไว้ ว่ากันว่า เอ็มวิสเป็นคนเถื่อน ไม่ว่าคนในชนเผ่าไหน ล้วนไม่มีใครอยากทำการค้ากับเอ็มวิส ฮาโรจึงจำใจต้องยอมรับข้อเสนอของวาริเวก้าเพื่อเรียนรู้การควบคุมพลัง มิเช่นนั้นเขาคงต้องอดอยากปากแห้งไปตลอดชีวิตนี้เป็นแน่

“ข้าติดธุระ”

“กับนักบวชตัวน้อยหรือเปล่า”

ฮาโรจ้องมองวาริเวก้าตาเขม็ง

วาริเวก้ายกมุมปากขึ้นอย่างถือดี “มีเอ็มวิสอีกคนอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกของข้า มีรึที่ข้าจะไม่รู้สึก แถมนางยังเป็นเอ็มวิสที่ควบคุมพลังตัวเองได้ดีกว่าเจ้าเสียอีก”

ฮาโรถอนหายใจยาว เขาลุกขึ้นเผชิญหน้ากับหัวหน้าชนเผ่าเอ็มวิส แล้วพูดว่า

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องรู้ว่า นางมาขอร้องให้ข้าทำอะไร”

วาริเวก้าส่ายหน้า “ข้าไม่อยากรู้”

“ท่านรู้ แต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยว” ฮาโรย้อน

วาริเวก้าหัวเราะโดยไม่ตอบ

“ข้าควรทำยังไง” ฮาโรถามอย่างขอความเห็น

“มันไม่ใช่กิจของข้า” วาริเวก้าปฏิเสธที่จะออกความเห็น

“แต่ท่านแนะนำให้ข้ามาทำงานที่นี่ ยังกล้าอ้างว่าท่านไม่รู้เรื่องอะไรด้วยงั้นเหรอ”

วาริเวก้าหลับตา พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะลืมตาและโต้กลับว่า

“ข้าแนะนำให้เจ้ามาที่นี่ และเจ้าก็เลือกมาเอง ส่วนปัญหาของเจ้า เจ้าเข้าไปรับรู้เรื่องของคนอื่นเอง แต่กลับมาถามข้าว่า ควรทำอย่างไร นี่เป็นตรรกะของคนประหลาดแห่งคาเทียสงั้นเหรอ”

ฮาโรนิ่งมองคนตอบตาค้าง น้ำเสียงของวาริเวก้ายังนิ่งเรียบ ระดับเสียงไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เจอกันครั้งแรกเลย แต่ความจริงที่เขาพูดนี่สิ มันกระแทกสมองของฮาโรให้คิดอย่างจัง...ใช่ ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นตอนนี้ รวมถึงสิ่งที่เขาตัดสินใจจะกระทำต่อจากนี้ด้วย ล้วนแล้วแต่เกิดจากเขาเองทั้งสิ้น แต่เขาจะไม่ยอมให้คนตรงหน้าก็หนีพ้นข้อหาไปได้ง่ายๆ หรอก

“นั่นเพราะ ท่านต้องรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ด้วยน่ะสิ”

ดวงตาสีน้ำเงินอ่อนของวาริเวก้ามองสบดวงตาสีดำสนิทนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนฮาโรเริ่มอึดอัด จึงพูดทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด

“ข้าหนีจากคาเพนเทียเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการช่วงชิงอำนาจของคนเหล่านั้น แต่ที่นี่กลับต้องมาเจอสิ่งที่ยิ่งกว่า ท่านคิดว่า ข้าจะยอมรับทำในสิ่งที่ข้าไม่ชอบงั้นเหรอ”

“ฮาโร แซนเกียร์ คนประหลาดแห่งคาเทียส เท่าที่ข้ารู้จักเจ้ามา เจ้าทำแต่สิ่งที่เจ้าต้องการเท่านั้น และครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าเจ้าจะเลือกทำอะไร ข้าแน่ใจว่าเจ้าทำมันเพราะเจ้าอยากทำ ไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”

วาริเวก้าหันหลังเดินกำลังจะหายไปกับความมืด แต่ฮาโรเรียกรั้งเขาไว้

“เดี๋ยวก่อน!

ผู้นำเอ็มวิสหันมาสบตาอย่างถามไถ่

ฮาโรจึงรีบพูดว่า “นางมีอายุแค่สิบขวบ ทำไมนางถึงมีพลังอำนาจมากขนาดนั้น และด้วยพลังอำนาจขนาดนั้น ทำไมนางจึงไม่อยากขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดนั่น ยังจะสู้กับ...เพื่อนของนางอีกทำไม”

“เจ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้มามากมาย ทำไมไม่ลองคิดดูละ หากไม่นับความคิดในอุดมคติแล้ว มีเหตุผลใดบ้างที่มนุษย์ธรรมดายอมละทิ้งอำนาจวาสนา และลาภยศเงินทองของตัวเองไปให้คนอื่นได้”

ฮาโรยืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง สมองอันปราดเปรื่องของเขาครุ่นคิดและทบทวนกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในหัว ครู่ต่อมาเขาก็ทรุดตัวนั่งลงบนเตียง พลางยกมือกุมขมับอย่างหมดแรง แล้วพึมพำว่า

“สมบัติล้ำค่าคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์ คือ...ความตาย”

---------------------------------------------------------------------------------------




เรื่องนี้ไม่มีโพสในเด็กดี และไม่มีขายในงานหนังสือนะคะ
หากใครสนใจสามารถกดอ่าน Sample ใน ลิงค์ E- Book  ของ app MEB ได้ค่ะ 



 
LOST 5th Sign - ประกายแสงของคาร์บอน จะโพสทุุกวันพุธกับวันเสาร์นะคะ ^^ 











4


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

7,470 ความคิดเห็น

  1. #5565 <3 EXO (@ing-reborn) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 4 มีนาคม 2559 / 19:22
    คลี่คลายทีละอย่างเเล้วสิน้าาา รู้ว่าฮาโรเป็นเอ็มวิสนี่อึ้งเเล้ว มารู้ว่าวาริเวก้าเป็นผู้นำเอ็มวิสนี่อึ้งกว่า ว่าละว่าต้องไม่ได้เป็นแค่เอ็มวิสธรรมดา
    #5565
    0
  2. วันที่ 4 มีนาคม 2559 / 07:49
    อ่านนตอนนี้แล้วคิดว่าปลมมันเยอะจัง แต่ก็น่าติดตามจริง อยากให้วันเสาร์ไวๆ แต่ที่อยากกว่าคือเล่ม5จร้า มาซะทีเถ้อออออ พี่กัลขอบคุณมากนะคะ #ดูเป๋าตังแล้วถอนหายใจ
    #5564
    0
  3. #5563 YuiAL (@yuial) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 21:43
    อยากเจออเล็กซ์แล้วง่ะ--
    #5563
    0
  4. #5562 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 17:21
    ตอนนี้เป็นตอนที่ซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ
    ต้องรออ่านให้คลี่คลายไปทีละเรื่อง 
    สนุกค่ะ น่าติดตามมาก
    #5562
    0
  5. #5561 เหวิ่งเอ๋อ (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 12:02
    ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์ คือความตาย หมายความว่ามีเรียจะตายสิ่นะ แล้วอย่างอเล็กนี่เป็นเอ็มวิสด้วยไหมน๊าส์ มีแต่ปริศนาจริงๆ
    #5561
    0
  6. #5560 อัร (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 10:34
    ทำไมไม่รุ แต่กำลังคิดว่ามีเรียคืออเล็ก
    #5560
    0
  7. #5559 ซากุระ คิโนโมโตะ (@napat569) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 09:51
    มีเรียเป็นเด็กสิบขวบที่มีความคิดเกินเด็กมากไม่แปลกใจที่ถูกจับตามอง แล้วทำไมมีเรียมีอำนาจมากกว่าฮาโรแล้วรู้ได้ไงว่าฮาโรเป็นเอ็มวิส สรุปฮาโรขออะไรกับแม่มดแห่งพาเวน่า ยิ่งอ่านยิ่งมีปม ปล.ดห็นหน้าปกแล้วสวยมากค่ะ^^
    #5559
    0
  8. #5558 กิ่งไผ่ (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 09:45
    สงสัยค่าตัวอเล็กซ์จะแพง =0=
    #5558
    0
  9. #5556 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 06:48
    ทำไมหนูคิดว่า เขา ที่ว่าคือ ผู้ครอบครองอำพัน แบบ แม่มดกำลังหาคนมายุติเรื่องนี้ และตอนนั้นอเล็กซ์ยังไม่เกิด

    แล้วก็คิดว่า เอ็มวิสต้องเกี่ยวกับแม่มดแห่งพาเวนน่า ตอนแรกคิดว่า เพราะสีตาคลายๆ กัน แต่พอมีฮาโรตาสีดำมาก้เริ่มไม่แน่ใจละ แงงงงง

    มีเรียน่าจะยอมตาย เพื่ออะไรบางอย่าง แล้วพริสก็คงเลือกผิด เพราะมีเรียบอกว่าพริสจะไม่เลือกทางที่ถูก

    คิดไปคิดมา แบบนี้ก็มี7เผ่าสิคะ เพราะมีเผ่าเอ็มวิสเกิดขึ้นอีกเผ่า

    พออออออ ยิ่งเดายิ่งมึน แงงงงงงงงง 555555555555
    #5556
    0
  10. #5555 siraromPHA (@gf-pitlet) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 03:52
    โอยยจิตใจสั่นไปหมด ลุ้นกว่านี้ก็ไม่ไหวแล้ว งือออ
    #5555
    0
  11. #5554 ดาห์เลียFC (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 03:45
    เล่มนี้แม้ยังไม่พูดถึงอเลกซ์เลยแต่สนุกมากค่ะ พลิกกลับไปมาให้ได้ลุ้นตลอด เป็นการนำเสนอที่ต่างไปจากงานเขียนเล่มก่อนๆ ของพี่กัลจริงๆ อ่านแล้วอินมากค่ะ แทบอยากทะลุเข้าไปดึงรั้งแม่มดแห่งพาเวนน่าไว้เลย จะผลุบโผล่ๆ บ่อยไปละ 5555





    ขออาศัยพื้นที่นี้พร่ำเพ้อถึง find the way ซักหน่อยนะคะ พอดีพึ่งอ่านอีบุ๊คจบหลังจากที่สั่งซื้อเล่มไปแล้ว คือพอเข้าไปอ่านตัวอย่างแล้วมันคิดถึงหนูฟายด์มากๆ เลยอดใจไม่ไหว กดซื้อไปอีก 55 และขอบอกว่าไม่ผิดหวัง คุ้มสุด ฟินสุด อ่านจบแล้วนี่ต้องบอกว่าสุขสันต์วันครบรอบด้วยค่า อิ อิ ต้องบอกว่างานละเอียด ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ปก เนื้อหา ชอบทุกอย่างค่ะ จะรอเล่มอย่างใจจดใจจ่อ ขนาดอ่านแล้วยังคิดว่าเมษาจะได้เล่มนี่นานไป 555 รักเซวีน่ามากขึ้นไปอีก หายคิดถึงลาโคน่าได้นิดนึง ขอบคุณนะคะที่สร้างสรรค์งานดีๆ ให้มีอะไรได้ผ่อนคลายในวันเครียดๆ เป็นกำลังใจให้นักเขียน รอติดตามผลงานอยู่ค้า อยู่ที่เดิม ^__^
    #5554
    1
    • #5554-1 Matsuo Masahiro (@matsuo_masahiro) (จากตอนที่ 148)
      5 มีนาคม 2559 / 14:15
      ขอบคุณมากจ้า นี่อ่านเมนต้ แล้วก็ตัวลอยละ 5555 ฟายด์นั้นรีบเขียนมากค่ะ เพราะเวลาจะไม่ทัน มีคำผิดอยู่หลายที่แต่ได้น้องๆ นักอ่านช่วยกันเตือนมา แล้วก็มีการรีไรท์ใหม่ ตอนนี้ พี่แก้ไขขึ้นเวปไปแล้ว และก็กำลังทำไฟล์ EPub ขึ้นตาม มีหลายอย่างมากต้องทำ ต้นฉบับลอสต์อีก อะไร อะไร อีก แงๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็สู้เพื่อนักอ่านทุกคนจ้า ถ้ามีอะไรผิดพลาดตรงไหน มาบอกได้เลยน้า จะอินบ็อก หรือหน้าเพจก็ได้จ้า ขอบคุณมากๆ
      #5554-1
  12. #5553 Prangpraty !~ (@maprng_za_na) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 03:06
    ยิ่งอ่านยิ่งงง
    #5553
    0
  13. #5552 ราตค (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:58
    หวังว่าสิ่งที่พริสทำจะเป็นทางที่ถูก
    #5552
    0
  14. #5551 พีพีพี (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:55
    ค้างอีกแล้วค่ะพี่กัล

    ตกลงมีเรียตายไหมคะ

    ในใจยังเชื่อว่าพริสเป็นคนดีและที่ทำมาทั้งหมดในเล่มสี่คือเพราะเพื่อนเพราะแผ่นดิน และยังคิดว่าอเล็กเองก็เช่นเดียวกันที่มาเจอเจ้าปีศาจก็มาเพื่อจบเรื่อง ไม่ได้มาฝักใฝ่
    #5551
    0
  15. #5550 ProwbanaSone (@ProwbanaSone) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:55
    ยิ่งอ่านยิ่งเครียดยิ่งมึน
    อ่านมาแค่ 6 ตกแต่เราเครียดมากก 😂😂😂
    #5550
    0
  16. #5549 ProwbanaSone (@ProwbanaSone) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:55
    ยิ่งอ่านยิ่งเครียดยิ่งมึน
    อ่านมาแค่ 6 ตกแต่เราเครียดมากก 😂😂😂
    #5549
    0
  17. #5548 lnym&kn (@rikasayuriko) (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:30
    ท่านแม่มด นี่หาใคร... 'เขา' ต้องเป็น ผช. เอาแล้วไง ท่านแม่มด ก็ต้องมีคู่
    #5548
    0
  18. #5547 proud (จากตอนที่ 148)
    วันที่ 2 มีนาคม 2559 / 22:21
    ยิ่งอ่านยิ่งอิน ไปกับเรื่องเลยค่ะ อ่าา ตอนหน้าได้มีลุ้นไม่ก็นำตานิงหน้า และจบด้วยคพว่า ค้าง ต่อไปค่ะ
    #5547
    0