•*...*• ..**...ในห้วงรัก...**..•*...*•

ตอนที่ 2 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    25 ธ.ค. 56

สวัสดีนักอ่านที่น่ารักของวีรันดาทุกคนค่ะ

 

 

 

วีเชื่อว่า “ความรัก” ไม่ว่าจะเป็น “แบบไหน” มันก็เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์เสมอค่ะ

เพราะถ้ามันไม่มหัศจรรย์ พวกเราทุกคนก็คงเลิกพูดถึง ตามหา หรือไขว้คว้าความรักไปนานแล้ว

 

วีได้พล็อตนิยาย “ในห้วงรัก” จากความมหัศจรรย์ของความรักค่ะ

ไม่ว่าจะเป็น รักแรกพบ, พรหรมลิขิตดลใจให้มีรัก หรือการสุขสมหวังในรัก
 

วีหวังว่าทุกคนจะลองรับเรื่องราวความมหัศจรรย์ของความรัก
ในมุมมองของวีไว้พิจารณานะคะ

 

ถ้ามีอะไรขาดตกบพพร่อง ก็แนะนำกันได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

วียินดีปรับปรุง แก้ไข อย่างเต็มกำลังเท่าที่วีจะสามารถทำได้ค่ะ

 

พูดมาเดี๋ยวจะเสียเวลา เรามาเริ่มต้นเรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ของความรัก

เรื่องแรกกับหญิงสาวชื่อแปลก...คนนี้เลยค่ะ “พบรัก ประภัสสร”

 

Always love you ^////^V

veerandah

 

Facebook : Veerandah Suksasunee

Twitter: @veerandah

Line: veerandah

Email: veerandah@gmail.com

Web: tswriter.com (ทุกคนสามารถตามอ่านนิยาย (แบบเต็มๆ) ของวีได้ที่นี่ค่ะ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

บอกกล่าวก่อนเล่าเรื่อง

เนื่องด้วยผู้แต่งมิได้เป็นคนเหนือที่ใช้ ภาษาถิ่นพายัพ (ภาษาไทยถิ่นเหนือ หรือ ภาษาคำเมือง) ในชีวิตประจำวัน แต่เพราะเรียนในมหาวิทยาลัยภาคเหนือ และมีเพื่อนเป็นคนหนืออยู่มาก จึงมีความชื่นชอบในภาษาคำเมือง และฝันว่าสักวันจะเขียนนิยายที่มีการสอดแทรกภาษาคำเมืองอยู่ด้วย นิยายเรื่องนี้จึงเขียนขึ้นด้วยความตั้งใจนั้น หากมีการใช้ภาษาคำเมืองผิดพลาดไปอย่างไร ก็ขออภัยผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย และยินดีรับคำชี้แนะจากทุกท่านค่ะ


ตอนที่
1

 

เรือนไม้หลังเล็กออกแบบแนวศิลปะล้านนา ปลูกอยู่สุดเขตพื้นที่โรงงานดวงใจเซรามิค ซึ่งด้านหลังที่ถัดออกไปเป็นสวนส้มสมรัก เรือนหลังน้อยนี้นอกจากจะเป็นเรือนนอนของลูกสาวคนโตของแม่เลี้ยงเจ้าของโรงงานแล้ว ยังเป็นแกลอรี่แสดงศิลปะเล็กๆ ของเจ้าของเรือนอีกด้วย

เสียงแป้นสำหรับขึ้นรูปงานปั้นวิ่งหมุนวนด้วยความเร็วรอบต่ำ ทำให้คนที่กำลังเดินขึ้นเรือนมารู้ว่าเจ้าของเรือนตื่นนอนแล้ว

“โถ คุณป๊อบเจ้า วันหยุดแต๊ๆ อะหยังตื่นเจ๊าจังเลยเจ้า” จั่นเป็งทักหญิงสาวเจ้าของดวงตาสีดำสนิทเหมือนกับเส้นผมตรงสลวยที่ถึงแม้จะถูกเกล้าขึ้นมัดเป็นหางม้าก็ยังยาวจนเกือบถึงเอวอยู่ดี

“วันหยุดก็ต้องยิ่งตื่นเช้าสิพี่จั่น” พบรักเงยหน้ามาตอบพร้อมส่งยิ้มให้กับพี่เลี้ยง

“คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ พี่เลยต้องมาหาน้องถึงนี่” พบรักถามทั้งที่มือยังคงไม่หยุดขึ้นรูปงานดินบนแป้นหมุน

“แม่เลี้ยงบอกฮื้อ[1]พี่มาเชิญคุณป๊อบไปรับข้าวเจ๊า[2]ที่เฮือนใหญ่เจ้า เห็นว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยโตย” จั่นเป็งตอบพลางเอียงหน้ามองหญิงสาวที่เธอเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยอย่างรักใคร่ ทำให้พบรักที่เหลือบมาสบตากับพี่เลี้ยงสาวหัวเราะออกมา แล้วถามขึ้นว่า

“พี่จั่น มองน้องจะอี้[3] คิดอะหยังอยู่ก๊า”

“ก็คิดว่า ละอ่อนน้อยของพี่ ปีนี้ย่างสามสิบเอ็ด แต่หน้าตายังดูเด็ก เหมือนยังไม่ถึงซาวปี[4] น่ะสิเจ้า”

พบรักได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับหัวเราะออกมา

“เอาละ เอาละ พี่จั่น ป๊อบเริ่มรู้แล้วล่ะว่าคุณแม่เรียกป๊อบไปคุยเรื่องอะไร” พบรักพูดอย่างรู้ทัน

“พี่บ่ได้อู้[5]อะหยังเลยเน่อ[6] คุณป๊อบ ห้ามฟ้องแม่เลี้ยงเน่อ” จั่นเป็งรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ทำให้พบรักหัวเราะดังยิ่งขึ้น หญิงสาวช้อนมือยกเครื่องปั้นดินที่ปั้นขึ้นรูปไปยังไม่ถึงไหนออกจากแป้นหมุน แล้วไปวางที่โต๊ะ

“ไม่ฟ้องหรอกค่ะ ป๊อบต้องขอบคุณพี่จั่นต่างหาก ที่ทำให้ป๊อบพอจะมีเวลาคิดวิธีรับมือคุณแม่ได้ทัน” พบรักตอบด้วยน้ำเสียงสนุก

“หูย อย่างนี้พี่ต้องตายแน่ๆ แม่เลี้ยงเอาพี่ตายแน่” จั่นเป็งพูดเสียงหงอยๆ พบรักจึงยื่นหน้ามาหาพี่เลี้ยงด้วยสีหน้าล้อเลียน

“งั้นพี่จั่นก็นำหน้าน้องไปเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ได้เลยนะจ๊ะ”

“เตรียมตัวอะหยังเจ้า”

พี่เลี้ยงสาวย้อนถามอย่างงงๆ ขณะที่พบรักหันไปล้างมือ แล้วถอดผ้ากันเปื้อนออก เผยให้เห็นชุดหมีสียีนเก่าซีดกับเสื้อยืดสีดำสนิทที่สวมใส่อยู่

“ก็เตรียมตัวตาย...อย่างมีความสุขไงเจ้า”

“โธ่ คุณป๊อบ” จั่นเป็งโอดครวญเสียงโหยหวนแล้วล่าถอยลงจากเรือน

พบรักมองตามหลังพี่เลี้ยงสาว พลางถอนหายใจอย่างระอา ไม่ใช่กับจั่นเป็งหรอกนะ แต่หญิงสาวกำลังระอากับความคิดของแม่เธอต่างหาก ตั้งแต่เธออายุครบสามสิบ แม่ก็เริ่มเดือดเนื้อร้อนใจราวกับว่าถ้าเธอไม่รีบแต่งงาน เธอจะกลายเป็นสาวทึนทึกจนต้องนอนตายคาเรือนอย่างนั้นแหละ

พบรักก็ไม่โทษแม่ที่มีความคิดอย่างนั้นหรอกนะ ก็ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกคนแรกตอนอายุแค่สิบเก้า พอมาเทียบกับลูกสาวตัวเองที่ตอนนี้อายุปาเข้าสามสิบเอ็ดย่างสามสิบสองแล้วยังโสดสนิท มันก็คงเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงอยู่ ไม่ใช่ว่าแม่อยากจะให้เธอมีสามีหรือมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยหรอกนะ แต่เพราะเห็นว่าเธออายุเยอะแล้ว ก็สมควรมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาไปเสียก็เท่านั้น

“แต่งงานเนี่ยนะ เฮ้อ! แฟนสักคนยังไม่เคยมีเลย ยายป๊อบเอ๊ย” หญิงสาวบ่นงึมงำ ขณะเดินไปหยุดสำรวจใบหน้าตัวเองที่หน้ากระจก

“หน้าเด็กแล้วไง เลยสามสิบแล้วทำไม ไม่ว่าจะเหตุผลไหน ก็ไม่เห็นต้องหาเหามาใส่หัวเลยนี่นา แม่ก็เหลือเกิน ทำอย่างกับว่าการแต่งงานมันสำคัญกับชีวิตผู้หญิงมากอย่างนั้นแหละ”

พบรักบ่นกระปอดกระแปดอยู่คนเดียว พลางหันไปสบตากับชายหนุ่มที่อยู่ในกรอบรูปซึ่งแขวนอยู่บนผนัง

“ป๊อบโตแล้วมีอาชีพที่มีทั้งชื่อเสียงและเงินทองใช้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องแต่งงานเลย พ่อก็คิดอย่างนั้นใช่ไหมคะ” พบรักพูดกับรูปภาพนั้นอย่างจริงจัง ราวกับหาพวกที่คล้อยตามความเห็นของเธอ

ชายหนุ่มในภาพคือ นายบุญมี ประภัสสร ศิลปินช่างปั้นมือหนึ่งของประเทศไทย พ่วงท้ายตำแหน่งสามีคนที่สองของแม่เลี้ยงดวงใจ แม่ของเธอเอง

แม้พ่อบุญมีจะไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของพบรัก แต่เธอก็รักและบูชาท่านไม่ต่างจากพ่อแท้ๆ จริงๆ อาจพูดได้ว่าเธอรักและบูชาพ่อบุญมีมากกว่าพ่อแท้ๆ ของตัวเองจนแทบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

“ป๊อบอยากให้พ่ออยู่เห็นป๊อบตอนนี้จังเลยค่ะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อสอน ป๊อบนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน” พบรักพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ แต่แล้วก็รีบปัดอารมณ์นั้นออกไปโดยเร็วที่สุด

ถ้าพ่อมียังอยู่คงไม่อยากเห็นเธอเศร้าใจแน่ๆ หญิงสาวเหลือบไปมองนาฬิกา แล้วรีบเดินลงจากเรือน เพื่อไปพบแม่ตามที่รับปากไว้

 

แม่เลี้ยงดวงใจมองลูกสาวคนโตอย่างพิจารณา นอกจากดวงตากับเส้นผมสีดำสนิทของลูกสาว ทุกอย่างบนตัวของพบรักได้มาจากพ่อเกือบทั้งหมด

ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนคุณพบมากขึ้นทุกวัน สำเนาถูกต้องกันซะขนาดนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นลูกของเขา

“ป๊อบว่าแม่ควรเลิกคิดสิ่งที่แม่กำลังคิดอยู่นะคะ” พบรักเอ่ยขณะตักข้าวต้มหมูเข้าปาก

แม่เลี้ยงดวงใจตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงลูกสาวทักขึ้น

“แกรู้เหรอว่าฉันคิดอะไรอยู่ ฮะ ยายป๊อบ”

“ก็คิดว่าหนูแก่แล้วไง เลยต้องรีบแต่งงานน่ะสิคะ” พบรักตอบทันที

“เฮ้ย! ฉันเลิกคิดเรื่องนั้นมาตั้งนานแล้วล่ะ แกไม่รู้เหรอ” ดวงใจแก้ตัวพลางขยับตัวอย่างหงุดหงิดที่ลูกสาวชอบพูดดักคอเธออยู่เรื่อย

“เหรอคะ แต่เท่าที่ป๊อบเห็นไม่ยักเป็นอย่างนั้น คุณแม่ก็ยังคิดถึงมันอยู่ตลอดแหละค่ะ และไม่ใช่แค่กับป๊อบคนเดียวด้วย ทั้งยายมิลล์และยายส้มก็โดนเหมือนกันหมด” พบรักพูดขัดคอแม่ออกมาโต้งๆ ตามสิ่งที่เธอเห็น

แม่เลี้ยงดวงใจ ประภัสสร สมิธ ที่มีนามสกุลยาวอย่างนี้ก็เพราะว่า แม่ของพบรักมีสามีถึงสามคน เป็นผู้หญิงสามผัวอย่างเต็มภาคภูมิ แถมยังมีลูกกับสามีแต่ละคนคนละหนึ่งคนอีกด้วย เริ่มจากพบรักที่เป็นลูกคนแรกเกิดกับแฟนหนุ่ม รักแรกสมัยเรียนของแม่ดวงใจ

ต่อมาก็คือ มิลล์ หรือ มีรัก ลูกสาวแท้ๆ ของพ่อบุญมีของเธอ เป็นน้องสาวที่มีอายุห่างกับเธอสามปี แต่พ่อมีก็อยู่กับเธอและมิลล์ได้ไม่นาน พอมิลล์อายุได้สองขวบ พ่อมีก็จากพวกเราไป ด้วยโรคประจำตัวของท่าน

แม่เสียใจอยู่ปีกว่าก็มาพบรักกับ แซมมัวส์ สมิธ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-อิตาลี ที่มาซื้อที่ทำสวนส้มที่ด้านหลังโรงงาน และมีน้องสาวให้เธอกับมิลล์ในปีต่อมา นั่นก็คือ ส้ม หรือ ซาร่า สมรัก สมิธ

พบรักถอนหายใจเมื่อเหลือบมองแม่อีกครั้ง จากประวัติชีวิตรักของแม่ ทำให้พวกเธอเดาได้ไม่ยากว่า แม่เป็นเดือดเป็นร้อนแค่ไหนที่ลูกสาวทั้งสามคนซึ่งอายุเลยวัยเบญจเพสมาแล้ว แต่ไม่มีวี่แววที่จะได้แต่งงานสักคน

“เอาละๆ ที่ฉันเรียกแกมาวันนี้ไม่ได้อยากทะเลาะกับแกเรื่องนี้เสียหน่อย และไม่ได้เรียกมาคุยเรื่องน้องๆ ของแกด้วย” ดวงใจรีบเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วจะคุยเรื่องอะไรล่ะคะ”

“ช่วงนี้แกว่างไหม” ดวงใจถาม พลางลอบมองลูกสาวอย่างลุ้นๆ แม้จะรู้สึกขัดตาขัดใจที่ลูกสาวทำท่าทางเหมือนรำคาญหน่อยๆ

“ไม่ว่างค่ะ”

“โธ่ ยายป๊อบ แม่ไม่ได้เอาแกไปให้ใครดูตัวเหมือนทุกทีหรอกน่า บอกความจริงมาเถอะว่าช่วงนี้แกยุ่งอยู่หรือเปล่า”

พบรักวางช้อนในมือลง แล้วพิจารณาสีหน้าจริงจังของแม่ก่อนจะถอนหายใจ

“ก็ไม่ค่อยยุ่งมากนักหรอกค่ะ ช่วงนี้ที่โรงงานการผลิตก็ราบรื่นดี ส่วนงานแสดงผลงานของหนูก็อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึงวันงาน ถ้าคุณแม่มีธุระสำคัญอยากให้หนูช่วยก็พอจะปลีกเวลาได้อยู่ค่ะ”

“งั้นก็ดี ถ้าแกไม่ยุ่งแม่ก็อยากให้แกไปเชียงใหม่สักสองสามวัน”

“ไปทำไมคะ” พบรักถามอย่างสงสัย

“ก็ไปหาย่าของแกน่ะสิ” แม่เลี้ยงดวงใจตอบ

“ไม่ไปค่ะ” พบรักตอบกลับทันที

“คิดก่อนพูดก็ได้นะ ยายป๊อบ นั่นย่าแท้ๆ ของแกนะ” ดวงใจเอ่ยพลางมองลูกสาวอย่างตำหนิ

“แล้วถ้าเป็นแม่ แม่อยากกลับไปเจอเขาไหมล่ะคะ” พบรักย้อนถามอย่างเฉยชา ทำให้ดวงใจอึ้งไปแล้วถอนหายใจ

“ยายป๊อบ แม่น่ะมันคนนอกแล้ว เป็นแค่อดีตสะใภ้ที่เขาไม่ได้ตบแต่งออกหน้าออกตา แถมไม่ได้ให้การยอมรับอะไร แม่ไม่มีสายเลือดของสิโรรัชแม้แต่หยดเดียว” ดวงใจหยุดพูดไปนิดหนึ่ง เพื่อรอว่าลูกสาวเธอจะแย้งอะไรหรือไม่ เมื่อพบรักไม่แย้งอะไร เธอจึงพูดต่อว่า

“ไม่เหมือนแก อย่างน้อยแกก็มีสายเลือดของสิโรรัชอยู่ครึ่งหนึ่งนะ ยายป๊อบ”

พบรักก้มหน้านิ่งสงบสติอารมณ์

“เขาไม่เคยแยแสเรา ทำไมเราต้องกลับไปเกี่ยวข้องกับเขาด้วยล่ะคะแม่  ป๊อบไม่เข้าใจ ป๊อบจำหน้าตาพวกเขาไม่ได้สักคนด้วยซ้ำ”

พบรักถามด้วยน้ำเสียงเหมือนอ่อนใจ ทำให้ดวงใจอดเห็นใจลูกสาวไม่ได้ แต่จะพูดอะไรมากไปก็ไม่ดีนัก เพราะเธอเองก็มีส่วนที่ทำให้ลูกสาวคนนี้ต้องตกอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ ดวงใจไม่ต้องการบ่มเพาะความเกลียดชังที่ครอบครัวของสามีเก่าเคยทำร้ายเธอมาก่อน อย่างน้อยชายหญิงใจดำคู่นั้นก็เป็นพ่อกับย่าของลูกสาวเธอ

“อย่ามองหนูอย่างนั้นค่ะแม่ หนูไม่เคยโทษแม่ที่เดินออกมาจากบ้านหลังนั้น มีแต่ดีใจและขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้หนูได้มีพ่อที่เป็นพ่อจริงๆ อย่างพ่อบุญมี ไม่ใช่มีพ่อที่เป็นผู้ชายอ่อนแอที่โตจนถึงขนาดมีเมียได้ตั้งสองคน แต่ทำตัวไม่ต่างจากเด็กทารกที่ไม่มีหัวคิดวิเคราะห์ แยกแยะและจัดการกับปัญหา ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ”

“ยายป๊อบ!” ดวงใจเรียกชื่อลูกสาวอย่างอ่อนใจ

“หนูเลือกเกิดไม่ได้นี่คะแม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนูไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครเป็นพ่อจริงๆ ของหนู พ่อมีบอกว่า ครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกันก็ได้ เพราะถ้าครอบครัวนับกันตามสายเลือดจริง ทำไมเมื่อหนุ่มสาวต่างสายเลือดแต่งงานกัน เราถึงเรียกว่าเป็นการสร้างครอบครัวล่ะคะ“

“ยายป๊อบ” ดวงใจปรามเรียกชื่อลูกสาวอย่างอ่อนใจอีกครั้ง แต่พบรักก็ยังไม่ยอมหยุดแสดงจุดยืนของตัวเอง

“หนูเลือกเกิดไม่ได้ แต่หนูเลือกที่จะมีครอบครัวของหนูได้ค่ะแม่ หนูไม่ได้โกรธแค้นอะไรเขา แต่ถ้าเขาไม่เลิกยุ่งวุ่นวายกับพวกเรา เขาก็คงอยู่ไม่สุขเหมือนกัน”

ดวงใจมองหน้าลูกสาวคนโตอย่างอ่อนใจ แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร พบรักโตเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่เธอจะสั่งให้หันซ้ายหันขวาเหมือนเด็กๆ แล้ว บวกกับการอบรมสั่งสอนของสามีคนที่สองของเธอ ก็ยิ่งหล่อหลอมให้ลูกสาวคนโตของเธอเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง

“เขามีเรื่องอะไรอีกล่ะคะคราวนี้ คงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ถึงขนาดต้องตามหนูกลับไปเนี่ย” พบรักถามถึงปัญหาในที่สุด เมื่อมารดานิ่งเงียบไปนาน

“ย่าของแกกำลังป่วย ท่านเจ็บออดๆ แอดๆ มาหลายปีแล้ว วันเกิดปีนี้ก็เลยอยากเรียกรวมพลลูกๆ หลานๆ แต่แม่ว่า...”

“งานนี้คงมีเกมวัดใจเป็นสงครามแบ่งสมบัติย่อยๆ ด้วยแน่ๆ ถ้าให้ป๊อบเดาน่ะนะ” พบรักพูดสอดขึ้น ทำให้ดวงใจชะงักแต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย

“งั้นหนูยิ่งไม่ควรไปใหญ่เลยค่ะ งานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าแม่เลี้ยงพิมลฉัตรต้องเต้นเป็นเจ้าเข้าแน่ ถ้ารู้ว่าหนูไปเพิ่มตัวหารในทรัพย์สมบัติที่ควรเป็นของลูกสาวลูกชายของเธอโดยไม่จำเป็น”

ดวงใจมองหน้ากวนๆ ของลูกสาวจนเผลอยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้

“งานนี้ไม่ไปไม่ได้หรอก ป๊อบ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันคงไม่ต้องเรียกแกมาคุยแบบนี้”

“ทำไมคะ” พบรักถาม

“ในจดหมายที่ทนายความของย่าแกส่งมาให้แม่ ระบุไว้ชัดเจนว่าแกมีส่วนได้รับมรดกของคุณปู่ด้วย”

พบรักยืดตัวตรงพลางยกมือขึ้นกอดอกแล้วทำหน้าสงสัยยิ่งขึ้น

“คุณปู่ ท่านเสียไปตั้งนานแล้วนี่คะ แล้วทำไมถึงเพิ่งจะมามอบมรดกให้ล่ะ” พบรักถามไปอย่างสงสัย ก่อนจะเบิกตากว้างเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้กับข้อสังเกตบางอย่างที่วิ่งเข้ามาในสมอง

“อย่าบอกนะว่า คุณย่าจงใจเก็บมันไว้ เพราะไม่อยากให้สมบัติของคุณปู่ตกมาเป็นของหนูตามความตั้งใจของคุณปู่ใช่ไหมคะ”

“แม่เลี้ยงคำเอื้องย่าของแกเป็นผู้จัดการมรดกของคุณปู่อยู่แล้ว ถ้าคิดไปในแนวนั้นก็มีแนวโน้มที่จะทำได้” ดวงใจตอบแบ่งรับแบ่งสู้

“งั้นตอนนี้คงรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ก็เลยต้องเรียกหนูให้รีบไปโอนสมบัติคืนให้ลูกหลานสายตรงเขาน่ะสินะ”

“เฮ้ย ยายป๊อบ พูดจาไม่น่ารักเลยนะลูก” ดวงใจเตือนลูกสาว ทั้งที่ตอนแรกที่อ่านจดหมายเธอก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน

“ก็มันจริงนี่คะ ในเมื่อเขาไม่อยากให้อยู่แล้ว หนูก็ไม่อยากได้หรอกค่ะ แม่บอกให้เขาส่งเอกสารมอบอำนาจมาก็ได้ค่ะ หนูยินดีโอนให้ จะเอาไปโอนต่อให้ใครที่ไหนก็เชิญ หนูไม่ขอร่วมทำสังฆกรรมอะไรด้วยหรอก”

“พูดน่ะมันง่าย แต่ความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ”

“หมายความว่ายังไงคะ แม่”

ดวงใจถอนหายใจหนักหน่วงอีกครั้ง ก่อนจะหยิบจดหมายมาส่งให้พบรัก หญิงสาวเปิดจดหมายอ่านรายละเอียด แล้วเงยหน้ามองแม่ตัวเอง

“นี่มัน...”

“ใช่ คุณปู่ไม่พอใจในสิ่งที่พ่อกับย่าของลูกทำกับแม่ และท่านก็คิดว่ามันไม่สมควรที่ลูกซึ่งเป็นสิโรรัชคนหนึ่ง แต่กลับไม่ได้อะไรเลย”

“แต่นี่มันที่ดินใจกลางเมืองเชียงใหม่เลยนะคะ แถมตอนนี้ก็ให้ห้างสรรพสินค้าเช่าอยู่ด้วย ยิ่งไม่ต้องนับมูลค่าของมัน แค่ค่าเช่าที่ก็ไม่ต่ำกว่าสิบล้านแน่ๆ” พบรักพูดเสียงดังด้วยความตกใจ

“คุณปู่คงอยากดัดหลังคนไม่ดีน่ะ ที่ดินตรงนั้นเป็นทรัพย์สินที่คุณปู่ได้มาก่อนสมรส เพราะเป็นที่ดินดั้งเดิมของตระกูลสิโรรัช คุณย่าของลูกจึงไม่มีสิทธิ์ร่วมในฐานะภรรยา แล้วก็คงคาดไม่ถึงว่าคุณปู่จะใช้ที่ดินแปลงประจำตระกูลผืนนี้มาสั่งสอนท่านกับลูกชาย”

พบรักพยายามสูดลมหายใจลึกๆ หลายครั้งเพื่อยืนยันว่าเธอยังไม่ได้เป็นลมหรือหมดสติไปเพราะขาดอากาศหายใจ

“แรงไปไหมคะ ที่ดินประจำตระกูลแปลงใหญ่ขนาดนี้ แล้วเอามายกให้ป๊อบ หลานสาวที่ไม่ได้เกิดจากลูกสะใภ้ที่ตบแต่งอย่างออกหน้าออกตา แถมไม่ได้ใช้แม้กระทั่งนามสกุลสิโรรัช ก็เท่ากับยินยอมให้ที่ดินแปลงนี้เปลี่ยนมือเลยนะคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ และเมื่อย่าของแกป่วยหนัก ก็คงอยากจะจัดการโอนให้พวกน้องๆ แก หรือไม่ก็พ่อแกให้เรียบร้อยละมั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นอย่างที่เราคาดกันไง”

พบรักมองหน้าแม่แล้วถอนหายใจ จากนั้นก็ทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นิ่งมองจดหมายอย่างพิจาราณา

“แม่รู้สึกผิดนะป๊อบ ที่เป็นสาเหตุให้คุณปู่ต้องทำแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ ท่านเป็นคนเดียวที่ช่วยเหลือแม่ให้อยู่ในบ้านหลังนั้นได้อย่างไม่ลำบากมากนัก”

พบรักมองหน้าแม่เธออย่างเห็นใจ ก่อนจะตบมือลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วพูดว่า

“เอาเถอะค่ะ ถ้าเขาส่งเทียบเชิญเรามาขนาดนี้ แสดงว่าอยากได้ที่ดินตรงนั้นคืนใจจะขาด และเขาไม่ได้ขอให้ป๊อบเซ็นใบมอบอำนาจให้ไปจัดการกันเอง ก็แสดงว่ามันต้องมีอะไรที่มากกว่าที่ดินแปลงนั้นแน่ๆ แม่ว่าไหมคะ”

“ก็คิดว่าน่าจะ แล้วแกจะไปไหม”

พบรักกลอกตาไปมา ก่อนจะยิ้มราวกับมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำ แล้วตอบว่า

“ก็คงต้องไปค่ะ อย่างน้อยก็จะได้ไปดูหน้าคนเห็นแก่ตัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะลาลงหลุมไป”

“ยายป๊อบ! เฮ้อ ลูกคนนี้นี่ สอนกี่ครั้งแล้วว่าอย่าก้าวร้าวผู้ใหญ่ พ่อมีของแกรู้เข้าจะโกรธเอานะ เขาก็สอนเราตลอดไม่ใช่เหรอว่าต้องเคารพคนที่มีอายุมากกว่าน่ะ” เมื่อเห็นว่าลูกไม่เชื่อฟังตัวเอง ดวงใจเลยต้องงัดไม้เด็ดมาช่วยย้ำกับลูกสาวแทน

พบรักมองสีหน้าดุๆ ของแม่ ก่อนจะก้มมองลายเซ็นกำกับของย่าแท้ๆ ของตัวเอง

“ค่ะคุณแม่ พ่อสอนอย่างนั้น หนูก็กำลังพยายามทำอยู่นี่ไงคะ แต่บางทีมันก็อดไม่ได้จริงๆ”

“แล้วนี่จะไปถิ่นเขา จะอดทนได้สักกี่น้ำกันล่ะเนี่ย แม่ล่ะกลัวใจแกจริงๆ เลย ยายป๊อบเอ๊ย”

“มันก็ต้องดูกันไปก่อนค่ะ ใครใช้ให้เขาส่งเทียบเชิญมาหาเรื่องเราล่ะคะ ถ้าเรายอมไปแบบเงียบๆ หงิมๆ ก็ดูไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลย งานนี้ลูกศิษย์ศิลปินด้านประติมากรรมระดับโลก บุญมี ประภัสสร อย่างหนูก็คงต้องปั้นแต่งเรื่องราวให้น่าจดจำไปจนวันตายหน่อยสิคะ”

“ยายป๊อบ!

ดวงใจมองหน้าลูกสาวอย่างเหนื่อยใจ เพราะเธอคนนี้ถอดแบบอย่างจากสามีคนที่สองของเธอมาเต็มๆ

มีอารมณ์ศิลปินตลอดเวลา มีโลกส่วนตัวสูง รักแรงเกลียดแรงสงสัยต้องรอให้อายุเท่าพี่มีก่อน ถึงจะค่อยมีอารมณ์อยากแต่งงานละมั้งเนี่ย

 

แม่เลี้ยงคำเอื้องขยับตัวตั้งตรงเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาในห้อง

“ผมเพิ่งทราบว่าแม่ให้ทนายส่งจดหมายไปหายายหนูให้มาร่วมงานวันเกิดปีนี้ด้วย” พานพบพูดขณะที่นั่งลงที่ขอบเตียงมองมารดา

“อือ เพราะมีเรื่องที่ฉันจำเป็นต้องจบมันเสียทีน่ะสิ”

“เรื่องที่ดิน มรดกของคุณพ่อใช่ไหมครับ” พานพบถามต่อ ทำให้คำเอื้องมองลูกชายอย่างพิจารณา

“แม่พิมลให้แกมาสืบข่าวจากแม่ใช่ไหม” คำเอื้องถามอย่างรู้ทัน

“ถ้าแม่รู้อยู่แล้ว จะถามผมทำไมล่ะครับ” พานพบตอบอย่างระอา

ชีวิตเขาวุ่นวายไม่หยุดก็เพราะผู้หญิงแค่สองคน คนแรกก็คือแม่ของเขา ที่เขาไม่เคยคิดจะขัดใจ ส่วนอีกคนก็คือเมียแต่งออกหน้าออกตาของเขา ที่เขาคิดอยากจะขัดใจแต่ก็แพ้ทุกที

“งั้นก็กลับไปบอกแม่พิมลด้วยว่า ทำตัวให้อยู่ในส่วนของหล่อน ถ้าฉันยังไม่ตายก็อย่าเพิ่งคิดเข้ามาจัดการส่วนที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

“คุณแม่พูดเหมือนพิมลไม่ใช่ลูกสะใภ้ที่คุณแม่พอใจอย่างนั้นแหละ เห็นเมื่อก่อนออกจะเห็นดีเห็นงามด้วยกันตลอดนี่ครับ”

“พอใจ! แน่นอน ฉันพอใจ แต่ฉันเริ่มจะไม่พอใจก็ตอนที่แม่พิมลเข้ามาวุ่ยวายในส่วนที่ไม่ใช่ของเธอนั่นแหละ เอาเถอะ กลับไปบอกเมียแกอย่างที่ฉันพูด และให้เขาสบายใจได้ ฉันไม่คิดจะกลับคำพูด ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ฉันก็ยังไม่ยอมรับนังผู้หญิงใจง่ายคนนั้นเป็นลูกสะใภ้” คำเอื้องพูดอย่างเหลืออด

“ครับ แล้วผมจะบอกลูกสะใภ้ของคุณแม่ให้ แต่ผมอยากให้คุณแม่รู้ไว้นะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะที่ดินแปลงนั้นเป็นที่ดินประจำตระกูลเราที่ตกทอดมายาวนาน ซึ่งต้องสืบทอดต่อให้แก่ลูกชายเท่านั้นละก็ ผมก็ไม่คิดจะเอาคืนจากยายหนูแน่นอน เพราะไม่ว่าคุณแม่จะยอมรับดวงใจหรือไม่ ความจริงที่ยายหนูเป็นลูกของผมก็ไม่มีวันเปลี่ยน” พานพบพูดจบก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากห้องมารดาไปทันที

แม่เลี้ยงคำเอื้องมองแผ่นหลังลูกชายที่ทำตามสิ่งที่เธอพูดมาตลอดชีวิต แล้วถอนหายใจ

“แม่รู้ ถ้าไม่ใช่ที่ดินแปลงนี้ แม่เองก็ไม่คิดจะทำอย่างนี้เหมือนกัน ต้องโทษพ่อแกโน่นตาพบ พ่อของแกกำลังทำโทษแม่อยู่ เพราะเขาโกรธในสิ่งที่แม่ทำ เขาโกรธมากขนาดแม้แต่เขาตายไปแล้วก็ยังไม่ยอมแพ้แม่ ช่างเป็นตาแก่ที่หัวดื้อหัวรั้นจริงๆ”



[1] ฮื้อ แปลว่า ให้

[2] ข้าวเจ๊า หรือ ข้าวงาย แปลว่า อาหารเช้า

[3] จะอี้ แปลว่า แบบนี้, อย่างนี้

[4]ซาว ภาษาคำเมือง แปลว่า ยี่สิบ

[5] อู้ แปลว่า พูด

[6] เน่อ แปลว่า นะ เช่น บ่ได้อู้เลยเน่อ ก็หมายถึง ไม่ได้พูดเลยนะ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จุใจไหมคะ ตอนแรกมาแบบเต็มๆ ตอนแบบนี้ อิอิ
แต่ว่าวีขอ งดสปอย ก่อนนะคะ
ถ้าตนฉบับเรียบร้อยกว่านี้รับรองต้องมีมาให้นักอ่านอ่านแน่ค่ะ ^____^V

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

1,479 ความคิดเห็น

  1. #519 C J (@ledytak) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2557 / 23:21
    เหอๆเกลียดนายกานต์นี่จริงๆเลย ไปซะเถอะไปคู่กับยัยเอื้องฉัตรเร็วๆเหอะ อย่ามาหวังแอ้มหนูป็อปของเรา!! ปล.นายโจรมารยาร้อยล้านของเราน่ารักจริงๆ >//< ปล2. มีกี่ตอนจบคะพี่วี
    #519
    0
  2. วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 10:00
    อย่าบอกนะว่าพระเอกหน้าตาเหมือนมหาโจร555+
    #391
    0
  3. #120 JaJah (@kincho) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มกราคม 2557 / 23:27
    เพิ่งมาอ่านค่ะ แต่ไม่เข้าใจว่าพบรักจะรู้เรื่องโกรธแค้นพ่อแท้ๆ เรียนรู้เรื่องเครื่องปั้น ตั้งแต่อายุไม่ถึงห้าขวบ ยังรักและจดจำคนที่ตายไปตั้งแต่ยังไม่รู้ประสาเลยหรือคะ ถ้าบุญมีเป็นพ่อคนที่สามนี่เข้าใจได้ น่าโตพอจำความและเรียนรู้งานได้แล้ว
    #120
    0
  4. #71 Monasa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มกราคม 2557 / 00:34
    สำหรับนางเอกเอาใจไปเต็มร้อยเลย!!! กำลังรอลุ้นพระเอกว่าจะเป็นคนยังไง ส่วนเรื่องภาษาถิ่น พอดีเป็นคนหลงแดนมาเรียนเหนือหลายปีเหมือนกัน ก็เลยไม่มีปัญหา สนุกดี ได้สีสัน เพิ่มมิติของนิยาย แต่มีบางจุดที่สำเนียง คำพูดที่ตกหล่นไปบ้าง อย่างคำว่าพี่ น่าจะใช้ว่า ปี๊ แล้วก็ประโยคที่พี่จั่นบอกว่า แม่เลี้ยงมาเชิญไปรับข้าวเจ๊า ตอนแรกนึกว่าไปเอาข้าวมาแล้วไปกิน ไม่ได้นั่งกินด้วยกัน คำว่าเชิญ=เจิญ ( ภาษาเหนือเปลี่ยน "ร" เป็น "ฮ" เปลี่ยน "ช" เป็น "จ" เปลี่ยน "พ" เป็น "ป") เห็นว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยโตย เป็น หันว่ามีเรื่องสำคัญจะอู้โตย เหมือนยังไม่ถึงซาวปี เป็น เหมือนยังบ่ถึงซาวปี แต่ถ้าคนภาคอื่นมาอ่านอาจจะลำบากไปหน่อย บางทีภาษาที่ใช้เขียนก็อาจดีอยู่แล้ว เพราะถ้าคำเมืองทุกตัวเดี๋ยวไม่รู้เรื่องกันพอดี แต่ก็แล้วแต่คนเขียน เพราะยังไงก็ชอบเสมอ ติดตามตลอด ชอบมากนักเขียนแฝดคู่นี้ ติดตามทุกเรื่องเลยย เป็นกำลังใจให้ ^^!
    #71
    0
  5. #43 Pand๏ra (@yingyoks) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 16:51
    ติดตามมาตั้งแต่เรื่อง Make a wish แล้วค่ะ

    เพิ่งแสดงความคิดเห็นครั้งแรก

    จั่นเป็ง ในภาษาเหนือต้องเป็น จั๋นเป็ง ที่แปลว่า พระจันทร์เต็มดวง 

    หรือเปล่าคะ

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #43
    0
  6. #17 nampung08 (@nampung08) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 10:59
    น่าติดตามมากค่า
    #17
    0
  7. #16 pretty-p (@rod_usawadee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 13:58
    เอาล่ะ แรงส์ได้ใจค่ะ และกำลังเอาใจช่วยว่าที่แม่เลี้ยงคนใหม่ด้วย
    ไม่ติ๋ม ไม่หงิม ไม่รอให้มากัดก่อนด้วย ลุยเลย น้องสาว 555+
    #16
    0
  8. #14 @Gow1412 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 11:00
    มาแล้ว เย้!!! มาตามต่อจากเรื่อง เรือนพระจันทร์ค่ะ



    เรื่องนู้นไม่ได้เม้นท์ เรื่องนี้จะพยายามคอมเม้นท์ เพื่อเป็นกำลังใจค่ะ



    เปิดเรื่องมาก็ชอบเลยค่ะ นางเอกคนนี้บุคลิกเข้มแข็งดี สมกับป็นพี่สาวคนโต



    ปมเรื่องเริ่มมาพอให้เดาได้ จะรอดูพระเอกว่าเป็นคนยังไง จะไปเจอกันที่เชียงใหม่รึเปล่าคะ??



    ส่วนเรื่องภาษาคำเมือง อ่านแรกๆก็ติดขัดบ้างค่ะ (เพราะเป็นคนใต้ ฮ่าาา) แต้ภาษาเค้าน่ารักค่ะ



    ส่วนตัวเป็นคนชอบภาษาถิ่น ดูมีเอกลักษณ์ดีค่ะ ถ้าเรื่องดำเนินในภาคเหนือตลอด



    มีภาษาถิ่นบ้างก็ไม่เสียหาย เก๋ดีค่ะ (ความเห็นส่วนตัวค่ะ)
    #14
    0
  9. #12 chokywing (@chokywing) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 00:08
    เป็นผญ.ที่มีความแน่วแน่มากเลยคะพี่วี 
    จะรอนะคะ
    เป็นกำลังใจเสมอ :))
    #12
    0
  10. #11 Maichan (@ryuzaki) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 19:42
    ป๊อบเท่มาก
    คุณย่าผู้โลภมาก กับสะใภ้ผู้เห็นแก่ได้
    นิยายแนวแปลกใหม่ สไตล์น้องวี
    จะรออ่านว่า ป๊อบจะจัดการยังไง
    #11
    0
  11. #10 LCK_bird (@shamanm14) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 18:49
    ชอบๆ ผู้หญิงแบบนี้เหมาะสมมากค่ะ > <
    ...คุณพานพบดูผิดคาดไปนิดนะคะเนี่ย ดูเป็นคนดีเกินไป =.=
    #10
    0
  12. #9 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 18:32
    นางเอกแบบป๊อบเป็นผู้หญิงในอุดมคติเลยค่ะ ชอบๆๆๆทันคนสู้คนมีโลกส่วนตัวและอารมณ์ศิลปิน อยากรู้จังหนุ่มแบบไหนจะปราบนางได้อยู่หมัด // แม่ดวงใจน่าอิจฉาจริงนางใช้ผู้ชายได้คุ้มมาก(สามีสามคน) อิอิอิ

    Merry X'mas ka P'vee 🌲🌲
    #9
    0