นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,213 Views

  • 47 Comments

  • 42 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    62

    Overall
    1,213

ตอนที่ 9 : Phaeton เด็กเกรียนบุตรสุริยะเทพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 พ.ค. 61

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน บางท่านอาจจะแปลกใจอาทิตย์นี้จึงได้มาพบกันเร็วนัก เรื่องของเรื่องก็คือโฮเมอร์จะขอหนีไปเที่ยว กินทุเรียนให้ฉ่ำใจ เอ๊ย ไม่ใช่ ไปหาข้อมูล อาทิตย์หน้าจะได้มีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ทุกท่านฟังกัน
เอาล่ะ มาที่เรื่องราวในอาทิตย์นี้ของเรากันดีกว่า บางท่านเห็นภาพประกอบแล้วอาจจะตกใจ ว่าหนุ่มที่ไหนมานอนแอ่นระแน้ ที่เห็นนี่ไม่ได้กำลังจะสอนท่ายากแต่อย่างใด พ่อหนุ่มที่นอนแอ่นระแน้อยู่นี้ มีนามว่า ฟาเอตอน โดยรูปสลักนี่ มีชื่อว่า The Fall of Phaeton แกะขึ้นจากหินอ่อน ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1700-1711 โดย Dominique Lefevre จากปารีส ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่ The Victoria and Albert Museum กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ใครอยู่แถวนั้นก็ไปเซย์ฮัลโหลได้
ว่ากันถึงเรื่องราวของรูปสลักอันนี้ ฟาเอตอนเป็นใคร? แล้วไฉนมานอนแอ่นแอ้แบบนี้ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ
ในคราวก่อน ได้พูดถึงเรื่องของเทพอุปถัมภ์ของเพจเรา ฟีบัส อพลอโล เรียกชื่อไทยว่า อพอลโล ฉายแสง ทีแรกตั้งใจว่าจะเล่าแบบละเอียดๆ รวมถึงจะเล่าถึงประวัติของประติมากรรมที่นำมาใช้ประกอบบทความ ก็พอดีมัวขุดคุ้ยวงษาคณาญาติจนยาวเหยียด เลยไม่ได้พูดถึงความแตกต่างของ อพอลโล และ เฮลิออส ที่ผู้คนมักสับสนกันอยู่บ่อยๆเลย
เอาแบบสั้นๆ เทพเฮลิออส เป็นเทพในวงศ์ไททัน รับหน้าที่เป็นสุริยเทพ ครั้นคณะ อ.ล.ป. โอลิมปิค(จะย่อทำไม) เข้ามายึดอำนาจ เฮลิออสก็ตกกระป๋องไปตามระเบียบ งานสุริยเทพจึงมอบให้แด่อพอลโลสุดหล่อของเรา
จะว่าไป ไม่ใช่แค่คนยุคเราที่สับสนระหว่างเฮลิออสและอพอลโล คนสมัยก่อนก็คงจะงงอยู่เหมือนกัน เคยเซ่นไหว้เทพองค์นี้อยู่ดีๆ ปุบปับ เปลี่ยนเป็นอีกองค์ซะอย่างงั้น แถมลักษณะก็ยังใกล้เคียงกันมาก คือเฮลิออสเป็นหนุ่มรูปงาม ผมหยิกเป็นลอน พูดมาแค่นี้ไม่ใครก็ใครต้องทักผิดกันบ้างล่ะ จะมีแตกต่างกันเล็กน้อย ตรงที่เฮลิออสทรงสวมมงกุฏเป็นแฉกเหมือนรัศมีของดวงอาทิตย์ ขณะที่อพอลโลทรงสวมมงกุฏใบลอเรล แต่ถ้าไม่ได้สวมมงกุฏทั้งคู่ เห็นที่ต้องลองเสี่ยงทักดูว่าเป็นใคร
ตำนานอันหนึ่ง ซึ่งคนเล่าในสมัยก่อนเองก็ยังสับสน คือเรื่องของฟาเอตอน ลูกพระอาทิตย์
ลูกพระอาทิตย์ที่ว่านี้ คนก็ยังงงอีก ว่าพระอาทิตย์องค์ไหน เฮลิออส หรือว่า อพอลโล เลยเล่าไปทั้งลูกเฮลิออสบ้าง ลูกอพอลโลบ้าง เออ เป็นเทพนี่ ขนาดว่าลูกใครยังสับสนเลยนะเนี่ย แต่ผู้เขียนเชื่อไปทางว่าลูกเฮลิออสมากกว่า ก็อพอลโลแกออกจะแห้วบ่อยขนาดนั้น จะมีลูกเป็นตัวเป็นตนก็คงไม่ใช่มั้ง เอาจริงๆเรื่องนี้คงจะเล่ามาตั้งแต่อารยะธรรมกรีกยุคก่อนจะเข้าสู่ยุคคลาสสิค ตั้งแต่ยุคที่ยังนับถือเทพเฮลิออสกันมากกว่า คิดว่านะ
จะลูกใครก็ช่าง ตัดเข้าเรื่องของฟาเอตอนเลยดีกว่า
ฟาเอตอน เชื่อว่าตนเองเป็นบุตรแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนมารดาคือโอเชียนิด คลิเมเน(โอเชนิด คือบรรดาบุตรีของเทพแห่งมหาสมุทรโอเชียนุส ซึ่งมีจำนวนหลายพันองค์ เทียบไปก็คงคล้ายกับนางอัปสรของฮินดู)
ฟาเอตอนเฝ้าถามมารดาว่าใครคือพ่อของตน นางคลิเมเนก็บอกว่าคือสุริยเทพ ฟาเอตอนฟังแล้วฮึกเหิม ไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง "รู้มั้ย -ูลูกใคร?" แต่กลายเป็นว่าถูกผู้คนหัวเราเยาะ โถ..เป็นบุตรพระอาทิตย์นี่นะ สงสัยจะไข้ขึ้น
ด้วยความน้อยอกน้อยใจ ฟาเอตอนวิ่งร้องให้ไปหาแม่ ต้องการหาพ่อ ให้พ่อช่วยยืนยันว่าตนเป็นบุตรพระอาทิตย์จริงๆ คลิเเมเนคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ทนลูกรบเร้าไม่ไหว บอกเส้นทางที่จะไปหาสุริยเทพ เจ้าฟาเอตอนก็ดั้นด้นเสาะหาผู้เป็นบิดา การเดินทางจะลำบากแค่ไหนไม่รู้ ตัดมาตอนพ่อลูกเจอกันเลยดีกว่า
เมื่อเฮลิออสได้พบกับลูกชาย ทั้งสองต่างก็ดีใจเข้าสวมกอดกันตามประสาพ่อลูก ฟาเอตอนได้ขอให้บิดาสาบานว่าจะช่วยหาวิธียืนยันการเป็นบุตร เฮลิออสก็สาบาน เมื่อสาบานแล้ว แทนที่ฟาเอตอนจะขอแค่เอาใบแจ้งเกิดไปโชว์เพื่อนหรือก็เปล่า ขอแค่นั้นมันไม่คุ้มกับที่อุตส่าห์เดินทางมา ฟาเอตอนต้องการมากกว่านั้น สิ่งที่ฟาเอตอนร้องขอต่อบิดา คือขอยืมราชรถดวงอาทิตย์ไปขับเล่นหนึ่งวัน
เฮลิออสฟังแล้วเหงื่อตก ก็รถม้าดวงอาทิตย์ไม่ใช่ว่าใครจะขับได้ง่ายๆ ถ้าเทียบเอาว่าโลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1,674.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง สุริยะราชรถก็น่าจะมีกำลังแรงประมาณกัน ขืนให้เด็กเกรียนอย่างฟาเอตอนเอาไปขับเล่นตั้งวันนึง มีหวังได้เกิดวินาศสันตะโรเป็นแม่นมั่น
แต่คนเป็นพ่อย่อมรักลูก(แล้วไหงไม่ยอมเลี้ยง) แถมสบถสาบานไปแล้ว ด้วยว่าเทพนั้นไม่อาจผิดคำสาบานได้ เฮลิออสจึงต้องจำใจส่งบังเหียนให้บุตรชาย แต่ก็ได้สั่งสอนชี้แนะวิธีการขับโดยละเอียด และตั้งระบบออโต้ไพลอตไว้ที่ตัวรถ สั่งให้คาดเข็มขัดนิรภัย สารพัดจิปาถะเท่าที่ผู้เป็นพ่อจะนึกออก เพื่อให้ลูกชายนำรถออกไปได้โดยปลอดภัย
แต่เกรียนฟาเอตอนฟังเสียที่ไหน เอารถออกไปได้ก็เหวี่ยงคู่มือทิ้ง ขับราชรถไปด้วยความดื้อดึง ในใจมีแต่ต้องการจะขับไปอวดสาวที่เคยเยาะเย้ยถากถางตนเอง ฟาเอตอนปรับจากระบบออโต้มาเป็นแมนนวล เข้าคุมบังเหียนเอง อุตส่าห์ได้ขับรถดวงอาทิตย์ทั้งที ขับสูงลิ่วคนจะไปเห็นได้ไง ต้องลงมาใกล้ๆให้คนชมซิ
สุริยะราชรถเมื่อใกล้โลก รังสีความร้อนแรงก็แผ่กระจาย แม่น้ำแห้งเหือด ทั้งคน สัตว์ และพืช ต่างเดือดร้อนไปตามๆกัน ในดินแดนที่ฟาเอตอนนำราชรถลงมาใกล้พื้นดิน กลายเป็นทะเลทรายแห้งแล้ง เรียกกันว่าแอฟริกา ผู้คนต่างตัวดำปี๋เพราะถูกแดดเผา
ฟาเอตอนเห็นเหตุที่ตนทำแล้วตกใจ บังคบรถให้ลอยห่างขึ้นไปบนนภากาศ กลายเป็นว่าโลกบังเกิดความหนาวเย็น ผู้คนต่างพากันหนาวตายเสียอีก เด็กเกรียนฟาเอตอนกลายเป็นงกๆเงิ่นๆ หาพิกัดความสูงที่ถูกต้องไม่ได้ ขับเป๋ไปเป๋มา อย่ากระนั้นเลย จอมเทพซุสเห็นแล้วขัดลูกตา พุ่งสายฟ้าอันมีอำนาจยิ่งกว่าม. 44 เปรี้ยงเดียว ราชรถก็คว่ำเทกระจาด ฟาเอตอนเสียชีวิต ศพร่วงลงสู่แม่น้ำเอริดานอส(Eridanos)
พี่สาวสามคนของฟาเอตอนเศร้าเสียใจมาก มาร้องไห้ที่ริมแม่น้ำแห่งนั้นทุกวันจนกลายเป็นต้นหลิว ส่วนเพื่อนรักของฟาเอตอนที่ชื่อซิกนัส ก็เที่ยวงมหาศพของฟาเอตอนจนกลายร่างเป็นหงส์ไปนับแต่นั้น
เรื่องราวของฟาเอตอน เป็นแรงบันดาลใจให้งานศิลปะหลายชิ้น ด้วยพล็อตเรื่องที่เล่าถึงมนุษย์ผู้ไม่เจียมในกำลังความสามารถ แต่กลับมารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่อย่างการขับรถสุริยะ ผลย่อมเกิดแต่ความวินาศดังนี้แล


ภาพประกอบ: The Fall of Phaeton ศิลปิน Dominique Lefevre
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น