นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,213 Views

  • 47 Comments

  • 42 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    62

    Overall
    1,213

ตอนที่ 34 : Cronus จอมเทพผู้ถูกโค่นบัลลังก์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ส.ค. 61

สวัสดีท่านผู้อ่าน เพิ่งจะผ่านวันพ่อมาไม่กี่วัน เดิมทีโฮเมอร์ก็ตั้งใจว่าจะนำเอาเรื่องราวของเทพบิดรมาเล่า แต่ให้แล้วอยู่ๆก็มีคนมาทักว่าช่วงปีหน้า พระเสาร์ท่านเล็งลัคนาราศีของโฮเมอร์
อันที่จริงโฮเมอร์ก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องโหราศาสตร์นัก เพราะตำนานกรีกหลายเรื่องก็เป็นตัวอย่างอันดี ว่ามนุษย์หรือแม้แต่เทพเจ้านั้นไม่ควรกังวลกับอนาคตจนเกินไป เพียงแต่เกิดความสนใจในพระเสาร์ ผู้ถือว่าเป็นดาวแห่งบาปเคราะห์ฝุดๆในตำราของฮินดูและไทย ส่วนโหราศาสตร์ฝรั่งนั้นไม่แน่ใจนัก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นดาวที่ส่งผลไม่ดีเท่าไหร่
พระเสาร์ในตำราโรมันนั้น มีนามว่า แซทเทิร์น(Saturn) องค์เดียวกับโครนุสหรือโครนอสของกรีกนั่นเอง(Cronus, Cronos or Kronos)
จำได้เลาๆว่าโฮเมอร์คงจะเคยกล่าวถึงเทพองค์นี้แบบผ่านๆไปเมื่อตอนเล่าเรื่องเทพีไกอา ก็ขอเล่าแบบละเอียดอีกทีแล้วกัน
โครนุสเป็นบุตรของพระแม่ธรณีไกอา และเทพบุตรแห่งสรวงสวรรค์ยูเรนัส โดยเป็นบุตรองค์สุดท้องในกลุ่มไททันส์(Titans) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบสององค์ นอกจากกลุ่มไททันที่นับเป้นพี่น้องใกล้ชิด โครนัสยังมีพี่น้องคลานตามมาติดๆอีกสองกลุ่ม ได้แก่เหล่าไซคลอปส์(Cyclopes) มีทั้งสิ้นสามองค์ และเฮคาตอนคีรีส( Hecatonchires)
แม้ว่าจะมีพ่อและแม่เดียวกัน แต่ที่ต้องจำแนกออกไปเพราะทั้งสามกลุ่มนั้นมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันมาก โดยบุตรในกลุ่มไททันส์มีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามเหมือนพ่อและแม่ที่เป็นเทพและเทวี เพียงแต่ว่ามีร่างกายใหญ่โต จนคำว่าไททันส์ถูกนำมาใช้เป็นความหมายของคำว่ายักษ์
ส่วนไซคลอปส์และเฮคาตอนคีรีสกลับมีรูปร่างอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนอสูรกาย โดยไซคลอปส์มีร่างกายคล้ายมนุษย์แต่มีตาเดียวอยู่บนหน้าผาก ส่วนเฮคาตอนคีรีสมีแขนถึงร้อยแขน
แม้ว่าจะได้บุตรและธิดาหน้าตาแช่มช้อยงดงามเช่นกลุ่มไททันส์ ทว่ายูเรนัสกลับมิได้รู้สึกยินดีเหมือนคนเป็นพ่อทั่วๆไป ตรงกันข้าม ยูเรนัสเกิดกลัวว่าอนาคตข้างหน้าตนจะถูกแทนที่ด้วยเหล่าหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ จึงโยนบุตรธิดาลงไปยังตรุทาทารัสทั้งหมดเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม
ทางฝ่ายยูเรนัสผู้เป็นบิดาจะรู้สึกสบายอกสบายใจที่บรรดาบุตรถูกขังลืมเป้นที่เรียบร้อย แต่หัวอกคนเป็นแม่เช่นไกอากลับเสียพระทัยเป็นอย่างมาก นางตั้งใจจะช่วยบุตรทั้งหมดจึงลงไปยังทาทารัส ปลุกระดมให้บุตรลุกขึ้นสู้ แต่หามีใครเอาด้วยเพราะเกรงกลัวอำนาจของยูเรนัส ยังแต่บุตรคนสุดท้ายในกลุ่มไททันส์ นามว่าโครนุส ที่อาสาจะจัดการกับบิดาให้รู้สำนึก
เทพีไกอามอบเคียวเล่มหนึ่งให้เป็นโครนัสไว้เป็นอาวุธ แล้วให้ซุ่มซ่อนตัว รอจังหวะที่ยูเรนัสจะย่องมาหาไกอาเช่นทุกคืน หวังจะจู๋จี๋กันตามประสาผัวเมีย โดยไม่ทันระวังตัว โครนัสก็โผล่จากที่ซ่อน ใช้เคียวตัดฉับเข้าที่ของรักของยูเรนัส ดินและฟ้าจึงแยกออกจากกันนับแต่นั้น
แต่ก่อนที่ยูเรนัสจะลอยละล่องเคว้งคว้างสู่อวกาศอันไกลโพ้น ก็ได้กล่าวสาปแช่งโครนัสด้วยความโกรธและเจ็บปวด ขอให้โครนัสต้องถูกบุตรตนเองโค่นบัลลังก์เฉกเช่นเดียวกัน
เมื่อขับไล่บิดาสำเร็จ โครนัสได้ช่วยพี่น้องในกลุ่มไททันส์ออกมาจนหมด แล้วจัดการแบ่งสรรปันส่วนอำนาจ ให้เหล่าพี่น้องได้นั่งเก้าอี้สำคัญๆจนครบทั้งสิบสองกระทรวง ซึ่งจะกลายเป็นธรรมเนียมให้เทพในชั้นหลังต้องจัดตั้งกระทรวงไว้สิบสองกระทรวงเท่ากัน ส่วนพี่น้องในกลุ่มไซคลอปส์และเฮคาตอนคีรีส โครนัสปล่อยให้ถูกจองจำไว้ดังเดิม ยังความโกรธแค้นแก่ไกอาผู้เป็นมารดา
อยู่มาไม่นาน เทพีรีอา(Rhea) พี่สาวร่มอุทรและราชินีคู่บัลลังก์ก็ตั้งครรภ์ คำสาปของยูเรนัสกลับมาหลอกหลอนโครนัส บังเกิดความกลัวที่บุตรจะเติบโตมาแย่งชิงบัลลังก์ตน
จากบทเรียนครั้งยูเรนัส โครนัสคิดว่าหากนำไปขังไว้ในทาทารัสก็อาจจะหลุดรอดมาได้อีก อย่ากระนั้นเลย เก็บไว้กับตัวเสียจะปลอดภัยกว่า โครนัสจึงจัดการกลืนบุตรลงท้องไปทีละคน ไม่ว่ารีอาจะตั้งครรภ์สักกี่หน เมื่อคลอดบุตรแล้วโครนัสก็กลืนลงท้องเสียทุกคนไม่ว่จะชายหรือหญิง เหตุการณ์ผ่านไปจนรีอาตั้งครรถ์บุตรคนที่หกซึ่งครานี้ได้บุตรชาย รีอาจึงคิดว่าจะหาทางช่วยบุตรคนนี้ให้จงได้ ด้วยการนำบุตรคนนี้ไปซ่อนไว้ แล้วนำก้อนหินมาพันผ้าอ้อมดุจทารกยื่นให้โครนัส โครนัสรับมาแล้วกลืนลงท้องโดยไม่ทันสังเกต เพราะถ้าสังเกตเรื่องก็คงไปต่อไม่ได้
โครนัสโสมนัสยิ่งนัก คิดว่าตนคงพ้นเคราะห์กรรมที่ทำไว้กับบิดา ที่ไหนได้ รีอากลับนำบุตรคนสุดท้องไปซ่อนไว้ที่เกาะครีต ฝากนางอัปสรให้ช่วยเลี้ยงดู โดยนางอัปสรให้ทารกคนนี้ดื่มนมแพะนามว่าอมัลเทีย(Amalthea) จนเติบใหญ่เป็นหนุ่มหล่อและกล้าหาญ มีนามว่าซุส
ซุสลอบเข้าจู่โจมโครนัสไม่ให้ทันตั้งตัวเช่นเดียวกับที่โครนัสเคยทำกับบิดา เป็นอันว่าคำสาปของยูเรานัสสัมฤทธิ์ผลทุกประการ ทว่าซุสมิได้โหดร้ายเช่นเดียวกับโครนัส ซุสบังคับให้โครนัสดื่มเคร่องดื่มที่ปรุงโดยเมทิส(Metis) เทพีแห่งสติปัญญาผู้ตกเป็นภรรยาของซุส และใช้อำนาจความรู้ช่วยสามี
เครื่องดื่มของเมทิสทำให้โครนัสสำรอกเอาบุตรธิดาที่เคยกลืนลงไปออกมาจนหมด และคงเป็นเพราะบุตรธิดาเหล่านี้เป็นเทพซึ่งมีความเป็นอมตะ จึงไม่มีองค์ไหนตายศักองค์เดียว คงคล้ายๆกับการล้อเล่นกันขำๆของครอบครัวนี้เขาล่ะ
เมื่อซุสช่วยพี่ๆออกมาได้ก็จัดการสถาปนารัฐบาลใหม่นามว่าโอลิมเปียนส์ จัดการแบ่งสรรอำนาจให้พี่น้องจนครบทุกองค์ แล้วจัดการเนรเทศโครนัสไปจากสรวงสวรรค์ ตามฉบับของกวีโฮเมอร์ซึ่งอยู่ในช่วงศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล โครนัสถูกเนรเทศลงไปยังทาทารัส อยู่ในถ้ำเดียวกันกับเทพีแห่งความมืดนิกซ์
ในฉบับใหม่กว่านั้น กวีเวอร์จิลผู้ประพันธ์มหากาพย์เอเนียดส์(Aeneid) ซึ่งมีอายุราว 29-19 ปี ก่อนคริสตกาล กล่าวว่าโครนัสหลบหนีไปอยู่ยังดินแดนแถบละติน และเป็นผู้มอบตรากฏหมายให้แก่เอเนียดซึ่งต่อมาได้สร้างบ้านแปลงเมืองจนกลายเป็นกรุงโรม
แม้ว่าจะมีจุดจบในหลายเวอร์ชั่นที่แตกต่างกันไป แต่ก็ดูเหมือนว่าชีวิตในบั้นปลายของโครนัสจะไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก แค่ออกจะเหงาๆไปนิด ค่อนไปทางแนวสันโดษ ในไพ่ทาโรต์ โครนัสคือตัวแทนไพ่ฤๅษีผู้สันโดษ
โครนัสถูกยกให้เป็นเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว โดยเคียวที่เป็นอาวุธคู่มือของโครนัสก็คือเคียวที่ใช้เกี่ยวข้าวนั่นเอง แม้ว่าภายหลังจะมีเทพีดีมีเทอร์มาแทนที่ แต่ก็ยังคงมีเทศกาลโครเนีย(Kronia) ที่จัดขึ้นในเอเธนส์เพื่อบูชาเทพเจ้าโครนัสและฉลองการเก็บเกี่ยว
ในส่วนนี้ โฮเมอร์เดาเอาเองอีกล่ะ ว่าโครนัสอาจจะเป็นชนกลุ่มแรกๆในกรีซที่ริเริ่มการเพาะปลูก อันนำมาสู่ความสมบูรณ์พูนสุข เพราะในยุคของโครนัส คือยุคทองของมนุษย์ดังที่เคยกล่าวไปในตอนของแอสทรีอา ซึ่งมนุษย์ในยุคทองนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ไม่เดือนร้อนไม่เจ็บไม่ไข้ ก่อนจะถูกซุสตัดลดสวัสดิการ ต้องทำงานหลังขดหลังแข็งกันเช่นทุกวันนี้ แต่มนุษย์บางส่วนก็ยังคงระลึกถึงวันชื่นคืนสุขภายใต้การปกครองของโครนัส จัดพิธีเฉลิมฉลองให้
ส่วนโครนัสในฐานะเทพแห่งกาลเวลา สันนิษฐานว่าเพิ่งจะถูกนำมาใส่เอาในยุคเรอเนสซองค์ ที่นักปราชญ์ในยุโรปเพิ่งจะกลับมาสนใจศึกษาเรื่องราวเทพเจ้ากรีกและโรมันกันอีกครั้ง โดยชื่อของโครนัสดันไปพ้องกับคำว่าโครโน(chrono) เพราะหากย้อนไปดูรูปปั้นหรือภาพเขียนในยุคกรีกหรือโรมัน ก็ไม่มีเครื่องหมายเกี่ยวกับเวลาอยู่ร่วมกับโครนัสเลย แต่เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาในช่วงเรอเนสซองค์นี่เอง


ภาพประกอบ : Saturn Devouring His Son พระเสาร์ผู้กำลังเขมือบบุตรชาย ภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ของศิลปินชื่อดัง Francisco Goya(30 March 1746 – 16 April 1828) ศิลปินเอกแห่งแนวศิลปะจินตนิยม (Romanticism) ที่วาดภาพจากอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าจะวาดให้เหมือนจริงตามต้นแบบ แนวทางของโกยานำไปสู่ศิลปะกระแสใหม่ ทั้งExpressionist และ Surrealist
ภาพนี้ถูกวาดในช่วงระหว่างปี 1819 - 1823 อันเป้นช่วงบั้นปลายชีวิตของโกยา ซึ่งผลงานในยุคหลังมีความหม่นหมองจากประสบการณ์ชีวิต
Saturn Devouring His Son เป็นภาพที่ให้อารมณ์รุนแรง น่าสะพรึ่งกลัว ทั้งรูปร่างอันบิดเบี้ยวของโครนัส บุตรที่ถูกกัดจนเว้าแหว่ง และสายตอของโครนัสที่จ้องมองมา ทว่าก็มีแวววิตกบนใบหน้า เหมือนคนแก่ที่กังวลกับอนาคต และพยายามตัดตอนคนหนุ่มสาวเพื่อคงโลกทัศน์ของตัวไว้


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #18 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 07:10
    เรื่องราวของโครนัสเหมือนสุภาษิตบ้านเราเลยค่ะ

    ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

    ปล. ไซคลอปส์มีตาเดียว

    เฮคาตอนคีรัสมีร้อยแขน ถ้ารวมกันในร่างเดียว ทำให้นึกถึงตัวประหลาดในหนังผจญภัยสมัยก่อน เรื่อง ซินแบด
    #18
    1
    • #18-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 34)
      20 สิงหาคม 2561 / 22:52
      โครนัสก็โค่นบัลลังก์ยูเรนัสมาอีกที ก็เลยระแวง สุดท้ายก็ถูกลูกโค่นอำนาจบ้าง
      #18-1