นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,206 Views

  • 47 Comments

  • 41 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    55

    Overall
    1,206

ตอนที่ 33 : Vampire ตำนานผีดูดเลือด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ส.ค. 61

สวัสดีท่านผู้อ่านที่รัก โฮเมอร์กลับมาเล่าตำนานสนุกๆให้ท่านฟังเฉกเช่นทุกสัปดาห์ สัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวของมหาวายร้ายรายสุดท้ายประจำเดือนพฤศจิกายนนี้ ก็คือเรื่องราวของแวมไพร์นั่นเอง บรู๋วววววววว์(ใครอยากอินหาซาวนด์แทรกหมาหอนฟังกันเองเด้อ)
เรื่องราวของแวมไพร์(Vampire) นั้น ออกจะเป็นที่โด่งดังอย่างมากในสื่อยุคใหม่ ทั้งภาพยนต์, นิยาย, การ์ตูน, เกม ฯลฯ ล้วนมีแต่เรื่องราวของเหล่าแวมไพร์ อันเป็นผลมาจากนวนิยายที่ปลุกกระแสให้เกิการคลั่งไคล้ในตัวแวมไพร์
เดิมทีความเชื่อเรื่องแวมไพร์เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่แพร่อยู่ในแถบคาบสมุทรบอลข่าน โดยปรากฏอยู่ในหลายชื่อด้วยกัน เช่น ชตรีก้า(Shtriga)ในอัลบาเนีย วไรโคลาคาส( vrykolakas)ในกรีซ สตริกอย(strigoi)ในโรมาเนีย
ส่วนคำว่าแวมไพร์นั้น เพิ่งจะถูกบรรจุลงในดิกชันนารีของออกซฟอร์ด ในปี 1734 เท่านั้นเอง โดยอ้างอิงจากวรรณคดีฝรั่งเศสและเยอรมัน ที่กล่าวถึงวิธีการสังหารแวมไพร์ ซึ่งก็ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่ออสเตรียได้ผนวกดินแดนเซอร์เบีย เรียกว่าถ่ายถอดเรื่องราวกันมาเป้นทอด โดยชนชาวเซอร์เบียนี้เป็นชนชาติที่ใช้ภาษสลาวิค(Slavic) ซึ่งแพร่หลายอยู่ในแถบบอลข่าน ซึ่งเมื่อย้อนกลับไป ชนชาวสลาฟในแถบนั้นก็มีคำคล้ายกับคำว่าแวมไพร์ในหลายภาษด้วยกัน แตกต่างที่การออกเสียงกันเพียงเล็กน้อย โดยสันนิษฐานว่า คำว่าแวมไพร์ น่าจะหมายถึงแม่มด(witch) ซึ่งก็เชื่ออีกว่าชาวสลาฟรับคำนี้มาจากพวกเติร์กหรือพวกตาตาร์อีกที หลายซับหลายซ้อนดีแท้
หากว่าย้อนไปอีก ก็เชื่อกันว่าความเชื่อเกี่ยวกับแวมไพร์นั้นคงอยู่กับอาระยธรรมโลกมานานนมนับพันปีได้ โน้นนน มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนสมัยนี้ เป็นกอทอมอ ไม่ช่ายยย
ถ้าย้อนกลับไป ก็เชื่อกันว่าเรื่องราวของแวมไพร์คงจะเริ่มต้นมาจากดินแดนเมโสโปเตเมียที่กล่าวกันว่าเป็นแอ่งอารยธรรมโลก ผ่านไปยังชาวยิว ชาวกรีก และอีกสารพัด โดยนิยามของคำว่าแวมไพร์นั้น เป็นอันเดด(undead--คำนี้ยังหาคำแปลเป็นไทยที่เหมาะๆไม่เจอ) ซึ่งโฮเมอร์ก็ยังงงๆแยกไม่ค่อยออก ว่า undead กับ immortal นั้นต่างกันอย่างไร แต่ส่วนใหญ่คำว่า immortal จะใช้กับเทพเจ้า ส่วน undead มักจะใช้กับภูติผีหรืออสูรกาย
แวมไพร์ในความเชื่อโดยทั่วไป ก็คือคนตายที่กลับฟื้นคืนชีพ และดูดเลือดจากคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นเป้นอาหาร ซึ่งจะทำให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากว่าย้อนกลับไปอ่านเรื่องของพาซูซู ที่พูดถึงเทพีลามาชตูก็มีพฤติกรรมคล้ายๆแวมไพร์อยู่เหมือนกัน หรืออย่างลิลิธเองก็เชื่อว่าเป็นแวมไพร์ในยุคต้นๆ
อันที่จริงแวมไพร์ค่อนข้างจะเป็นความเชื่อที่อยู่ในแทบทุกวัฒนธรรม อันเกิดจากความกลัวคนที่ตายไปแล้วจะกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก นั่นเพราะคนสมัยก่อนยังไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ จึงไม่รู้ว่าบางครั้งหลังคนเราตายแล้วร่างกายก็ยังคงมีปฏิกิริยาต่างๆ ที่พบบ่อยสุดก็คือการกระเด้งลุกขึ้นมานั่งได้เหมือนคนเป็น อันเกิดจากเอ็นส่วนหลังที่หดตัว จึงมีความเชื่อเรื่องที่ว่าเอาลิ่มตอกอกศพเพื่อป้องกันการเป้นแวมไพร์ ซึ่งไม่ใช่ตอกพอเป็นพิธีอย่างในหนัง แต่เป็นการตอกตรึงศพไว้กับพื้นโลงจะได้ไม่ผุดลุกขึ้นมาให้ญาติโยมตกใจเล่น
ในความเชื่อเดิม แวมไพร์ไม่ได้หล่อสวยสง่างามเหมือนในหนัง แต่หนักไปในทางน่าเกลียดน่ากลัว ไม่ต่างกับผีไทยพวกปอบหรือกระสือ แต่แวมไพร์ได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปในช่วงศตวรรษที่ 19 อันเป็นผลมาจากนวนิยายสมัยใหม่นั่นเอง
เมื่อพูดถึงนวนิยายที่ปลุกกระแสแวมไพร์แล้ว ทุกคนคงนึกถึงนวนิยายเรื่องแด็รกคูล่า ของบราม โสตกเกอร์ ที่ตีพิมพ์ในปี 1897 แต่อันที่จริงแล้วเรื่องราวของแวมไพร์ได้ถูกนำเสนอในสื่อยุคใหม่(ในสมัยนั้น)นานแล้ว ในนวนิยายเรื่อง The Vampyre ของ จอห์น วิลเลียม โพลิดอรี่ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1819
โดยเรื่องราวของเดอะแวมไพร์ กล่าวถึงสภาพบุรุษอังกฤษ นามว่าออเบรย์ ได้พบกับชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ นามว่าลอร์ดรุธวิน( Lord Ruthven) ผู้มีความเป็นมาอันลึกลับ ลอร์ดรุธวินได้ชักชวนให้ออเบรย์ร่วมเดินทางไปยังโรมด้วยกันกับเขา ระหว่างเดินทาง ออเบรย์ตัดสินใจแยกทางเมื่อรุธวินได้ล่อลวงเด็กสาวรายหนึ่ง เขาเดินทางต่อไปยังกรีซ และได้พบกับอิอันตี(Ianthe) บุตรสาวเจ้าของโรงแรม ซึ่งได้เล่าให้ออเบรย์ฟังถึงตำนานของแวมไพร์ให้ออเบรย์ฟัง แต่หลังจากนั้นไม่นานอิอันตีก็ถุกแวมไพร์ฆ่าตาย
รุธวินได้ปรากฏตัวหลังการตายของอิอันตีเพียงไม่นานนัก แม้ออเบรย์จะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงรุธวินกับการฆาตกรรม และได้เดินทางร่วมกับรุธวินอีกครั้ง แต่ในระหว่างเดินทาง รุธวินได้ถูกโจรทำร้ายจนสาหัส ก่อนที่จะตาย เขาได้ขอให้ออเบรย์สาบานว่าจะเก็บเรื่องที่เขาตายไว้เป็นความลับ และให้ช่วยดูแลคฤหาสน์ของเขาให้เหมือนเดิม
เมื่อออเบรย์กลับยังลอนดอน และเ้ขาไปดูแลคฤหาสน์ ออเบรย์ก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อได้พบกับรุธวินอีกครั้ง รุธวินได้ทวงสัญญากับออเบรย์ที่ให้เก็บเรื่องที่ตนเสียชีวิตไว้เป็นความลับ ขณะเดียวกันก็เริ่มคบหากับน้องสาวของออเบรย์ ทำให้ออเบรย์เกิดความสับสน ระหว่างการยึดมั่นในคำสัญญา กับการปกป้องน้องสาว ในตอนท้ายรุธวินได้แต่งงานกับน้องสาวของออเบรย์ แต่ก่อนที่ออเบรย์จะตาย เขาได้เขียนจดหมายถึงน้องสาว เล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับรุธวินให้น้องสาวได้รับรู้ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะในคำคืนวิวาห์ รุธวินได้ฆ่าน้องสาวของรุธวินและดูดเลือดของเธอเสียแล้ว
นวนิยายเรื่อง The Vampyre ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากในยุคนั้น และนับเป็นผู้จุดกระแสให้เกิดบทประพันธ์แนวแวมไพร์โรแมนติก ที่รวมเอาเรื่องราวลี้ลับน่ากลัวของแวมไพร์ มาผสมผสานกับแนวรักโรแมนติก และปรับภาพลักษณ์ของแวมไพร์ให้กลายเป็นหนุ่มเจ้าสำอางค์ที่ร่ำรวยและมีอำนาจเหนือความตาย ทำให้ความนิยมเรื่องแวมไพร์ทะลุปรอตดังระเบิดระเบ้อกันจนทุกวันนี้


ภาพประกอบ : dracula ภาพยนต์ปี 1931 นำแสดงโดย Bela Lugosi นักแสดงชาวโรมาเนีย ผู้สร้างภาพจำของท่านเคานต์แดร็กคูล่า ที่ต้องสวมสูทมีเสื้อคลูมทำปกตั้งๆ หวีผมเรียบแปล้กับมีหูแหลมๆ กล้ายเป้นหนึ่งในคาแรคเตอร์ที่ติดตาผู้คนมากที่สุด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #16 อำกันเล่น (@am1977) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 08:25
    กรี๊ดค่า ชอบแวมไพร์หนุ่มรูปงาม

    ปล. undead เล่นซะนึกถึงซอมบี้เลย
    #16
    1
    • #16-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 33)
      15 สิงหาคม 2561 / 00:40
      ถ้านับในแง่ความเป็นคนตายที่ฟื้นคืนชีพกลับมาก็น่าจะคล้ายๆกันแหละครับ
      #16-1