นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,517 Views

  • 60 Comments

  • 55 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    85

    Overall
    1,517

ตอนที่ 3 : Laocoon ผู้ขวางแผนการม้าไม้จนต้องตายทั้งครอบครัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 พ.ค. 61

เชื่อว่าหลายท่านที่ชื่นชอบศิลปะ หรือต่อให้เฉยๆ ไม่ถึงกับชื่นชอบ คงจะเคยผ่านตากับงานประติมากรรมตาลุงโดนงูพันรอบตัวกันบ้าง ซึ่งชื่อของรูปสลักนี้ก็คือ "ลาโอโคออนและบุตร" หรือ "เหล่าลาโอโคออน" (Laocoön and His Sons or Laocoön Group)
เอาเฉพาะตัวงานประติมากรรมเองก็มีประวัติอันน่าสนใจ คาดว่าต้นฉบับดั้งเดิมถูกสร้างขึ้นในยุคเฮเลนิสติค หรือราว 200 ปี ก่อนคริสตกาล ราวๆช่วงของอเล็กซานเดร์มหาราชนั่นเอง โดยเป็นรูปหล่อบรอนซ์ที่แท่นบูชาเพอร์กามอน ต่อมาได้ถูกถอดแบบเป็นรูปสลักหินอ่อนโดยช่างชาวเกาะโรด เพื่อนำไปตั้งไว้ที่พระราชวังของจักพรรดิติตัส ต่อมาถูกค้นพบในยุคเรอเนสซองค์ ในปี ค.ศ. 1506 โป๊บ จูลิอุสที่ 2 ทรงชื่นชอบศิลปะคลาสสิค ก็ได้รับสั่งให้นำรูปสลักดังกล่าวมาตั้งไว้ที่นครวาติกัน และเริ่มการบูรณะ รูปสลักลาโอโคออนถูกบูรณะหลายครั้ง จนถึงปี ค.ศ. 1815 เรียกได้ว่าเป็นผลงานศิลปะข้ามยุคข้ามสมัยที่มีประวัติอันน่าทึ่งชิ้นหนึ่ง
แค่ประวัติของตัวรูปปั้นยังน่าสนใจ แต่เรื่องราวของเหล่าลาโอโคออนนั้น เรียกว่าเป็นโศกนาฏกรรมทีเดียว ลาโอโคออนและลูกๆคือใคร จะขอเล่าให้ฟังโดยพลัน
ในคราวที่แล้ว เราได้พูดถึงเจ้าหญิงคาสซันดร้า ผู้มีนิมิตทำนายอนาคตได้แม่นยำ เสียแต่ถูกสาปว่าคำทำนายของเธอนั้นจะไม่มีผู้ใดเชื่อถือ เรียกว่าเป็นตำนานกรีรกบทหนึ่งที่แดกดันคนที่พูดความจริง แต่กลับไม่มีคนเชื่อถือ ลาโอโคออนเองก็แทบไม่ต่างกัน เผลอๆจะแย่กว่าเสียอีก
ในมหากาพย์อีเลียดหรือมหาสงครามกรุงทรอยนั้น ในช่วงสุดท้ายหลังจากที่รบรากันมาร่วมสิบปี ไพร่พลสกลไกรของทั้งสองกองทัพก็เริ่มร่อยหรอ เรียกว่ามีมุขไหนก็เข็นกันออกมาเกือบหมด กองทัพกรีกก็ยังยึดเอาเมืองทรอยไม่ได้สักที สุดท้ายโอดิสซีอุส ขุนศึกสมองใสก็ได้คิดแผนการอันลือลั้นที่ชื่อม้าไม้เมืองทรอยมาใช้
กล่าวกันสั้นๆ ม้าไม้เมืองทรอยก็คือแผนการสร้างม้าไม้ขนาดยักษ์ซึ่งภายในได้บรรจุหน่วยรบพิเศษของกรีกเอาไว้ แผนการก็คือวางทิ้งม้าไม้ไว้ให้กองทัพทรอยเห็น แล้วรอให้พวกทรอยเข็นม้าไม้เข้าเมือง ตกดึกหน่วยรบพิเศษชาวกรีกก็จะออกมาเปิดประตูเมืองให้กองทัพกรีกเข้ายึดเมือง ฟังดูโง่ๆ แต่ชาวทรอยก็ดันหลงกลเสียด้วย
แม้ว่าแผนการที่เล่าโดยย่นย่อจะดูเซ่อๆโง่ๆ แต่ในการปฏิบัติจริงกลับสำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยลิ้นสามนิ้วของทหารกรีกนายหนึ่งที่ชื่อว่าไซนอน
วันที่ชาวเมืองทรอยมาพบกับม้าไม้ ไซนอนได้ถูกจับตัวพร้อมกับม้าไม้ ไซนอนทำท่าตระหนกตกใจ ฟูมฟายเล่าให้เหล่าคนที่จับตัวฟังว่า ทัพกรีกเสบียงร่อยหรอ ยอดขุนศึกอย่างอคลีลิสก็สิ้นไปแล้ว เห็นการณ์ว่าจะตีเมืองทรอยไม่แตกแน่แล้วจึงพากันแล่นเรือกลับบ้าน ส่วนตนนั้นถูกพรรคพวกทิ้งไว้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยแด่เทพเจ้าพร้อมด้วยม้าไม้ขนาดดับเบิ้ลยักษ์ ซึ่งม้าไม้ดังกล่าว ชาวกรีกได้สร้างเพื่อบวงสรวงเทพีอเธนาและเทพโปไซดอนเพื่อให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ หากชาวทรอยทำลายม้าไม้ทิ้งจะเป็นที่โกรธเกรี้ยวของเหล่าเทพเจ้า แต่หากนำไปเก็บไว้ในเมือง เทพเจ้าก็ช่วยดูแลเมืองประดุจพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง
จำเดิมนั้น พระเจ้าเพรียมกษัตริย์เมืองทรอยมีพระบิดาผู้เป็นกษัตริย์องค์ก่อนหน้า นามว่าพระเจ้าเลามาดอน ซึ่งทรงมีความเค็มอยู่เป็นนิจ ครั้งหนึ่งเทพโปไซดอนคิดก่อการกบฏ ถูกเทพซุสผู้เป็นพี่ชายเนรเทศไปใช้แรงงานก่อสร้างกำแพงเมืองทรอย(กำแพงเมืองทรอยจึงแข็งแกร่งจนทัพกรีกไม่สามารถทำลาย เพราะสร้างโดยเทพเจ้าโปไซดอน) ครั้นสร้างกำแพงจนเสร็จ พระเจ้าเลามาดอนกลับทำเฉยไม่ตอบแทนเทพโปไซดอนตามสัญญา ยังความแค้นแก่เทพเจ้าโปไซดอน จึงส่งอสุรกายจากใต้ทะเลขึ้นมาจับผู้คนในเมืองกินเป็นอาหาร ทำให้ต้องคัดเลือสาวงามเพื่อเซ่นสังเวยทุกปี จนเมื่อวีรบุรุษเฮอร์คิวลีสเดินทางมาถึง พระเจ้าเลามาดอนก็ได้ขอให้เฮอร์คิวลีสช่วยปราบอสุรกาย แล้วจะประทานรางวัลตอบแทน
การปราบอสุรกายสำหรับจอมพลังอย่างเฮอร์คิวลีสนั้นนับว่าจิ๊บๆไม่ครณามือ เฮอร์คิวลีสใช้กระบองทุบอสุรกายตายแหงแก๋ เสร็จแล้วก็แบมือขอสิ่งตอบแทน แต่พระเจ้าเลามาดอนผู้มีความเค็มประดุจเกลือก็บ่ายเบี่ยง แต่เบี้ยวใครก็เบี้ยวได้ มาเบี้ยวกับเฮอร์คิวลิสก็ถูกกระบองทุบตายเท่านั้นเอง พระเจ้าเพรียมผู้บุตรจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
ที่เฉไฉไปเล่าเรื่องของพระเจ้าเลามาดอน เพราะเห็นว่า บางทีพระเจ้าเพรียมอาจได้รับดีเอ็นเอความเค็มมาจากพ่อก็เป็นได้ จึงให้เสียดายที่จะทำลายม้าไ้ทิ้ง ตั้งใจจะเข็นเอาไปเก็บไว้ในเมือง
ทว่าในบรรดาชาวทรอยทั้งหลาย ก็ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ที่หลงกลไซนอนเสียหมด ยังมีอยู่สองคนที่คัดค้านการจะนำม้าไม้เข้าไปเก็บ หนึ่งในนั้นคือเจ้าหญิงคาสซันดร้า แต่คำพูดของนางนั้นถูกสาปไว้แล้วว่าจะไม่มีใครเชื่อถือ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น คือลาโอโคออนนั่นเอง
ลาโอโคออนนั้นทำหน้าที่เป็นนักบวชในวิหารของเทพเจ้าโปไซดอน เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือพอสมควร ลาโอโคออนไม่วางใจโดยง่ายที่จะนำเอาม้าไม้เข้าไปเก็บในเมือง จึงลองปาหอกไปปักที่ม้าไม้ ซึ่งภายในนั้นว่างเปล่า แถมมีเสียงร้องมาจากทหารที่อยู่ข้างใน การณ์ทำท่าจะความแตก ก็พอดีเทพเจ้าได้ยื่นมือมาช่วยชาวกรีกเอาไว้
ขณะที่ทั้งหมดยืนห้อมล้อมม้าไม้อยู่ริมหาด เทพเจ้าโปไซดอนซึ่งคุมแค้นชาวทรอยมานานก็ได้ส่งงูทะเลตัวมหึมามากัดลาโอโคออนซึ่งเป็นนักบวชรับใช้ตนมาช้านาน ไม่ใช่แค่กัดลาโอโคออนเท่านั้น บุตรอีกสองคนของลาโอโคออนที่ยืนอยู่ด้วยก็พากันตายเรียบ เรียกว่าฆ่ายกครัวกันเลยทีเดียว
ในความตายของลาโอโคออนนี้ ถูกเล่ากันไปหลากหลาย ในต้นฉบับของโฮเมอร์ ลาโอโคออนและลูกถูกงูทะเลกัดตายยกครัว บางฉบับก็ให้งูกัดแค่ลูกๆ ปล่อยลาโอโคออนให้มีชีวิตกับความเศร้าระทมต่อไป แถมบางเวอร์ชั่นก็ว่าผู้ที่ส่งงูทะเลมาคือเทพโปไซดอน(งูทะเลก็ต้องถูกส่งมาโดยเจ้าสมุทรสิ ว่ามะ) บางฉบับก็ว่าเป็นฝีมือเทพีอาเธนา บางฉบับว่าเป็นฝีมือเทพอพอลโล ไม่รู้ว่าเทพองค์ไหนเป็นฆาตกรกันแน่ หรืออาจจะสมรู้ร่วมคิดกัน
ในฉบับของเวอร์จิล ได้ใส่คำพูดเท่ห์ๆให้แก่ลาโอโคออนเพื่อให้เป็นมากกว่าตัวประกอบที่โผล่มาแค่ฉากเดียวแล้วตาย โดยได้พูดขึ้นว่า
"จงอย่าไว้ใจม้า(ไม้)ตัวนั้น ชาวทรอยเอ๋ย จงระวังชาวกรีกที่ถือของขวัญมาให้ดี" ต่อมาได้กลายเป็นสำนวนที่ว่า "จงอย่าไว้ใจชาวกรีกที่ถือของขวัญ" ซึ่งมีความหมายในเชิงให้ระวังเล่ห์เพทุบายของศัตรู
อย่างไรก็ดี เอาเป็นว่าลาโอโคออนและลูกๆ ต่างก็ถูกงูทะเลกัดตายยกครัว เมื่องูกัดลาโอโคออนและลูกๆตายแล้วก็เลื้อยหนีไป ไม่ได้ทำอันตรายผู้ใด ไซนอนผู้มีลิ้นสามนิ้วเป็นอาวุธจึงได้ที พูดขึ้นว่าที่ลาโอโคออนต้องพบกับหายนะ เป็นเพราะพุ่งหอกใส่ม้าไม้ เท่ากับลบหลู่เทพเจ้า จึงถูกลงโทษ ตายกันยกครัว เหล่าชาวทรอยที่ยังอิหลักอิเหลื่อจึงพากันสิ้นสงสัย พากันเข็นม้าไม้เข้าเมืองทันที ซึ่งต่อมาได้นำหายนะมาสู่เมืองดังที่คาสซันดราและลาโอโคออนได้ทัดทาน
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดความจริงอย่างลาโอโคออนนั้นตาย แถมลูกๆก็ตายด้วย เพราะดันไปขวางทางผู้มีอำนาจอย่างเทพเจ้าที่ต้องการให้เมืองทรอยล่มสลาย ส่วนเจ้าหญิงคาสซันดร้า ผู้ที่พูดความจริงอีกคนก็ดันไม่มีคนเชื่อ ตอนท้ายยังถูกฉุดไปเป็นเชลยศึกอีก...


:รูปประกอบ ประติมากรรมลาโอโคออนและบุตร ถูกตั้งแสดงที่นครวาติกัน(เอ๊ะ โป๊บวางรูปสลักนี้ต้องการจะสื่ออะไร?)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 10:17
    ช่างเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ที่สนุกดีแท้

    ขอบคุณนะคะ
    #1
    1
    • #1-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 3)
      7 มิถุนายน 2561 / 22:09
      ขอบคุณครับ เม้นแรกเลยนะเนี่ย
      #1-1