นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,205 Views

  • 47 Comments

  • 39 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    54

    Overall
    1,205

ตอนที่ 21 : Hariti นางมารผู้กลับใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 มิ.ย. 61

สวัสดีท่านผู้อ่านที่แสนคิดถึง ในวาระที่เดือนสิงหาคมนี้ มีวันแม่แห่งชาติ โฮเมอร์เลยจัดแคมเปญเดือนของคุณแม่ ที่จะนำเรื่องราวของคุณแม่ตามตำนานมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในแต่ละสัปดาห์ สิริรวมแล้วสี่เรื่องด้วยกันที่เราได้เตรียมไว้ อย่ากระนั้นเลย เรามาเริ่มที่คุณแม่คนแรกของเดือนนี้กันเลยดีกว่า
คุณแม่คนแรกของเราในเดือนแห่งคุณแม่ จะขอพาท่านเปลี่ยนบรรยากาศ จากเรื่องเล่าของฝรั่งที่ออกจะใกล้ตัว มาเป็นเรื่องราวที่ใกล้ตัวกันบ้าง โดยจะขอเล่าถึงเรื่องราวทางฝั่งเอเชียกันบ้าง
ในศาสนาพุทธนั้นมีทั้งเทวดาและยักษ์อยู่มากมายในตำนาน บ้างก็ได้ช่วยให้พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม บ้างก็ได้พยายามขัดขวาง เช่นเหล่าพญามารทั้งหลาย แต่ด้วยความที่พุทธศาสนามองว่าทุกคนสามารถกลับตนเป็นคนดีได้ มารนั้นก็คือผู้หลงผิด เราจึงมักเห็นตำนานการปราบมารโดยใช้การเทศนาสั่งสอน หรือแสดงปริศนาธรรม เปลี่ยนมารให้เป็นเทวดาอยู่หลายครั้ง เช่นเรื่องขององคุลีมาลย์ ผู้หลงผิดกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ไล่สังหารคนนำนิ้วหัวแม่มือมาร้อยเป็นมาลัย ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมก็ได้กลับใจมาบวช จนสำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
สำหรับคุณแม่ที่เราจะเล่าถึงในวันนี้ก็เช่นกัน นางมีชื่อว่า หาริตี เคยเห็นบางท่านเรียกว่า หริติ ซึ่งโฮเมอร์ไม่แน่ใจว่าอันไหนออกเสียงถูก แต่ส่วนใหญ่ที่เคยเห็นจะเรียกว่าหาริตี บางครั้งก็เรียกเต็มยศว่า หาริตียักษิณี เป็นการบอกสัญชาติว่านางเป็นยักษี จับมนุษย์กินเป็นภักษาหาร
หาริตีเป็นนางยักษ์ เชื่อว่าน่าจะเคยอาศัยอยู่ในเมืองเปชวาร์ ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ฝรั่งถอดเสียงชื่อหาริตีออกมาเป็น H
ārītī
นางมีนิสัยดุร้ายตามประสายักษ์ที่ชอบจับมนุษย์กินเป็นอาหาร เชื่อว่านางมีลูกดกมาก บางตำราว่ามี 500 ตน บ้างว่ามีถึง 1,000 นับเป็นคุณแม่ลูกดกขนานแท้ และนางก็เป็นคุณแม่ที่รักลูกๆมาก นางจึงได้หาอาหารมาเลี้ยงดูลูกทุกมื้อ ซึ่งอาหารสำหรับลูกๆของนางนั้น ก็คือลูกๆของชาวบ้านนั้นเอง!
นางหาริตีเที่ยวตระเวนหาเด็กๆลูกชาวบ้านมาให้ลูกตนกิน จนชาวบ้านหวาดกลัว เดือดร้อนกันจนทั่ว แต่ก็ไม่มีใครจะสู้อำนาจนางยักษ์หาริตีได้
แล้วพระก็มาโปรด เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังเมืองนี้ ชาวบ้านก็ได้มากราบวิงวอน ขอให้พระองค์ช่วยปราบนางยักษ์หาริตี พระพุทธองค์ก็ทรงรับปาก เพื่อจะให้ชาวบ้านหายทุกข์ร้อน
แม้นางหิริตีจะมีลูกนับร้อยนับพัน แต่บุตรที่นางรักที่สุด เป็นบุตรคนสุดท้อง ซึ่งคงจะยังเล็กอยู่มากนางจึงเป็นใยเป็นพิเศษ แต่แล้วบุตรคนเล็กของนางก็หายไป นางหาริตีร้อนใจเป็นอันมาก ใช้กำลังฤทธิ์ทั้งหมดเหาะไปจนสุดจักรวาลก็ยังหาไม่เจอ
ด้วยความเป็นแม่ หาริตีมีความเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก นางทราบมาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้แจ้งในทุกสิ่ง จึงมาวิงวอนขอร้องให้ช่วยหาบุตรของนาง
พระพุทธองค์ทรงแย้มสรวล แล้วเปิดบาตรที่คว่ำอยู่ ซึ่งปรากฏว่าบุตรคนเล็กของนางนอนอยู่ใต้บาตรนั้นเอง จากนั้นก็ได้ตรัสเทศนาแก่นางหาริตี ว่านางรักบุตรของตนเช่นไร บุคคลอื่นก็ย่อมรักบุตรของตนเช่นนั้น นางมีบุตรเป็นร้อยเป็นพัน หายไปเพียงหนึ่งยังเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้ แล้วแม่คนอื่นอื่นมีบุตรเพียงคนหรือสองคน จะยิ่งเสร้าเสียใจมากกว่าขนาดไหน
นางหาริตีได้สดับธรรมเทศนาแล้วบังเกิดดวงตาเห็นธรรม บังเกิดพรหมวิหาร รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ปวารณาตนเป็นผู้ปกปักษ์พิทักษ์รักษาเด็กแรกเกิด กลายเป็นเทวดาที่ชาวพุทธนิกายมหายานนับถือกันมาก
พูดถึงนางหาริตีแล้ว ก็ต้องพูดถึงสามีของนางด้วย สามีของนางหาริตีมีนามว่า ปัญจิกา(Pañcika) เป็นยักษ์ระดับแม่ทัพ มีลูกน้องเป็นยักษ์ขุนศึกอีก 27 ตน ระดับลูกกระจ๊อกอีกไม่รู้เท่าไหร่ เอาเป็นว่ามีอิทธิฤทธิ์อำนาจสมกับเป็นสามีหาริตี
เมื่อนางหาริตีปวารณาตนเป็นพุทธมามกะ กลายเป็นเทวดาแล้ว ปัญจิกาก็กลับใจตามเมียไปด้วย กลายเป็นเทวดาที่ผู้คนสรรเสริญ ดังปรากฏนามในสุวรรณประภาสสูตร ซึ่งในสมัยราชวงศ์สุย ได้มีการรวบรวมนามของโพธิสัตว์และเทวดาที่ปรากฏในพระธรรมบทนี้ นำมาทำเป็นพิธีบูชา เรียกว่า พิธีบูชาธรรมบาลโพธิสัตว์ (ก้งจูเทียน)
นางหาริตีและปัญจิกา ได้รับการบูชาคู่กัน โดยนางหาริตีได้รับการบูชา เพื่อขอบุตร(เพราะนางลูกดกมากกกก) ทั้งยังเชื่อว่าจะช่วยให้คนเป็นแม่คลอดบุตรง่าย และยังช่วยพิทักษ์รักษาเด็ก ส่วนปัญจิกาเมื่อครั้งเป็นมาร เคยสะพายถุงสมบัติที่ปล้นชาวบ้านมา ก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ประทานทรัพย์แทน เรียกว่าถ้าบูชาทั้งสอง ก็จะมีทั้งทรัพย์สินเงินทองและบุตร จึงเป็นที่นิยมบูชากันมาก
นางหาริตีได้รับการบูชามากตั้งแต่เนปาลไปจนถึงปากีสถาน และอาฟกานิสถาน มีการพบรูปปั้นและศาลสำหรับบูชามากมาย ในแถบกันดาฮาร์เรียกนางว่า อะจิมา(Ajima) ซึ่งแปลว่าคุณย่าหรือคุณยาย
ทางฝั่งตะวันออก นางได้รับการบูชาจากในจีนไปจนถึงญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นเรียกนางว่า คิชิโมจิน(Kishimojin) บางครั้งนำไปเทียบกับเจ้าแม่กวนอิม ยกให้เป็นพระโพธิสัตว์ด้วยเช่นกัน
ส่วนปัญจิกานั้น ภายหลังถูกหลอมรวม นำไปรวมกับท้าวกุเวรก็มี เนื่องเพราะมีส่วนคล้ายกันอยู่มาก คือเป็นจอมยักษ์ ถือไม้เท้าและเป็นผู้ประทานทรัพย์ แต่ถ้าลองไปดูทางฝั่งฮินดูแล้วจะพบว่าทั้งสองมีความต่างกันอยู่มาก เพราะท้าวกุเวรเป็นยักษ์วงศ์พรหม และมีนิสัยสุภาพ แต่คงเพราะมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน บางครั้งจึงถูกนำมารวมกันไป
เรื่องของนางหาริตี บ้างเชื่อว่าเป็นกุศโลบายในการรวมเอาความเชื่อท้องถิ่นเข้ากับพุทธศาสนา เช่นเดียวกับการรวมเอาความเชื่อเรื่องนาคในแถบเอเชียอาคเนย์เข้ากับพุทธศาสนา
อย่างไรก็ดี เอาเป็นว่าเรื่องของนางหาริตีเป็นตัวอย่างที่ดี ในการเปลี่ยนมุมมองชีวิตและนำพาตนเองไปสู่สถานะที่ดีขึ้น เรียกว่ากลับตัวกลับใจ สังคมยังให้อภัย จากนางยักษ์ที่เที่ยวรังควานผู้คน ก็กลายมาเป็นผู้บริบาลเด็กแทน แฮปปี้ด้วยกันทุกฝ่าย



ภาพประกอบ : รูปสลักจากหินทราย นางหาริตียักษิณี สร้าง คริสต์ศตวรรษที่ 1-4 ศิลปะคันธราช

1 ความคิดเห็น

  1. #5 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 09:56
    ลูกดกขนาดเป็นร้อยเป็นพันเชียวหรือคะ อยากทราบว่า อุ้มท้องกี่เดือนคลอดละนี่
    #5
    1
    • #5-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 21)
      20 มิถุนายน 2561 / 11:33
      เป็นปีศาจไง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเป็นคนมีหวังอู่พังไปแล้ว
      #5-1