นิทานก่อนตาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,517 Views

  • 60 Comments

  • 55 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    85

    Overall
    1,517

ตอนที่ 12 : Feitian อัปสรสวรรค์ของชาวจีน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 พ.ค. 61

สวัสดีนักอ่านทุกท่าน โฮเมอร์มาเล่าเรื่องราวสนุกๆให้ทุกท่านได้อ่านกันเช่นเคยทุกสัปดาห์ ตอนนี้เพจของเราก็เติบโตขึ้นมาก มีคนขอเรื่องราวต่างๆกันมากขึ้น โฮเมอร์ก็ขอรับปากว่าจะตามหามาเล่าให้ได้ฟัง(อ่าน)กันจนครบถ้วน แต่อาจจะช้าไปบ้าง ขอให้รอติดตามชมกันนะครับ
ช่วงนี้ได้เข้าไปดูข้อมูลผู้ที่ติดตามเพจนิทานก่อนตายของเรา บอกว่าตอนนี้ คนที่ถูกใจเพจเรา เป็นชายราว 60% เรียกว่าสมาชิกชายมากกว่าหญิง สงสัยคงเพราะลงเรื่องของนางฟ้าติดๆกันไปสองสัปดาห์ เลยมีผลให้มีหนุ่มๆติดตามอ่านกันมากขึ้น สัปดาห์นี้ก็ขอเอาใจหนุ่มๆ เล่าเรื่องของนางฟ้าต่ออีกสักเรื่องแล้วกันนะครับ
ครั้งก่อนๆเราได้เล่าถึงเรื่องราวนางฟ้าอินเดียที่เรียกว่าอัปสรา และนางฟ้าของนอร์สที่เรียกว่าวัลคีรีกันไป ต่างก็แตกต่างกันไปคนละสาย ระหว่างขายั่วกับขาบู๊ งวดนี้เรามาดูนางฟ้าในตำนานของอีกชนชาติหนึ่งที่มีความคุ้นเคยกับเรามาก นั่นคือนางฟ้าของจีนนั่นเอง
ก่อนอื่น ขอสารภาพว่าโฮเมอร์นั้นมิได้กระดิกในภาษจีนแม้แต่น้อย แต่เพื่อรสชาติอันหลากหลายแด่ท่านผู้อ่าน ก็จะขอลุยกะมันสักตั้งล่ะนะ ย๊ากกกกก(ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยกันไว้ก่อนนะครับ)
นางฟ้าจีนนั้น พวกเธอถูกเรียกรวมๆกันว่า เฟยเทียน(
飞天 ภาษาอังกฤษ Feitian) ประกอบด้วยภาษาจีนสองคำ คือคำว่า หรือ เฟย แปลว่า โบยบิน และคำว่า หรือ เทียน ที่แปลว่า ท้องฟ้าหรือสวรรค์ รวมๆกันก็คงจะแปลได้ว่า โบยบินไปบนสรวงสวรรค์ อันหมายถึงนางฟ้านั่นเอง
ฝรั่งเชื่อกันว่า นางฟ้าของจีนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาและฮินดูผสมๆกัน โดยปรากฏในภาพวาดตามถ้ำและวิหารในพุทธศาสนาในยุคราชวงศ์ถัง อันเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนาในจีน โดยจัดให้เฟยเทียนเป็นนางอัปสราชนิดหนึ่ง ซึ่งฝรั่งมักเรียกพวกเธอว่าเป็น Flying Apsaras
อย่างไรก็ดี เฟยเทียนมีความแตกต่างจากนางอัปสราต้นฉบับอยู่พอสมควร โดยนางฟ้าจีนไม่ค่อยมีบทบาทในการยั่วยวนชายหนุ่มเช่นนางอัปสรา และดูจะสอดแทรกคุณธรรมตามหลักศาสนาพุทธ เต๋า และขงจื๋อเสียมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์เชื่อว่าก่อนการมาถึงของพุทธศาสนา จีนน่าจะมีความเชื่อเรื่องนางฟ้าอยู่แต่เดิม และเมื่อศาสนาพุทธเข้ามาก็เกิดการผสมผสานกันไปในที่สุด
เฟยเทียนมักได้รับการบรรยายว่ามีกลิ่นกายหอมจรุงจิต และมีเสียงอันไพเราะ นางฟ้าที่ได้รับการพูดถึงกันมาก คือคณะเจ็ดนางฟ้า (
七仙女) ที่ชาวจีนเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มดาวลูกไก่ และเกี่ยวพันกับตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงโค
เรื่องราวย่อๆมีอยู่ว่า ทั้งเจ็ดนางฟ้าเป็นบุตรีบุญธรรมของเง็กเซียนฮ่องเต้และฮองเฮา พวกนางครั้งหนึ่งเคยเกิดเป็นมนุษย์ ต่างมีชีวิตที่ทุกข์ระทม และได้บำเพ็ญคุณความดีจนได้มาเกิดเป็นนางฟ้า ซึ่งคุณธรรมหลักๆในแบบจีน ก็คือความกตัญญูต่อบิดามารดา ซึ่งตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่ามีความเป็นลัทธิเต๋าอยู่มากทีเดียว ในเรื่องการบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเซียน
บรรดานางฟ้าทั้งเจ็ด เมื่อได้ขึ้นมาอยู่บนสวรรค์แล้ว ทว่าพวกเธอก็ยังคงมีความรู้สึกหลายอย่างเหมือนกับมนุษย์ วันหนึ่งได้พากันลงมาเล่นน้ำโลกมนุษย์(สวรรค์ไม่มีน้ำอาบ?) โดยปกติแล้ว นางฟ้าจีนจะมีอาภรณ์อันสำคัญอย่างหนึ่ง เป็นผ้าคลุมที่ใช้คล้องไหล่ ซึ่งช่วยให้พวกเธอเหาะเหินไปบนอากาศได้
อันว่าจะลงเล่นน้ำก็ต้องถอดเสื้อผ้าจนหมด นางฟ้าทั้งเจ็ดนางก็ได้นำเสื้อผ้าพาดไว้บนต้นไม้ แต่เรื่องก็ดันเกิด เมื่ออ้ายหนุ่มเลี้ยงวัวได้มาเห็นเข้า วัวของเขาแนะนำให้เก็บเสื้อผ้าของนางฟ้าจนหมด
พวกนางฟ้าอาบน้ำเสร็จ ขึ้นมาไม่พบเสื้อผ้าก็ตกใจ เจ้าหนุ่มเลี้ยงโคได้แสดงตัวและบอกว่าได้เก็บเสื้อผ้าของพวกนางไว้ นางฟ้าองค์เล็กสุดได้มาเจรจาขอเสื้อผ้าคืน เจ้าหนุ่มจึงยื่นข้อเสนอให้เธอมาเป็นภรรยา(ถ้ำมองแถมกรรโชกทรัพย์อีก)
นางฟ้าองค์เล็กยินยอมเป็นภรรยาหนุ่มเลี้ยงวัว พวกพี่ๆจึงได้เสื้อผ้าคืน และบินกลับขึ้นสวรรค์ อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆท่านคงรู้สึกทะแม่งๆ คุ้นๆว่ามันช่างคล้ายกับพระสุธนกับนางมโนราห์ ซึ่งนักวิชาการก็เชื่อคงเป็นเรื่องที่เล่ากันแพร่หลายไปจนถึงอินโดนีเซียนู่นแน่ะ แล้วก็ดัดแปลงกันไปตามแต่ละท้องที่(แสดงว่าหนุ่มๆแถบนี้หมกมุ่นกับการจับนางฟ้ามาเป็นเมียเหมือนกันนะนี่)
จำเนียรกาลผ่านไป หนุ่มชาวโลกและสาวชาวสวรรค์ใช้ชีวิตเป็นคู่ผัวตัวเมียกันอย่างมีความสุข จนมีลูกด้วยกันสองคน เมื่อผัวออกไปเลี้ยงวัว เมียก็ทอผ้า ช่วยกันทำมาหากิน เป็นวิสาหกิจในครัวเรือน
เรื่องทำท่าว่าจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ถ้าพ่อตาแม่ยายไม่มาพรากนางฟ้าของเรากลับสวรรค์ นี่มันความรักข้ามชนชั้นชัดๆ
หนุ่มเลี้ยงวัวผู้สามีกลับมาไม่เห็นภรรยาก็เศร้าใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ลูกๆร้องไห้หาแม่ จนวัวตัวเดิมได้ออกความเห็นว่าให้ฆ่าตนแล้วเอาหนังมาห่มคลุมเพื่อจะขึ้นไปบนสวรรค์ ว่าง่ายๆ ฆ่าวัวหาทุนไปตามเมีย
หนุ่มเลี้ยงวัวฆ่าวัวรักด้วยความสงสารและเสียดาย แล้วก็พาลูกๆขึ้นไปตามหาแม่บนสวรรค์ จนพบเจอกันในที่สุด แต่ระหว่างที่ครอบครัวได้พากันหนี พระนางฮองเฮาได้พบเข้าและพิโรธหนัก คว้าปิ่นปักผมกรีดท้องนภา กลายเป็นแม่น้ำสวรรค์หรือทางช้างเผือก ขวางกั้นทั้งสองไปตลอดกาล
อย่างไรก็ดี ตามตำนานเล่ากันว่า ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดของปี นกกระเรียนที่สงสารในความรักของทั้งสอง จะพากันมาเรียงตัวกันเป็นสะพานนกกระเรียนเพื่อให้พ่อแม่ลูกได้พบหน้ากันปีละครั้ง วันดังกล่าวจึงเป็นเสมือนวันแห่งความรักในประเพณีจีน
จะเห็นว่า เฟยเทียน หรือนางฟ้าของจีนนั้น นอกจากจะมีความสวยงาม กลิ่นกายหอมหวนจรุงใจ เสียงยังใสเพราะพริ้ง พวกเธอชอบในงานหัตถกรรมทั้งหลาย และการดนตรี นอกจากนี้ยังมีคุณธรรมประจำใจ แถมเป็นภรรยาที่ดี จึงไม่แปลกที่หนุ่มจะใฝ่ฝันได้พวกเธอมาเป็นศรีภรรยา
ความเชื่อเรื่องนางอัปสรสวรรค์ของชาวจีน แพร่หลายไปยังเกาหลีและญี่ปุ่น โดยทางญี่ปุ่นจะเรียกพวกเธอว่า เท็นชิ (
天使) รวมๆแล้วไม่แตกต่างกันมากนัก เลยขอข้ามไปไม่เล่าแล้วกันเนาะ



ภาพประกอบ : ภาพวาดนางฟ้าในวัดฝาไห่ ประเทศจีน(ค.ศ. 1439-1443)

1 ความคิดเห็น

  1. #4 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 12:37
    ช่างเป็นวัวที่ฉลาดมากซะนี่กระไร

    ปล. ความเห็นส่วนตัวคิดว่า น่าจะเก็บวัวไว้ทำประโยชน์อื่นอีก คงดีกว่า
    #4
    1
    • #4-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 12)
      11 มิถุนายน 2561 / 22:48
      ฉลาดจนน่าสงสัยเลยเนอะเจ้าวัวตัวนี้
      #4-1