โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,385 Views

  • 158 Comments

  • 145 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    6

    Overall
    4,385

ตอนที่ 9 : บทของจระเข้เจ้า ตอนที่ 1 สัปเหร่อหลังวัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    16 เม.ย. 60

                เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครา เมื่อดวงอาทิตย์ฉายแสงจับขอบฟ้าเบื้องบูรพาทิศ เสียงไก่โก่งคอขาน ขณะที่นกกาพากันออกหากินดังที่เป็นมาชั่วนาตาปี

                บนทางเดินเล็ก ๆ พอให้เดินสวนกันได้สะดวก เหล่าภิกษุเดินเรียงแถวออกบิณฑบาต ตามมาด้วยกลุ่มเด็กวัดที่ติดตามรับใช้ ซึ่งมีตั้งแต่เด็กจนรุ่นโตมีหนวด คล้อยหลังไปนั้น เจ้าทองเด็กหนุ่มกำพร้าวิ่งกระหืดกระหอบตามมาด้วยความเร่งรีบ วันนี้มันตื่นสายกว่าปกติเพราะความปวดระบมจากบาดแผลที่ถูกลูกน้องหมื่นเสือเล่นงาน จึงกว่าจะตื่นก็เมื่อทั้งพระและเด็กวัดออกไปกันหมดแล้ว ทำให้ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อจะตามให้ทัน ด้วยสำนึกว่ามาอาศัยข้าววัดทั้งที่นอนคุ้มหัว ยิ่งนึกถึงคำหลวงพ่อที่ตักเตือนมันเมื่อคืนตอนที่เอายามาให้ เด็กน้อยผู้อาภัพก็ยิ่งมิอยากจะหยุดพักแม้จนนิดเดียว

                “ทองเอ๊ย โยมอย่าดื้ออยู่ที่นี่อีกเลย หมื่นเสือเป็นคนใจหยาบ ทั้งไม่ยอมให้ใครมาลูบคม อาจารย์ไกรของโยมทำกับหมื่นเสือไว้มาก เขาคงผูกใจเจ็บ อาจจะมาล้างแค้นเอากับโยม อาตมาก็ไม่แน่ใจว่าเขตวัดจะช่วยคุ้มกันโยมได้ ถ้ามีเรื่องมีราวกันในวัด ทั้งพระทั้งฆราวาสจะพากันลำบาก”

                คำพูดของเจ้าอาวาสทำเอาเจ้าทองตรองหนัก ทั้งอัดอั้นตันใจ ซึ่งก็จริงดังคำ หมื่นเสือนั้นมิมีทีท่าจะเกรงพระเกรงเจ้าแม้แต่น้อย ถ้าวันใดนึกจะพากันมาข่มเหงก็คงไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วย ซ้ำจะทำพระเจ้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย แต่หากไม่เอาวัดเป็นที่พึ่ง มันเองก็ยังไม่รู้จะไปทางไหน ยิ่งคิดยิ่งอยากจะร้องไห้กับชะตาอันอาภัพ ยามนี้จึงได้แต่พยายามหยิบจับช่วยเหลือ ขออาศัยพระไปพลางก่อนจะนึกหาทางได้

                เมื่อผ่านจวนเจ้าเมืองคนก่อน หนุ่มน้อยจากตลาดขวัญก็เหลียวไปมองหมู่เรือนที่ปิดร้างไร้ผู้คนด้วยความเปล่าเปลี่ยวหัวใจ รู้ดีว่าคุณหญิงพุดซ้อนเจ้าของเรือนได้หนีจากเมืองนี้ไปพร้อมกับบ่าวไพร่แล้ว ได้แต่นึกเป็นห่วงผู้มีคุณ หวังว่ายามนี้จะปลอดภัยและสุขสบายอยู่ที่ไหนสักแห่ง

                ขบวนพระออกบิณฑบาตต่อไป ขณะที่ชาวบ้านได้ออกมาใส่บาตรกันเนืองแน่นเช่นทุกวัน และอาจจะมากขึ้นจากบรรดาแม่ยกเจ้าหนุ่มหน้าหวานที่หวังจะตักบาตรเผื่อไปถึงมัน ครั้นบรรดาแม่ยกได้เห็นหน้าตาอันบวมปูดของเจ้าทอง ต่างก็พากันร้องวี้ดว้าย ไต่ถามกันระงม  หลานอาจารย์ไกรไม่ได้เอื้อนเอ่ยบอกตัวผู้กระทำ กระนั้นเหล่าเด็กวัดที่ถูกคาดคั้นเพราะโดนเข้าใจผิดก็ต้องบอกใบ้เพื่อให้พ้นตัว

                “ฉันไม่มีเรื่องเคืองใจ จะไปทำร้ายพ่อทองของพวกป้าทำไม นู่นแน่ะ ไปสงสัยกับคนที่อามันสร้างแค้นไว้เถอะ” เด็กวัดที่โตสุดชี้แจง ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ว่ามันหมายถึงใคร จึงพากันปิดปากสนิท แม้จะสงสารเด็กหนุ่มผู้อาภัพ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้

                พวกเด็กวัดเริ่มจะพูดคุยกับเจ้าทองบ้างแล้ว อาจเพราะนึกสงสาร หรือเพราะสำนึกว่าพลอยได้รับอานิสงค์จากเจ้าหนุ่มหน้าแฉล้ม ถึงได้มีอาหารทั้งขนมตกถึงท้องพวกมันมากขึ้นจากบรรดาแม่ยกที่แห่กันมาใส่บาตร

                วันนี้เจ้าทองได้มีโอกาสพบหญิงสาวที่เคยช่วยชีวิตมันอีกครั้ง ตะเภาทองบุตรสาวเจ้าสัวได้มารอตักบาตรพร้อมนางเกลี้ยงหญิงรับใช้คนสนิท พวกเด็กวัดโจษจันกันให้ฟังว่าเป็นเรื่องประหลาด เพราะคนบ้านนี้แทบไม่เคยทำบุญ ตัวเจ้าสัวเองหากไม่ใช่เทศกาลงานสำคัญก็แทบไม่เคยเห็นหน้าพระ ตะเภาทองบุตรสาวนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ลือกันว่าวัน ๆ เอาแต่ฝึกอาวุธ ยิงปืนผาหน้าไม้อยู่ในเขตบ้านตัว ไม่สุงสิงข้องแวะผู้ใด ผิดกับตะเภาแก้วแฝดผู้พี่ที่เสียไป

                เสียงซุบซิบนินทาเงียบลงเมื่อตะเภาทองใส่บาตรพระทีละรูปจนถึงปลายแถว พวกเด็กวัดมองเด็กสาวแรกแย้มด้วยสายตากรุ้มกริ่ม หากไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านั้น ต่างรู้ดีว่าหมื่นเสือได้หมายตาตะเภาทองคนงามไว้แล้ว ใครที่บังอาจแทะโลมสาวเจ้าล้วนมีอันเป็นไปด้วยฝีมือลูกน้องหมื่นเสือ มีทั้งที่ถูกทำร้ายจนพิการ หรือเป็นบ้าไปเลยก็มี

                และแล้วแถวก็มาถึงเจ้าทอง เด็กหนุ่มได้สบตาดรุณีน้อยแค่ชั่วครู่แล้วรีบหลบตาลงต่ำ บอกตัวเองไม่ถูกว่าทำไม ทั้งที่ตั้งใจจะขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยชีวิตไว้แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าเร่งฝีเท้าตามพวกที่อยู่หัวแถวไป ทิ้งให้สาวเจ้าชะเง้อค้างคล้ายมีสิ่งจะเอื้อนเอ่ย

 

                เมื่อกลับถึงวัด เจ้าทองรีบจัดแจงช่วยแบ่งเบางานเท่าที่จะทำได้ โดยมีเด็กวัดรุ่นพี่คอยชี้นิ้วสั่ง กระทั่งเสร็จมันจึงได้กินข้าวเป็นลำดับท้ายสุดหลังเด็กวัดคนอื่น ๆ อิ่มแล้วก็กราบศพอา ก่อนจะวิ่งไปทางป่าช้าตามที่ได้ตัดสินใจไว้เมื่อคืน

                ร่างเพรียวบางเดินผ่านเส้นทางอันวกวนของสุสานหลังวัดที่มีป้ายหลุมศพระเกะระกะ รอบสุสานมีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มทั้งพงหญ้ารก จึงแม้ว่าจะเดินผ่านในตอนกลางวันก็ยังดูวังเวงน่ากลัวไม่ผิดกับกลางคืน เจ้าทองยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดเมื่อคืนมันจึงกลับวัดถูก ทั้งที่รอบกายแทบจะไร้แสงสว่าง

                เจ้าเด็กวัดจำเป็นเดินเลาะเลียบตามทางเดินที่ยอกย้อน กระทั่งเห็นกระต๊อบโกโรโกโสใต้ต้นหูกวางที่ตายซาก พลันได้ยินเสียงคนหายใจด้วยความอึดอัด เพิงพักไหวโอน หนุ่มน้อยพลอยนึกถึงพวกลูกน้องหมื่นเสือ เกรงว่าพวกมันจะมาล้างแค้นเรื่องเมื่อวานกับอาพด รีบกระโจนเข้าไปในกระท่อมเพื่อจะช่วยเหลือ

                “เฮ้ย ! ใครวะ โผล่เข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง !” เสียงตะโกนมาจากด้านในกระท่อมที่มืดทึบไม่ได้เปิดหน้าต่าง ชายร่างอัปลักษณ์กำลังคร่อมอยู่เหนือศพหญิงสาววัยกำดัดที่ชื่อนางอ่อน ทาสในเรือนหมื่นเสือซึ่งตายไปเมื่อสองวันก่อน

                “ออกไปก่อนโว้ย ข้ายังไม่เสร็จเรื่อง !” ชายร่างผอมพุงโรโบกมือไล่ เอวยังคงขยับใส่ร่างไร้วิญญาณไม่หยุด แทนที่จะรีบออกไป เด็กหนุ่มกลับจ้องเป๋ง

                “ฉันนึกว่าอาพดถูกทำร้าย”

                “ข้าไม่ได้ถูกทำร้ายโว้ย แต่ถ้าเอ็งยังไม่ออกไป ข้านี่ล่ะจะลุกไปเตะเอ็ง !” ผู้อาวุโสกว่าท่าทางฉุนจัด เสียสมาธิกับสิ่งที่ทำ

                “แล้วอาพดทำอะไรอยู่หรือ ?” เจ้าทองถามหน้าตาเฉย นึกไปถึงตอนที่เห็นอามันทำอะไรคล้าย ๆ อย่างนี้บนเรือ และบอกว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ กลับไม่ยักรู้ว่าคนเป็นผู้ใหญ่ต้องทำอะไรพิลึกแบบนี้ ตอนนี้มันคิดว่ามันเองก็โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตนเองแล้ว แต่ก็ยังไม่ยักเข้าใจ

                “แหม่โว้ย !” เจ้าของกระท่อมสบถ หมดอารมณ์จะจัดการธุระตรงหน้า ลุกขึ้นขมวดปมผ้านุ่ง ตรงมาหมายจะเตะเจ้าเด็กสู่รู้ให้จั๋งหนับ แต่เมื่อเห็นแววตาใสซื่อของมันก็พลันปลกใจ

                “แฮะ นี่เอ็งไม่รู้จริง ๆ เรอะ ?”

                เด็กน้อยส่ายหน้าแทนคำตอบ ทำอีกฝ่ายหัวเราะลั่น

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เซ่อออกปานนี้ เอ็งโตมาได้ไงวะเนี่ย”

                “แล้วตกลงอาทำอะไรอยู่ล่ะ ?” เจ้าทองยังคงถามด้วยความสงสัย

                “ไม่เคยมีใครบอกเอ็งบ้างเลยหรือวะ” ตาพดสัปเหร่อตอบเลี่ยงด้วยความรำคาญ

                “เมื่อก่อนฉันบวชเป็นเณร ไม่รู้เรื่องโลกภายนอกเลย”

                เจอคำตอบนี้เข้า สัปเหร่อเฒ่าก็ถึงกับเกาหัวแกรก

                “เออแฮะ แล้วอ้ายไกรมันไม่เคยสอนเอ็ง ?”

                 “ฉันเคยเห็นพ่อครูทำแบบนี้บนเรืออยู่ครั้งหนึ่ง พ่อครูบอกว่ามันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ตอนนี้ฉันก็โตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะดูแลตัวเองแล้ว ทำไมฉันไม่ยักกะรู้เรื่องนี้เสียที”

                คำตอบของเจ้าทอง ทำเอาอีกฝ่ายหัวร่องอหาย

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยังโว้ย เอ็งยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ถ้ายังไม่รู้เรื่องนี้ เอ็งก็ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่หรอกวะ”

                คำปรามาสของผู้อาวุโส สร้างความคับข้องให้เด็กหนุ่ม ก็เมื่อไม่มีใครสอน แล้วมันจะเข้าใจได้อย่างไร หรือว่าชาตินี้มันจะไม่ได้โตเป็นผู้ใหญ่อย่างใครเขา

                “แล้วเอ็งมีธุระอะไรถึงมากวนใจข้าถึงนี่ !” ชายแก่กว่ากลับมาเสียงเขียวอีกรอบ ขุ่นใจที่ถูกขัดความสำราญ

                “อ๋อ ฉันจะจัดการศพพ่อครู หลวงพ่อท่านก็รับนิมนต์สวดศพให้ตามพิธี ท่านให้มาบอกอาพดที่เป็นสัปเหร่อนี่ล่ะจ้ะ” หนุ่มน้อยหน้าหวานเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว

                “เออ แล้วดันผ่ามาเวลานี้” สัปเหร่อร่างผอมโกรกยังคงบ่นด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเชยคางเด็กหนุ่ม มองริ้วรอยบนใบหน้า

                “แผลเอ็งค่อยยังชั่วแล้วหรือวะ ?”

                หลานอาจารย์ไกรพยักหน้ารับ เริ่มจะซึมเมื่อถูกถามเรื่องนี้

                “เออ เห็นไหมล่ะว่ายาข้าดี แล้วพวกอ้ายหมื่นเสือมันยังมารังแกเอ็งอีกไหมวะ ?”

                เจ้าทองส่ายหน้า น้ำตาไหลออกมาด้วยความอัดอั้น เมื่อนึกว่าหากหมื่นเสือจะทำร้ายมันก็คงไม่มีใครช่วยได้

                “เฮ้ย เอ็งจะร้องไปทำไมว้า นี่ อ้ายทอง เอ็งลองมาบ้าอย่างข้าสิว้า เป็นบ้านี่มันดีนะโว้ย จะหมื่นเสือหรือหมื่นหมาก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกะเอ็ง” ตาพดแนะ บางทีอาการครึ่งบ้าครึ่งดีก็คงเป็นวิธีเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง เด็กหนุ่มฟังแล้วยกมือปาดน้ำตา พูดขึ้น

                “ที่ฉันอยากรีบทำศพพ่อครูเสียจะได้หมดห่วง หากฉันพลาดท่าเสียทีแก่จระเข้เจ้า จะได้ไม่เป็นภาระแก่คนอื่น”

                “เอ๊ะ เอ็งพูดอย่างกะจะไปสู้กะจระเข้เจ้า ?” สัปเหร่อเฒ่าถามด้วยความแปลกใจ

                “ใช่แล้วล่ะอาพด ฉันตั้งใจจะฆ่าจระเข้เจ้า เอาศพมันมาเซ่นพ่อครูให้ได้”

                ทันทีที่ฟังคำตอบ ตาพดสัปเหร่อเฒ่าก็ถึงกับหัวร่องอหาย ขำจนท้องคัดท้องแข็ง

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ โว้ย ! อ้ายทอง ไม่ต้องแกล้งแล้วโว้ย เอ็งมันบ้ากว่าข้าอีกว่ะ” ชายประหลาดหัวเราะเสียงสูง เยาะหยันความคิดเด็กหนุ่ม

                “ฉันพูดจริง ๆ นะ ถึงสู้ไม่ได้ก็จะขอแลกชีวิตกับมัน เพราะฉันก็ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปอีกทำไมเหมือนกัน” เจ้าทองตอบกลับ น้ำเสียงเริ่มจะฉุนหน่อย ๆ

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ ชีวิตเอ็งมันจะไปแลกกะใครได้ว้า สารรูปอย่างเอ็งกัดกะหมายังแพ้เลย สู้ไปเอ็งก็ตายเปล่า ๆ”

                “ช่างฉันเถอะน่า นี่มันชีวิตฉัน จะตายก็ช่าง อาพดทำศพให้พ่อครูก็พอ นี้เงินค่าทำศพ !” เด็กนุ่มโมโหจัด ขึ้นเสียงใส่ พร้อมทั้งปาเงินค่าทำศพลงตรงหน้า

                “ทุ้ยส์ !” ชายอัปลักษณ์ถ่มน้ำลายใส่หน้าเจ้าทอง

                “เวลาอ้ายไกรมันจับจระเข้ มันเคยบอกเอ็งไหมว่ามันจะไปตาย อ้ายตายน่ะมันง่ายโว้ย แต่ตายไปแล้วมันจะได้อะไร สงสารอ้ายไกรว่ะ มีหลานโง่ ๆ”

                ถูกด่าจังหน้าอย่างนี้ เด็กน้อยหลานอาจารย์ไกรก็ถึงกับงันไป ระหว่างที่เจ้าทองนิ่งคิด สัปเหร่อเฒ่าก็ก้มลงเก็บเงินที่ถูกปาลงพื้น

                “เอ็งจะทำศพอ้ายไกรมันเมื่อไหร่ ?” ชายแก่ถามขึ้นเบา ๆ

                “เอ๋ ? อ้อ หลวงพ่อท่านจะสวดศพให้เย็นนี้ ฉันอยากจะรีบทำศพพ่อครูให้เร็วที่สุด” เด็กหนุ่มปรับอารมณ์ไม่ถูก แทบจะตอบไม่ทัน

                “ใจร้อนจริงวะ เออ งั้นข้าจะทำศพมันให้ตอนค่ำ เผาเลยใช่ไหมวะ ?”

                หลานอาจารย์ไกรพยักหน้าอีกครั้งแทนคำตอบ

                “เออ ก็ไม่ยุ่งยากดี แล้วอ้ายศพบนเรือนั่นจะให้จัดการไปพร้อมกันเลยไหมวะ เก็บไว้เสียจนเละได้ที่แล้วนี่หว่า” ตาพดพูดพร้อมกับชี้ไปที่เรือซึ่งเก็บศพหมอสังข์

                “อาพดก็ทำเสียให้เรียบร้อยเถอะจ้ะ นั่นน่ะหมอสังข์เพื่อนของพ่อครู เดิมพ่อครูตั้งใจจะจับจระเข้เจ้ามาเซ่นศพหมอสังข์ เลยเก็บศพไว้ก่อน แต่พ่อครูก็มาตายเสีย ฉันเลยคิดว่าจัดการเสียให้เรียบร้อยก็ดี จะได้ไม่ต้องเป็นกังวล” เด็กหนุ่มตอบ

                “เออ ฮ่ะ ฮ่ะ เอ็งกับอ้ายไกรนี่มันต่างกันลิบลับ อ้ายไกรมันมั่นใจมากว่าจะจับจระเข้เจ้าได้ ก็เลยเก็บศพไว้ทำพิธีที่หลัง ส่วนเอ็งมันรู้ว่าจะแพ้เขาก็เลยรีบทำศพไม่ให้เป็นกังวล มันก็มีดีมีเสียทั้งคู่ล่ะวะ อ้ายไกรมั่นใจมากจนประมาท ส่วนเอ็งก็คิดจะไปตายเสียถ่ายเดียว แต่ข้าว่าสุดท้ายแล้วเหลวทั้งคู่ล่ะวะ” สัปเหร่อหน้าตาอัปลักษณ์ว่าพลางใช้นิ้วแคะสะดือไปพลาง

                ข้างเจ้าทองฟังคำวิจารณ์ตัวมันกับพ่อครูแล้วก็ได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้จะโต้แย้งอะไร ครู่ต่อมาชายแก่ก็แบมือมาทางมัน เด็กหนุ่มยืนนิ่งด้วยความสงสัย

                “งงทำไมว้า จะทำศพพร้อมกันสองศพน่ะ เงินแค่นี้มันจะไปพอได้ไง” ตาพดเฉลย เจ้าทองจึงหยิบเงินเพิ่มให้ ชายร่างผอมโกรกเห็นถุงที่เด็กหนุ่มใส่เงินแล้วตาวาว ถามขึ้น

                “เฮ้ย อ้ายทอง เอ็งยังคิดจะสู้กับจระเข้เจ้าอีกไหมหวา ?”

                เด็กน้อยฟังแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ

                “ง้านเอ็งฟังข้า  ต่อแต่นี้เอ็งมาอยู่กะข้าที่นี่ ข้าจะช่วยสอนเอ็ง แล้วข้าสั่งอะไรเอ็งต้องทำตาม ห้ามถาม ห้ามเถียงเด็ดขาด เข้าใจไหมวะ”

                “จ้ะครู” เจ้ากำพร้าดีใจที่มีหนทางแก้แค้นให้อา รีบก้มลงกราบ เรียกอีกฝ่ายว่าครู

                “เออ ให้มันว่าง่ายยังง้าน ทีนี้เอียงหูมา ข้าจะสั่งของแล้วเอ็งต้องหามาให้ได้ตามนี้ ข้าถึงจะรับเอ็งเป็นศิษย์”

                เด็กหนุ่มดีใจนัก เอียงหูฟังรายการใกล้ ๆ จำจนขึ้นใจแล้วจึงกราบลาครูคนใหม่ รีบวิ่งไปหาสิ่งของให้ได้ตามต้องการ

 

                หนุ่มน้อยหลานอาจารย์ไกรกลับมาที่วัดอีกครั้งเพื่อจัดเตรียมพิธีศพและหาข้าวของตามที่อาพดสั่ง โดยมีเด็กวัดสอง-สามคนช่วยหาซื้อสิ่งของ แลกกับสินน้ำใจจำนวนหนึ่ง เรื่องเงินทองค่าใช้จ่ายนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้าทองเลย อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เพราะมันยังมีเงินที่เจ้าสัวและคุณหญิงพุดซ้อนให้ไว้สำหรับค่าทำศพ ไหนจะเงินที่อาไกรเก็บสะสม ซ่อนเอาไว้ในเรืออีก ซึ่งมีมากพอจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง

                ภายใต้ฉากหน้าที่สำมะเลเทเมา เจ้าทองเพิ่งรู้ว่าอาไกรของมันเป็นคนมัธยัสถ์ อามันเก็บเงินไว้มากพอดู บางทีอาจเพราะต้องการเลิกเป็นหมอจระเข้แล้วลงหลักปักฐานที่ไหนสักแห่ง ทว่าก็มาตายเสียก่อน...พอนึกถึงอา เด็กน้อยก็น้ำตานองอีกรอบ มันยกมือปาดน้ำตาที่ขังออกให้เรียบร้อยเพื่อจะขึ้นไปกราบหลวงพ่อบนกุฏิ นิมนต์ให้มาสวดทำพิธีศพให้ทั้งอาจารย์ไกรและหมอสังข์

                เด็กหนุ่มผิวขาวนวลก้าวขึ้นไปบนกุฏิ กราบนิมนต์รวมทั้งเล่าเรื่องที่จะไปอยู่กับอาพดให้ฟัง หลวงพ่อมีหน้าตาไม่สบายใจหน่อยหนึ่ง ถามขึ้น

                “นี่โยมคิดดีแล้วรึ ที่จะไปอยู่กับอ้ายพดมัน”

                “กระผมตัดสินใจแล้วขอรับ อีกอย่างหมื่นเสือก็ยังคอยหาเรื่องอยู่ กระผมไม่อยากให้คนในวัดเดือดร้อนไปด้วย” เจ้าทองตอบ

                “อือ มันก็อาจจะดีก็ได้ ถ้าพูดชื่ออ้ายพดล่ะก็ ทั้งเมืองนี้ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกะมัน ต่อให้หมื่นเสือก็เถอะ คงพอคุ้มครองโยมให้ปลอดภัยได้ แต่อ้ายนี่มันบ้า ๆ บอ ๆ อาตมากลัวว่าโยมคบกับมันมาก ๆ จะพากันเข้ารกเข้าพงน่ะซี” สมภารเอ่ยเตือน

                “กระผมจะระมัดระวังขอรับ” เด็กหนุ่มพูดเพื่อให้พระท่านเบาใจ

                “เอาเถอะ ถ้าโยมตัดสินใจแล้วก็ตามใจ โยมตระเตรียมงานไว้ก็แล้วกัน ขาดเหลืออะไรก็บอกพวกเด็กวัด อาตมาสั่งไว้แล้ว อีกเดี๋ยวจะตามลงไป” เจ้าอาวาสสั่ง แล้วเจ้าทองก็กราบลา กลับลงมาดูแลการเตรียมงานศพให้เรียบร้อย

                งานศพอาจารย์ไกรและหมอสังข์จัดอย่างเล็ก ๆ สวดกันเย็นนั้นแล้วก็เผาในตอนค่ำ แขกเหรื่อแทบไม่มีเพราะเจ้าทองไม่ได้เชิญใครเลย นอกจากจะไม่รู้จักใครแล้ว มันยังกลัวว่าถ้าหมื่นเสือรู้ข่าวจะตามมาหาเรื่องถึงในงาน จึงทำพิธีแค่เพื่อส่งวิญญาณอาทั้งสองให้ไปสู่สุขคติ

                ในแถวของของแขกเหรื่อ มีเพียงเด็กวัดที่มารอกินของเลี้ยง เมื่อพระเริ่มสวด เจ้ากำพร้าก็ก้มหน้านิ่ง พนมมือแล้วนึกถึงพ่อครูเมื่อครั้งมีชีวิต น้ำตาไหลเอ่อโดยไม่รู้ตัว มันนั่งซึมอยู่อย่างนั้นจวบจนกระทั่งงานจบ จึงได้เห็นว่ามีหญิงหนึ่งมาร่วมงานในฐานะแขก จำได้ว่าเป็นนางเกลี้ยง พี่เลี้ยงของตะเภาทอง เมื่อเสร็จพิธี นางเกลี้ยงก็ตรงเข้ามาพูดกับเจ้าทองทันที

                “นี่พ่อทองจะไปจากเมืองนี้ล่ะรึ ?”

                เด็กหนุ่มงงกับคำถามนั้น แต่ก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ

                “เฮ้อ โล่งอกไป อ้ายฉันก็นึกว่าพ่อทองทำศพอาจารย์ไกรเสร็จก็จะไปจากเมืองนี้” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยความโล่งใจ

                “น้ามีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าจ๊ะ ?” เจ้าทองถามกลับไปบ้าง

                “อ้ายฉันน่ะไม่มีหรอก แต่คุณหนูของฉันน่ะซี่...”

                พอได้ยินว่าคุณหนู เจ้าทองก็รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันใด

                “อ้อ นี่คุณหนูฝากเงินมาช่วยงานศพ” นางเกลี้ยงยื่นถุงเงินให้เจ้าทองรับไว้แล้วพูดต่อ

                “คุณหนูให้ฉันมาถาม เรื่องที่พ่อทองประกาศว่าจะปราบจระเข้เจ้าล่ะมันยังไง ลองหาโอกาสปรึกษาเธอเสีย เธอจะหาทางออกมาพบ”

                “น้าไปบอกกับคุณหนูของน้าเถอะจ้ะ ว่าฉันพูดจริงที่จะปราบจระเข้เจ้าให้ได้ แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ฉันจะบอก” แม้จะดีใจที่มีโอกาสพบหญิงสาวนามตะเภาทอง แต่เจ้าทองรู้ว่าตัวมันในตอนนี้ยังไม่อาจต่อกรศัตรูร้าย จึงขอผัดผ่อนที่จะพบหญิงสาวไปก่อน รอจนเวลาที่มันพร้อม

                นางเกลี้ยงมีสีหน้าผิดหวังหน่อยหนึ่ง นางหันรีหันขวาง มองไปรอบ ๆ แต่ก่อนจะกลับ หญิงรับใช้วัยกลางคนก็บอกกับเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย

                “...พ่อทอง...ถ้าตั้งใจจะปราบจระเข้เจ้าให้ได้ล่ะก็ คุณหนูฝากบอกมาว่าพ่อทองต้องรู้จักตัวจริงของจระเข้เจ้าเสียก่อน...”

                กล่าวจบนางเกลี้ยงก็เดินลับไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มขบคิด...ตัวจริงของจระเข้เจ้า...มันคืออะไรกันแน่ ?

 

                พิธีสวดศพจบเอาเมื่อเย็นย่ำ บรรยากาศโพล้เพล้แทบจะไร้แสง เมื่อจบพิธีพระสวด เจ้าทองและเด็กวัดก็ช่วยกันแบกศพหามไปป่าช้าทันที ต่างหามศพมาตามทางที่รกเรื้อและวกวน กระทั่งถึงพื้นที่ มีกองฟืนวางไว้เป็นเชิงตะกอนสองกอง ตาพดผู้รับหน้าที่สัปเหร่อได้ก่อไฟกองเล็กรออยู่แล้ว เฒ่าประหลาดนั่งยองอยู่ข้างกองไฟ ดูดมวนยาอย่างใจเย็น แสงไฟจับเสี้ยวหน้าผอมโกรก ดวงตาโปน และผมหยิกที่โกร๋นแทบหมดหัว แลคล้ายผีที่สิงสู่ในป่าช้าเสียมากกว่าจะเป็นคน

                ทันทีที่เจ้าทองและเด็กวัดหามศพมาถึง ดวงตาอันปูดโปนก็เหลือบมอง คอหันมาเหมือนจะพลิกกลับได้ นิ้วผอมยาว ข้อนิ้วโปน แลคล้ายกิ่งไผ่ชี้ไปยังแคร่สองอัน เป็นการบอกให้วางศพไว้ที่นั่น พวกเด็กวัดรีบวางศพลง รับเงินจากเจ้าทองแล้วเผ่นไปในทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงเด็กหนุ่มกำพร้าและสัปเหร่ออยู่ในสุสานอันวังเวง

                ร่างผอมเหมือนผีตายซากอัดยาสูบเข้าปอดอึกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบไม้เขี่ยศพที่วางพิงต้นไม้ หยิบหม้อดินอีกใบหนึ่งมาด้วย แล้วจึงเดินมาที่ศพ

                สัปเหร่อร่างอัปลักษณ์เริ่มบ่นงึมงำในลำคอ ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไรกันแน่ เจ้าทองนั่งฟังแล้วรู้สึกขนลุก เหงื่อซึมทั้งที่อากาศไม่อบอ้าว ควันจากมวนยาเหม็นฉุน ลอยมาปะทะจมูกจนมันชักจะมึนหัว ครู่หนึ่งก็มีนกแสกบินผ่าน ส่งเสียงร้องขึ้นทีหนึ่งแล้วก็เงียบไป เจ้าทองกลั้นใจ นั่งดูต่อไปก็เห็นอาพดใช้เหล็กแหลมแทงไปที่ศพหมอสังข์ให้น้ำเหลืองไหลออกมาแล้วเอาหม้อดินรองไว้ จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับศพอาจารย์ไกร เสร็จแล้วจึงปิดปากหม้อด้วยผ้ายันต์ ผูกสายสิญจน์คล้ายจะเก็บไว้ทำพิธีอะไรสักอย่าง

                “เอ็งรู้จักพิธีกินผีไหมหวา ?” สัปเหร่อพดถามเด็กหนุ่ม ขณะที่ตัวแกแบกศพหมอสังข์ นำไปวางบนเชิงตะกอนด้วยตัวคนเดียว ร่างที่ผอมดั่งผีตายซากนั้นดูจะมีเรี่ยวแรงกว่าที่เห็นอย่างน่าประหลาด

                “ไม่เคยจ้ะ” เจ้าทองตอบ น้ำเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว

                “ง้านเอ็งนั่งเฉย ๆ รอดูไป ข้าให้ทำอะไรเอ็งก็ทำ เข้าใจไหมว้า” ผู้ทำหน้าที่จัดการศพสั่ง ตอนนี้ศพอาจารย์ไกรถูกวางบนเชิงตะกอนอีกกองเรียบร้อย ครู่ถัดมาไฟก็ถูกจุดขึ้นและลามเลียอย่างรวดเร็ว

                “สูบนี่สิวะ จะได้ทนไหว กลิ่นเผาศพมันเหม็นนะโว้ย อ้วกแตกอ้วกแตนกันมาเยอะแล้ว” ผู้อาวุโสถอยมานั่งใกล้เจ้ากำพร้า ยื่นมวนยาให้ เจ้าทองมีท่าทีลังเล ขณะที่ไฟเริ่มโหมจนกลบกลืนกองฟอนทั้งสอง

                “เอ็งไม่สูบก็ตามใจ ข้าฝากถือให้หน่อยแล้วกัน” พูดจบสัปเหร่อเฒ่าก็ผุดลุก คว้าไม้เขี่ยศพขึ้นควบคุมกองไฟทั้งสองกอง ไม้เขี่ยยาวร่วมสามวา ปลายเป็นเหล็กแหลมและมีตะขอ ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว พลิกให้ศพถูกเผาอย่างทั่วถึง และคอยเขี่ยกองไฟให้คุโชนตลอดเวลา เจ้าทองถือมวนยานิ่งไว้อย่างนั้น ไฟกองใหญ่ถึงสองกองลุกโชนสว่างโรจน์ กลืนกินความมืดมิดรอบกายแทบสิ้น พร้อมกันนั้น คลื่นความร้อนก็ปะทะใบหน้าอันขาวนวล จนรู้สึกร้อนผะผ่าวคล้ายกับเป็นไข้ ไม่นานนัก กลิ่นเนื้อหนังที่ไหม้ไฟก็ลอยเข้าจมูก กลิ่นขมรุนแรงของบางสิ่งที่ไหม้เกรียม และของเหลวในกายที่เดือดปุด ไหลหยดลงบนเพลิงดังฉี่ฉ่า ทั้งหมดแทบทำให้เด็กหนุ่มอาเจียน หรือบางทีมันอาจไม่เหม็นถึงเพียงนั้น หากเพราะระลึกว่าเป็นกลิ่นของศพที่ไหม้ไฟ จึงรู้สึกสะอิดสะเอียนเป็นพิเศษ

                ลมที่พัดมาจากด้านหลังวูบหนึ่ง ช่วยขับไล่ควันไฟไป แต่ไม่ช้ามันก็หวนกลับมาใหม่ เจ้าทองจึงตัดสินใจสูบยาในมือตามคำแนะนำเพื่อช่วยกลบกลิ่นเหม็นไหม้จากศพมนุษย์ แต่เพียงอึกแรกก็ไอโขลก สำลักจนตัวโยน

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ ค่อย ๆ สูบสิโว้ย” ตาพดหัวเราะเสียงแหลม หันมาแนะนำ ในปากคาบยาสูบอีกมวน เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจ ทั้งที่ตัวคนแนะนำยืนอยู่ข้างหน้า แต่เสียงที่ได้ยินกลับมาจากข้างหลัง กระนั้นก็ลองสูบช้า ๆ ตามคำแนะนำจนเริ่มคุ้นชิน

                กลิ่นหอมของใบยาที่ไหม้ไฟ อบอวลในจมูก จนเด็กหนุ่มไม่รู้สึกอินังขังขอบกับควันไฟจากศพอีกแล้ว มันช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีอย่างประหลาด พอมองไปที่ศพก็เห็นพ่อครูผุดลุกขึ้นนั่ง  หันมายิ้มให้กับมัน เป็นรอยยิ้มที่แปลก คล้ายจะมีความเศร้าปนอยู่ในที เหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง ไม่นานนักสัปเหร่อก็ใช้ไม้กดศพลงไปให้โดนไฟตามเดิม

                “เมื่อก่อนข้ากะอ้ายไกรเคยอาสาเข้าร่วมกองทัพ ยกขึ้นไปตีหัวเมืองเหนือ” อาพดเริ่มเล่าเรื่องราว ขณะเจ้าทองนั่งหน้าตึง จับทิศทางเสียงไม่ได้ว่ามาจากที่ใดกันแน่ บางครั้งรู้สึกใกล้ดังกระซิบ แต่บางคราก็รู้สึกไกลคล้ายเป็นเพียงเสียงแว่ว

                “สมัยนั้นนะโว้ย ข้ายังหนุ่ม ผมยังเต็มหัว ส่วนอ้ายไกรก็ผมดำขลับ ข้ากะมันเจอกันในกองทัพ เจอะกันครั้งแรกก็ไม่ถูกกันแล้วว่ะ ข้าเองร่ำเรียนมาเยอะ ส่วนอ้ายไกรมันไม่กลัวคน เคยชกกันปางตายมาแล้ว” สัปเหร่อยังคงเล่าต่อไป พร้อมกับเผาศพไปด้วย เจ้าทองรู้สึกเหมือนมีภาพต่าง ๆ ลอยขึ้นมากลางควันไฟ เป็นอาพดสมัยยังหนุ่ม ดูเหมือนผู้คนกว่าตอนนี้ และอาไกรที่ผมยังไม่หงอกขาว มีเค้าคล้ายพ่อเกริกผู้เป็นพี่ชาย

                “ข้ากะอ้ายไกรถูกจัดให้อยู่กองพิเศษ เป็นแนวหน้ากล้าตาย รวมไว้แต่พวกฝีมือร้าย วิทยาอาคมขลังกันทั้งนั้น ตอนนั้นพวกข้าต่างก็เชื่อดีในตัว แต่พอไปรบกะอ้ายพวกเมืองเหนือ ผ่าเถอะวะ อาคมเราใช่กะพวกมันไม่ได้ผล พวกข้าตายกันเกือบหมด เหลือแต่ข้ากะอ้ายไกรหนีเข้าป่าไปได้สองคน ส่วนทัพหลวงที่ยกมาก็แตกพ่ายกลับกันหมด ข้ากะอ้ายไกรต้องระหกระเหิน หาทางเอาชีวิตรอดกันเอง” เสียงยังคงลอยเข้าโสตประสาท ขณะเด็กหนุ่มมองเห็นภาพทั้งหมดคล้ายอยู่ในเหตุการณ์ ภาพการรบอันดุเดือดของกองอาสาผู้มีอาคมเข้มขลัง เผชิญกับทัพเมืองเหนือที่ใช้กลศึกและวิชาอันประหลาด จบลงที่ซากศพก่ายกอง อาพดและอาไกรพากันหนีตายด้วยสภาพร่อแร่เต็มที

                “พวกข้าสองคนหลบขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง ตอนนั้นแหละวะ  พวกข้าได้เจอฤๅษีบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ ข้ากะอ้ายไกรไปขอท่านหลบภัย แล้วพวกกองติดตามมันก็ผ่านเราไปคล้ายมองไม่เห็น พอรอดมาได้ ข้ากะอ้ายไกรรู้เลยว่าเจอะคนมีวิชาดีเข้าแล้วล่ะโว้ย เลยรีบขอฝากตัวเป็นศิษย์ คอยรับใช้ท่านจนได้วิชามาคนละอย่าง” ตาพดเล่าต่อ ตอนนี้กองไฟทั้งสองเริ่มมอดลงแล้ว ศพที่ถูกเผาเหลือเพียงเถ้ากระดูก และเนื้อหนังที่ไม่ไหม้ไฟอีกเล็กน้อย

                “ตอนกลับลงเขา ข้าไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหน แต่ตัวข้าสิผมเริ่มร่วงไปมาก ฟันก็หลุดหลอไปทีละซี่ ส่วนอ้ายไกรผมหงอกไปครึ่งหัว ข้านึกว่าเราหายกันไปเป็นปี ที่ไหนได้ พวกทัพหลวงยังตั้งค่ายกันอยู่เลย แค่ถอยไปตั้งหลักที่สองแคว พอเจอพวกข้าก็จับไปสอบสวนหาว่าหนีทัพ เกิดทะเลาะกันยกใหญ่ เราแทงพวกพลตระเวนตายแล้วหนีกันไปคนละทิศละทาง ได้ยินว่าอ้ายไกรมันลงใต้ อาสารบทัพอีกครั้งสองครั้งแล้วไม่รู้มันจับพลัดจับผลูอีท่าไหน ลงท้ายกลายเป็นหมอจระเข้ไปได้ ส่วนข้าได้ยินว่าเจ้าอาวาสวัดนี้มีวิชาดี จับจระเข้เจ้าได้ เลยมาอาศัยหวังจะได้วิชา แต่ท่านปิดเงียบไม่เคยแพร่งพรายวิชาอาคมแก่ใครเลยจนท่านมรณภาพ ข้าก็ติดแหงกเป็นสัปเหร่ออยู่ที่นี่ จะให้ออกท่องไปเหมือนยังหนุ่มก็ไม่ไหวแล้วว่ะ สังขารมันไม่ให้” เรื่องเล่าจบลงพร้อมกับไฟที่มอดดับ ภาพต่าง ๆ ที่ล่องลอยในหัวของเจ้าทองก็พลอยจางหายไปด้วย

                “เอ้าเฮ้ย ! อ้ายทอง อย่ามัวแต่ยิ้มแต้ เอาผ้าขาวมาห่อกระดูกอาเอ็งกะหมอสังข์สิวะ !” อาพดตวาด เจ้าทองสะดุ้ง กุลีกุจอนำผ้าขาวมารองรับกระดูกที่เหลือจากการเผาศพ

                เชิงตะกอนที่มอดลง เหลือแต่กองขี้เถ้าขาวโพลนและควันคลุ้ง ตรงที่ที่เคยวางศพอาจารย์ไกรและหมอสังข์ ยามนี้กลายเป็นเถ้าและกองกระดูกที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ที่น่าประหลาดคือบริเวณที่เคยเป็นท้องของศพได้เหลือเนื้อที่ไม่ไหม้ไฟ สัปเหร่อเฒ่าใช้เหล็กคีบถ่านคีบมาวางบนใบบัวที่ตัดรอไว้ แล้วคีบกระดูกวางบนผ้าขาว ยื่นให้เจ้าทองเก็บไว้

                “อ้ายทอง ถ้าเอ็งอยากจับจระเข้เจ้า ล้างแค้นให้อาก็จงฟังข้า” อาพดเริ่มว่า หยิบใบบัวที่มีเนื้อตรงช่องท้องของศพมาวางตรงหน้าเด็กหนุ่ม พร้อมเหล้าไหใหญ่

                “เอ็งนี่มันไม่เจียมตัว เรี่ยวแรงก็ไม่มี วิชาอาคมก็ไม่มี ถ้าจะปราบอ้ายเข้เจ้า อย่างลัดที่สุด เอ็งต้องเอาวิชาคนอื่นมาใส่ตัวโว้ย” พูดแล้วชายร่างผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ก็นั่งลง ชักมีดที่เหน็บเอวออกมาพร้อมบริกรรมคาถา ลงมือตัดชิ้นเนื้อแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ

                “คนที่มีวิชาอาคม เวลาเผาศพ ต่อให้ไฟแรงแค่ไหนก็จะเหลือชิ้นเนื้อที่ไม่ไหม้ไฟ เขาว่าตรงนี้แหละโว้ย ที่ที่เจ้าตัวเก็บของดีเอาไว้ ใครที่กินลงไปก็จะได้วิชาไปด้วย นี่แหละที่เรียกพิธีกินผี” กล่าวจบก็ใช้มีดจิ้มชิ้นเนื้อ ยื่นมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม

                “เอ้า ! กินซีวะ ถ้าเอ็งอยากฆ่าจระเข้เจ้า ล้างแค้นให้อา !

                เจ้าทองลังเล ด้วยสามัญสำนึกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเนื้อคน ทั้งยังเป็นคนที่มันรักเคารพ

                “เอ็งกิน ! ถ้าจะล้างแค้นให้อาเอ็งก็มีวิธีนี้วิธีเดียว !” เสียงตวาดเร่งเร้า พร้อมกับดวงตาปูดโปนที่จ้องมาอย่างคาดคั้น ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนไร้ซึ่งทางเลือก ริมฝีปากเรียวบางสั่นเล็กน้อยก่อนจะเผยอออกช้า ๆ ชายอัปลักษณ์ใช้นิ้วหยิบเนื้อที่ติดปลายมีดออกมาแล้วเสือกไสผ่านริมฝีปากบาง ลึกลงไปจนเกือบถึงคอหอย ทำเอาหนุ่มน้อยร่างบางแทบจะโก่งคออาเจียนออกมา

                “อย่าอ้วกนะโว้ย กลืนลงไปเลย เอ้านี่ ตบเหล้าตามเข้าไปเยอะ ๆ มันช่วยได้โว้ย” สหายเก่าอาจารย์ไกรว่า พร้อมกับยื่นไหเหล้าส่งมา

                เจ้าทองกลืนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ลงไปตามคำสั่ง แทบไม่อยากรู้เลยว่าเป็นเนื้อของหมอสังข์หรือพ่อครูของมัน แม้จะเป็นเนื้อชิ้นเล็ก ๆ แต่กลับกลืนลงไปได้ยากเย็นเต็มที ด้วยความฝืดเฝือ ผะอืดผะอม ที่สุดเจ้าทองก็รับไหเหล้ายกขึ้นดื่ม หวังให้ชิ้นเนื้อไหลลงท้องไปพร้อมกับน้ำอมฤต

                “ฮ่าห์...” หนุ่มน้อยส่งเสียง ระบายลมที่พวยพุ่งออกปาก ผิวขาวนวลของมันแดงซ่านขึ้น รู้สึกตึงไปทั้งใบหน้า

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ เหล้ามันแรง ซัดเบา ๆ หน่อยสิวะ เอ้านี่ เอ็งกินอีก จะได้มีฤทธิ์สู้กะอ้ายจระเข้เจ้า” อาพดคะยั้นคะยอ ยื่นใบบัวที่รองชิ้นเนื้อให้ทั้งห่อ ขณะเจ้าตัวก็หยิบกินแล้วกรอกเหล้าลงคอตามไปด้วย

                เจ้าหนุ่มกำพร้ารู้สึกควบคุมตัวเองไม่อยู่ มันหยิบชิ้นเนื้อเข้าปากโดยแทบไม่รู้ตัว ร่ำสุราตาม ครู่ต่อมาสัปเหร่อเฒ่าก็ยื่นยาสูบอีกมวนให้

                “สูบนี่ด้วยโว้ย ของมันกำลังขึ้นแล้วสิวะ”

                เด็กหนุ่มคว้ายามาสูบ กินเนื้อศพแล้วกรอกเหล้าลงไปอีก รู้สึกเหมือนเนื้อที่ลงไปอยู่ในท้องได้รวมตัวกันเป็นสิ่งมีชีวิตและเริ่มกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน ไม่ช้าเด็กหนุ่มก็เหมือนไร้สติ ลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นการอบกองไฟเล็ก ๆ มันวิ่งพล่านไปทั่วอย่างไม่มีสติ เคลิบเคลิ้มเหมือนเหาะเหินอยู่เหนือควันไฟ จนบางทีอาจจะลอยไปถึงก้อนเมฆบนสวรรค์ และอาจได้พบกับพ่อและแม่ รวมทั้งอาที่จากไป พอนึกเช่นนั้นก็พลอยรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด น้ำตาไหลพร่างพรูอาบสองแก้ม ก่อนทุกอย่างจะดับวูบ ร่างเพรียวบางดิ่งร่วงลงสู่ความมืดมิด

                พลั่ก ! ...เสียงกระแทกพื้นดังสะท้าน พร้อมกับความรู้สึกถูกห้อมล้อมด้วยน้ำหรือของเหลวอะไรสักอย่าง แต่เจ้าทองหาได้ใส่ใจ มันกลับหัวเราะ รู้สึกสนุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แว่วเสียงหัวเราะแหลม ๆ ของอาพดมาจากที่ไหนสักแห่ง...

                “อ้ายทอง เอ็งรู้ไหมว่าข้ากะอ้ายไกรได้วิชาอะไรติดตัวมา อ้ายไกรมันได้วิชาตีหอกสัตตะโลหะ ล้างอาถรรพ์ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าภูตผีหรือเทวดา ลองถูกหอกสัตตะโลหะแทงเป็นได้ไปผุดไปเกิดกันหมด ส่วนข้านะโว้ย ได้ยอดอวิชาที่จะเปลี่ยนคนให้เป็นสมิง หรือเปลี่ยนคนให้กลายเป็นสัตว์ที่มีแต่สัญชาตญาณการฆ่า นี่ล่ะวะ เหตุผลที่ข้าหลบหน้าอ้ายไกร ถ้ามันเห็นข้า มันก็จับทางข้าถูกซีวะ...เอ็งเดาถูกไหมหวาอ้ายทอง...ใช่แล้วโว้ย ! ข้านี่แหละ ที่สร้างจระเข้เจ้า เฮ้ย ! ไม่ใช่ซีวะ ที่ข้าสร้างมันอ้ายชาละวรรณต่างหากล่ะโว้ย ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ สุดท้ายอ้ายไกรมันก็แพ้วิชาข้าโว้ย ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ อ่ะ”

                เสียงหัวเราะแหลมสูงดังก้องต่อไปอีกเนิ่นนาน แต่เจ้าทองไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว สติของพร่าเลือน และหลุดลอยไปในที่สุด...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #143 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 13:20
    จระเข้เจ้าเป็นพระเอก ทองเป็นนางเอก ตาพดเป็นผู้ร้าย ชัวร์

    ปล. ตาพดสามารถกลายร่างเป็นม้าได้ ใช่ไหมคะ ฮี่ อ่ะ อ่ะ อ่ะ ฮี่ อ่ะ อ่ะ
    #143
    1
    • #143-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 9)
      23 มิถุนายน 2561 / 23:27
      5555+ เป็นไปได้
      #143-1
  2. #84 Pimmy27pb (@Pimmy27pb) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 22:11
    หน่วงอ่ะ หน่วงจนอยากจะอ้วกตาม
    #84
    1
    • #84-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 9)
      30 สิงหาคม 2560 / 21:49
      ขอบคุณที่ติดตามครับ พ้นช่วงหน่วงหรือยังเอ่ย
      #84-1
  3. #41 Archetype (@Archy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 13:07
    อ้าว บอสโผล่
    พระเอกก็เอ๋อไปซะแล้ว
    (หรือจะกลายร่างไปอีกคน 55)
    #41
    1
    • #41-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 9)
      3 พฤษภาคม 2560 / 20:50
      พระเอกโดนตบเรียกสติ หายเอ๋อแล้วครับ 55555
      #41-1
  4. #34 Tance (@king_kisskiss) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 10:38
    สรุปตัวร้ายที่แท้จริงคือสัปเหร่อเรอะ หรือยังไง เจ้าทองของฉันจะเป็นยังไงเนี่ย ลุ้นน
    #34
    2
    • #34-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 9)
      16 เมษายน 2560 / 21:31
      ขอบคุณครับ ลุ้นกันต่อไป อีกอาทิตย์เดียวเอง
      #34-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #33 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 02:59
    Oh.. my.. goshhhhhhhhhhhhhhhhhh กรี้ดดดดดดดดดด ตั้งแต่อ่านมาตอนนี้เข้มข้นที่สุดแล้วค่ะ อร่อยกรุบเคี้ยวหนุบหนับ รอตอนต่อไปแบบใจจดใจจ่อมากตอนนี้ 5555555555555
    #33
    1
    • #33-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 9)
      16 เมษายน 2560 / 21:26
      ขอบคุณที่ติดตามนะครับ
      #33-1