โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,432 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    12

    Overall
    4,432

ตอนที่ 26 : ตอนที่ 4 สิ้นสุดตำนาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 พ.ย. 60

                สายน้ำไหลเอื่อย สำปั้นแจวลำน้อยล่องมาตามน้ำ เจ้าหนุ่มใบหน้างามเฝ้านับวันคืนที่จากเรือนนอนมาได้สิบวัน ให้คิดถึงลูกเมียเป็นกำลังนัก กลางคืนเหน็บหนาวก็ได้แต่กอดตัวเอง หามีเนื้อนวลไว้เคียงข้าง ยามเช้าเห็นเหล่าสกุณาพร่ำพรอดกัน ให้สะท้านหัวอกนัก พ่อนกมันคาบหนอนมาป้อนลูก แต่บัดนี้เจ้าแดงลูกรักจะหิวหรืออิ่มอยู่ ตัวมันกลับหารู้ไม่

                ล่องเรือลงใต้มาจนถึงชุมแพตามคำบอกเล่าของพันเพิ่มและพันชิด คิดว่าจะได้เบาะแสจระเข้เจ้า กลับกลายเป็นพบเจอจระเข้ตัวอื่น ด้วยไม่อาจนิ่งดูดาย เจ้าทองจึงอาสาจับจระเข้ที่อาละวาด ปัดเป่าทุกข์ร้อนให้ชาวบ้านโดยไม่หวังรางวัล เพียงข้าวปลาอาหารไว้ติดเรือเพื่อให้เดินทางต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงเสียเวลาไปหลายวันโดยที่ไม่ได้เบาะแสจระเข้เจ้า

                เมื่อถึงคุ้งน้ำแห่งหนึ่ง เจ้าทองก็ลองเสี่ยงพายเลี่ยงจากแม่น้ำเข้าสู่คลองสาขา เห็นมีบ้านเรือนตั้งอยู่ข้างหน้า อาจจะพอสอบถามข่าวคราวได้บ้าง

                ศาลาริมน้ำที่ปลูกไว้โอ่โถง แสดงว่าเจ้าของเรือนเป็นผู้กว้างขวาง เห็นดังนั้นเจ้าทองจึงนำเรือเข้าไปเลียบเคียงเผื่อจะได้เบาะแส แต่ทั้งบ้านกลับเงียบงันคล้ายจะไร้ผู้คน ครั้นจะนำเรือออกไปก็ได้ยินเสียงใส ๆ ทักถาม

                “พี่จ๋า มาจากไหนกันหรือ ?”

                หันไปมองก็เห็นสาวน้อยวัยเพิ่งจะแรกแย้ม ด้อม ๆ มอง ๆ เหมือนชั่งใจอยู่นานก่อนจะออกปากถาม

                “ฉันมาจากปากยม มาเสาะหาข่าวคราวจระเข้ น้องสาวพอจะทราบบ้างไหมจ๊ะ” เจ้าทองตอบ พอได้ยินเด็กสาวก็ทำตาโต รีบวิ่งมาที่หัวสะพาน

                “มาถามหาข่าวจระเข้...นี่พี่ชายเป็นหมอจระเข้หรือจ๊ะ ?”

                เจ้าทองพยักหน้ารับ ไม่เห็นว่าสายตาเด็กสาวพราวระยับ

                “พอดีเลย ! เอ้อ พี่จ๊ะ ฉันชื่อแก้ว พ่อฉันชื่อกร่าง เป็นนายบ้านที่นี่ ตอนนี้กำลังไปปรึกษากับลูกบ้านที่วัด หาวิธีจับจระเข้ที่มากินวัวควาย” เด็กสาวว่า

                พอได้ยินข่าวจระเข้ ชายหนุ่มก็ร้อนใจ เร่งถาม

                “เอ๊ะ วัดอยู่ตรงไหนหรือ วานบอกทีเถอะ”

                หมอจระเข้หนุ่มทำท่าจะนำเรืออก หากเด็กสาวรีบริงเรือไว้

                “เดี๋ยวสิจ๊ะพี่จ๋า อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อน ประเดี๋ยวพ่อก็คงมาแล้ว พายไปพายมาจะคลาดกันเสียเปล่า ๆ”

                เจ้าทองฟังคำเด็กสาวแล้วมีเหตุผลอยู่ จึงขอผูกเรือเอาไว้ก่อน

                “ประเดี๋ยวฉันเอาน้ำมาให้นะจ๊ะพี่จ๋า ดื่มน้ำเสียก่อนจะได้ชื่นใจ” พูดแล้วสาวน้อยที่ชื่อแก้วก็วิ่งหายไป ก่อนจะรีบกลับมาพร้อมขันน้ำดื่ม มีดอกมะลิลอยฟ่อง

                “ชื่นใจไหมจ๊ะ” เด็กสาวถาม ยิ้มระริกนัยน์ตาวาววาม

                เจ้าทองผงกศีรษะ พิศหน้าอีกฝ่าย สายน้อยรายนี้คงจะเพิ่งแตกเนื้อสาว เหมือนมาลีที่เพิ่งผลิบาน ดวงตากลมโตประดับด้วยขนตางอนงาม เต็มไปด้วยแววสนใจใคร่รู้ไปหมดทุกสิ่ง ฟันเจ้าเรียงเป็นระเบียบสวยดี ปากนิด จมูกหน่อย อีกสักปีสองปีคงจะโตเป็นหญิงสาวที่สวยงามยิ่งนัก

                นางแก้วพยายามสรรหาเรื่องสรรพเพเหระมาชวนคุย สอบถามเรื่องราวต่าง ๆ จากหนุ่มแปลกหน้าเพื่อประวิงเวลา

                “แล้ว...พี่มาเร่เรืออยู่แบบนี้ ลูกเมียพี่ไม่เป็นห่วงเอาหรือจ๊ะ”

                ชายหนุ่มชะงักงันกับคำถาม คล้ายว่าอีกฝ่ายจะปรารถนาบางอย่าง หากไม่ทันตอบ เสียงห้าว ๆ ก็ดังมา

                “นังแก้ว ใครกันล่ะวะนั่น พ่อค้าเร่เรอะ ?”

                “พะ...พ่อ มะ...หมอจระเข้น่ะจ้ะ” เด็กสาวรีบหันไปตอบ

                “ห๊ะ หมอจระเข้เรอะ ดี ๆ” เสียงนั้นดังใกล้เข้ามา ไม่นานชายร่างท้วมไว้แผงหนวดดกหนาเหนือริมฝีปากก็ก้าวมาถึงท่าน้ำ

                “อ้าว แล้วอ้ายอีในบ้านมันไปไหนกันหมด ปล่อยลูกข้ามานั่งคุยกับผู้ชายสองต่อสอง” หันกลับไปบ่นบ่าวไพร่ในบ้าน หากเมื่อเห็นใบหน้าหมอจระเข้หนุ่ม กระแสเสียงก็เปลี่ยนไปอีก

                “เอ้า แก้วเอ๊ย หมอเขามาไกล ทำไมไม่เชิญขึ้นมารับรองบนเรือนเล่า พ่อหมอจ๊ะ เดี๋ยวเชิญขึ้นไปบนเรือนเถิดนะ นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้ว จะได้กินข้าวกินปลากันเสียเลย”

                เมื่อเจ้าของบ้านเชื้อเชิญเช่นนี้ เจ้าทองจึงก้าวตามขึ้นเรือนไปด้วยความยินดี ไม่ได้สังเกตว่าเด็กสาวได้หยิกตีแขนบิดาด้วยความขวยเขิน

 

                สำรับกับข้าวคาวหวานถูกยกมาโดยบุตรสาวเจ้าของเรือน เพื่อต้อนรับผู้มาเยือน นายกร่างเจ้าของบ้านรีบแนะนำ

                “แกงอันนี้ลูกสาวฉันทำเองกะมือ ลองชิมดูหน่อยนะพ่อนะ” เจ้าของบ้านคะยั้นคะยอ

                “นังนี่มันได้แม่มา ฝีมือทำอาหารถ่ายทอดมาได้ไม่ตกหล่น ใครได้ไปเป็นเมียรับรองสบาย” รีบกล่าวเสริมขณะบุตรสาวก้มหน้าอายม้วน เจ้าทองรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายพยายามพูดเข้าประเด็นบางอย่าง จึงเลี่ยงไปก้มหน้าก้มตาทานข้าวปลา เสร็จแล้วจะได้สอบถามข่าวคราวที่ต้องการ

                “จระเข้ที่อาละวาดแถบนี้ ลักษณะมันเป็นยังไงหรือจ๊ะ ?” ผู้มาเยือนเข้าธุระตนเองทันทีหลังอิ่มข้าวอิ่มน้ำ

                “โอ้ย ตัวมันใหญ่มาก เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้ที่ไหนตัวใหญ่เท่านี้มาก่อน ตัวมันดำเลื่อม ตาบอดข้างหนึ่ง ดูน่ากลัวนัก” นายบ้านเล่าพลางทำไม้ทำมือ แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของจระเข้ตัวดังกล่าว

                เจ้าทองฟังแล้วคิดว่าเป็นจระเข้เจ้าอย่างแน่นอน เก็บซ่อนความดีใจไว้ ถามต่อไปอีก

                “มันกินคนไปบ้างหรือเปล่าจ๊ะ ?”

                “เอ๊ะ มันยังไม่เคยกินนะ มีแต่ใช้หางฟาดตกน้ำตกท่ากันไป” อีกฝ่ายตอบ

                ฟังแล้วหมอจระเข้หนุ่มชักจะไม่แน่ใจ เพราะดูผิดวิสัยอันดุร้ายของจระเข้เจ้า หากสอบถามรายละเอียดต่อไป ถึงช่วงที่มันเริ่มอาละวาด และเส้นทางที่คาดว่ามันอพยพมากลับดูจะเข้าเค้า

                “พ่อเอย ถ้าพ่อคิดจะสู้กับมันก็ขอให้ระวังตัวไว้เถิด แต่หากว่าพ่อคิดดีแล้ว...” ชายไว้หนวดเข้มเงียบไปพักหนึ่ง ท่าทางเหมือนกำลังเรียบเรียงสิ่งที่จะพูด

                “...นังแก้วลูกสาวฉันมันก็เข้าวัยสาวแล้ว เหมือนดอกไม้บานสะพรั่ง อ้ายหนุ่มบ้านใกล้บ้านไกลก็เที่ยวแวะเวียนมาสู่ อ้ายฉัน...ดู ๆ แล้วยังหาที่ได้เรื่องเหมือนหมอเป็นไม่มี...หมู่บ้านนี้เป็นแต่บ้านน้อย ฉันเกรงว่าจะไม่มีบำเหน็จรางวัลตอบแทนหมอได้ มีก็แต่ลูกสาวฉันคนนี้...” นายบ้านพูดเข้าเรื่องจนได้ บุตรสาวผู้ถูกตั้งให้เป็นรางวัลอายม้วน หน้าแดงจนถึงใบหู หาผ้ามาปิดหน้าปิดตาเป็นการใหญ่

                “เอ้อ...เดี๋ยวเถอะจ้ะ ฉันอาสามาทำการหนนี้ หาได้หวังรางวัลแต่อย่างใดเลย” หมอจระเข้รีบปฏิเสธ ดูท่าเรื่องจะวุ่นไปกันใหญ่ หากอีกฝ่ายตบเข้าฉาดด้วยความถูกใจ

                “นั่นแหละหมอ ! ฉันเห็นหน้าหมอปุ๊บก็รู้เลยล่ะว่าหมอต้องเป็นคนดี ถ้าได้มาเป็นเขยฉันคงจะตายตาหลับ หมดห่วงเรื่องลูกสาวไปได้” เจ้าของบ้านไม่ยอมลดละ กลับถูกอกถูกใจยิ่งขึ้น เจ้าทองต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด

                “ฉันมีลูกมีเมียแล้ว” มันตอบรวดเร็ว

                “อ้าวเรอะ” อีกฝ่ายทำท่าไม่เชื่อ

                “ลูกเล็กหนึ่ง กับในท้องที่กำลังจะคลอดอีกหนึ่ง” รีบขยายความ

                “ฮื่อ...น่าเสียดายนะ เมียแบบไหนถึงปล่อยให้ผัวมาผจญภัยทั้งที่ตัวกำลังท้องอยู่ เฮ้อ เสียดาย ๆ” เจ้าของบ้านทำท่าผิดหวังอย่างมาก เหมือนจะเอ่ยตำหนิไปถึงเมียเจ้าทอง แล้วก็เอาแต่บ่นเสียดาย ส่วนบุตรสาวแสนงามเอาผ้าปิดหน้า ร้องไห้ฟูมฟายวิ่งไปจากที่

                บรรยากาศกลายเป็นเงียบงันขึ้นมาทันที เจ้าทองที่ได้รับเบาะแสจระเข้เจ้าพอสมควรแล้วจึงขอตัวกลับไปที่เรือ ไม่วายที่เจ้าของบ้านจะเอ่ยทิ้งท้าย

                “หมอ...เอ่อ...ถ้าหมอเปลี่ยนใจก็บอกฉันได้นะ”

                เจ้าทองผงกศีรษะรับเป็นมารยาท รีบก้าวลงเรือโดยเร็ว !

 

                “อ้ายทอง อ้ายหลานเซ่อ ทำไมเอ็งเซ่อขนาดนี้วะ เสียชื่อหลานอาจารย์ไกรหมด !

                เสียงห้าว ๆ ที่กล่าวตำหนิ ทำเจ้าทองตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นชายร่างล่ำสันนั่งอยู่ตรงหัวเรือ

                “พ่อครู !” เจ้าทองเรียกด้วยความดีใจ นับแต่วันที่เผชิญหน้ากับอ้ายชาและจระเข้เจ้า วิญญาณผู้เป็นอาก็ไม่ได้ปรากฏให้มันเห็นอีก หรือว่าครานี้มันห่างลูกเมียมานาน ความโดดเดี่ยวอ้างว้างจึงพลอยทำให้มันสร้างมโนภาพขึ้น จะเป็นอย่างไหนมันก็ล้วนดีใจที่ได้เห็นพ่อครูอีกหน

                “เกิดเป็นเสือนะโว้ย มีเนื้อมาป้อนให้ถึงปาก ไม่กินก็โง่ตายล่ะวะ” ผีอาจารย์ไกรบ่นต่อไป ซ้ำยังหันมาเขกกะโหลกหลานชาย เจ้าทองรู้สึกเจ็บเหมือนถูกเขกจริง ๆ

                “ป่านนี้แน่ะโว้ย สองพ่อลูกคงวางแผนหาวิธีรั้งเอ็งไว้ให้อยู่นาน ๆ เผื่อจะเปลี่ยนใจ เฮ้ย เกิดมารูปร่างหน้าตางามก็กลุ้มใจไปอีกแบบว่ะ แล้วคนมีเมียมาแล้วอย่างเอ็ง ห่างเมียมานาน ๆ จะทนไหวหรือวะ” ผู้เป็นอาว่าต่อไป ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงอึกทึก ทั้งเสียงเกราะเคาะและปืนผาหน้าไม้

                ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหลียวมองไปทางหัวเรือก็ไม่พบร่างพ่อครู มีเพียงตัวมันนอนอยู่คนเดียวในเรือ พักหนึ่งเสียงเคาะเกราะก็ดังมา ตามด้วยเสียงปืนคำราม เจ้าทองรีบผุดลุก นำอุปกรณ์ที่ใช้จับจระเข้ลงเรือลำเล็ก ไม่ลืมที่จะคว้าหอกสัตตะโลหะติดตัวไปด้วย

                รออยู่เป็นครู่ ไม่มีวี่แววคนบนเรือนจะลงมาตาม ให้รู้สึกแปลกใจ เสียงเกราะเคาะยังดัง มันจึงลอบพายเรือเงียบ ๆ อ้อมไปดูยังทิศทางที่เสียงดังมา เห็นคบไฟชูสลอนอยู่ข้างหน้า คล้ายจะมีเรื่องอะไรบางอย่าง เสียงควายตัวหนึ่งร้องระงม ท่าทางเหมือนเพิ่งได้รับบาดเจ็บ

                “จระเข้ร้ายมันขึ้นมากินสัตว์เลี้ยงอีกแล้ว คราวนี้อ้ายทุยมันสู้ยิบตา ทั้งขวิดทั้งเหยียบ ฉันยิงปืนใส่มันด้วย เจ้าตัวร้ายคงบาดเจ็บอยู่อักโข เลยหนีลงน้ำไป” เสียงพูดคุยดังชัดมาถึงเจ้าทอง

                “พ่อผู้ใหญ่ ได้ยินว่ามีหมอจระเข้มาถึงนี่ ไม่ไปตามมาดูหน่อยหรือ” อีกเสียงหารือ

                “เดี๋ยว ๆ ไว้รอเช้าก่อนค่อยเรียกมาแกะรอย มาตอนนี้ก็มองอะไรไม่เห็นหรอกวะ เรามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันก่อนเหอะ” เสียงที่ตอบคือเจ้าของเรือนที่รับรองเจ้าทองนั่นเอง ทำมันฉุกคิดว่าอาจจะจริงดังที่พ่อครูว่า เรื่องที่นายกร่างหาวิธีให้มันอยู่ที่นี่นานหลายวัน

                ได้ยินว่าจระเข้ที่ก่อเรื่องหลบหนีลงน้ำ พรานหนุ่มก็กวาดสายตาเพ่งมอง เผื่อว่าจะพบร่องรอย ห่างออกไปลิบ ๆ เห็นปลายหางกำลังโบกสะบัด เจ้าทองจึงพายเรือติดตามไปเงียบ ๆ

                เจ้าสัตว์ร้ายว่ายต่อไปอีกไกล เส้นทางก็เริ่มจะเปล่าเปลี่ยวและขึ้นทุกขณะ เจ้าทองไม่เห็นบ้านเรือนมาสักพักแล้ว เห็นแต่ป่ารกครึ้ม แล้วจระเข้ร้ายก็ลับสายตาเมื่อถึงโค้งข้างหน้า

                ชายหนุ่มตั้งสติ ระแวดระวังรอบกาย พายต่อไปก็เห็นวัดร้างตรงหน้า สภาพทรุดโทรมเกินจะทำนุบำรุง แลไม่น่าจะมีใครอยู่อาศัยได้

                รออยู่ครู่หนึ่งก็ได้เห็นจระเข้ที่มันเฝ้าติดตาม จำได้มั่นในทันทีว่าเป็นจระเข้เจ้าตามที่สงสัย สัตว์ร้ายเยื้องกรายขึ้นสู่ฝั่ง ตรงไปยังโบสถ์ร้างข้างหน้า สภาพของจระเข้เจ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนเจ้าทองยังแปลกใจ ร่างกายดูผ่ายผอม เกล็ดสีนิลมิได้ทอประกายดุจเดิม เขี้ยวของมันยังหลุดร่วงหลายซี่ คล้ายจระเข้แก่ ๆ ที่ไร้พิษสง เวลาเพียงปีเศษ เหตุไฉนจระเข้เจ้ากลับชราลงถึงเพียงนี้ ?

                สัตว์ร้ายผู้เคยยิ่งยง ส่งเสียงเหมือนร้องเรียกหาใครสักคน ไม่ช้าก็มีเงาร่างปรากฏภายในโบสถ์ร้าง เงาราง ๆ คล้ายคนห่มจีวรสีมอ คงจะเป็นพระ หากพระรูปใดกันที่จำพรรษาอยู่ในวัดร้างยังน่าสงสัย จนเมื่อพระรูปนั้นก้าวพ้นเงาโบสถ์ เจ้าทองก็ถึงกับงันไป...

                พระรูปนั้นคืออ้ายชา !

 

                ตลาดในเมืองนับวันยิ่งครึกครื้น ผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาจับจ่าย สินค้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ก็พลอยมากขึ้นตาม หากตะเภาทองไม่มีแก่จิตแก่ใจจะสนใจสิ่งไรทั้งสิ้น

                นับแต่วันที่สามีออกจากบ้านไป หญิงสาวก็รู้สึกเลื่อนลอยหมดอาลัยตายอยาก มองไปทางใดก็มีแต่ความรู้สึกอึดอัดขัดข้อง เหตุใดพี่ทองจึงทิ้งน้องไปไม่ล่ำลา ? เฝ้าแต่ย้ำคิดอยู่อย่างนั้น หากหาคำตอบมิได้

                คิดจะมาเดินชมตลาดเผื่อว่าจิตใจจะปลอดโปร่งขึ้นบ้าง แต่ก็ไร้ผล เธอเดินอย่างเงื่องหงอยต่อไป มีนางเกลี้ยงอุ้มเจ้าแดงติดตามไปด้วยความเป็นห่วง เมื่อถึงร้านของแม่บัวคล้ำบัวคล้อย ทั้งสองก็เชื้อเชิญให้ขึ้นไปนั่งคุยด้วยความคุ้นเคย

                “คุณหนูตะเภาทอง มาถึงนี่เชียว ขึ้นมากินน้ำกินท่ากันก่อนเถอะ” สองสาวชักชวน

                “หน้าตาไม่ใครสบายเลย หรือว่าจะได้ไข้ ?” ฝาแฝดทัก ตะเภาทองส่ายศีรษะน้อย ๆ ตอบ

                “พี่ทอง...พี่ทองหายไปยังไม่กลับมาเลย...” ว่าแล้วเจ้าก็ทำท่าจะร้องไห้

                “พี่ทองเอาเครื่องไม้เครื่องมือไปด้วย ไม่รู้ว่าจะไปตามล่าจระเข้เจ้าหรือเปล่า...ฉันกลัว...กลัวว่าพี่ทองจะไม่ได้กลับมา...” พูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งแม่บัวคล้ำบัวคล้อย และนางเกลี้ยง ต้องช่วยกันปลอบประโลม

                “โถ...คุณหนูตะเภาทอง อย่าเอาแต่คิดในทางร้าย อย่างพ่อทองคงไม่เสียทีง่าย ๆ ดอก” บัวคล้ำว่า

                ขณะนั้นลูกค้าที่เงี่ยหูฟังอยู่นาน ได้ทีก็พูดยั่วขึ้น

                “แม่ค้า ฉันอยากจะหาซื้อผัวรูปงามสักหน่อย มีขายหรือไม่จ๊ะ เอ แต่ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ได้นานหรือเปล่า ป่านฉะนี้คงจะแร่ไปหาเมียใหม่เสียล่ะมั้ง เนอะ” ว่าแล้วก็หันไปเออออ ขอเสียงสนับสนุนจากเพื่อนฝูงที่มาด้วย พากันส่งเสียงเกรียวกราว

                “เอ๊ะ นังพวกนี้ ไม่ซื้อไม่หาก็รีบไปไกล ๆ ประเดี๋ยวแม่สาดด้วยน้ำแกง คันกันนักก็ไปถูกกับต้นไม้ไป๊ !” บัวคล้อยด่ากราด เกิดเป็นวิวาทะกันใหญ่โต พวกที่ตั้งใจจะซ้ำเติมตะเภาทองด่าสู้แม่ค้าฝาแฝดไม่ได้ พากันมุดหน้าหนีไป

                “ชะ นังพวกนี้ ไม่รู้ฝีปากแม่ซะแล้ว” บัวคล้ำด่าไล่หลัง

                “คุณหนูตะเภาทองอย่าไปใส่ใจนังพวกนี้เลย มันเห็นใครได้ดีแล้วก็พากันอิจฉา นังพวกนี้นะ เห็นพ่อทองแล้วพากันตาไสว มองกันเหมือนหมาหิว แช่งชักจะให้เลิกกับคุณหนูตะเภาทองทุกวัน” บัวคล้อยหันมาพูดกับตะเภาทอง

                แม่หญิงลูกหนึ่งนั้นรู้ดีว่าผัวตนรูปงาม ทั้งกิริยามารยาทดี จึงมีทั้งสาว ๆ แก่ ๆ มาหลงใหลใฝ่ปอง บ้างรู้ว่าเขามีลูกมีเมียก็หักใจด้วยเห็นแก่ศีลแก่ธรรม หากมีไม่น้อยที่คอยจะยื้อแย่ง ทว่ายามนี้ตะเภาทองไม่ได้กังวลใจไปกับเรื่องหญิงอื่น ที่เจ้ากลัวหนักหนา คือการที่ผัวจะไปทำเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่างหาก

                ตะเภาทองนั่งพูดคุยกับแม่ค้าฝาแฝดอยู่เป็นเวลานาน พยายามทำใจให้ดีขึ้น จนเมื่อสายมากแล้วจึงพากันกลับ

                หญิงสาวเดินใจลอยกลับมาถึงเรือน ซึ่งเมื่อไร้สามีก็เหมือนเรือนร้าง มองอย่างเลื่อนลอยไปยังท่าน้ำแล้วให้แปลกใจ...นั่นเรือใครมาจอด ?

                “น้องตะเภาทองจ๋า พี่กลับมาแล้ว”

                เสียงที่ดังอยู่ด้านหลังทำเอาสะดุ้ง หันไปก็เห็นคนที่ทำให้เจ้าต้องเสียน้ำตายืนยิ้มแฉ่ง เดินตรงมาหมายจะกอดให้เต็มรัก แต่ปฏิกิริยาที่ตอบสนองกลับไม่เป็นดังคาด

                “กลับมาทำไม ? จะไปตายที่ไหนก็ไปไป๊ ! ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว รู้ไหมว่าตั้งแต่พี่ไปฉันร้องไห้ทุกคืน” คำตัดพ้อพรั่งพรู คว้าตะกร้าฟาดผัวระบายความอัดอั้น ก่อนจะวิ่งหายลับขึ้นเรือนไป

                “น้องตะเภาทอง ฟังพี่ก่อน” ฝ่ายผัวร้องเรียก รีบติดตามไปเพื่อจะง้อ

                นางเกลี้ยงที่อุ้มเจ้าแดงได้แต่ยืนนิ่ง หน่ายใจกับอาการง้องอนกันของผัวเมียคู่นี้ เห็นว่าชักจะนานผิดสังเกตจึงขึ้นไปตาม

                “พี่ขอโทษ พี่จะไม่หายไปไหนอีกแล้ว...” เสียงลอดมาจากในห้อง นางเกลี้ยงแนบหู ฟังให้ถนัดขึ้น

                “พูดแล้วรักษาสัญญาได้หรือเปล่าล่ะ” น้ำเสียงฝ่ายหญิงยังไม่หายแง่งอน

                “พี่พูดจริง ๆ พี่ไม่มีเรื่องค้างคาให้ต้องไปไหนอีกแล้ว” ผัวว่า ทำเสียงออดอ้อน

                “อ๋อ เมียใหม่เขาไล่มาล่ะสิ” ฝ่ายเมียเย้ยเยาะ

                “เอ๊ะ เมียพี่มีคนเดียว จะไปมีเมียใหม่ที่ไหนได้อีก”

                “ไม่เชื่อ...”

                “งั้นให้พี่พิสูจน์...”

                “เอ๊ะ ว้าย อะไรกัน ไม่เอานะ มันจั๊กกะจี้”

                “มีลูกกันอีกสักคนนะ”

                “แล้วในท้องนี่ล่ะ”

                “ก็ด้วย...”

                เสียงตอบโต้และหัวร่อต่อกระซิก ทำนางเกลี้ยงถอนหายใจ นึกขัน พูดกับทารกที่อุ้ม

                “คุณหนูน้อย ประเดี๋ยวทานกล้วยบดก็แล้วกันนะเจ้าคะ คุณแม่ท่านคงไม่ว่าง ไว้บ่าย ๆ เราค่อยขึ้นมาตามกันใหม่” ว่าแล้วก็ค่อย ๆ ย่องไม่ให้เกิดเสียง พาเจ้าแดงลงเรือนไป

 

                บ่ายวันนั้น หลังจากที่สองผัวเมียได้ปรับความเข้าใจกันจนสิ้นสงสัย เจ้าทองก็กลับลงไปที่เรือ นำของสิ่งหนึ่งขึ้นมา ฝ่ายเมียมองด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนของชิ้นนี้จะเป็นเหตุที่ทำให้ผัวเจ้าต้องจรจากไป หากผัวเจ้ากลับไม่พูดอะไร ประคองห่อผ้าไว้ด้วยมือสอง เดินตรงไปยังห้องนอนของเจ้าสัว

                ชายหนุ่มก้มลงกราบพ่อตาแล้วจึงค่อยนำห่อผ้าวางไว้บนอ้อมอก เมื่อเปิดห่อผ้า สิ่งที่อยู่ภายในก็ทำให้ตะเภาทองและนางเกกลี้ยงตกตะลึง ทว่าเจ้าสัวนั้นเหมือนจะคาดเดาได้อยู่แล้ว

                สิ่งที่อยู่ในห่อผ้า คือศีรษะของหญิงสาวซึ่งบัดนี้แห้งคล้ำ หากมิอาจลบเลือนเค้าความงามที่มีอยู่ ตาสองซึ่งปิดสนิท แผงขนตายังงามงอน แต่ก็แฝงความเศร้าระทมอยู่ในนั้น หลังผ่านเรื่องร้ายมามาก ในที่สุดศีรษะนี้ก็ได้กลับคืนสู่ร่าง กลับคืนสู่อ้อมอกผู้เป็นพ่อ...

                เจ้าสัวไม่ได้พูดอะไรออกมา มีเพียงสายตาที่สื่อถึงความซาบซึ้งต่อบุตรเขย แล้วสีหน้าก็แปรเป็นความปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่เหลือสิ่งใดให้ค้างคา เจ้าสัวหลับตาลง เป็นการหลับครั้งสุดท้ายของชายที่เดินทางจากบ้านเกิดมาไกล ถีบฐานะขึ้นมาจากความยากจนข้นแค้น ครอบครองทุกสิ่งที่ตนปรารถนาโดยไม่สนวิธีการ

                แม้จะร่ำรวยเงินทอง แต่ชีวิตของเจ้าสัวก็น่าเศร้า รัก...ในสตรีที่มิได้รักตอบ ห่วงใย...ในบุตรสาวที่มีแต่ความเคียดแค้นต่อตน แต่บัดนี้ห่วงทั้งหลายคลายลงสิ้นแล้ว ชายผู้ครั้งหนึ่งเคยยากจนข้นแค้น และครั้งหนึ่งเคยร่ำรวยมหาศาล จึงหลับลงด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง...และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย...

 

                การตายของเจ้าสัวทำให้งานเลี้ยงพระเพื่อประกาศความเป็นผัวเมียของเจ้าทองและตะเภาทองต้องเลื่อนไปอีกสามเดือน เพราะต้องจัดงานศพให้กับเจ้าสัวไปพร้อมกับศพของตะเภาแก้ว

                งานศพของเจ้าสัวและตะเภาแก้วมีแขกมาร่วมไม่กี่ราย เพราะคนเก่า ๆ ในเมืองก็เหลืออยู่ไม่มาก จะมีหลัก ๆ ก็เช่นพันเพิ่มและพันชิด ที่บัดนี้เอาเจ้าทองเป็นมิตรสนิท เช่นเดียวกับตะเภาทองที่เริ่มจะสนิทกับแม่บัวคล้ำและบัวคล้อย

                สามเดือนหลังงานศพเจ้าสัวและตะเภาแก้วก็ได้ฤกษ์งานมงคล เรือนที่ตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เก็บ ค่อย ๆ ซ่อม บัดนี้เสร็จสมบูรณ์สง่างามเหมือนเช่นคืนวันเก่า ๆ

                เจ้าทองและเมียรักได้ทุนทรัพย์ในการซ่อมแซมบ้านเรือนมาอย่างไม่คาดคิด นั่นเพราะก่อนเจ้าสัวจะตายได้กำชับให้ฝังอัฐิตนไว้ใต้ต้นส้มจีนตรงกลางบ้าน นางเกลี้ยงเล่าว่าต้นส้มนี้แม่ของตะเภาทองได้พันธุ์มาจากเมืองจีน มอบให้เจ้าสัวเมื่อครั้งยังเป็นเพียงคนงานเพื่อจะคลายคิดถึงบ้าน ทำให้เจ้าสัวเข้าใจไปว่านั่นคือไมตรีที่นางมีตอบ ไขว่คว้าจนได้ครอบครองในที่สุด

                ทั้งเจ้าทองและตะเภาทองเห็นว่าต้นไม้นั้นยืนตายซาก คงไม่มีทางจะฟื้นคืนได้แล้ว จึงทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าสัว ขุดลึกลงไปตามที่เจ้าสัวกำหนด สิ่งที่พบกลับเป็นหีบกำปั่นจำนวนมากที่ก้นหลุม

                ภายในกำปั่นมีอัฐิของมารดาของตะเภาทองซึ่งเข้าใจว่าอยู่ในเจดีย์ที่วัด นอกนั้นคือทองคำและเพชรนิลจินดาบรรจุอยู่เต็มทุกกำปั่น เจ้าสัวคงตั้งใจจะมอบให้กับบุตรสาวและบุตรเขยเพื่อจะใช้ตั้งตัวขึ้นมาใหม่

                ตะเภาทองใช้เงินทองก้อนนี้กลับมาฟื้นฟู เริ่มกิจการค้าขายตั้งแต่สมัยตาและยายอีกครั้ง แม้ไม่ถึงกับเฟื่องฟูเท่ายุคเจ้าสัว แต่ก็กระเตื้องขึ้นเป็นลำดับ

                อาปานแวะเวียนนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ มาคราใดน้าเกลี้ยงก็จะชะแง้ตาคอยต้อนรับ จนตะเภาทองสะกิดผัวให้จับตาอาการของทั้งคู่

                งานเลี้ยงพระทำบุญบ้าน และประกาศให้ผู้คนรับรู้การอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา ของตะเภาทองและเจ้าทอง ล้วนมีแขกเหรื่อมากมาย ท่านเจ้าเมืองมาร่วมเป็นเกียรติ คุณหญิงพุดซ้อนก็อุตส่าห์เดินทางมาจากเมืองสระหลวง ให้พรบ่าวสาวแล้วก็กลับเลย คงจะรู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นไปเสียแล้ว

                น้าเกลี้ยงได้มาบอกเอาเมื่อเสร็จงานเลี้ยง ว่าจะติดตามอาปานไปด้วยกัน อยู่กินกันอย่างเปิดเผย สมดังที่ตะเภาทองตั้งข้อสังเกต แม้จะใจหายที่เสียคู่คิดคู่สนิทตั้งแต่ยังเยาว์ แต่เจ้าก็อวยพรให้พี่เลี้ยงผู้ภักดีได้ประสบแต่ความสุข และยังมอบเงินทองไว้ให้เป็นทุนอีกจำนวนหนึ่ง

                “คุณหนูของน้า...” นางเกลี้ยงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “น้าเห็นว่าคุณหนูได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาก็หมดห่วงถึงยอมจากไป ใช่ว่าเพราะอยากมีผัวดอกนะเจ้าคะ” แล้วก็หันหน้ามาทางเจ้าทอง พูดขึ้น

                “พ่อทอง ตอนนี้พ่อทองเป็นเสาหลักของบ้าน จะคิดจะทำอะไรก็ตริตรองให้ดี ๆนะ คิดไม่ออกก็หันหน้าปรึกษากัน เมื่อมั่งมีก็ขอให้รักกันเหมือนเมื่อครั้งที่ยังอด อย่าทำให้คุณหนูของน้าต้องเสียใจเป็นอันขาด ไว้น้าจะหมั่นแวะมาเยี่ยม” พูดจบแล้วก็กอดตะเภาทองด้วยความอาลัยรัก ร้องไห้กันอยู่เป็นเวลานานก่อนจะจาก

 

                สิ้นสุดงานเลี้ยง ทุกอย่างล้วนเงียบงัน แขกเหรื่อต่างกลับบ้านเรือนตน ไม่ต่างกับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต ทั้งมิตร และอมิตร เมื่อมาแล้วก็จากไป ไม่ด้วยเหตุใดก็เหตุหนึ่ง

                น้าเกลี้ยงคงคิดเรื่องที่จะแยกออกไปอยู่กับอาปานนานแล้ว จึงฝึกนางอ้อนเด็กในบ้านให้มารับผิดชอบงานได้ไม่ตกหล่น และคงมองแล้วว่าไว้ใจได้จึงมอบหมายหน้าที่ เพราะที่ผ่านมานางอ้อนก็ให้ความเอ็นดูแก่เจ้าแดงเป็นอันมาก

                ค่ำคืนเงียบสงัดนัก เจ้าทองเดินลงไปดูรอบ ๆ บ้าน คิดถึงกิจการที่ขยับขยาย จนมาสะดุดหยุดอยู่ที่เรือสำปั้นแจวคู่ยาก ซึ่งยกมาจอดไว้ใต้ถุนเรือน

                “เรือนี้น่ะสมบัติเก่าปู่เอ็ง”

                พ่อครูเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่ออกจากบ้านเกิดก็ได้บอกกล่าวกับพ่อเกริกของมันว่าจะขอนำเรือไป กลายเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่ได้รับ บัดนี้มรดกชิ้นนั้นตกมาถึงมือมัน และจอดนิ่งอยู่ ซึ่งคงจะไม่ต้องใช้มันอีก

                เดินกลับขึ้นเรือน ผลักประตูเบา ๆ เข้าสู่ห้องนอน ตะเภาทองเมียรักยังหลับอยู่ เจ้าคงจะเหนื่อยมากเมื่อตอนงาน ทั้งท้องเริ่มจะโตขึ้น อายุครรภ์คงจะสัก 5-6 เดือน สองผัวเมียต่างลุ้นกันว่าลูกคนนี้จะเป็นชายหรือหญิง

                เหลียวมองดูเจ้าแดงยังหลับอยู่เช่นกัน เจ้าแดงโตขึ้นมาก อีกไม่กี่เดือนก็จะครบขวบ ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นไกรทองอย่างที่คุณหญิงท่านตั้งให้

                เจ้าทองนั่งลงข้างเมียรัก ใบหน้ายามหลับเจ้างามนัก ไร้แววหึงสาเช่นยามตื่น แต่ก็รู้ว่าเจ้าทำไปเพราะหวงแหนในตัวผัว

                ชีวิตของเจ้าทองคงจะหมดเรื่องให้ต้องอนาทรร้อนใจแล้ว มีเมียงาม มีลูกน้อยน่ารัก มีทรัพย์สินศฤงคารแลบ้านหลังใหญ่ เท่านี้ก็ถือว่าเกินวาสนาหนุ่มน้อยผู้ร่อนเร่ตามอามาจากตลาดขวัญแล้ว

                ทว่า...กลับมีสิ่งหนึ่งรบกวนจิตใจมัน...

                ชายหนุ่มจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากเมียขวัญ ก่อนจะลุกออกจากห้อง หับประตูลงเงียบเชียบ

                เจ้าทองเดินไปยังห้องที่เคยเก็บศพตะเภาแก้ว บัดนี้กลายเป็นห้องเก็บโกศของบรรดาญาติมิตร ทั้งพ่อเกริกและแม่นวล, อาจารย์ไกรพ่อครูผู้ประสาทความรู้, หมอสังข์ผู้มีคุณต่อพ่อครู มีแม้กระทั่งโกศของครูพด เพียงแต่ว่าภายในนั้นว่างเปล่าเพราะหาอัฐิไม่ได้ มันคิดว่าวันหนึ่งคงได้เล่าเรื่องราวของแต่ละคนให้เจ้าแดงฟัง

                ยังขาดโกศของอีกผู้หนึ่งซึ่งมีคุณต่อเจ้าทองเป็นอันมาก...โกฐของหลวงพ่อ...

                เจ้าทองปรึกษากับพันเพิ่มและพันชิต ทั้งสองเล่าว่านับแต่ฝังหลวงพ่อก็ยังไม่มีการขุดศพขึ้นมาเผาเพื่อเก็บอัฐิ เพราะบ้านเมืองเกิดวุ่นวาย และคนเก่า ๆ ก็พลอยหายกันหมด แม้แต่สองหัวพันก็แทบจะเลือน ๆ จึงหารือกันว่าจะทำพิธีขุดศพขึ้นมาเผาเสียให้เรียบร้อย เชิญท่านเจ้าเมืองมาเป็นประธาน หลวงพ่อเองก็มีคุณต่อชาวเมืองมาเป็นเวลานาน หากคนที่อพยพไปทราบข่าวก็คงจะกลับมาร่วมงาน

                ชายหนุ่มหันไปมองผนังอีกด้านหนึ่ง เป็นชั้นวางอุปกรณ์ที่ใช้ในการปราบจระเข้ ทั้งขดเชือกและมีด มีขอเหล็กของหมอสังข์ เกี่ยวไว้เคียงหอกสัตตะโลหะของพ่อครู และเทียนชัยที่เหลืออยู่สองแท่ง เจ้าทองไม่รู้ส่วนผสมจึงไม่สามารถทำขึ้นใหม่ ทั้งไม่วางใจกับประสิทธิภาพของมัน จึงได้แต่เก็บไว้เพื่อระลึกถึงครูพด มันวางเขี้ยวจระเข้เจ้าลงไปบนชั้นเป็นชิ้นสุดท้าย

                ทั้งหมดนี้วางนิ่งอยู่บนชั้น ซึ่งเจ้าทองคิดว่าคงไม่ต้องใช้มันอีกแล้ว เมื่อศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดได้จากโลกนี้ไปแล้ว...

                นับแต่วันที่มันกลับมาพร้อมด้วยศีรษะของตะเภาแก้ว ผู้คนก็พากันเล่าลือไปถึงวีรกรรมของเจ้าทองที่สามารถกำราบจระเข้เจ้า ต่างต่อปีกเติมหางไปตามแต่จะจินตนาการ บ้างพูดถึงถ้ำแก้วที่จระเข้เจ้าหนีไปกบดาน ว่ามีเพชรนิลจินดามากมาย สำคัญเอาว่าเจ้าทองคงจะนำติดตัวกลับมา จึงได้ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว หากว่าเจ้าตัวกลับไม่เคยปริปากบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ใดเลย แม้แต่กับตะเภาทองเมียรัก ซึ่งเจ้าก็ไม่เคยถาม ตะเภาทองเพียงเห็นสามีกลับมาในวันนั้นก็รู้ว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก อะไรบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยด้วยคำพูด ทว่าสำคัญยิ่งจนเหมือนว่าเป็นตัวตนหรือจิตวิญญาณ

                เมื่อไม่อาจพูด เจ้าทองจึงเริ่มเขียน มันได้รื้อฟื้นการอ่านเขียนไปในตัว กระดาษเนื้อดีจากเมืองจีนตั้งเป็นปึก มือที่จดจ่อเริ่มบอกเล่าเรื่องราว นึกไปถึงวันที่ได้พบกับอ้ายชาในวัดร้างแห่งนั้น...

                ผู้ที่อยู่ในจีวรเก่า คืออ้ายชาอย่างไม่ต้องสงสัย !

 

                เจ้าทองตกตะลึง จังงังกับภาพตรงหน้า จระเข้เจ้า สัตว์ร้ายที่เคยเกรียงไกร สร้างความสะพรึงกลัวให้ผู้คนมานักต่อนัก ทว่าบัดนี้กลับแก่ชราไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ผ่อนลมหายใจรวยริน ส่วนอ้ายชา ฆาตกรโฉดชั่วกลับนุ่งห่มจีวรเยี่ยงสมณะ

                อ้ายชาซึ่งนุ่งห่มเยี่ยงสมณะเพศก้าวออกมาพ้นร่มเงาของอุโบสถเก่า สภาพคล้ายจะพังมิพังแหล่ เดินตรงมาทางจระเข้เจ้า เอ่ยเบา ๆ

                “ถึงเวลาของโยมพ่อแล้ว ทำใจให้สงบเถิด ชาติหน้าจะได้เกิดในภพภูมิที่ดี”

                สิ้นคำ จระเข้เจ้าก็ค่อย ๆ หลับตา หมดสิ้นสัญญา ร่างกายไม่ไหวติงอีกต่อไป สัตว์ร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมามากมาย สุดท้ายก็หมดลมอย่างสงบ

                ชายผิวดำถ่านในชุดพระสงฆ์ลงมือขุดหลุมฝังศพสัตว์ร้ายด้วยตัวเอง เจ้าทองขึ้นจากเรือเพื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยความระแวดระวังเผื่อจะเป็นอุบาย รอจนศพนั้นถูกฝังกลบเรียบร้อย

                “โยมคงมาเพื่อตัดสินในเรื่องที่อาตมาเคยกระทำ” ผู้ครองจีวรพูดขึ้นโดยไม่ได้หันมามอง แม้จะนุ่งห่มอย่างพระ โกนหัวเป็นที่เรียบร้อย แต่เจ้าทองรู้ดีว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือฆาตกรที่โฉดชั่วมาก่อน

                “...เมื่อครั้งที่หนีจากปากยม อาตมาบาดเจ็บร่อแร่เกือบตาย กระทั่งโยมพ่อได้พาอาตมามาที่วัดแห่งนี้ และได้พระรูปหนึ่งช่วยชีวิต...” พระสงฆ์เอ่ยต่อ เจ้าทองหันไปมองอุโบสถเก่า ท่าทางไม่น่าจะมีผู้อื่นอาศัยอยู่อีก

                “พระรูปนั้นเป็นผู้บวชให้อาตมา เพื่อจะได้ไถ่ถอนความผิด และอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย...รวมทั้งโยมพ่อ...ผู้ซึ่งเกิดมาชาตินี้ในร่างเดรัจฉาน อาตามาได้ขอให้โยมพ่อเลิกก่อกรรม อย่างน้อยก็เลิกฆ่าคน...”

                เจ้าทองฟังพลางจับอากัปกิริยาของพระชา ท่าทางคล้ายเพ้ออยู่หน่อย ๆ ก่อนหน้านี้อ้ายชาดูเหมือนจะเคยได้ยินเสียงประหลาด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอมนุษย์ที่ไล่เข่นฆ่าผู้คน มันคิดว่าบางที คราวที่รอดตายในครั้งนั้น พิษบาดแผลคงจะทำให้อ้ายชาเกิดภาพหลอน คิดไปว่ามีพระลึกลับมาช่วยชีวิตและบวชให้ หากบางที...สิ่งที่อ้ายชาทำ...อาจจะมาจากจิตใต้สำนึกที่ต้องการลบล้างความผิดบาป มันอาจจะเจอจีวรเก่าในวัดร้างแล้วนำมาสวม โดยคิดไปว่ามีพระลึกลับเป็นผู้บวชให้ แต่เนื้อแท้ของอมนุษย์ผู้ชั่วร้าย จะสามารถลบล้างได้ด้วยคราบที่สวมใส่กระนั้นหรือ ?

                “อาตมารู้ว่าเคยทำผิดมามาก...” พระชาว่า ยืนตรงสองมือไพล่หลัง หลับตา แหงนหน้าเผยคอหอยให้กับคมหอก

                “มีเพียงโยมที่ควรจะเป็นผู้ตัดสินอาตมา”

                คำนั้นเด็ดเดี่ยว ร่างดำมืดยังคงยืนนิ่งรอรับผลแห่งการตัดสินใจของหมอจระเข้หนุ่ม

                เจ้าทองยืนนิ่งด้วยความตรึกตรอง แม้จะเคยจินตนาการภาพการสังหารไว้นับร้อยหน แต่สถานการณ์ที่เผชิญในวันนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการต่อสู้หรือขัดขืน มีเพียงการตัดสินด้วยใจที่ยุติธรรม ชายผู้นี้คือปีศาจร้ายโดยกำเนิด หรือเป็นเพียงเหยื่อของโชคชะตา เจ้าทองไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่ชายผู้นี้กระทำ ก็เลวร้ายเกินจะให้อภัย

                ...การสังหารพระชราซึ่งมิได้มีส่วนทำร้ายมัน พระชราซึ่งไม่สามารถต่อสู้หรือขัดขืน ซ้ำยังเคยมีพระคุณ ทั้งช่วยชีวิตและให้การอุปการะมัน สิ่งนี้คงเป็นมหันตโทษอันสูงสุดที่เจ้าทองมิอาจละเลย เป็นความชั่วที่สมควรได้รับการพิพากษา !

                เมื่อนึกถึงข้อนั้น เจ้าทองก็ขมวดคิ้ว กำหอกแน่น เข้าคว้าคอแล้วฉีกกระชากจีวรบางส่วนออกมา ปาลงกับพื้นแล้วแทงด้วยหอกสัตตะโลหะ !

                “อ้ายชาที่เป็นฆาตกรใจโหด ได้ตายลง ณ ที่นี้แล้ว” เจ้าทองประกาศ

                ไม่รู้ว่าสิ่งที่มันตัดสินถูกต้องหรือไม่ แต่สำหรับเจ้าทองแล้ว อ้ายชาที่ยืนอยู่ต่อหน้าขณะนี้ หาใช่อ้ายชาคนเก่า ฆาตกรใจโหดที่เข่นฆ่าผู้คนโดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใน หาใช่เพียงแค่จีวรเก่าที่คลุมร่าง เช่นเดียวกับที่ตัวมันเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมอีกต่อไป ตัวเราในบัดนี้ ยังใช่ตัวเราในอดีตหรือไม่...นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มจากตลาดขวัญเฝ้าคิดใคร่ครวญ

                ร่างของอ้ายชาทรุดลงเหมือนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง การตัดสินของเจ้าทองเกินจากที่มันคาด แต่ก็จำต้องยอมรับ มันยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่ออะไรสักอย่าง...

                “...มีอีกสิ่งหนึ่ง ที่อาตมายังติดค้าง...” เหมือนบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้น เดินหายเข้าไปในโบสถ์เก่าและกลับออกมาพร้อมด้วยของสองสิ่ง

                “อาตมากับโยมตะเภาแก้ว...สิ้นวาสนาต่อกันนานแล้ว เหนี่ยวรั้งไว้ก็ป่วยการเปล่า อาตมาจึงขอฝากให้โยมช่วยนำสิ่งนี้ไปคืนแก่ญาติมิตร ส่งวิญญาณโยมตะเภาแก้วให้ไปสู่สุขคติ หากชาติหน้ามีจริง อาตมาคงได้ชดใช้ในสิ่งที่เกิด...” พระชาพูดด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง เหมือนผู้ที่พร้อมจะตัดห่วงทั้งหลายเพื่อการหลุดพ้น ยื่นห่อผ้าซึ่งมีศีรษะของตะเภาแก้วอยู่ภายในให้กับเจ้าทอง

                “ส่วนสิ่งนี้...” ผู้ครองจีวรพูดขึ้น ยื่นห่อผ้าอีกห่อ

                “อาตมาพบคัมภีร์เล่มหนึ่งอยู่ในโบสถ์ เพื่อฝึกตนเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน อาตมาจึงใช้เวลาไปกับการคัดลอกตัวอักษรทุกตัวขึ้นมาอีกฉบับ แม้ว่าอาตมาไม่รู้หนังสือ แต่ก็พยายามคัดให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด นี่ก็เพิ่งจะเสร็จได้ไม่นาน...”

                เจ้าทองรับคัมภีร์ใบลานทั้งสองฉบับไว้ ลงเรือแล้วพายจากไปโดยไม่มีการล่ำลา มันนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไร ระหว่างมันและอ้ายชา ต่างเป็นทั้งศัตรูคู่อาฆาตและเป็นคู่เขย แต่ก็เหมือนคนแปลกหน้าที่แทบจะไม่รู้จักกันเลย

                ขณะพายเรือจากไป เหลียวกลับไปมองอีกครั้งก็เห็นพระชากลับเข้าไปในโบสถ์ เจ้าทองพายเรือต่อไป คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพระที่อยู่เพียงลำพังในวัดร้าง บางที...นี่อาจะเป็นสิ่งที่อ้ายชาต้องการมาตลอด...ขอเพียงสถานที่สักแห่ง ที่มันจะไม่ต้องพบเจอใคร ไม่มีใครมาทำร้ายและมันไม่อาจทำร้ายใคร ชีวิตที่เกิดมาอย่างน่าเวทนาไม่ควรจะอยู่ปะปนกับผู้คนตั้งแต่แรก หรือบางที...มันอาจไม่ควรเกิดมา...

                เสียงอิฐปูนที่ถล่มดังไล่หลังทำเจ้าทองสะดุ้ง เหลียวกลับไป หากลัดดงมาเสียแล้ว จึงไม่ได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น โบสถ์หลังนั้นอาจจะถล่มลงมาเพราะสภาพเก่าแก่ง่อนแง่น อ้ายชาอาจจะถูกทับอยู่ใต้ซากนั้นหรือรอดมาได้...

                ชายหนุ่มหักใจไม่พายกลับไป คิดว่านับจากนี้อ้ายชาจะอยู่หรือตายก็แล้วแต่เวรกรรมพาไป ส่วนตัวมันนั้นอโหสิกรรมไปหมดสิ้นแล้วทุกสิ่ง มุ่งต่อไปเพื่อจะกลับบ้านหาลูกเมีย

                เมื่อกลับถึงปากยม เจ้าทองนำศีรษะตะเภาแก้วมอบให้เจ้าสัว ส่วนคัมภีร์ใบลานทั้งสองฉบับ มันได้ทำการตรวจทานอย่างละเอียดจนรู้ว่าเป็นพระไตปิฎก ซึ่งอ้ายชาทำการคัดลอกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน คงต้องใช้สมาธิและความพยายามอย่างมากสำหรับผู้ที่ไม่รู้หนังสือเช่นมัน

                หลังตรวจทานเป็นที่เรียบร้อย เจ้าทองได้นำพระไตรปิฎกทั้งสองเล่มไปถวายให้วัด มันได้ทราบข่าวร้ายอีกเรื่อง คือจระเข้ยักษ์ตัวเมียที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเมียจระเข้เจ้า ซึ่งเจ้าทองจับมาได้เป็น ๆ และนำไปขังไว้ในบ่อจระเข้เจ้า ถูกมือดีต้มฟักร้อนให้กินจนถึงแก่ความตาย สร้างความสลดใจแก่เจ้าทองยิ่งนัก ผู้คนคงกลัวว่าหากจระเข้ตัวนี้หลุดรอดไปได้จะสร้างความวุ่นวายเหมือนครั้งจระเข้เจ้า จึงรวมหัวกันฆ่ามัน โดยไม่สนใจว่าอยู่ในเขตอภัยทานของวัด...

                ย้อนไปเมื่อครั้งที่ไปสำรวจรังเพื่อจับจระเข้ตัวนี้ สิ่งที่เจ้าทองพบ คือตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกมาจากรังล้วนแต่ตายหมดสิ้นด้วยฝีมือสัตว์อื่น จระเข้ตัวเมียที่เจ้าทองพบอยู่ในอาการประหลาด หากเป็นคนก็คงพูดได้ว่าวิกลจริต ดูเศร้าตรมและหมดหวัง เหมือนแม่ที่เพิ่งแท้งลูก มันได้แต่เฝ้ารังไปวัน ๆ อย่างไร้ความหมาย รอให้ใครหรืออะไรบางอย่างพามันไปจากรัง...

                นึกไปถึงจระเข้เจ้าที่มีความห่วงใยต่ออ้ายชาทั้งที่ต่างเผ่าพันธุ์ บางที...ความรักและความผูกพัน อาจจะไม่ใช่คุณลักษณะเฉาพะของมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว เหมือนกับที่ความโหดร้ายก็หาได้อยู่แต่ในตัวของสัตว์เดรัจฉาน

                ขณะที่สัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธ มนุษย์ก็มีความโกรธเกลียด ความอาฆาตแค้น ความโลภและความทะเยอทะยานเป็นอาวุธร้ายเช่นกัน เมื่อนึกได้ดังนี้ เจ้าทองก็ไม่สามารถจะบอกได้ ว่าระหว่างจระเข้และมนุษย์ สิ่งใดน่ากลัวยิ่งกว่ากัน

                หลังจากที่เขียนเรื่องราวจนจบ เจ้าทองก็ยัดบันทึกทั้งหมดลงกำปั่น ไขกุญแจผนึกไว้เหมือนไม่ต้องการให้ใครได้อ่าน มันรู้ว่าไม่มีใครต้องการฟังเรื่องราวตามจริง สิ่งที่คนอยากฟัง คือเรื่องราวของวีรบุรุษผู้ปราบสัตว์ร้าย และได้สาวงามไปครอง พร้อมด้วยทรัพย์สินมหาศาล

                เรื่องราวของความดีงามประหนึ่งสีขาวบริสุทธิ์ ที่เอาชนะความชั่วร้ายประหนึ่งสีดำมืด สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ผู้คนต้องการ...

 

จบบริบูรณ์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #158 Rattiya Boncham (@finogirl11) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 15:09
    ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับเรื่องราวดีๆ รออ่านอีกนะคะ
    #158
    1
    • #158-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 26)
      31 ตุลาคม 2561 / 14:26
      ขอบคุณครับ
      #158-1
  2. #132 ปภาดา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 22:39
    ขอบคุณมากกที่อัพให้อ่านจนจบเขียนดีมากกกกกกกก ชอบรอติดตามค่า
    #132
    1
    • #132-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 26)
      28 พฤศจิกายน 2560 / 21:57
      ขอบคุณที่ติดตามจนจบครับ
      #132-1
  3. #127 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 01:08
    ในที่สุดก็ปิดตำนานลง ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ ได้ข้อคิดเยอะมาก แล้วก็รู้สึกผูกพันเพราะติดตามอ่านมานาน ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะ ^^
    #127
    1
    • #127-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 26)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 08:32
      ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดครับ
      #127-1
  4. #126 mew-ja (@moonlight-mew) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 01:07
    ตอนจบแบบ...ดีงามมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี..
    #126
    1
    • #126-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 26)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 08:30
      ขอบคุณมากครับ
      #126-1
  5. #124 nongmuayzz (@nongmuayzz) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 00:56
    ขอบคุณที่แต่งจนจบนะคะ เป็นกำลังใจให้ตลอดเน้อ จบได้ดี มีข้อคิด เนื้อเรื่องโดยรวมน่า
    ติดตามมากกกกกกก สำนวณไพเราะ ตัวละครแต่ละตัวมีปมน่าค้นหา
    ถ้ามีแต่งเรื่องใหม่ก็ติดตามเหมือนเดิมนะคะ
    #124
    1
    • #124-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 26)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 08:29
      ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดครับ
      #124-1