โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,385 Views

  • 158 Comments

  • 145 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    6

    Overall
    4,385

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 3 เบาะแสจระเข้เจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    21 พ.ย. 60

                ตลาดยามเช้าครึกครื้นด้วยพ่อค้าแม่ค้ามากหน้าหลายตา ไม่ว่าตลาดน้ำหรือตลาดบกก็ล้วนมีผู้คนเนืองแน่น ราวกับเมืองนี้ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายมาก่อน ตะเภาทองเดินชมดูสินค้าต่าง ๆ อย่างไม่เร่งร้อน มิได้จำเพาะเจาะจงว่าจะซื้อหาสิ่งไร เพียงอยากมาชมตลาดด้วยจากบ้านเกิดมานาน มิรู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไร

                เมื่อวานซืนเธอเพิ่งจะได้กลับไปเหยียบเรือนเกิด โดยพ่ออ้ายแดงได้ชักชวนกันไปขอขมากับเจ้าสัว มีท่านเจ้าเมืองออกหน้าในฐานะผู้ใหญ่ งานจึงผ่านไปอย่างราบรื่น แม้ตัวตะเภาทองจะไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องขอขมา

                สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่หญิงสาว หาใช่ตัวเจ้าสัวซึ่งเป็นอัมพาตไปไหนไม่ได้ หากเป็นเรือนเกิดที่วอดด้วยเพลิง เหลือเพียงฝั่งตะวันตกซึ่งมีอยู่เพียงสองห้อง หนึ่งในนั้นเป็นห้องเก็บศพตะเภาแก้ว เจ้าสัวได้ย้ายมานอนที่ห้องนี้เพื่อคอยเฝ้าศพตะเภาแก้วที่เริ่มจะแห้งคล้ำ หากไม่เน่าเปื่อยทั้งที่ผ่านมานานขนาดนี้

                บ้านที่เคยมั่งคั่ง เรือนที่เคยกว้างขวาง กลับเหลือเพียงเท่านี้ ข้าทาสบริวารและคนงานที่มีมากมาย ก็เหลือแค่บ่าวที่ยังภักดีเพียงสอง-สามราย คอยช่วยเหลือประคับประคองชีวิตเจ้าสัว เพราะเห็นแก่ข้าวแดงแกงร้อนแต่หนหลัง ทั้งหมดสะท้อนว่าหลังการตายของหมื่นเสือ ทั้งเมืองได้เกิดความชุลมุนวุ่นวายเพียงใด

                ตะเภาทองและผัวรักกลับมายืนอยู่หน้าต้นส้มจีน ที่ซึ่งทั้งสองได้พบเจอกันครั้งแรก สภาพของมันทรุดโทรมลงมาก กิ่งถูกหักรื้อทำลาย ใบร่วงโกร๋น

                “พี่ตั้งใจว่าจะซ่อมแซมเรือนใหญ่ให้เหมือนสภาพเดิมมากที่สุด” ฝ่ายผัวว่า บีบมือเจ้าไว้เป็นสัญญา

                จากนั้นทั้งสองก็เริ่มปรึกษาหารือกันเป็นการใหญ่ เรือนแห่งนี้ตาและยายเธอเป็นผู้สร้าง ตะเภาทองจึงคิดจะบูรณะกลับมาให้เหมือนเดิมมากที่สุด

                เสียงพ่อค้าแม่ขายเรียกร้องเชิญชวนให้เลือกซื้อสินค้า ตะเภาทองเลือกหยิบเลือกซื้อแต่เฉพาะของจำเป็น แล้วก็ส่งให้น้าเกลี้ยงช่วยถือ

                แม้จะเป็นเมืองที่เธอเกิดและเติบโต แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่พบเจอในวันนี้กลับไม่คุ้นเคย ช่วงปีที่ผ่านมาคงจะมีคนอพยพเข้ามาใหม่ ส่วนคนเก่า ๆ หากไม่ล้มตายก็คงจะย้ายหนีไปในช่วงที่มีเรื่องวุ่นวาย

                เสียงลอยลมมาจากเพิงร้านหนึ่ง มิได้เรียกให้ซื้อสิ่งของ แต่เป็นเพลงร้องเล่นของพวกแม่ค้า เนื้อหาเหมือนจะพูดถึงใครบางคน

                “ฉันอยากเป็นจระเข้ตัวเมีย ให้หมอทองแทงเสียให้หนำใจ” เสียงหนึ่งร้องขึ้น

                “เขาว่าหอกหมอทองทั้งยาวใหญ่ แล้วจะไปทนไหวกันหรือไรพวกเธอ” อีกเสียงร้องรับ แล้วก็พากันสรวลเสเฮฮา หัวเราะหัวใคร่ไปกับการเล่นเพลงสองแง่สองง่าม

                ตะเภาทองหันไปทางร้านที่บรรดาคนแก่คนสาวยืนออจับกลุ่มกัน เข้าใจแจ่มแจ้งว่ากำลังพูดกันถึงผัวเธอเอง นับแต่อาสาจับเมียจระเข้เจ้ามาได้อย่างเป็น ๆ ผู้คนในเมืองต่างก็โจษขานกันถึงหมอจระเข้หนุ่มน้อยผู้มากฝีมือ ทั้งหน้าตาองค์เอวสำอางเกินหญิง จึงแม่พวกสาว ๆ จะเอาไปทำเพลงร้องเล่นกันเป็นที่ถูกอกถูกใจ

                หญิงที่คนเขาเอาผัวเจ้าไปลือเดินรี่ไปยังร้านข้างหน้า นางพี่เลี้ยงรีบติดตาม เกรงจะมีเรื่อง

                “เออแต่ว่าหอกนี้เขามีเจ้าของ ก็ที่ทำฉันท้องล่ะไม่เห็นหรือไร” ตะเภาทองตอบโต้เป็นเพลง บรรดาหญิงที่ออหน้าร้านหันมามองเป็นตาเดียว ทั้งแม่ค้าบนร้านก็ตกตะลึง

                “คุณหนูตะเภาทอง !” สองแม่ค้าฝาแฝดอุทานขึ้นพร้อมกัน พอเห็นหน้า ตะเภาทองก็จำทั้งสองได้ เป็นแม่บัวคล้ำกับแม่บัวคล้อยที่เจ้าเคยตบตีที่กลางตลาดนั่นเอง

                ทั้งสามลืมเรื่องหมางใจในอดีต ดีใจที่เห็นคนเก่า ๆ กลับมาเจอกันอีก บัวคล้ำไล่แม่พวกผู้หญิงที่มาออหน้าร้าน ส่วนบัวคล้อยเชื้อเชิญตะเภาทองและนางเกลี้ยงให้ขึ้นมากินน้ำกินท่า โอภาปราศรัยกัน

                “คุณหนูตะเภาทอง ไม่นึกว่าจะได้เจอกันอีก ไปไงมาไงกันล่ะนี่” แฝดคนพี่ทักถาม

                “ฉันก็มากับพี่ทองนั่นแหละ ไหว้เจ้าสัวแล้วก็คงคงจะมาอยู่กันเลย” ตะเภาทองตอบ

                สองแม่ค้าตบเข่าฉาดฉาน “นั่นไง ! ฉันนึกแล้วว่าหมอทองกับพ่อทองของพวกฉัน...เอ้อ...ของคุณหนูตะเภาทอง...ต้องเป็นคนเดียวกัน !

                “อ้าว แล้วที่มาทำเพลงร้องกันเล่นนี่ยังไม่เคยเจอตัว ?” ตะเภาทองถามกลับ

                “แหม ไม่เคยเห็นหรอกเจ้าค่ะ ได้ยินเขาว่าเป็นหมอจระเข้หนุ่ม ทั้งเก่งกาจทั้งรูปงาม อิฉันก็เลยเอามาทำเพลงร้องเล่นแก้เหงาปากไปอย่างนั้น คุณหนูอย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ” แฝดผู้น้องแก้ตัว ข้างตะเภาทองจากที่มีฤทธิ์หึงก็กลับกลายเป็นขำไป

                หญิงทั้งสี่นั่งพูดคุยกันอยู่เป็นนาน ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ตะเภาทองสังเกตเห็นบัวคล้ำบัวคล้อยใส่ทองหยองจึงเลียบเคียงถามถึงกิจการร้านค้า ได้ความว่ามิใช่จะขายดิบดีถึงเพียงนั้น หากแต่ผัวเป็นผู้หามาให้ เอ่ยถามต่อไปจึงรู้ว่าทั้งสองได้ผัวคนเดียวกัน คือหมู่เพิ่มซึ่งเพียรดูใจกันมานาน สุดท้ายก็ได้สองศรีพี่น้องเป็นเมียดังหวัง

                หลังจากหมื่นเสือตาย ก๊กโจรขุนหาญก็บุกปล้นเมืองก่อความเดือดร้อน ได้แต่หมู่เพิ่มและอ้ายชิดสองเกลอออกต่อสู้ป้องกัน หมู่เพิ่มเข้าสู้โจรเพื่อช่วยบัวคล้ำบัวคล้อยจนได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองจึงเกิดเห็นใจ ตกล่องปล่องชิ้นกันในที่สุด เมื่อบ้านเมืองกลับมาสงบสุข ทางหลวงเห็นว่าหมู่เพิ่มและอ้ายชิดมีความดีความชอบช่วยป้องกันบ้านเมือง จึงเลื่อนยศให้เป็นหัวพันทั้งคู่ ทว่าช่วงนี้ได้พากันลงไปแจ้งข่าวหาหมอจระเข้ที่เมืองล่าง จึงมิได้อยู่พบเจอ

                ตะเภาทองฟังเรื่องราวแล้วให้ทอดถอนใจ ชั่วเวลาหนึ่งปีดูจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในเมืองนี้ ขณะที่ตัวเธอและพี่ทองไปใช้ชีวิตอย่างสงบ ทั้งสี่พูดคุยวิสาสะกันเป็นเวลานาน จนเมื่อสายแดดเริ่มแผดแรง ตะเภาทองจึงถือโอกาสขอตัวลา สองแม่ค้ายังได้ฝากข้าวของติดไม้ติดมือมาอีกมาก

 

                ตะเภาทองกลับถึงเรือนเมื่อใกล้เที่ยง นางเกลี้ยงหอบหิ้วข้าวของไปวาง ส่วนตนเองรีบตรงไปดูเจ้าแดงซึ่งยังหลับอยู่ในอู่ ไม่ช้าเจ้าทองซึ่งแบกหามไม้มาซ่อมเรือนก็รีบวางมือจากงาน ตรงมาหาลูกเมีย

                “เอ๊ะ อ้ายแดงตื่นแล้วรึ เมื่อครู่พี่เพิ่งจะมาดู”

                “ยังหรอก นี่ตั้งแต่ฉันไปไม่มีโยเยเลยรึ” เมียถามกลับ

                “ไม่เลยจ้ะ หลับตลอด นอนเก่งจริง ๆ ลูกคนนี้” ผัวตอบ

                “อ้ายแดงน่ะเลี้ยงง่าย แต่พ่อมันน่ะซี” เมียหันมาเหน็บ

                “เอ้า ทำไมว่าพี่อย่างนั้นเล่า” ผัวอุทธรณ์

                “ฉันไปตลาดมา” ตะเภาทองเสไปเรื่องอื่น “เจอแม่บัวคล้ำบัวคล้อย คู่รักเก่าพี่ทองด้วยนะ” แสร้งทำเป็นหึงจนพ่อเจ้าแดงต้องรีบปฏิเสธพัลวัน

                “พุทโธ่ น่องยังไม่เลิกระแวงอีก พี่ไม่เคยมีใครอื่นเลยจริง ๆ”

                ท่าทางของผัว ทำเมียสาวหัวเราะคิก ตอบไป

                “ฮิ ฮิ จ้ะ ฉันเชื่อ เอาเป็นว่าสองคนนั้นมีผัวไปแล้วฉันก็เลิกระแวงได้”

                “เอ๊ะ ได้กะใครหรือ ?” ผัวเจ้าอยากรู้ขึ้นมา

                “แหม อยากรู้ขึ้นมาเชียว เสียดายหรือไร” เมียรักแกล้งยั่ว

                “เถอะน่า พี่อยากรู้” อีกฝั่งรบเร้า

                “จะใครที่ไหนล่ะ ก็หมู่เพิ่มคู่ปรับเก่าพี่ไง ตอนนี้เลื่อนเป็นหัวพันแล้วนะ เขามีทองมีหยองให้เมียใส่ทั้งสองคน”

                “ไว้พี่จะหาให้น้องใส่มั่ง จะได้ไม่อายใครเขา” ผัวว่า ทำท่าออเซาะ

                “ฉันก็มีอยู่นี่แล้ว พี่ทองน่ะทองทั้งตัว” เจ้าประคองใบหน้าผัวอย่างหวงแหน กลัวใครจะมาแย่งเอาไป

                เสียงอ้ายแดงที่เพิ่งตื่นร้องเพราะไม่สบายตัว ถ่ายของเสียออกมาให้พ่อแม่ต้องรีบอุ้มพาไปล้าง กระจองอแงอยู่นานจนได้นมแม่จึงเงียบลงได้

                มื้อเที่ยงวันนั้น เจ้าทองได้แนะนำช่างที่ท่านเจ้าเมืองส่งมาช่วยซ่อมเรือนกับตะเภาทอง ให้เมียเป็นผู้สั่งงานเพราะรู้รายละเอียดของเดิม สองผัวเมียตกลงใจว่าจะซ่อมห้องนอนใหญ่และชานตรงกลางก่อน ตามทุนทรัพย์ที่มี ค่อย ๆ เก็บ ค่อย ๆ ทำกันไปไม่เร่งร้อน

                ช่วงเวลาที่ซ่อมแซมเรือนดำเนินไปเรื่อย ๆ จนทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ระหว่างนั้นเจ้าทองและเมียได้แวะเวียนไปวัดเพื่อไหว้เจ้าอาวาสคนใหม่ซึ่งมาจากต่างถิ่น ขอให้ช่วยดูฤกษ์ยามสำหรับทำบุญบ้าน เจ้าทองตั้งใจว่าจะทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านแทนงานวิวาห์ไปด้วยทีเดียวเลย อยากให้ผู้คนได้รับรู้ว่าตัวมันกับน้องตะเภาทองอยู่กินกันอย่างถูกต้องแล้ว

                ข้างเจ้าสัวตั้งแต่เจ้าทองพาลูกเมียกลับมาขอขมาแล้วก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร คงจะเงียบ ๆ เพราะยังเข้าหน้ากันลำบาก อาจจะยังโกรธที่มันพาลูกสาวที่เหลือเพียงคนเดียวหนีไป แต่ก็ไม่ได้พูดหรือแสดงท่าทีรังเกียจ มีบางครั้งที่นางเกลี้ยงอุ้มเจ้าแดงขึ้นไปหา เจ้าสัวก็ยังเล่นด้วยอย่างเอ็นดู

                วันเวลาผ่านพ้นไปหลายสัปดาห์ ในเย็นแต่ละวันเจ้าทองมักมายืนดูเรือสำปั้นคู่ยากที่จอดนิ่ง นึกถึงความหลังเก่า ๆ ครั้งที่ออกเดินทางติดตามผู้เป็นอา จนถึงคราวที่อยู่ด้วยกันกับลูกเมียด้วยความแออัด ความทรงจำทั้งสุขและทุกข์ล้วนมีมากมาย หากบัดนี้ได้จอดทิ้งร้างไร้ผู้อาศัย ข้าวของทั้งหลายล้วนขนขึ้นไปอยู่บนเรือน จึงเหลือเพียงเรือเปล่า ยังคิดอยู่ว่าหากซ่อมแซมเรือเสร็จ คงจะขอแรงช่างให้ช่วยขนขึ้นไปเก็บไว้ใต้ถุนเรือน

 

                เย็นวันหนึ่ง ขณะกำลังเหม่อมองไปที่เรือลำเก่า หมาที่เลี้ยงไว้ก็พากันเห่าเสียงขรม

                “อ้ายทอง เอ๊ย หมอทอง ช่วยดูหมาให้หน่อย” เสียงคลับคล้ายคลับคลาหากนึกไม่ออก เรียกให้ช่วยดูหมา เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็ให้แปลกใจ

                “เอ๊ะ อ้ายเพิ่มรึ ?”

                “พันเพิ่มต่างหาก ฉันฝากเมียมาบอกแม่ตะเภาทองแล้วว่าวันนี้จะมาเยี่ยม ไม่ได้บอกหรือ ?” ผู้มาเยือนอ้าง เจ้าทองทำท่านึก หากนึกไม่ออก พักนี้มันค่อนข้างใจลอย บางครั้งก็หลงลืมไปบ้าง

                “เอ๊ะ ลืมล่ะมั้ง” เจ้าของบ้านตอบเลี่ยงไป

                “ฉันกะพันชิดตั้งแต่กลับมาก็ปรึกษากันว่าจะหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนสักครั้ง...” พันเพิ่มชำเลืองไปทางคู่หูซึ่งยืนหลบอยู่ข้างหลัง ขณะเจ้าทองเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นกอดอก ท่าทางไม่รับแขก

                “ใจคอจะไม่ชวนพวกฉันเข้าไปกินน้ำกินท่าสักหน่อยหรือ”

                เมื่อคนเป็นแขกพูดเสียขนาดนั้น เจ้าทองก็จำต้องต้อนรับอย่างเสียมิได้

                “เข้ามากันก่อนสิ...”

                เจ้าของบ้านเดินนำหน้าแขกมาจนถึงแคร่ที่ตั้งไว้ใต้ต้นไม้ เชื้อเชิญให้นั่งอย่างไว้เชิง นึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วยังมิวางใจโดยง่าย

                “เดี๋ยวนี้เลี้ยงหมาด้วยรึ” ผู้เป็นแขกชวนคุย

                “ก็เผื่อจะมีขโมยขโจรเข้ามาในบ้าน” เจ้าบ้านตอบเสียงกระด้าง

                ไม่ช้านางเกลี้ยงก็นำขันน้ำลงมารับแขก ตะเภาทองอุ้มลูกลงมาด้วย ท่าทางเหมือนจะรู้อยู่ก่อนอย่างที่อีกฝ่ายอ้าง

                “ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” พันเพิ่มเกริ่น

                “รู้ว่าฉันกับพันชิดเคยทำไม่ดีกับหมอทองเอาไว้ ก็เลยจะมาขอขมาลาโทษ อย่าได้ถือสาแก่กันอีกเลยนะ” ผู้มาเยือนเข้าเรื่องตรงไปตรงมาจนเจ้าทองยังแปลกใจ

                “แม่บัวคล้ำกับแม่บัวคล้อยเขามาปรึกษากับฉัน ว่าพันเพิ่มกับพันชิดรู้ว่าพวกเรากลับมาอยู่เมืองเดียวกัน ไม่อยากให้กินแหนงแคลงใจด้วยเรื่องเก่า เลยตั้งใจจะมาขอโทษไม่ให้มีเรื่องแค้นเคืองกัน” ตะเภาทองช่วยพูด ลูบแขนผัวเจ้าให้เย็นลง

                “พูดจริง ๆ นะหมอทอง ฉันกะพันเพิ่มไม่ได้มีเรื่องแค้นเคืองเป็นการส่วนตัวกะหมอทองเลย ที่ทำไปก็เพราะคำสั่งหมื่นเสือทั้งนั้น ถ้าจะมีเกินเลยไปบ้างก็อย่าได้ถือโทษกันเลย” พันชิดพูดบ้าง

                เจ้าทองเอนหลัง ผ่อนลมหายใจ หันไปมองเมียรัก ที่จริงจนป่านนี้แล้วมันเองก็ไม่คิดจะเอาเรื่องเก่ามาเป็นอารมณ์อีก เมื่อตัวมันยังอยากให้ตะเภาทองเลิกคิดเลิกแค้นเจ้าสัว มันเองก็ควรจะทำให้ได้เช่นกัน

                “เอาเถอะ เรื่องเก่า ๆ ฉันไม่ถือโกรธดอก” มันตอบออกไป

                “พวกฉันไม่เชื่อ” สองเกลอตอบพร้อมกัน ทำเจ้าของบ้านงันไป

                “ต้องดื่มเหล้าไหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วมาสาบานว่าจะเป็นมิตรต่อกัน เลิกทำร้ายกันอีก” พันเพิ่มว่า นำเหล้าที่ติดมาวางลงกลางแคร่ เจ้าของบ้านชั่งใจนิดหนึ่งก่อนจะตอบ

                “เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็ว่ามา”

                แล้วทั้งสามก็ผลัดกันยกเหล้าขึ้นดื่ม สรวลเสเฮฮาไม่เหลือความขุ่นข้องใจในอดีต เมื่อเริ่มเมาต่างฝ่ายก็เลิกวางมาด พรั่งพรูคำพูดออกมาเหมือนน้ำหลากทุ่ง

                แท้แล้วทั้งสองต่างก็คร้ามเกรงในชื่อเสียงและฝีมือเจ้าทอง บัดนี้มันหาใช่หนุ่มน้อยด้อยฝีมือ จึงปรึกษากันว่าจะมาขอโทษในเรื่องเก่า ๆ จะได้ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกล้างแค้นในภายหลัง

                การได้พูดคุยกับอดีตคู่ปรับทั้งสอง ทำให้เจ้าทองได้รับรู้เรื่องราวเพิ่มเติมอีกมากมาย ทั้งช่วงที่ในเมืองเกิดวุ่นวาย ไหนจะข่าวลือว่าขุนหาญยังไม่ตาย เที่ยวพาลูกน้องออกปล้นอีกหลายที่ ทั้งเรื่องที่ทางกรุงส่งกองทัพเข้ามาจัดการเรื่องวุ่นวาย สองเกลอที่ช่วยกันป้องกันเมืองจึงได้รับบำเหน็จความดีความชอบ

                เจ้าทองเพิ่งรู้ว่าชาวบ้านได้สร้างศาลให้แก่พ่อครูของมันด้วย โดยใช้ศาลร้างใต้ต้นมะขามเฒ่า อันเป็นจุดที่พ่อครูเสียชีวิตนั่นเอง แต่อะไรก็ไม่เท่ากับที่มีศาลของหมื่นเสือด้วย

                “ทางหลวงสร้างให้ ยกย่องว่าเป็นผู้รักษาเมืองจนสิ้นชีพ...” พันเพิ่มว่า ขันกับตัวเองเบา ๆ

                “คนที่มาอยู่ใหม่ไม่ใคร่รู้อะไรเท่าไหร่ พากันไหว้ไปหมด บ้างก็ขอลูกที่ศาลอาจารย์ไกร” พันชิดเสริม ข้อนี้เจ้าทองหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ ผู้คนคงไม่รู้ว่าพ่อครูของมันเป็นหมัน

                “ส่วนจระเข้เจ้ากับอ้ายชา...” พันเพิ่มพูดค้างไว้ อยู่ ๆ ลมหนาวก็พัดมากรูเกรียวเยือกสะท้าน ขณะนั้นเกือบสองยาม ตะเภาทองพาลูกขึ้นนอนแล้ว เหลือเพียงชายทั้งสามที่นั่งล้อมวง

                “จระเข้เจ้ากับอ้ายชามันทำไมรึ ?” เจ้าทองเร่งเร้าด้วยความอยากรู้

                “วันนั้นฉันเห็นกะตาตัวเองเลย” พันชิดเกริ่น

                “ฝนที่เทลงมาอย่างหนักในวันนั้น ทำลายแผนการของหมื่นเสือยับเยินไม่มีชิ้นดี จนแม้แต่ตัวเองก็ต้องสังเวยชีวิต เมื่อทุกอย่างจบสิ้น ฝนก็พลอยหยุดลงด้วยอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นเองที่พวกฉันได้เห็นเรื่องพิสดารกับตาตัวเอง...” คนเล่าหยุดชั่วครู่ กรอกเหล้าเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะเล่าต่อ

                “...จระเข้เจ้ามันลอยกลับขึ้นมาผิวน้ำ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังคาบอ้ายชาเอาไว้โดยมิได้ทำร้าย ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้มันทำอะไรอย่างนั้นมาก่อน มันคลานขึ้นฝั่งแล้ววางร่างอ้ายชาลง ใช้ปากดุนอกอ้ายชาเบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม คล้ายกับมีความห่วงใยผิดสันดานสัตว์เดรัจฉาน แล้วมันก็ถอยออกมาจากอ้ายชา ตอนนั้นเหมือนกับทุกอย่างหยุดนิ่ง ทุกคนต่างฉงนกับสิ่งที่เห็นจนไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิด หมู่เมฆที่เขียวครึ้มกลับแหวกเป็นช่อง แสงอาทิตย์สาดส่องมาที่ร่างอ้ายชา...มันกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง...”

                เจ้าทองกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดสิ่งที่มันคิดวนเวียนมาตลอดก็ได้รับการยืนยัน ทั้งจระเข้เจ้าและอ้ายชายังมีชีวิตอยู่ !

                “แล้วตอนนี้มันทั้งสองอยู่ที่ไหน ?” หมอจระเข้หนุ่มร้องถามด้วยความใคร่รู้ หัวพันทั้งสองนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะตอบ

                “พวกฉันก็ไม่รู้ พออ้ายชาฟื้น มันกับจระเข้เจ้าก็ล่องไปตามแม่น้ำ หายเงียบไปพร้อมกัน ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันหายไปไหน” พันเพิ่มว่า

                “แต่วันนั้นทุกคนรวมทั้งเจ้าสัวก็ได้เห็นอ้ายชานำหัวตะเภาแก้วติดตัวไป เจ้าสัวแกไข้จับตั้งแต่วันนั้นแหละ พอถูกโจรบุกปล้นก็เลยยิ่งเป็นหนัก คิดไปก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน มีลูกสาวสวยแต่กลับถูกอ้ายชาฆ่า แถมตัดหัวเอาไป จะทำพิธีศพก็ไม่ได้ทำเสียที” พันชิดเสริม มองขึ้นไปบนเรือนตรงห้องที่เจ้าสัวนอน เจ้าทองเองก็พลอยถอนหายใจด้วยความสงสารเช่นกัน

                “ตอนที่พวกฉันลงไปเมืองล่างเพื่อหาหมอจระเข้ ก็ได้ยินมาว่าทางเมืองอื่นก็มีคนตามหาหมอจระเข้เหมือนกัน ฟังแล้วก็เอะใจ เขาว่าตัวมันใหญ่มาก เกล็ดเป็นสีดำเลื่อม ตาบอดข้างหนึ่ง...”

                “เอ๊ะ เจ้าจระเข้ตัวนั้นมันอยู่ที่ไหนกัน ?” เจ้าทองอดรนทนไม่ไหว รีบถามก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ

                “ฉันก็ไม่ได้ถาม...” พันเพิ่มว่า หลานอาจารย์ไกรทุบแคร่ดังปึง จนสองเกลอสะดุ้งตกใจ

                “...แต่ถ้าล่องเรือลงไปจนถึงชุมนุมแพคงพอได้ข่าวบ้างหรอก พายเรือจากนี่ก็คงจะสักสอง-สามวัน” พันชิดแนะนำ แล้วชวนหันเหไปคุยเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หากใจเจ้าทองยังคงครุ่นคิดถึงแต่เรื่องของอ้ายชาและจระเข้เจ้า

 

                ยามสาม บรรยากาศสงบเงียบเหลือเพียงเสียงหริ่งหรีดเรไร เจ้าทองงัวเงียตื่นขึ้นมามีผ้าผืนหนึ่งห่มให้ มองไปรอบ ๆ ก็เห็นหัวพันทั้งสองเมาพับไปทั้งคู่ เหล้าทั้งไหหมดเกลี้ยงไม่เหลือ เหมือนกับความแค้นที่มีต่ออดีตลูกน้องหมื่นเสือที่จางไปสิ้น

                ขยับจะลุกจากแคร่ เห็นบ่าวในเรือนนั่งสัปหงกหน้ากองไฟ ตะเภาทองคงสั่งให้มาคอยดูแล เมื่อคิดถึงเมียรัก ผู้ผัวก็รีบพยุงกายขึ้นบันได หมายจะขึ้นไปนอนกอดให้สมรัก

                ขณะเดินผ่านห้องเก็บศพตะเภาแก้ว เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ลอยมากระทบหู

                “...ตะเภาแก้ว...พ่อขอโทษ...ถ้าพ่อไม่บังคับฝืนใจให้ลูกแต่งกับหมื่นเสือ...ลูกคงไม่ต้องตายแบบนี้...พ่อผิดเอง...พ่อมันเห็นแก่ตัว...นึกถึงแต่ตัวเองเท่านั้น...”

                เจ้าทองฟังแล้วสะท้อนใจนัก เจ้าสัวที่เป็นอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้ คงมีเวลาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา หากว่าทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว คนตายไปแล้วไหนเลยจะฟื้นคืนมาได้ ต่อให้สำนึกเสียใจเพียงใดก็ตาม

                “...ลูกเอ๊ย...ตอนนี้น้องกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วนะลูก...เขาได้ผัวดี...คอยดูแลเอาใจใส่...พ่อเองที่ดูผิด...คิดว่าต้องเป็นคนที่ร่ำรวยมีอำนาจ...ถึงจะทำให้ตะเภาทองมีความสุขได้...ลูกเอ๋ย...นี่หากว่าน้องเขาไม่หนีตามกันไปก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร...อาจจะถูกโจรคร่าไปตอนบ้านเมืองวุ่นวาย...ตอนนี้เขามีลูกตัวน้อย ๆ แล้ว...อีกหน่อยคงจะวิ่งเล่นไปทั่ว...พ่อ...พ่ออยากให้ลูกกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง...”

                น้ำเสียงแหบเครือ เย็นเยียบในความมืด เจ้าทองตั้งใจจะเปิดประตูเข้าไปดูแลพ่อตาแต่ก็ยั้งเสีย เจ้าสัวเองก็คงจะรักษาหน้าตาตัวเอง ไม่ยอมรับผิดต่อหน้าคนอื่น แต่นำมาพร่ำเพ้อกับศพบุตรสาว คล้ายเป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจ

                ชายหนุ่มเดินผละจากห้องเก็บศพ ก้าวย่างแผ่วเบาที่สุดมิให้คนในห้องรู้ว่ามีคนแอบฟัง เสียงร่ำไห้ยังเย็นเยียบเข้าไปในหัวใจ เมื่อถึงห้องนอน เจ้าทองเคาะเบา ๆ ไม่ช้าน้าเกลี้ยงที่มานอนเป็นเพื่อนตะเภาทองก็เปิดประตูให้

                “พ่อทอง ขึ้นมาแล้วหรือ ถ้างั้นน้ากลับไปนอนข้างล่างล่ะนะ” น้าเกลี้ยงพูดอย่างงัวเงีย เตรียมตัวกลับที่นอนตัว เปิดโอกาสให้ผัวเมียได้อยู่ด้วยกัน

                “...น้าเกลี้ยงช่วยรอสักประเดี๋ยวเถิด ฉันมีอะไรจะสั่ง” หนุ่มน้อยผู้เริ่มเติบใหญ่ว่า ขยับไปนั่งข้างเตียง จุดตะเกียงเพื่อจะมองหน้าเมียรัก...น้องเอ๋ย...เจ้าคงเทียวมาดูพี่เมื่อค่ำ พี่ยังหลับอยู่ ยามนี้พี่ตื่นเจ้ากลับหลับ ไม่อยากจะรบกวนปลุกเจ้าขึ้นมาเลย...

                มองไปยังอู่ที่ข้างเตียง เจ้าแดงลูกพ่อยังคงหลับสบาย อยากจะกอดเจ้านัก แต่ก็ยั้งไว้ไม่อยากให้เจ้าตื่น

                เจ้าทองครุ่นคิด หากมีใครมาพรากลูกเมียมันไป ตัวมันก็คงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับไม่ต่างกับเจ้าสัว นึกแล้วก็ให้ถอนใจหนัก หันไปกล่าวกับนางเกลี้ยง

                “น้าเกลี้ยง อีกราวเดือนหน้าเรือนก็คงจะซ่อมแซมเสร็จ ฉันจะนิมนต์พระท่านมาเลี้ยงที่บ้าน ทำบุญแล้วก็จะผูกข้อไม้ข้อมือ ประกาศให้แขกเหรื่อรู้ว่าฉันกับน้องตะเภาทองเป็นคู่ผัวเมียกันอย่างถูกต้อง เรื่องนี้น้าคงรู้อยู่แล้ว...”

                หญิงวัยกลางคนพยักหน้า แลคล้ายอาการสัปหงก

                “...แต่ระหว่างนี้ฉันมีเรื่องต้องสะสาง คงไม่อยู่เรือนสักพัก ฝากน้าเกลี้ยงช่วยดูแลน้องตะเภาทองกับอ้ายแดงด้วย”

                ครานี้นางเกลี้ยงถึงกับลืมตาโพลง หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ถามเสียงหลง

                “หา ! พ่อทอง...จะไปไหน ?”

                เจ้าทองจุ๊ปากให้นางเกลี้ยงเบาเสียง ก่อนจะตอบ

                “เอาเป็นว่าฉันมีธุระสำคัญต้องไปทำ เพราะคงมีแต่ฉันคนเดียวที่จะจบเรื่องราวทั้งหมดได้ บอกน้องตะเภาทองว่าไม่ต้องเป็นกังวล...ฉันจะกลับมาให้ทันงานสำคัญของสองเรา...”

                กล่าวจบก็หันไปจุมพิตหน้าผากเมียรักอย่างแผ่วเบามิให้นางตื่น หันไปมองบุตรน้อยด้วยความอาลัยรัก ก่อนจะหักใจเดินจากไป นางเกลี้ยงเห็นกิริยาของชายหนุ่มแล้วไม่กล้าจะทัดทานแม้สักคำเดียว

 

                อากาศยามเช้ามืดเย็นสะท้านนัก ขณะที่ชายหนุ่มร่างอรชรง่วนกับการตระเตรียมข้าวของลงเรือ ชวนให้นึกถึงเมื่อคราที่อยู่กับพ่อครู ตอนนั้นมันยังต้องถูกปลุกจึงจะตื่น หากยามนี้มิมีใครจะคอยปลุก มันต้องตื่นและคอยดูแลตนเองทุกอย่าง

                เจ้าทองใช้พายยันเรือสำปั้นแจวให้ออกจากท่า หันหน้ามุ่งลงใต้ไปตามคำบอกของอดีตคู่ปรับ ดวงตะวันกำลังจะขึ้น มันเหลียวมองกลับไปยังเรือนเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งใจจะเก็บภาพนั้นไว้ให้นานที่สุด

                ...หากเป็นไปได้...มันอยากจะกลับมาหาลูกเมียอีกครั้ง..

                ...หากเป็นไปได้...มันจะได้กลับมาอยู่จัดงานทำบุญบ้าน ผูกข้อไม้ข้อมือ ให้ผู้คนได้รู้ว่าตัวมันและน้องตะเภาทองอยู่กินกันอย่างถูกต้องแล้ว

                ...ทว่าตัวมันเองกลับยังไม่แน่ใจ ว่าตอนนี้เติบโตและเก่งกาจพอจะเผชิญหน้ากับอ้ายชาและจระเข้เจ้าเพียงลำพังหรือไม่...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #123 แอนาเบล (@hiyasin) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 21:10
    พ่อทองนี้ก็หล่อไป๊ปปป ทำเอาเมียหึงได้เรื่อยๆ 5555+ เป็นกำลังใจให้ไรท์กะพ่อทองน่ะคะ สู้สู้
    #123
    1
    • #123-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 25)
      23 พฤศจิกายน 2560 / 22:18
      ออกแนวน่ารักน่าเอ็นดู ใครเห็นใครก็รัก...ยกเว้นหมื่นเสือ
      #123-1
  2. #122 nongmuayzz (@nongmuayzz) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 10:36
    ขอบคุณที่มาต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้เน้อ
    เอาใจช่วยเจ้าทองด้วยนะลูก
    #122
    1
    • #122-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 25)
      23 พฤศจิกายน 2560 / 22:10
      ขอบคุณครับ แม่ยกเจ้าทองมาแล้ว
      #122-1
  3. #121 ปภาดา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 22:17
    ลุ้นมากๆว่าผู้เขียนจะให้ อ้ายทองหรือจรเข้เจ้าตาย. ใครจะอยุ่ใครจะไป ลุ้นมากๆ. ขอบคุณที่เขียนนิยายดีๆสนุกๆมาให้อ่าน
    #121
    1
    • #121-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 25)
      23 พฤศจิกายน 2560 / 22:02
      ตายคู่เลยดีมั้ยครับ อิอิ

      ศุกร์นี้ลงตอนใหม่แน่ๆครับ รอกันหน่อยนะ
      #121-1
  4. #120 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 04:01
    อ้ายทองแอบเมียไปอีกแล้ว โอ้ยยยยคนอะไร บอกยากจริงๆ มันน่านักกกกกกกกก
    #120
    1
    • #120-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 25)
      21 พฤศจิกายน 2560 / 19:00
      แบบนี้ต้องให้จระเข้กัดให้ตายเลยดีมั้ย 5555+
      #120-1