โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,501 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    15

    Overall
    4,501

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2 เมืองปากยม(แก้ไข)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 448
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    5 ต.ค. 61

                เช้าตรู่กลางฤดูร้อน แม่น้ำสายหลักที่ไหลเอื่อยลงมาจากตอนเหนือ ปรากฏเรือสำปั้นแจวลอยทวนขึ้นไปด้วยกำลังแขนของฝีพายร่างกำยำ และหนุ่มน้อยร่างบางที่พายอยู่ตอนท้าย ขณะที่เรือแล่นทวนกระแส จระเข้รุ่นกระทงตัวหนึ่งเฝ้าจับจ้องก่อนจะรีบดำหายไป คล้ายรู้ถึงกิตติศัพท์เจ้าของเรือ

                ผ่านไปนับสัปดาห์แล้ว หลังจากที่อาจารย์ไกรและเจ้าทองหลานชายถูกไล่ตะเพิดเพราะก่อเรื่องไว้ สองอาหลานนำเรือล่องขึ้นเหนือโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ที่ใดพอแวะพักได้ก็หยุดแวะพัก จัดซื้อเสบียงอาหารตามจำเป็น ทั้งคอยไถ่ถามเสาะหาข่าวสาร เผื่อที่ใดต้องการหมอจระเข้

                ครั้นใกล้ถึงตำบลข้างหน้า อาจารย์ไกรก็ดูจะกระสับกระส่าย ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นพิเศษ ด้วยเป็นที่ชุมนุมพวกเรือแพจึงมีตลาดใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยสินค้านานาภัณฑ์ รวมไปถึงบ่อนเบี้ยและโรงชำเราบุรุษ หนุ่มใหญ่ร่างกำยำนับดูเงินในห่อพกยังเหลืออีกมาก คิดจะลงเล่นเสี่ยงโชคตามเคยชิน ทุกครั้งที่ผ่านก็เป็นได้แวะทุกที

                “ทองเอ๊ย เอ็งเอาเงินนี่ไปซื้อหาของจำเป็นติดเรือไว้ ที่เหลือจะเอาไปซื้อขนูกขนมก็ตามใจ” หนุ่มใหญ่วัยสามสิบกว่าควักเงินให้หลานชายไว้มากหน่อย เผื่อให้มันไว้ใช้เที่ยวเล่นตามประสา เพราะตนคงขลุกอยู่ที่บ่อนอีกนาน

                หลังจากหลานชายวิ่งหายไปและจ่ายเงินให้พวกเฝ้าเรือแล้ว อาจารย์ไกรก็บ่ายหน้า ออกเดินทอดน่องไปยังสถานที่ซึ่งคุ้นชิน

 

                เด็กน้อยจากตลาดขวัญเดินเลือกชมสินค้าด้วยความตื่นใจ ชุมทางชาวเรือนี้มีผู้คนขวักไขว่ ข้าวของให้เลือกหาก็มาก แม่ค้าแม่ขายต่างชวนเจรจาพาทีอย่างใคร่รู้ถึงที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจด ผิวพรรณขาวนวลผ่องอย่างบุตรสาวผู้ดีก็มิปาน จึงกว่าจะได้ของใช้จำเป็นก็เสียเวลาไปนานโข ส่วนเงินทองนั้นแทบไม่ร่อยหรอ เพราะแต่ละร้านทั้งลดทั้งแถมให้อย่างรักใคร่

                เจ้าทองกลับมาที่เรืออีกครั้งก็เห็นผู้เป็นอารออยู่ก่อนแล้ว พร้อมด้วยชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง มีปานดำที่หน้า กำลังตั้งวงสุรากันสนุกโดยมีอีกสองสาวเคล้าคลอ

                “ทองเอ๊ย นี่เจ้าปานเพื่อนอาเอง” ผู้เป็นอาแนะนำแขกให้หลานชายรู้จัก ชายที่ชื่อปานมองเด็กน้อยอย่างตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “นวล...เอ้อ...นี่ลูกแม่นวลหรือ ?”

                เด็กน้อยพยักหน้ารับ อีกฝ่ายยื่นมือมาลูบหัวลูบหลังอย่างเอ็นดู

                “เออ ลูกพี่เกริกกับแม่นวลนี่เอง อาเคยเจอเมื่อยังเล็กอยู่ เอ็งคงจำไม่ได้ หน้าเอ็งนี่มันเหมือนแม่แท้ ๆ เสียดายแม่นวลไม่น่าอายุสั้น กว่าอาจะรู้ข่าวก็ไปไม่ทันงานศพเสียแล้ว...” ชายที่ชื่อปานพูดต่อด้วยน้ำเสียงอาลัย เพราะครั้งหนึ่งเคยหลงรักแม่เจ้าทอง พอเห็นหน้าลูกแล้วก็พาลให้คิดถึงแม่

                “เห็นเอ็งว่าช่วงนี้ขึ้นล่องค้าขายไม่ค่อยดีรึ ?” อาจารย์ไกรเปลี่ยนเรื่องคุย ซึ่งนายปานนั้นทำอาชีพพ่อค้าเร่ ทำให้ไม่ค่อยอยู่ติดถิ่น ไม่ต่างกับตัวอาจารย์ไกร นาน ๆ ครั้งทั้งสองจึงจะเจอกันสักหน

                “ใช่พี่ ข่าวว่าที่ปากยมมีจระเข้อาละวาด ไม่ว่าเรือเล็กเรือใหญ่ไม่กล้าสัญจร ฉันเลยหาซื้อสินค้าจากทางเหนือลำบาก นี่พี่ไกรก็เป็นหมอจระเข้มีชื่อ ลองขึ้นไปดูสักทีเป็นไร แต่ฉันเตือนไว้ก่อนนะว่าหมอจระเข้ที่อาสาไปปราบ เสียทีถูกมันกินไปแล้วหลายราย ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ไหวก็อย่าฝืนเอาชีวิตไปทิ้งเลย” นายปานบอกข่าวทั้งแนะนำ

                “เรื่องอ้ายเข้นั้นข้าไม่เคยกลัวเอ็งก็รู้ ว่าแต่เงินรางวัลเถอะ มากน้อยเท่าใด” อาจารย์ไกรเขย่าขาเพื่อนรุ่นน้องถามเอาความ

                “ตัวเงินนั้นไม่รู้แน่ชัด รู้แต่ว่าเจ้าเมืองและเจ้าสัวที่นั่นต่างปลงใจกันว่าต้องหาคนมาปราบมันให้ได้ ขนาดว่าถ้าขออะไรก็จะให้ทุกอย่าง”

                อาจารย์ไกรฟังแล้วตบเข่าฉาด ประกาศออกมา

                “เออ ถ้าอย่างนั้นข้าขึ้นไปแน่ ให้รู้กันไปสิว่ามีจระเข้ตัวไหนที่อาจารย์ไกรปราบไม่ได้”

                “เรื่องนั้นฉันไม่หวั่นเลย รู้ฝีมือกันดีอยู่ นี่ถ้าพี่ไกรปราบมันได้จะขออะไรหรือ ?” สหายรุ่นน้องเอียงคอถามอย่างใคร่รู้

                “เอ...ข้าเคยได้ยินว่าเจ้าสัวที่ปากยมมีลูกสาวฝาแฝด หน้าตาน่ารักน่าชัง ป่านฉะนี้คงจะเข้าวัยแรกแย้ม รุ่น ๆ เดียวกับเจ้าทองหลานฉันกระมัง”

                “พี่จะขอลูกสาวเจ้าสัวหรือ ?” นายปานแทรกถามทันที

                “ก็คิดอย่างนั้น ไหน ๆ พี่เกริกกับนวลก็ฝากฝังเจ้าทองไว้กับข้าแล้ว ข้าก็อยากจะหาคู่ครองให้มันเป็นฝั่งเป็นฝาเสียจะได้หมดห่วง” อาจารย์ไกรตอบ

                นายปานฟังแล้วหันมาจับจ้องใบหน้าเด็กหนุ่ม เชยคางขึ้นพินิจพิจารณาใกล้ ๆ

                “อืม...ก็เข้าทีอยู่...หน้าอย่างเจ้าหนุ่มนี่ถ้าไปขอ เจ้าสัวคงไม่ขัด ยิ่งถ้าพี่ไกรลงแรงปราบอ้ายเข้ร้ายที่อาละวาด ทำความดีความชอบไว้ด้วย ฉันว่าก็สมกันดีกับบำเหน็จ แต่นี่แน่ะพี่ ฉันจะบอกข่าวว่าลูกสาวฝาแฝดของเจ้าสัวตอนนี้น่ะเหลือแค่คนเดียวแล้ว ถูกอ้ายเข้ฆ่าตายไปเสียคนหนึ่ง เพราะอย่างนี้แหละเจ้าสัวจึงได้แค้นมันนัก ลั่นวาจาไว้ว่าใครฆ่ามันได้ จะขออะไรก็ให้ทั้งหมด”

                หนุ่มใหญ่เจ้าของเรือฟังแล้วลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องสัพเพเหระ ดื่มเหล้ากันครึกครื้นอยู่ครู่หนึ่ง สองสาวซึ่งตามมาแต่ในบ่อนเพราะเห็นชายทั้งสองลงเล่นหนัก จึงคอยตามพะเนาพะนอหวังจะได้เบี้ยได้อัฐไว้เก็บกิน ยามนี้ต่างคอยคลอเคลียเอาอกเอาใจ เหตุการณ์เป็นไปอย่างสนุกสนาน กระทั่งนายปานวกมาเรื่องที่จะขึ้นไปปราบจระเข้ที่ปากยมอีกหน

                “ถ้าอย่างนั้นฉันขอดื่มอวยพรให้เจ้าทองมันล่วงหน้า ที่จะได้เป็นลูกเขยเจ้าสัว” ว่าแล้วก็ชูจอกก่อนจะเทเหล้าลงคอรวดเดียวหมด หมอจระเข้ชื่อก้องก็กระทำอย่างเดียวกัน เสร็จแล้วก็พากันหัวเราะถูกอกถูกใจ

                “ว่าแต่คืนส่งตัวเอ็งจะรู้อะไรเป็นอะไรไหมวะเจ้าหนู” นายปานที่เริ่มกล่ำสุราหันมากระแซะหนุ่มน้อยที่บัดนี้ยังนั่งนิ่งมิรู้ความ

                “เอาไว้ถึงตอนนั้นมันก็รู้เองหรอกน่า” ผู้เป็นอาตอบแทนหลานชาย

                “เจ้าหนูนี่ยังไม่รู้ประสีประสาหรอกหรือ ?” น้ำเสียงนายปานออกฉงน หากเทียบกับเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าทอง ต่างก็มีคู่กันแล้วเป็นส่วนใหญ่

                “โถ...ยังไม่เคยหรอกหรือ...ประเดี๋ยวพวกพี่สอนให้เอาไหมจ๊ะ” หญิงที่ตามมาแต่บ่อนส่งเสียงระริก นัยน์ตาวาววามเมื่อได้ยินว่าเด็กน้อยหน้าตาหมดจดยังไร้ซึ่งราคีคาว มองมันประหนึ่งแร้งที่หิวโซ

                “เฮ้ย ! นังผู้หญิงมักง่าย อย่ามายุ่งกับหลานข้า !” อาจารย์ไกรตวาดใส่หญิงหากิน หันไปบอกเกลอรุ่นน้อง

“อ้ายปาน ขอบใจเอ็งที่นำข่าวมาบอก พรุ่งนี้ข้าจะรีบเดินทางแต่เช้า เอ็งพานังสองคนนั่นไปได้แล้ว”

                นายปานมองสหายรุ่นพี่อย่างงุนงง กระนั้นก็เอ่ยลาไปพร้อมกับหญิงหากินทั้งสอง ทั้งเรือกลับมาเงียบงันอีกครั้ง

                “ทองเอ๊ย ตามอาไปปากยมอีกสักทีเถอะวะ ครั้งนี้ล่ะอาจะให้เอ็งได้อยู่สุขสบาย” ผู้เป็นอากระซิบบอก ลมหายใจเจือไปด้วยกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง เด็กหนุ่มมิได้ตอบประการใด มันประคองศีรษะพ่อครูที่เมาแประให้เอนนอน จัดแจงที่หลับที่นอนแล้วจึงซุกกายลงนอนข้าง ๆ

 

                รุ่งเช้าอาจารย์ไกรและหลานชายต่างเก็บข้าวของ กินข้าวกินปลาเสร็จแล้วก็นำเรือออกแต่เช้าตรู่ ดั้นด้นขึ้นไปยังปากยมตามข่าวที่ได้รับ ไม่กี่วันก็ถึงตามที่ตั้งใจไว้ มองเห็นท้องน้ำเงียบงันไร้ผู้คนสัญจรก็พอเบาใจว่ายังไม่มีหมอจระเข้รายไหนอาสาตัดหน้า ตั้งใจจะสืบเสาะฟังข่าวดูทีก่อนจึงเหหัวเรือเข้าเทียบท่าวัดที่เห็นแต่ไกล ผูกเรือเสร็จแล้วขึ้นไปกราบนมัสการเจ้าอาวาส ฝ่ายเจ้าอาวาสเห็นเป็นคนไม่คุ้นหน้าก็ออกปากถาม

                “เจริญพรเถิดโยม นี่มาจากไหนกันหรือ อาตมาไม่เคยเห็นหน้า”

                “กระผมกับหลานชายมาจากตลาดขวัญขอรับ ได้ยินว่าคนที่นี่มีเรื่องเดือดร้อน จึงได้ชักชวนกันมา” ชายต่างถิ่นตอบฉะฉาน

สมภารวัยห้าสิบกว่าฟังแล้วให้แปลกใจถามต่อ

“ก็เดือดร้อนอยู่นั่นแหละ ว่าแต่โยมสองคนเป็นใครกันล่ะ ถึงได้ชวนกันขึ้นมาหาเรื่องเดือดร้อน”

“เป็นหมอจระเข้ขอรับ หลวงพ่อเคยได้ยินชื่ออาจารย์ไกรหรือไม่ขอรับ” คำตอบของชายแปลกหน้า ทำเอาผู้อยู่ในสมณะเพศสะดุ้งหน่อยหนึ่ง เพ่งพินิจอยู่นานก่อนจะถามต่อไปอีก

                “ก็เคยได้ยินอยู่ เป็นโยมกระนั้นหรือ ?”

                “ขอรับ กระผมเอง”

                “อ้อ ตกลงว่าจะพากันมาปราบจระเข้ที่นี่ ?” หลวงพ่อสรุป

                “มีใครอาสาปราบมันไปหรือยังขอรับ ?” อาจารย์ไกรถามกลับไปบ้าง

                “โอ้ย เยอะแยะ...แต่ไม่รอดสักราย” หลวงพ่อว่าพลางส่ายหน้า บ้วนน้ำหมากลงกระโถนแล้วเจียนหมากคำใหม่ เจ้าทองที่นั่งฟังด้วยได้ยินคำท้ายแล้วให้ลอบกลืนน้ำลายลงคอ ผิดกับอามันที่ถอนหายใจโล่งอกเพราะขึ้นมาไม่เสียเที่ยว

                “อ้ายเข้ตัวร้ายมันมีชื่อหรือไม่ขอรับ ?”

                “มี...” เจ้าอาวาสเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ “ชาวบ้านส่วนมากเรียกมันว่าจระเข้เจ้า แต่บางคนก็เรียกมันว่า...อ้ายชา”

                “อ้ายชา ?” หมอจระเข้ทวนย้ำด้วยความสงสัย

                “เออ เอาไว้ถามรายละเอียดกับท่านเจ้าเมืองกับท่านเจ้าสัวดูเองเถอะ เขาเป็นคนประกาศหาคนมาปราบมัน ประเดี๋ยวจะใช้เด็กวัดวิ่งไปบอกธุระให้” เจ้าอาวาสวัยห้าสิบกว่าเลี่ยงคำถาม หันไปตะโกนเรียกเด็กวัดวัยโตคนหนึ่งมาสั่งความ เจ้าเด็กวัดรับคำแล้ววิ่งตื๋อออกไป

                “แล้วจะเอาเจ้าหนุ่มนั่นไปปราบอ้ายเข้ด้วยหรือ” เจ้าอาวาสเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจด รูปร่างอ้อนแอ้นเอวบาง ให้นึกแปลกใจที่อาสาไปปราบจระเข้กับเขาด้วย

                “ขอรับ กระผมให้หลานชายมาเป็นผู้ช่วย จะได้เรียนรู้วิชาไปด้วย” ชายพเนจรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อีกฝ่ายถอนหายใจด้วยความเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ทัดทานอันใด

                เจ้าอาวาสชวนแขกต่างถิ่นสนทนาอยู่อีกครู่ใหญ่ จนชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนศาลา นมัสการหลวงพ่อแล้วแนะนำตัวว่าเป็นลูกน้องเจ้าสัว ซึ่งให้มาเชิญแขกทั้งสองไปที่เรือน ครั้นอาจารย์ไกรและเจ้าทองเดินตามลงมาข้างล่างก็เห็นชายอีกสองคนยืนจูงม้ารออยู่

                “เรือนเจ้าสัวอยู่อีกไกลหรือ ?” หมอจระเข้เอ่ยถามคนกลุ่มนั้น

                “ไปทางบกก็ไกลหน่อย แต่ขี่ม้าไปก็ไม่สู้นาน” อีกฝั่งตอบ

                “แล้วทางน้ำเล่า ?” อาจารย์ไกรถามต่อ

                “ถ้างั้นก็ไม่ไกลแต่คงเสร็จอ้ายเข้เสียก่อน” หนึ่งในกลุ่มที่มาเชิญตอบ

                “เออ งั้นข้าจะพายเรือไป พวกเอ็งตามลงมานำทางสักคน” อาจารย์ไกรว่าพลางเดินตรงไปที่เรือสำปั้นแจว บรรดาคนที่มาเชิญหันมองหน้ากันเองเลิ่กลั่ก เกี่ยงกันไปมา

                “เอ้าเฮ้ย ! ข้าไม่ได้ว่างทั้งวันนะโว้ย !” หมอจระเข้เริ่มหงุดหงิด ตะโกนเร่ง ชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่มจึงถูกเพื่อนผลักออกมาข้างหน้า

                “เอ็งหรือจะนำทาง ?” อาจารย์ไกรถาม

                “จ้ะ...” ชายร่างเล็กละล่ำละลักตอบ น้ำเสียงสั่น ทำเอาแขกต่างถิ่นถอนหายใจอย่างนึกรำคาญ ครั้นเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ยอมลงเรือเสียทีก็เรียกซ้ำ

                “เอ้า ! ลงมาเสียทีรึจะได้ไป !

                ชายร่างเล็กขยับมาข้างหน้าอีกหน่อยหนึ่ง ชี้นิ้วไปทางคุ้งน้ำ บอกเส้นทาง

                “เรือนเจ้าสัวเลยคุ้งน้ำนั่นไป เห็นศาลาท่าน้ำหลังใหญ่มุงกระเบื้องสีเขียวก็อันนั้นแหละจ้ะ”

                อาจารย์ไกรมองตามยังไม่ทันเห็นดี จะหันมาถามเจ้าตัวก็รีบวิ่งแจ้น ขึ้นม้าหายลับไปแล้ว

                “เฮ้ย อ้ายนี่...” จะด่าไล่หลังก็ไม่ทันกับม้าที่ควบเตลิดไป จึงหันไปสั่งหลานชายแทน

                “ไปโว้ยทอง”

                เด็กหนุ่มเห็นอาการกลัวลนลานของคนที่นี่แล้วให้เกิดใจเสีย จะถอยหลังกลับก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะอามันเพิ่งดันเรือออกพ้นท่า เจ้าทองจึงแข็งใจคัดท้ายเรือไปตามหน้าที่

 

                เรือสำปั้นแจวแล่นเฉื่อยฉิวเพียงลำพังกลางท้องน้ำกว้าง ให้ความรู้สึกวังเวงพิลึก สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้ม ครั้นสายตาคมของหมอจระเข้มือฉมังมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นแร้งฝูงหนึ่งบินวน ดูราวจะมีงานเลี้ยงฉลอง หนุ่มใหญ่ร่างกำยำจึงเร่งฝีพาย หวังจะรู้ถึงสาเหตุที่พวกมันมารวมกัน เมื่อเรือแล่นพ้นหมู่ไม้ที่ขึ้นบดบัง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำอาจารย์ไกรถึงกับออกปากอุทาน

                “ห่าเหวอะไรกันวะนั่น”

                พ้นจากต้นไม้รกทึบ บนริมฝั่งปรากฏซากเรือกำปั่นลำใหญ่พลิกตะแคงเกยบนหาดเลน ท้องเรือมีรอยแตกกว้าง จระเข้ขนาดเขื่องตัวหนึ่งคลานออกมาพร้อมคาบซากอะไรบางอย่าง เมื่อเพ่งมองให้ชัดจึงเห็นว่าเป็นขาคนข้างหนึ่ง ซึ่งคงถูกบิดกระชากหลุดออกมาจากเบ้าสะโพก เพราะมีรอยฉีกเป็นริ้วและเนื้อสะโพกวิ่นแหว่งติดตามมาด้วย สภาพซากดูเหมือนจะเน่าเปื่อยมาพอสมควร เป็นสภาพที่สัตว์เหล่านี้โปรดปรานเป็นพิเศษ เหมาะแก่การกัดกลืนเข้าไปทั้งคำโต ๆ โดยไม่ต้องเคี้ยว และแน่นอนว่าเป็นที่โปรดปรานของฝูงแร้งด้วย พวกมันจึงบินวนเวียน หวังจะโฉบฉวยเอาไปกินบ้าง

                รอบ ๆ ซากอับปางกลายเป็นที่ชุมนุมของจระเข้ฝูงใหญ่ราวห้าสิบตัว พวกมันพากันผึ่งแดดอย่างสำราญ บ้างอ้าปากอวดเขี้ยวแหลมคม บางตัวในฝูงกำลังกัดทึ้งซากศพอื่นที่เกลื่อนรอบ แยกลำตัวช่วงล่างและช่วงบนของศพนิรนามออกจากกันเพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น

                เจ้าทองมองภาพตรงหน้าด้วยความสะอิดสะเอียน สังเวชใจเมื่อนึกถึงชะตากรรมบรรดาลูกเรือที่ตกเป็นอาหารสัตว์เดรัจฉาน ขณะที่อาจารย์ไกรลุกขึ้นยืน ใช้มือป้องหน้าผากบังแสงแดดที่แยงตา ทำปากขมุบขมิบ พยายามนับซากมนุษย์และจำนวนจระเข้ รวมถึงคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                “พ่อครู...” เจ้าทองเรียกเสียงแผ่ว เมื่อหนึ่งในฝูงจระเข้เริ่มสนใจการมาถึงของเรือสำปั้นแจว กระโจนลงน้ำว่ายรี่มาหา

                ผู้เป็นอายังคงยืนนิ่งบนเรือที่ไหวโคลง เพ่งมองไปที่ซากอับปางราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกของหลานชาย เจ้าทองเริ่มเหงื่อแตกซิกเมื่อจระเข้ว่ายเข้ามาใกล้ทุกขณะ จนเห็นตัวมันเด่นชัด จะพายหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะมันได้แล่นเข้ามาประชิดถึงกราบเรือ ทันใดนั้นอาจารย์ไกรก็ขยับอย่างรวดเร็ว เคาะไม้พายในมือไปที่จมูกจระเข้ตัวนั้นเบา ๆ ทำให้มันตกใจจนเผ่นหายไปอย่างรวดเร็ว

                “ไปโว้ยทอง” ผู้เป็นอาเอ่ยเบา ๆ นั่งลงพายเรือตามเดิม ผละจากซากอับปางก่อนที่จระเข้ตัวอื่นจะพลอยสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาบ้าง สร้างความปลอดโปร่งโล่งใจแก่เด็กหนุ่ม

                สองอาหลานพาเรือล่องต่อไป กระทั่งพบศาลาท่าน้ำที่ปลูกเป็นเก๋งจีนโอ่อ่า ประดับกระเบื้องสีเขียวโดดเด่นเห็นแต่ไกลก็รู้ว่าเป็นบ้านเจ้าสัว จึงนำเรือเข้าเทียบท่า ครั้นเห็นว่าเงียบงันผิดปกติไปก็ลองเรียกดู

                “มีใครอยู่บ้างหรือเปล่าหรอก ฉันอาจารย์ไกรที่ให้คนไปตาม”

                สิ้นเสียง ทุกอย่างกลับยังคงเงียบงันตามเดิมจนอาจารย์ไกรชักแปลกใจ กระทั่งประตูที่งับไว้ค่อย ๆ แง้มออก พร้อมกับหญิงวัยกลางคนเยี่ยมหน้าออกมาด้วยท่าทางหวาดระแวง ในมือถือฟืนดุ้นใหญ่กระชับมั่น

                “นั่นคนหรือ ?” หญิงนางนั้นถามด้วยอาการระแวง สร้างความขุ่นข้องจนอีกฝ่ายตะคอกกลับมา

                “ก็แล้วเห็นเป็นหมาหรือไรเล่า !

                “อดโทษเถอะ ฉันนึกว่าจระเข้” หล่อนละล่ำละลัก

                “โว้ย ! บ้านออกใหญ่โต ดันให้คนบ้ามารับแขก จระเข้ที่ไหนจะขึ้นมายืนสองตีนอย่างนี้วะ !” อาจารย์ไกรฉุนเฉียวมากขึ้นทุกขณะ

                “ปละ...เปล่า...ฉันเปล่าบ้านะจ๊ะ จระเข้ที่นี่มันแปลงเป็นคนได้ มันมาหลอกเรียกคนลงไปกินนักต่อนักแล้ว เลยไม่มีใครกล้าใกล้น้ำสักคน ถ้าเป็นคนจริง ๆ ช่วยหยิบผ้ายันต์นี่ขึ้นมาให้ฉันดูทีเถิด” หญิงนั้นปฏิเสธต่อข้อกล่าวหา แล้วโยนผ้ายันต์สีแดงลงตรงหน้าให้แขกพิสูจน์ ฝ่ายหมอจระเข้แม้จะหัวเสียเป็นพื้น แต่ก็สู้อุตส่าห์หยิบผ้ายันต์ขึ้นมาชูจนอีกฝ่ายสิ้นกังขา

                “แหะ ๆ ใช่คนจริง ๆ ด้วย อดโทษฉันอีกทีเถิดนะ ว่าแต่มีธุระอะไรกันหรือจ๊ะ ?”

                ผู้มาเยือนกลอกตาอย่างนึกระอา ตอบช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ

                “ฉันชื่อไกร เป็นหมอจระเข้ที่เจ้าสัวส่งคนไปตาม”

                พอได้ยินว่าเป็นหมอจระเข้ หญิงรับใช้ก็ถึงกับเบิกตาโพลง กุลีกุจอพาแขกแปลกหน้าทั้งสองขึ้นไปนั่งรอบนเรือน

                “รอเจ้าสัวสักครู่เถิดนะจ๊ะ ท่านคงรอท่านเจ้าเมืองอยู่ จะได้ออกมาพูดธุระพร้อมกันทีเดียว” หญิงวัยกลางคนที่นำทั้งสองขึ้นมา กล่าวก่อนจะกระถดกายถอยไปนั่งสงบเสงี่ยมที่มุมหนึ่งเพื่อเฝ้าแขก

                ขณะที่นั่งรอ เจ้าทองสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ อย่างสังเกตสังกา เรือนเจ้าสัวยกพื้นสูง หลังใหญ่โต ไม้กระดานทุกแผ่นล้วนเป็นไม้เนื้อดี ขัดมันอย่างประณีต เครื่องเรือนอาทิเก้าอี้ทรงหนาหนักทำจากไม้เนื้อดี แกะสลักลวดลายจีนและมีเบาะหุ้มกำมะหยี่ ดูราวกับบังลังก์ มีแจกันลายครามใบใหญ่จากเมืองจีนวางชิดผนังอยู่หลายใบ บนผนังยังมีหนังเสือผืนใหญ่ติดตรึง และอาวุธหลายชนิดรวมทั้งปืนคาบศิลาจัดวางอย่างน่าเกรงขาม เด็กหนุ่มมองดูการประดับตกแต่งด้วยความเพลิดเพลิน ก่อนจะได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งดังมาจากด้านในตัวเรือน

                “น้าเกลี้ยง ฉันจะยิงธนู มาช่วยยกของที”

                หญิงรับใช้ที่นั่งอยู่ลุกขึ้นไปตามเสียงเรียก เจ้าทองหันมองตาม หวังจะเห็นตัวเจ้าของน้ำเสียงหวานใส หากมีฉากกั้นฉลุลายจีนอำพราง เห็นเจ้าของน้ำเสียงแค่เพียงลำลาง พอคะเนได้ว่าเป็นสตรีร่างเพรียวบาง ชั่วขณะหนึ่งก็สบโอกาสให้ทั้งสองได้สบประสานสายตาผ่านช่องที่ฉลุลาย เด็กหนุ่มได้เห็นดวงตาสวยคมเป็นประกายประหนึ่งดวงตาของเนื้อทรายก็ถึงกับงันไป เฝ้ารอให้เจ้าของน้ำเสียงและดวงตาอันจับจิตผ่านพ้นฉากกั้น แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อนด้วยเสียงห้าวห้วน

                “คนไหนหรืออาจารย์ไกร ?”

                ทั้งอาและหลานชายต่างหันไปมองทางเดียวกัน เห็นชายฉกรรจ์ รูปร่างค่อนไปทางเตี้ยล่ำ สวมเสื้ออย่างขุนน้ำขุนนาง ใบหน้าเคร่งขรึม คิ้วเข้มนัยน์ตาดุ ศีรษะล้าน หน้าผากโหนก กรามกว้างประหนึ่งคางเสือ ดูมีบารมีผิดผู้คนโดยทั่วไป แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุด กลับเป็นแขนขวาใต้ข้อศอกลงไป ซึ่งถูกแทนที่ด้วยไม้แกะสลักและทาสี ดูเหมือนแขนจริง ๆ จนน่าขนลุก

                มีชายอีกสามคนที่เดินมาพร้อมกัน คนหนึ่งดูมีอายุมากกว่า รูปร่างอ้วนท้วนจนเดินเหินลำบากต้องพึ่งไม้เท้า สวมเสื้อและเครื่องประดับมีราคา หน้าตาผิวพรรณบ่งบอกว่าเป็นคนจีน เพราะมีผิวขาวและนัยน์ตาหยีเล็ก แต่ออกเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งคางที่ดูผิดรูป จมูกเชิด บานใหญ่เหมือนจมูกหมู มีหูดก้อนใหญ่เหนือคิ้ว บดบังดวงตาที่เขไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกสองคนดูจะเป็นเพียงข้ารับใช้ ไม่โดดเด่นพอให้เอ่ยถึง

                “ฉันเองอาจารย์ไกร ส่วนนี่หลานชายฉันชื่อทอง” ผู้มาเยือนแนะนำตนเองและหลานชาย

                “อาจารย์ไกรตัวจริงหรือเปล่าหรอก” อีกฝั่งยังคงถามห้วน ๆ เช่นเดิม ทำเอาหมอจระเข้จากแดนไกลที่พื้นเสียเป็นทุนเดิมเริ่มจะมีน้ำเสียงกระด้างบ้าง

                “แล้วคนถามนี่ใครกันหรือ ?”

                “บังอาจ ! นี่หมื่นเสือ ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองปากยม !” ลิ่วล้อที่ยืนอยู่ด้านหลังแสดงอาการไม่พอใจต่อคนต่างถิ่น ที่อาจหาญมาต่อปากต่อคำ

                “โถ...แค่หมื่น ยังไม่ถึงขุน ทำวางท่าน่าดู แล้วเจ้าเมืองตัวจริงไปอยู่ไหนเสียเล่า ?” อาจารย์ไกรหาได้มีท่าทีคร้ามเกรง กลับยังคงถามต่อไป

                “เสร็จอ้ายเข้ไปแล้ว” ชายที่รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองปากยมกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะยกแขนเทียมที่เป็นไม้ กล่าวเสริม “ไปพร้อม ๆ กับมือขวาของฉันนี่แหละ”

                เมื่อเห็นบรรยากาศไม่สู้ดี ชายร่างอ้วนที่มาพร้อมกับหมื่นเสือก็รีบออกโรงปราม

                “ใจเย็นกันก่อน ฉันเองที่ออกประกาศหาคนมาปราบอ้ายเข้ตัวร้าย เจ้านั่นมันร้ายเหลือ เจ้าเมืองคนก่อนท่านสั่งระดมคนออกล่า แต่กลับเสียท่ากันหมด แม้ตัวท่านเจ้าเมืองก็ไม่รอดกลับมา ยามนี้จึงเหลือแต่เพียงหมื่นเสือที่พอจะรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองไปพลาง ที่ต้องถามว่าอาจารย์ไกรตัวจริงหรือเปล่านั้นไม่ใช่ว่าอะไร เพียงแต่ก่อนหน้านี้มีคนอ้างชื่อว่าเป็นอาจารย์ไกรมาแล้วหลายคน อาสาจะมาปราบจระเข้ แต่พอได้เงินมัดจำก็พากันหนีหายหมด พวกเราเลยต้องถามเพื่อให้แน่ใจ”

                “แล้วจะให้ฉันพิสูจน์ยังไง ?” อาจารย์ไกรถามกลับไป ทั้งเจ้าสัวและหมื่นเสือหันมามองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษาแล้วว่า

                “ได้ยินมาว่าอาจารย์ไกรมีอาวุธคู่กายเป็นหอกสัตตะโลหะ จะยังมีอยู่หรือไม่ ?”

                “อาวุธฉันไม่ใช่ของอวดกันเล่น” อาจารย์ไกรฟังแล้วโบกมือปฏิเสธ

                “ขอชมหน่อยเถิดจะได้มั่นใจแก่พวกฉันบ้าง” เจ้าสัวต่อรอง ทำเอาหมอจระเข้ชื่อก้องหยุดตรองดู

                “...ถ้าอยากจะชม ฉันขอถามสักนิด หากปราบจระเข้ตัวที่ว่านี่ได้แล้วจะตบรางวัลเป็นสิ่งใด”

                “ขอให้ปราบมันได้เถอะ ต้องการอะไรฉันก็จะยกให้” เศรษฐีร่างอ้วนท้วนรีบตอบ ท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะมีเรื่องแค้นเคืองเป็นการส่วนตัว

                “ฉันก็จะตบรางวัลให้อีกคน” หมื่นเสือกล่าวเสริมด้วยท่าทางไม่ต่างกัน

                อาจารย์ไกรได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตบเข่าฉาด หัวเราะเสียงดัง

                “ฮะ ฮะ ดี ไม่ผิดจากที่ได้ยินมา หากฉันขอลูกสาวเจ้าสัวจะให้หรือไม่ ?”

                ข้อเสนอนั้นทำเอาอีกฝ่ายสะอึกคิด หน้าซีดเซียวลงทันใด

                “ฉันเหลือลูกสาวแค่คนเดียว...ขอเป็นอย่างอื่นแทนเถิด” เจ้าสัวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

                “สิ่งอื่นใดฉันไม่อยากได้หรอก เจ้าสัวอย่ากังวลไปเลย ฉันไม่คิดจะเอาลูกสาวเจ้าสัวไปฆ่าแกงสักหน่อย เจ้าสัวควรจะดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ลูกเขย” หมอจระเข้วัยกลางคนแย้มพรายพร้อมด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ซึ่งไม่ช่วยให้เจ้าของเรือนสบายใจขึ้นเลย ด้วยได้ยินกิติศัพท์ด้านความเจ้าชู้ของอาจารย์ไกร ที่ไม่เว้นลูกเขาเมียใคร เห็นร่างดำหยาบกร้านแล้วให้ชั่งใจหนัก ทั้งอายุอานามก็ห่างกับลูกสาวตนอยู่มากโข

                “...จะเอาลูกสาวฉันไปเป็นเมียหรือ...” เจ้าสัวแข็งใจถามต่อ หากอีกฝ่ายกลับหัวเราะลั่น

                “ฮะ ฮะ เจ้าสัวเข้าใจผิดเสียแล้วล่ะ ฉันไม่เอาเด็กสาวคราวลูกมาทำเมียหรอก ที่ขอนี่จะให้เจ้าทองหลานชายฉันต่างหาก ได้ยินมาว่าวัยคงจะไล่เลี่ยกัน ฉันจึงอยากให้เด็กมันได้กัน” อาจารย์ไกรเฉลย พลางตบหลังหลานชายที่ยังนั่งนิ่งมิรู้ความ

                เจ้าสัวได้ยินเช่นนั้นก็พลันโล่งอก หันมาพิเคราะห์เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดแล้วให้ชอบใจอยู่ไม่น้อย

                “อ้ายหนู เอ็งอยากจะแต่งกับนังหนูลูกสาวข้าหรือ เตือนไว้ก่อนนะว่าการบ้านการเรือนนี่มันไม่เคยแตะ ไม่ได้มีความเป็นกุลสตรีเหมือนอย่างลูกสาวบ้านไหน ๆ หรอกนะ” เจ้าสัวกล่าวเป็นลองใจ ซึ่งเจ้าทองเองก็ไม่รู้ที่จะตอบประการใด เพราะยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาฝ่ายหญิง จะให้นึกรักเลยคงไม่ได้ กลับเป็นอามันที่ตบเข้ากลางหลัง จับหัวมันให้ผงกรับคำ

                “หลานฉันยังไม่คุ้นเคยเรื่องนี้ ถ้าเจ้าสัวให้โอกาสเด็กมันพบปะกันบ้างก็คงจะนึกรักกันได้เอง” ผู้เป็นอาตอบแทนหลานชาย การเจรจาดูจะลงเอยด้วยดีกระทั่งหมื่นเสือร้องขัดขึ้น

                “เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นล่ะฉันไม่ยอม ไหนเจ้าสัวเคยรับปากจะยกแม่ตะเภาแก้วให้ฉัน นี่แม่ตะเภาแก้วถูกอ้ายเข้ฆ่าตายไปก็ควรจะยกแม่ตะเภาทองน้องสาวมาให้ฉันเป็นการทดแทน อีกอย่างฉันเองก็จะได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองในไม่ช้า  เจ้าสัวลองตรองดูเถอะ ว่าจะอยากให้ลูกสาวได้เป็นคุณนาย หรือจะให้เป็นเมียพวกคนจรไร้หัวนอนปลายเท้า”

                “ที่บอกว่าจะได้เป็นเจ้าเมืองนั้นมีตราตั้งแล้วหรือ ?” อาจารย์ไกรถามขัดคอ

                “ก็ไม่นานนักหรอก ปราบอ้ายเข้ตัวนี้ได้เมื่อไหร่ หลวงท่านคงโปรดลงมา” หมื่นเสือตอบ ใบหน้าที่เหี้ยมเกรียมอยู่แล้วยิ่งดูน่ากลัวกว่าเดิมเพราะเข้มจัดด้วยความโมโห

                “ถ้าอย่างนั้นคุณหมื่นก็ลงไปปราบมันสิ ฉันจะนั่งดู” หมอจระเข้นามกระเดื่องพูดยั่วเย้าจนอีกฝ่ายอึกอัก สีหน้าที่แดงจัดกลับเผือดลงเมื่อนึกถึงสัตว์ร้ายที่พรากแขนขวาตน

                “ใจเย็นกันก่อนเถิด ฉันผิดเองที่รับปากหมื่นเสือแล้วไม่อาจทำตามได้ แต่มันก็สุดวิสัยจริง ๆ ส่วนตะเภาทองนั้นเป็นคนละเรื่องที่จะให้มาเป็นตัวตายตัวแทนกัน อีกอย่างหมื่นเสือก็เพียรปราบเจ้าตัวร้ายนี้อยู่หลายรอบก็ยังไม่เป็นผล หนำซ้ำยังเสียท่าให้กับมัน เราควรจะให้อาจารย์ไกรได้แสดงฝีมือดูก่อน เรื่องความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นถือว่าเสียสละเพื่อส่วนรวมเถิด ปราบอ้ายเข้ตัวร้ายนี้ได้เมืองเราจะได้กลับมาสงบสุขเสียที” เจ้าสัวรีบไกล่เกลี่ย ก่อนจะเลยเถิดกันไปมากกว่านี้

                “ถ้าอย่างนั้นตกลงตามนี้ ถ้าฉันปราบจระเข้ตัวนี้ได้ เจ้าสัวจะต้องยกลูกสาวให้แต่งงานกับเจ้าทองหลานชายฉัน ส่วนเรื่องอื่นนั้นฉันไม่ขอ” หมอจระเข้ผู้อาสารีบรวบรัดข้อตกลง

                “ได้ ฉันรับปาก ขอให้ปราบมันให้ได้เถอะฉันยอมทุกอย่าง” เจ้าของเรือนรับคำเป็นมั่นเหมาะ ขณะที่หมื่นเสือนั้นได้แต่ก้มหน้าไม่พอใจ

                “ดี ! อ้ายทองเอ็งลงไปหยิบหอกสัตตะโลหะมาให้เจ้าสัวชมเป็นขวัญตาทีเถอะวะ” ผู้เป็นอาหันไปสั่ง เจ้าทองจึงรีบวิ่งแจ้นลงไปที่เรือทันที

                หายไปชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็กลับขึ้นมาพร้อมห่อผ้าพันแน่นหนาส่งให้ผู้เป็นอา ครั้นปลดผ้าออก ยอดศาสตราวุธยาวร่วมหกศอกก็เผยโฉมให้ทุกคนได้เห็น ใบหอกที่หลอมขึ้นจากโลหะเนื้อดีเจ็ดอย่าง ส่งประกายคมกล้าราวกับจะเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่ง ทั้งหมื่นเสือและเจ้าสัวถึงกับตื่นตะลึงแค่เพียงได้ยล

                “เออ ฉันมั่นใจแล้วล่ะว่าเป็นอาจารย์ไกรตัวจริง นี่แน่ะอ้ายหนู ลงไปเดินชมสวนข้างล่างสิ คงเจอนังหนูมันอยู่หรอก” เจ้าสัวที่พึงใจกับการชมยอดศาสตราวุธหันไปแนะเจ้าทอง ทว่ามันกลับนั่งนิ่งอยู่ ร้อนถึงผู้เป็นอาต้องใช้เท้าสะกิดถึงได้รู้ตัว รีบลงไปตามคำบอก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #155 Kn_nann (@Kn_nann) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 00:56
    เอาเทิดอิฉันจะจิ้นอาหลานได้ แต่ทำไมอิชั้นถึงจิ้นทองกับจระเข้ชามากกว่า ฮือ
    #155
    0
  2. #139 อำกันเล่น (@am1977) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 13:57
    อ่านแล้วถึงกับคิดว่า ถ้าทองเป็นผู้หญิง คงจะดีมิใช่น้อย

    ชอบสำนวน การใช้คำค่ะ
    #139
    1
    • #139-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 2)
      19 มิถุนายน 2561 / 22:05
      ขอบคุณครับ ถ้าทองเป็นผู้หญิง สงสัยตะเภาทองจะเป็นนางเอก 555+
      #139-1
  3. #20 Ka.Ning (@king_kisskiss) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 21:37
    อุ้ยย ทำไมอิฉันจิ้นอาหลานคู่นี้กันนะ /// จะเอาวิญญาณสาววายมาใช้กับนิยายทุกเรื่องมิได้หนา กลัวใจตัวเองจริงๆ ฮาาาาา
    #20
    1
    • #20-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 2)
      22 มีนาคม 2560 / 06:57
      555 กลายเป็นเชียร์คู่นี้กันเยอะแฮะ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ
      #20-1