โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,501 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    15

    Overall
    4,501

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 11 เหตุการณ์ในตลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 ส.ค. 60

                แสงอาทิตย์ส่องพ้นทิวไม้ในยามเช้า ชายฉกรรจ์ร่วมสี่สิบพากันควบม้าย่ำมาตามทาง ชาวบ้านที่พบเห็นต่างก็พากันตระหนกขวัญเสีย ด้วยรู้ว่าชายทั้งนั้นล้วนแต่มีสันดานเป็นโจรป่า คอยเที่ยวดักปล้นผู้คนตามทางเกวียน จึงพากันหลบเข้าบ้านเป็นการใหญ่

                “เฮ้ย จวนเจ้าเมืองไปทางไหน ใครรู้บ้างวะ ?” คนที่ควบม้านำตะโกนถาม ทว่าไม่มีใครตอบ เพราะต่างก็หลบซ่อนในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างเงียบเชียบ

                “ถ้าไม่มีใครบอก ข้าจะเผาบ้านมันทีละหลัง” ชายคนเดิมประกาศ โจรคนอื่นคว้าคบเตรียมจุดไฟ แสดงให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่น

                บรรยากาศเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะมีชาวบ้านรายหนึ่งยอมเปิดหน้าต่างชี้บอกทาง

                “ไปทางโน้นแหละจ้ะ ขี่ตามทางไปเรื่อย ๆ สักพักก็ถึง” เสียงสั่นด้วยอาการกลัวลนลาน

                ชายที่อยู่หัวแถวมองตาม จากนั้นจึงควบม้านำพลพรรคไปตามเส้นทาง ปล่อยให้ชาวบ้านจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา

 

                ที่เรือนหมื่นเสือ ชายผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองเอาแต่เดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจจะสร้างปัญหาใดตามมาอีก ทว่าก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ฝูงจระเข้อาละวาดหนักขึ้นทุกที และการมรณภาพของหลวงพ่อก็เปรียบดังฟางเส้นสุดท้าย หากไม่ทำอะไรสักอย่าง ลำพังพระเดชที่มีก็อาจไม่พอจะควบคุมชาวเมืองไว้ได้

                “พี่เสือ โจรที่ไหนไม่รู้ควบม้ามากันเป็นฝูงเลย” หัวหมู่เพิ่มวิ่งแจ้นมาบอก หน้าตาตื่น

                “เอ็งเฉยเหอะ เดี๋ยวข้าลงไปรับหน้าเอง” ชายยศหมื่นตอบขรึม ๆ รีบก้าวลงเรือนไปพบกลุ่มคนที่พากันควบม้ามาถึง

                เมื่อว่าที่เจ้าเมืองออกมาพบด้วยตนเอง บรรดาชายแปลกหน้าก็พากันลงจากหลังม้า คนที่เป็นเหมือนผู้นำกลุ่มก้าวออกมาข้างหน้า รูปร่างล่ำสันสูงใหญ่ สีผิวเข้มเป็นมันปลาบราวกับทองแดง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมมีแผลเป็นยาวพาดตาข้างซ้ายที่บอดสนิท หนวดเครายาวเฟิ้ม

                หมู่เพิ่มยืนระแวดระวัง มือกุมอาวุธแน่นด้วยไม่ไว้ใจผู้มาเยือนที่ล้วนเป็นผู้ร้าย

                “พี่หาญ สบายดีหรือ ไม่เจอกันนานเทียว” หมื่นเสือเป็นฝ่ายโอภาปราศรัยด้วยไมตรี

                “ไงวะ อ้ายเสือ รับราชการมันอ้วนพีอย่างนี้นี่เล่า ถึงไม่กลับมาพบพวกข้าบ้างเลย” ผู้มาเยือนว่า เข้ากอดคอหมื่นเสืออย่างคนรักใคร่

                “พี่หาญมาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปกินน้ำกินท่าบนเรือนเถอะ จะได้คุยธุระกัน” เจ้าถิ่นยิ้มแย้มเชิญชวน หันไปสั่งลูกน้อง “อ้ายเพิ่ม เอ็งสั่งคนหาน้ำท่ามาดูแลแขกด้วย”

                กล่าวแล้วก็พากันเดินขึ้นเรือนไป ทิ้งให้หมู่เพิ่มและคนอื่น ๆ มองค้างด้วยความสงสัย

 

                “ตกลงเอ็งเชิญข้ามาหาถึงเรือนด้วยเรื่องอันใดแน่วะ หรือจะลวงพวกข้ามาจับกุม” ผู้มาเยือนถามตรงประเด็นทันทีที่ขึ้นนั่งพักบนเรือน ยื่นสองแขนมาข้างหน้า ยั่วเย้าให้จับกุม

                “พุทโธ่ พี่หาญ ฉันจะไปกล้าทำแบบนั้นได้เยี่ยงไร ฉันกับพี่ก็คบค้ากันมานานแล้ว มีเหยื่อรายไหนที่ฉันไม่ส่งข่าวให้พี่บ้าง” หมื่นเสือพูดเอาใจอีกฝ่ายให้เลิกระแวงสงสัย

                “อืม เหยื่อที่เอ็งบอกข่าวรายล่าสุดนี่มันนังคุณนายเมียเจ้าเมืองคนก่อนใช่ไหมวะ มันขนเงินทองกันมามากก็จริง แต่ก็สู้กันยิบตาเลยว่ะ พวกข้าเจ็บตายกันไปไม่น้อย เหลือกันแค่สี่สิบกว่านี่ล่ะ...” ขุนหาญที่กำลังพูดกลับสะดุด เมื่อหมู่เพิ่มที่นำน้ำชามาให้พลั้งทำถ้วยหก สร้างบรรยากาศตึงเครียดให้ทั้งสองฝ่าย

                “อะไรของเอ็งวะ อ้ายเสือ สาวใช้ไม่มีบ้างเลยเรอะ มีแต่อ้ายเซ่อ ๆ โง่ ๆ แบบนี้รึวะ” ขุนโจรกล่าวอย่างอารมณ์เสีย

                “ตอนนี้ในเมืองกำลังลำบาก จะหาสาวงามที่ไหนมาปรนนิบัติได้เล่าพี่ เอาเป็นว่าถ้าพี่ช่วยฉันสำเร็จ ไม่ว่าเงินทองทรัพย์สินหรือว่าหญิงสาว จะหาสักเท่าไหร่ก็ย่อมได้” เจ้าเรือนรีบปลอบใจอีกฝ่าย โบกมือไล่ลูกน้องให้หลบออกไป

                “เออ ค่อยน่าฟังหน่อย ถ้าไม่เห็นแก่หน้าเอ็ง อ้ายเซ่อนี่ได้ตายไปแล้ว ไหนช่วยเล่ามาทีรึ จะให้ข้าช่วยอะไร” โจรใจเหี้ยมเขย่าขาเจ้าเรือน ชะโงกหน้าเข้ามาสุมหัวกันจนชิด หมื่นเสือจึงเริ่มต้นเล่าแผนการตามที่คิดเอาไว้

 

                หัวหมู่เพิ่มรีบก้าวลงเรือน จ้ำเดินโดยแทบไม่รู้ตัว เหลียวมองพวกที่มาเยือนซึ่งพากันแสยะยิ้ม ท่าทางหยาบคายกักขฬะแล้วให้เบือนหน้าหนี เดินเลี่ยงไปจนรู้ตัวเมื่อมีคนมาเขย่าแขน ทั้งเรียกชื่อ

                “เพิ่มโว้ย อ้ายเพิ่ม เป็นอะไรไปวะ หน้าซีด เดินไม่พูดไม่จามาเชียว”

                คนถูกเรียกรู้สึกตัว หันมองไปก็เห็นเกลอมัน อ้ายชิดนั่นเอง

                “อ้ายชิด นี่พี่เสือรู้จักกับโจรพวกนั้น ?” มันโพล่งถามสิ่งที่สงสัยออกมา

                “อืม” คู่เกลอตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อเหลียวดูรอบ ๆ ไม่เห็นใครจึงกล่าวต่อ

                “อ้ายเพิ่ม เอ็งเพิ่งย้ายมาอยู่กะพี่เสือ คงไม่รู้เรื่องแต่หนหลังกระมัง”

                หมู่เพิ่มส่ายหน้า ก่อนนี้มันเคยติดตามรับใช้เจ้าเมืองคนก่อน หวังจะเจริญในหน้าที่ราชการ แต่ก็ได้แค่หยิบจับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้นเจ้าเมืองคนก่อนสิ้นไป ใครที่ยังภักดีก็ติดตามคุณหญิงต่อ หากตัวมันเห็นว่าถึงจะอยู่ต่อไปก็คงจะไม่ก้าวหน้าขึ้นมา ทั้งชอบพอในนิสัยกล้าได้กล้าเสียของหมื่นเสือจึงสมัครเข้ารับใช้ ซึ่งก็ช่วยให้มันก้าวหน้าได้ตำแหน่งหัวหมู่สมดังหวัง

                “ก่อนหน้าพี่เสือเคยเป็นโจรก๊กเดียวกับขุนหาญ เจ้าเมืองคนก่อนเกลี้ยกล่อมให้มารับราชการ หวังจะลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน” อ้ายชิดกระซิบกระซาบให้คู่เกลอฟัง

                หมู่เพิ่มค่อนจะเฉยกับเรื่องที่ได้ยิน เพราะเคยฟังคำเล่าลือแบบนี้มาบ้าง เพียงแต่เลือกจะฟังหูไว้หู เพราะคนทำราชการบางครั้งก็มีศัตรูมาก โดยเฉพาะผู้ที่ได้เลื่อนตำแหน่งรวดเร็วย่อมจะมีคนสร้างเรื่องเท็จให้เสียหาย พี่เสือเข้ามารับราชการไม่นานก็ได้ยศเป็นหมื่น ถึงแม้จะเคยเป็นโจรมาก่อนก็คงไม่เสียหายอันใด หากปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ดี

                “แสดงว่าพี่เสือรู้จักกับขุนหาญมาก่อน” หมู่เพิ่มว่า

                “ก็เออสิวะ ถ้าแค่นั้นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ทั้งสองยังคบค้ากันอยู่น่ะสิ ที่ผ่านมาพี่เสือก็เป็นคนส่งข่าวให้ขุนหาญคอยดักปล้นกองเกวียนต่าง ๆ หรือคอยเตือนหากทางการส่งกองทัพมาปราบ แลกกับการขอไม่ให้กองโจรมาหากินใกล้เมือง อย่างครัวของคุณหญิงพุดซ้อนที่อพยพไปจากเมือง พี่เสือก็เป็นคนบอกข่าวให้กับขุนหาญ” อ้ายชิดเล่าเรื่องราวที่มันรู้ให้ฟัง หมู่เพิ่มตัวชาวาบ รู้สึกเป็นห่วงคุณหญิงพุดซ้อนขึ้นมาด้วยคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่

                “แล้วทำไมเอ็งมาบอกข้า ?” หมู่เพิ่มถามกลับไป

                “ข้ากะเอ็งมันรักใคร่ชอบพอกันเลยมาบอกให้รู้ ถ้าเอ็งไม่สะดวกใจก็เลี่ยงอย่าไปเจอหน้าขุนหาญ ขืนทำขัดอกขัดใจอย่างตะกี้จะถูกฆ่าเอาเปล่า ๆ อีกอย่างข้าเห็นเอ็งผูกสมัครรักใคร่กับแม่บัวคล้ำบัวคล้อย เลยอยากให้เอ็งรีบไปเตือนสองสาวนั่นอย่าให้ออกมาเพ่นพ่าน ขุนหาญพาลูกน้องโจรมันมาพักอยู่แบบนี้ ไปไหนมาไหนระวังจะได้รับอันตราย”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหมู่เพิ่มก็ถึงกับหล่นวูบลงไปกองที่ตาตุ่มแทบไม่เป็นอันทำอะไร รีบฝากฝังงานการที่เหลือแล้วรีบมุ่งไปเตือนสองแม่ค้าคนงามประจำตลาดทันที

 

                “พูดอะไรของเอ็งวะอ้ายเสือ จะให้ข้ามานั่งเมือง แบ่งกะเอ็งคนละครึ่งล่ะรึ ?” ขุนหาญอุทานด้วยความแปลกใจกับข้อเสนอที่อดีตโจรร่วมก๊กหยิบยื่น

                “ใช่แล้วพี่หาญ เมืองนี้กว้างพอสำหรับเราสอง แม้จะซบเซาลงบ้าง แต่หากขจัดเภทภัยได้ ประเดี๋ยวก็กลับมาดีได้เอง เมื่อนั้นทั้งฉันและพี่ก็จะมีเงินทองทรัพย์สินมากมายจนใช้ไม่หมด” หมื่นเสือโน้มน้าว

                “ฮื้อ ยุ่งยากฉิบ ข้าออกปล้นก็หาเงินได้ไม่ขาดมือ ที่ไหนมีทรัพย์สินข้าก็ปล้น ไม่มีก็ฆ่ามันทิ้งซะ จะให้มาฟูมฟักกว่าจะมีเงิน ฟังแล้วเสียเวลาเปล่า ๆ” ขุนโจรตอบอย่างรำคาญ

                “แล้วพี่จะมีเรี่ยวแรงปล้นไปได้อีกสักเท่าไหร่ล่ะ แต่ละเมืองที่พี่ไปเหยียบเขาก็หมายหัวออกประกาศกันทั่ว เป็นโจรปล้นไม่ได้ก็ต้องอด แต่ถ้าได้นั่งเมืองถึงอย่างไรก็ไม่อด มีอ้ายอีไพร่ทำงานให้ทั้งหมด ไม่ต้องกลัวด้วยว่าจะถูกหลวงยกทัพมาปราบ ขอแค่ส่งภาษีขึ้นไปให้ครบ ที่เหลือจะทำอะไรก็ไม่มีใครมายุ่งกับเรา”

                คำอธิบายของผู้รั้งเมืองทำเอาโจรไพรนิ่งคิด แม้ขุนหาญจะเชื่อดีในวิชาตัว ไม่เคยกริ่งเกรงกำลังของทางการ แต่ก็รู้ดีว่าไม่ช้าต้องเพลี่ยงพล้ำเมื่อกำลังถดถอยลงไป แม้การเป็นโจรจะดูเหมือนมีอิสระ แต่ก็มีภาระจะต้องเลี้ยงดูลูกน้อง ยามใดที่เลี้ยงพวกมันไม่อิ่มท้องก็พร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ จึงจำเป็นต้องออกปล้นให้สัมฤทธิ์ผลทุกครั้ง และต้องทำตนให้เป็นที่ยำเกรงอยู่เสมอ

                “แล้วเภทภัยที่เอ็งว่ามันคืออะไรวะ ?” ขุนหาญเปรยถาม หมื่นเสือแอบยิ้มในใจ ด้วยรู้ว่าคงเกลี้ยกล่อมสำเร็จ

                “พวกฝูงจระเข้น่ะสิ พากันมายึดครองลำน้ำ ผู้คนเลยหนีหายกันไปหมด” ผู้รั้งเมืองอธิบาย ทำเอาอีกฝ่ายหัวเราะลั่น

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า โว้ย อ้ายเสือ นี่เอ็งกลัวกะอีแค่สัตว์เดรัจฉานแล้วรึ ข้าก็นึกว่าเจอภัยร้ายแรงเหลือจะสู้ กับกองทหารถือหอกดาบครบมือข้ายังเคยสู้มาแล้ว สำหาอะไรกะอีแค่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำวะ”

                “พี่อย่าเพิ่งประมาทไป ฉันเองยังเสียแขนให้มันไปแล้วข้างนึง” หมื่นเสือพูดพลางชูแขนข้างที่ขาดให้อีกฝ่ายดู

                “เอ็งมันเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ จนสิ้นฝีมือแล้วล่ะสิ เอาเถอะวะ เดี๋ยวข้ากับลูกน้องจะช่วยเอง แล้วอย่าลืมข้อเสนอที่ให้ไว้เสียล่ะ” ขุนหาญสรุปเป็นการยอมรับข้อเสนอ หมื่นเสือจึงเรียกบ่าวไพร่ให้จัดสำรับ เลี้ยงฉลองกันเป็นการล่วงหน้า

 

                ริมตลิ่งอันสงบเงียบ เรือสำปั้นแจวได้จอดเทียบฝั่ง ผูกโยงไว้กับเสาที่เพิ่งปักลงเมื่อวันก่อนนี้เอง เจ้าของเรือนมันนอนก่ายหน้าผากคิด ผ่านมาหนึ่งวันแล้ว ที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตร่อนเร่อีกครั้ง หลังตัดสินใจว่ามันคงจะอยู่กับครูพดต่อไปไม่ไหว ขณะที่ใจกลับยังนึกกังวลถึงอดีตครูและคนวัดว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อสิ้นหลวงพ่อ แต่คนที่มันคิดถึงที่สุดคงไม่พ้นตะเภาทองคู่ชิ้นของมัน จะนับไปก็สามวันแล้ว ที่ไม่ได้เจอะเจอกัน

                หนุ่มน้อยถอนหายใจระบายความคับอก ตัวมันเองยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน อยากจะหลบซ่อนตัวสักพักจนกว่าจะนึกทางออก จึงได้นำเรือมาแอบไว้ ณ ที่ซึ่งพ่อครูได้เสียชีวิต กราบวิงวอนวิญญาณพ่อครูช่วยปกปักษ์มิให้ได้รับอันตราย

                สายแล้ว เริ่มจะหิวขึ้นมา ดูเสบียงอาหารในเรือนั้นร่อยหรอเต็มที ดีว่ายังมีเงินทองติดตัวจึงคิดจะออกไปซื้อหามาเก็บตุนไว้ เพราะแต่นี้คงต้องพึ่งพาตนเองให้มาก

                ร่างบ่างก้าวขึ้นฝั่ง ผินหน้าไปทางศาลเพียงตาข้างมะขามเฒ่าซึ่งถูกทิ้งร้าง มันได้ปัดกวาดทำความสะอาดแล้วอธิษฐานขอดวงวิญญาณพ่อครูให้มาสถิตบนศาล เจ้าหนุ่มน้อยประนมมือ ฝากวิญญาณพ่อครูช่วยดูแลเรือคู่ยาก แล้วจึงบ่ายหน้าวิ่งไปยังตลาด

 

                แดดเริ่มแผดแรงเมื่อสาย หนุ่มน้อยหน้าตางามหมดจดเดินทางมาถึงตลาด ให้แปลกใจที่เห็นผู้คนออกันแน่น เหมือนมุงดูอะไรบางอย่าง ครั้นหญิงคนหนึ่งเห็นมันก็เข้ามากอดด้วยอาการหวาดกลัว

                “พ่อทอง พ่อทองของแม่มาแล้ว โอ๊ย แม่กลัวเหลือเกิน” หญิงร่างเจ้าเนื้อพูดละล่ำละลัก กอดรัดจนเด็กหนุ่มอึดอัด

                “พ่อทอง ว้าย แม่ก็กลัวเหมือนกัน” บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ที่ตั้งตนเป็นแม่ยกเจ้าทองพากันกรูเข้ามา จนหนุ่มน้อยร่างบางต้องรีบสลัดให้พ้นกอดหญิงคนแรกเพื่อตั้งหลัก ก่อนจะถูกรุมจนหายใจไม่ออก

                “ประเดี๋ยวก่อนเถอะจ้ะ มันเกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ ฉันงงไปหมดแล้ว”

                พลันที่ถามไปเช่นนั้น พวกแม่ ๆ ก็แย่งกันเจรจาจนฟังไม่ได้ศัพท์

                “โว้ย พวกเอ็งแย่งกันพูดแบบนี้ อ้ายหนุ่มมันจะฟังรู้เรื่องหรือวะ” ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งคงรำคาญเต็มที จึงเข้ามาห้ามปรามและเป็นฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น

                “อ้ายเข้แน่ะโว้ย มันมานอนผึ่งแดดกลางตลาด” ชายคนนั้นว่า จูงมือเจ้าคนต่างถิ่นไปดูให้เห็นกับตา

                ตรงลานกลางตลาด จระเข้ตัวยาวเกือบสามวากำลังนอนอ้าปากอวดเขี้ยวชวนสยอง สี่ตีนจิกเกร็งกับพื้น ส่งเสียงขู่ออกมา แสดงอาการว่ากำลังเครียดกับสถานการณ์รอบตัว

                ใกล้กันนั้น หมู่เพิ่มได้ถอดดาบออกจากฝัก ชี้ไปทางสัตว์ร้ายด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ขยับวนหาโอกาสเข้าไปฟัน แต่จระเข้ก็เอี้ยวตัวทันกันตลอด จึงกลายเป็นจด ๆ จ้อง ๆ กันอยู่อย่างนั้น

                “พี่เพิ่มระวังตัวนะ” เสียงบัวคล้ำแม่ค้าคนงามร้องเตือนด้วยความเป็นห่วง แล้วบัวคล้อยผู้เป็นฝาแฝดก็ร้องหนุนตาม ช่วยเรียกความกล้าให้หมู่เพิ่มอีกเป็นกอง ทว่าเมื่อเห็นเด็กหนุ่มใบหน้าสำอาง สองสาวก็วิ่งเข้ามาพะเน้าพะนอเป็นการใหญ่

                “ว้าย พ่อทองมาพอดีเลย แม่กลัวเหลือเกิน”

                เห็นใจหญิงมาแปรไปต่อหน้าเช่นนั้น หมู่เพิ่มก็ถึงกับงันไป พอดีกับที่จระเข้ร้ายโผเข้างับ ทว่าโชคดีที่หลบทัน เจ้าสัตว์ร้ายงับเข้าที่ใบดาบแล้วบิดตัว จนเจ้าของต้องปล่อยดาบ เสียหลักเซถลามาด้านหลัง

                “เฮ้ย เอ็งเป็นหลานอาจารย์ไกรไม่ใช่หรือวะ ไหนลองกำราบมันให้ดูทีรึ คงมิได้มีแต่ราคาคุยเหมือนอย่างอาเอ็งหรอกนะ” เจ้าคนที่เพิ่งเสียท่าหันมาลงเอากับเจ้าทอง พูดจาดูหมิ่นหวังให้มันเจ็บใจ

                “เอ๊ะ อ้ายเพิ่ม คนที่คุยโวมันเอ็งไม่ใช่หรือ ไหนว่าจระเข้ตัวเดียวจะปราบเองให้ได้ ยักแย่ยักยันมาตั้งแต่เช้า ไม่เห็นจะได้เรื่องอย่างที่คุย” สองสาวพากันรุมด่ามันแทน จากเคยเรียกพี่กลับมาขึ้นอ้ายขึ้นอี ทำมันช้ำใจหนักกว่าเก่า

                เจ้าทองไม่ได้สนใจกับคำสบประมาทหรือการทะเลาะเบาะแว้ง มันกำลังสงสัยว่าเหตุใดจระเข้ตัวนี้จึงขึ้นบกมาไกลฝั่ง

                “ทุกคนช่วยถอยไปห่าง ๆ ก่อนเถิด เผื่อพลาดพลั้งจะพากันเจ็บตัว” เด็กหนุ่มกำพร้าตะโกนบอกทุกคน ทั้งเพื่อไม่ให้ใครได้รับบาดเจ็บ และช่วยลดความตึงเครียดอันจะทำให้จระเข้ดุร้ายยิ่งขึ้น

                “ใครมีเชือกบ้างจ๊ะ ฉันขอยืมสักหน่อยเถอะ” เจ้าทองร้องขอ หลังทุกคนยอมถอยออกไปตามที่บอก ตัวมันเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือมา

                ชาวบ้านคนหนึ่งส่งเชือกให้ ดูเข้มแข็งใช้ได้ หลานชายอาจารย์ไกรจึงหันไปเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย รู้สึกประหม่าด้วยเป็นครั้งแรกที่จะต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง ไม่เหมือนเมื่อครั้งที่อายังอยู่

                “พ่อทองระวังตัวนะ” เสียงแม่ยกร้องเตือนทันทีที่เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ ทำมันเสียสมาธิ จระเข้ขยับตัวตามเสียงร้อง ดูเกรี้ยวกราดขึ้นมาหลังจากที่ผ่อนคลายได้ชั่วครู่

                เจ้าทองพยายามขยับวนเข้าข้างหลังอันเป็นจุดบอดของสัตว์ร้าย พร้อมกับระวังหางที่ฟาดมา มันเคยได้รับบทเรียนเรื่องนี้มาแล้ว จุดอ่อนและวิธีกำราบจระเข้ที่พ่อครูเคยสอนแจ่มชัดในหัว หากขึ้นไปนั่งทับบนหลังไม่ให้มันพลิกตัวได้ก็เท่ากับสำเร็จไปเปลาะหนึ่ง จากนั้นก็มัดปากและขาทั้งสี่ข้างก็เป็นอันเรียบร้อย ขั้นตอนแสนง่ายเวลาที่เห็นพ่อครูทำ แต่เมื่อจะลงมือเองนั้นกลับให้ประหม่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน หากขึ้นไปนั่งทับแล้วเกิดจระเข้พลิกตัวขึ้นมา หันมากัดเข้า...แค่คิดก็ให้สยองใจแล้ว

                เจ้าคนริจะเป็นหมอจระเข้ระลึกถึงครูอีกคนหนึ่ง นึกถึงบทเรียนที่วิงไต่ไปตามลำไม้ไผ่ ที่อาศัยจังหวะ ความเร็ว และการพึ่งประสาทสัมผัส ที่สำคัญคือต้องละทิ้งความกลัว เมื่อเห็นจังหวะพอจะเข้าทำ เจ้าหนุ่มน้อยผู้สวมหัวใจเพชรก็อ้อมเข้าทางด้านหลัง กระโดดขึ้นคร่อมจระเข้ จากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปโดยรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาคิด เชือกกระหวัดรัดปากสัตว์ร้าย จับขามันทั้งสี่ข้างมัดเสร็จสรรพ ทุกอย่างราบรื่นจนเจ้าทองยังแปลกใจ

                เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากหลังสัตว์ร้าย เข่าอ่อนยวบกะทันหัน ราวกับเมื่อครู่ผีพ่อครูมาสิงจึงทำการได้ง่ายดาย ขณะที่ยืนโผเผอยู่นั้น สองแม่ค้าก็เข้ามากอดเอาไว้ด้วยอาการปลื้มปีติ คลอเคลียประหนึ่งว่าเป็นคู่ผัวตัวเมีย

                “พ่อทองของแม่ช่างเก่งจริง ๆ รูปก็งาม น้ำใจก็กล้าหาญ” สองสาวกล่าวชมพร้อมเพรียงกัน เจ้าทองที่ยังกะปลกกะเปลี้ยไม่มีแรงจะแข็งขืน ได้แต่ปล่อยให้ทั้งสองกอดรัดเอาตามชอบใจ

                “พี่ทอง !” เสียงที่แผดลั่นมาทางฝั่งหนึ่ง ทำเจ้าหนุ่มขนลุกเกรียว เหลียวไปก็เห็นแม่ยอดขวัญตะเภาทองยืนเท้าสะเอว มองมาตาขวาง

                ราวกับผีดลใจ บุตรสาวเศรษฐีซึ่งไม่เคยแวะเดินชมตลาด กลับนึกจะมาเอาวันนี้ หลังกระสับกระส่ายด้วยไม่เห็นชู้รักอยู่หลายวัน จะออกไปฝึกยิงปืนก็ไม่มีกะจิตกะใจ จึงนึกอยากจะลองเดินชมตลาดดูสักครั้ง มองหาสิ่งซึ่งจะเสริมตนเองให้งามกว่าเก่า หวังจะผูกจิตผูกใจเจ้าหนุ่มไม่ให้หันไปแลคนอื่น ครั้นเห็นคนมุงดูเหมือนมีเรื่องมีราวจึงเข้ามาดู ไม่นึกว่าจะเห็นเจ้ายอดชู้อยู่ในอ้อมกอดหญิงอื่น

                “เอ๊ะ คุณหนูตะเภาทองนี่เอง มาเรียกพ่อทองของพวกฉันเสียสนิทสนมเชียว” บัวคล้ำซึ่งไม่รู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองกล่าวกระเซ้า สองมือยังไม่คลายจากเด็กหนุ่มรูปงาม

                ด้วยความหึงแล่นขึ้นหน้า เข้าใจไปว่าที่คู่ชิ้นหายไปหลายคืนเกลือกจะอยู่กับสองแม่ค้า ตะเภาทองจึงเข้าถลันคว้าข้อมือเจ้าทอง หวังจะแย่งเอาตัวมา

                “เอ๊ะ คิดว่าเป็นผู้ดีมีเงิน จะมาชุบมือเปิบแย่งพ่อทองไปดื้อ ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ” บัวคล้อยไม่ยอม เข้ายื้อยุดฉุดกระชาก

                ไม่รอให้ต้องพูดพล่ามทำเพลง ตะเภาทองที่ฤทธิ์หึงแล่นเต็มที่เข้าตบแม่ค้าทั้งสอง กลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันใหญ่โต ขณะเจ้าหนุ่มตัวการนั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูก พวกชาวบ้านที่มุงดูการจับจระเข้ กลับได้มาดูสาว ๆ ตบกันแย่งผู้ชายแทน ส่งเสียงอึงคะนึงเป็นการใหญ่

                สองแม่ค้าฝาแฝดช่วยกันรุมสู้เป็นพัลวัน กลับแพ้ฝีมือตะเภาทอง จากที่คิดว่าอีกฝั่งเป็นคุณหนูไม่ต้องทำงานทำการอะไร คงไม่มีเรี่ยวแรงมาสู้ แต่กลายเป็นสองสาวต่างหากที่แพ้ทั้งเชิงทั้งกำลัง ถูกตบข้างเดียวจนช้ำไปหมด

                “คุณหนู พอเถอะนะเจ้าคะ คนเขามองกันทั้งตลาดแล้ว” นางเกลี้ยงรีบเข้ามาห้ามปราม เรียกสติคุณหนูของตน

                “ใครจะมองก็ช่างปะไร” เด็กสาวผุดลุกตวาด ชี้ไปยังสองแม่ค้าแล้วพูดขึ้น “จำไว้นะว่าอย่ามายุ่งกะผัวของฉัน !

                ระบายอารมณ์จนพอใจแล้วบุตรสาวเศรษฐีก็ตะบึงตะบอน เหลียวมามองเจ้าทองครั้งหนึ่งแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งคำซุบซิบนินทาของผู้คนทั้งตลาดไว้เบื้องหลัง

 

                “น้องตะเภาทองรอเดี๋ยว ฟังพี่ก่อน” เจ้ากำพร้าร้องตะโกนทั้งวิ่งตาม หากอีกฝ่ายกลับไม่ยอมชะลอฝีเท้าลงเลย

                “น้าเกลี้ยงไปบอกเขาไม่ให้ตามมา ไม่งั้นฉันจะให้บ่าวไพร่จับตัวไปส่งหมื่นเสือ” หญิงสาวหันไปสั่งกับนางพี่เลี้ยง หญิงม่ายเห็นว่าใกล้จะถึงเรือนแล้ว หากเจ้าหนุ่มไม่ยอมหยุดตามก็คงจะเป็นเรื่องบานปลาย จึงเดินไปชี้แจง

                “พ่อทอง หยุดก่อนเถอะ คุณหนูกำลังโกรธ พูดไปตอนนี้ก็คงไม่ฟัง ไว้น้าจะช่วยพูดให้ใจเย็นลงก่อน ไว้คืนนี้ค่อยหาโอกาสอธิบายให้เธอฟังเถอะ”

                เจ้าทองแม้จะรู้สึกร้อนใจ แต่เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเรือนเจ้าสัวก็จำต้องตัดใจ ฝากความกับนางเกลี้ยงแทน

                “ฉันฝากน้าหน่อยเถิดนะ ไว้คืนนี้ฉันจะหาทางเข้าไปอธิบายให้น้องตะเภาทองเข้าใจเอง” พูดแล้วเดินคอตกหันหลังจากไป หวังจะมีโอกาสแก้ความเข้าใจผิดให้ฝ่ายหญิงฟังในคืนนี้

                ฝ่ายตะเภาทองเดินต่อไปได้อีกสักพักก็ให้แปลกใจที่เห็นบ่าวไพร่สี่-ห้าคน ถืออาวุธครบ พากันออกมาตามถึงนอกเรือน

                “คุณหนู นายท่านให้ออกมาตาม ช่วงนี้ในเมืองมีเรื่องวุ่นวาย เลยใช้ให้พวกกระผมติดตามหา เกรงจะมีเรื่องร้าย” บ่าวที่ออกมาตามบอกความ

                พอได้ยินว่าเป็นคำสั่งเจ้าสัว ผู้เป็นบุตรสาวก็ให้เกิดทิฐิ ทำท่าว่าจะไม่ยอมกลับเข้าบ้าน แต่นางเกลี้ยงเห็นการณ์ผิดไปจึงเกลี้ยกล่อมให้นายหญิงกลับเข้าไปพักผ่อนที่เรือนเสียก่อน

 

                ที่เรือนเจ้าสัว ตะเภาทองนั่งลุกรี้ลุกรนอยู่ภายในห้องตนด้วยความหงุดหงิดใจ ทั้งเรื่องที่เจ้าชู้รักไม่แวะเวียนมาหาแต่กลับไประริกกับหญิงอื่น ไหนจะเรื่องที่ถูกห้ามปรามไม่ให้ออกไปไหนในช่วงนี้ ทำเอาอยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ

                ชั่วครู่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เป็นนางพี่เลี้ยงที่ออกไปเจรจากับเจ้าสัวถึงเรื่องราวที่เกิด ตัวเจ้าสัวนั้นเห็นอาการโมโหโกรธาของบุตรสาวแล้วไม่กล้าจะว่ากล่าวโดยตรง จึงเลี่ยงไปสั่งความกับนางพี่เลี้ยงแทน

                “คุณหนู ช่วงนี้เราอย่าเพิ่งออกไปไหนกันสักระยะเถิดนะเจ้าคะ” หญิงรับใช้เตือนไปตามที่ถูกสั่งมา

                “จะอะไรกันนักหนาล่ะ ถ้าเป็นพวกจระเข้ฉันระวังตัวได้ ที่ผ่านมาก็พอไปไหนมาไหนได้ ไม่เห็นจะเป็นไร” เด็กสาวตอบกลับด้วยความหงุดหงิด

                “ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ช่วงนี้มีคนจากนอกเมืองมากันกลุ่มใหญ่ เจ้าสัวคงไม่วางใจเกรงจะเกิดเหตุร้ายกับคุณหนู น้าเองก็กลัวเหมือนกัน ถ้ามันมีกันมาก ๆ เกรงจะรับมือไม่ไหว” หญิงรับใช้กล่าวอย่างหนักใจ

                ทั้งห้องเงียบงันไปพักใหญ่ กระทั่งนางพี่เลี้ยงเปรยขึ้น

                “วันนี้คุณหนูไม่น่าไปมีเรื่องที่ตลาดเลยนะเจ้าคะ ป่านนี้ผู้คนคงพูดกันไปใหญ่”

                “เอ๊ะ น้าก็ ผัวฉันทั้งคน ถูกนังแม่ค้ามันมาแย่งเอาไป ฉันควรจะเฉยหรือไรกัน” ตะเภาทองตอบเสียงดังด้วยความโมโห

                “โธ่ คุณหนูก็ไม่ควรจะใจร้อน เรื่องเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้แน่ อีกอย่างเรื่องระหว่างคุณหนูกับพ่อทองก็ยังเป็นความลับ คุณหนูเล่นกินในที่ลับไขในที่แจ้งแบบนี้ ความรู้ถึงเจ้าสัวหรือหมื่นเสือ ทั้งคุณหนูทั้งพ่อทองจะตกที่นั่งลำบากกันทั้งคู่นะเจ้าคะ”

                คำเตือนของนางพี่เลี้ยงทำตะเภาทองเพิ่งนึกได้ หากหมื่นเสือรู้เรื่องเข้าก็คงไม่เอาพี่ทองไว้แน่ ทั้งเจ้าสัวก็คงจะรีบจัดแจงให้เธอตบแต่งกับหมื่นเสือไม่ต่างจากครั้งพี่ตะเภาแก้ว หรือเหตุการณ์ทั้งหมดกำลังจะซ้ำรอยอีกหน

                “ตายจริง แล้วแบบนี้ฉันควรจะทำยังไงดีนะน้าเกลี้ยง หากพี่ทองเป็นอะไรไปฉันคงทนไม่ได้แน่ ฉันจะทำยังไงดี” จากที่เคืองโกรธ เด็กสาวกลับพร่ำเพ้อด้วยความวิตกกังวล นึกเกรงไปว่าหากยอดชู้ถูกหมื่นเสือฆ่าตาย เธอคงจะทนอยู่ต่อไปไม่ไหว

                นางเกลี้ยงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอความเห็น

                “เอาอย่างนี้ คืนนี้พ่อทองคงหาทางมาเจอคุณหนูเพื่ออธิบายเรื่องราวที่ตลาด คุณหนูก็ลองถามเธอให้แน่ ว่าเธอจะยังรักคุณหนูมั่นคงหรือว่ามีใจเป็นสอง ถ้าคุณหนูมั่นใจว่าจะรักกันแน่แล้วก็เห็นจะต้องหนีไปด้วยกันเสียคืนนี้เลยW

                ข้อเสนอของพี่เลี้ยงคนสนิท ทำตะเภาทองถึงกับตะลึงเพราะไม่คาดคิดมาก่อน

                “น้าเกลี้ยง ไหนว่าไม่อยากให้ฉันหนีตามผู้ชาย แล้วทำไม...”

                “ถ้าเรื่องมันไม่มีอุปสรรค น้าก็ไม่อยากให้คุณหนูได้ชื่อว่าเป็นหญิงหนีตามชายเหมือนคนใจง่าย แต่เมื่อเรื่องมันเป็นไปถึงเพียงนี้แล้วน้าก็ไม่เห็นทางอื่น หากหมื่นเสือยังอยู่ ต่อให้พ่อทองกับคุณหนูรักกันมั่นคงเพียงใด หรือต่อให้เธอปราบจระเข้เจ้าได้ดังคำ อย่างไรก็ไม่มีทางได้ลงเอยกัน ก็เหลือแต่จะต้องหนีไปด้วยกันเท่านั้น เรื่องนี้ยิ่งตัดสินใจเร็วก็ยิ่งดี ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีโอกาส ขึ้นอยู่กับคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร”

                เด็กสาววัยเพิ่งย่างสิบหกฟังคำพี่เลี้ยงแล้วถึงกับนิ่งใช้ความคิด ความรักของเธอกับเจ้าหนุ่มพเนจรจะทำให้เธอต้องร่อนเร่ พลัดจากบ้านช่องละหรือ กับเจ้าสัวแม้จะได้ชื่อว่าเป็นพ่อ แต่เธอกลับมิเคยรู้สึกผูกพัน ด้วยชิงชังในสิ่งที่ทำกับตายายทั้งแม่และพี่สาว แต่เรือนหลังนี้เธออาศัยมาตั้งแต่เล็ก เมื่อไม่อยู่แล้วก็คงจะเป็นของผู้อื่นไปสิ้น...

                ในที่สุดเธอก็ตอบออกไป ด้วยความมั่นใจว่าจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เลือก

                “หนี...ฉันจะหนีไปกับพี่ทอง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #146 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 11:14
    หนีตามผู้ชายมิใช่เรื่องดีนะคะ กุลสตรีมิควรกระทำ ตะเภาทองรอแต่งกับพ่อเสือไปซะ ยกน้องทองให้ป้าเถอะจ้า

    ว่าแต่ ขุนหาญอยู่ศรีสะเกษมิใช่รึ (โดนไรเตอร์กระโดดเตะ)
    #146
    1
    • #146-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 19)
      28 มิถุนายน 2561 / 21:56
      555+ เนื้อคู่กันแล้ว คงไม่แคล้วกันไปได้
      #146-1
  2. #75 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 02:20
    น้าเกลี้ยงก็เหงาแย่เลยสิแบบนี้ โถ่วววว
    #75
    1
    • #75-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 19)
      20 สิงหาคม 2560 / 21:22
      ต้องรออ่านตอนหน้าครับ ไม่เหงาแน่ๆ 555+
      #75-1