โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,479 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    59

    Overall
    4,479

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 10 ตะวันลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 ก.ค. 60

                “กรร...” เหล่าหมาในส่งเสียงคำรามขู่ ดวงตาวาวโรจน์เพ่งมองมาด้วยอาการข่มขวัญ ขณะเจ้าทองยืนนิ่งไม่ไหวติง ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

                ศพที่ถูกไว้เกลื่อนคงเชิญชวนให้นักล่าพากันมากินซาก ซึ่งนับรวมถึงฝูงหมาใน พวกมันต่างระแวงเด็กหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัว กลัวว่าจะมาแย่งมื้ออาหารไป จึงหันมามองเป็นตาเดียว ทั้งแยกเขี้ยวขู่คำราม

                เจ้ากำพร้านิ่งงัน ไม่แน่ใจว่าควรทำเช่นไร แม้หมาในจะไม่ใช่สัตว์นักล่าที่น่ากลัว แต่ฝูงที่อยู่ตรงหน้านี้ก็มีจำนวนมากพอจะล่ากวางป่า กับเด็กหนุ่มร่างบอบบางเช่นมันก็ตงจะไม่กระไรนัก เจ้าทองจึงเลือกที่จะยืนเฉย หวังว่าจะไม่ไปกระตุ้นพวกมันให้กรูกันเข้ามา

                หมาในตัวหนึ่งเยื้องย่างเข้ามา ทำจมูกฟุดฟิด คล้ายประเมินว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นศัตรูหรือว่าเหยื่อ เจ้าทองกลืนน้ำลายลงคอ กำมีดยาวในมือแน่น ลังเลว่าควรจะชิงลงมือก่อนดีหรือไม่ แต่ขณะที่สถานการณ์กำลังเขม็งเกลียวอยู่นั้นเอง คบเพลิงสองอันก็ถูกโยนลงมากลางฝูงหมาในเสียก่อน

                คบเพลิงทั้งสองมีลักษณะประหลาด มันลุกติดไฟเป็นสีชมพู  แลไม่เหมือนไฟจากที่ใด แต่กลับส่องแสงสว่างจ้า มีเสียงฟู่ ๆ ดังระหว่างที่กำลังลุกไหม้ เมื่อเจอเข้าแบบนั้น บรรดาหมาในก็พากันกระเจิดกระเจิงไปตัวละทิศละทาง เจ้าทองเหลียวกลับไปก็เห็นผู้ขว้างคบไฟ

                “เอ็งนี่มันขยันหาเรื่องจริงวะอ้ายทอง เป็นไงล่ะวะ เทียนชัยของข้า อ้ายไกรมันไม่มีของแบบนี้ล่ะสิ”

                เจ้าทองฟังคำแล้วส่ายหน้า ตอบไป “ไม่จ้ะ ฉันไม่เคยเห็นเลย”

                สัปเหร่อได้ยินแล้วนึกกระหยิ่ม คุยเขื่องเป็นการใหญ่

                “แหงล่ะซีวะ ข้าเป็นคนคิดขึ้นเองนี่หว่า อ้ายไกรมันจะไปรู้ได้ไง นี่นะโว้ย อ้ายนี่ข้าตั้งชื่อให้มันว่าเทียนชัย ต้องเอาส่วนผสมมารวมกัน แล้วเทใส่ห่อกระดาษที่ชุบด้วยไข จะช่วยกันส่วนผสมไม่ให้โดนน้ำ เอ็งเอาไปจุดในถ้ำที่มืดชื้นหรือกลางสายฝนก็ยังได้  เอ้า ข้าให้เอ็งไว้ติดตัวเผื่อเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน”

                ตาพดยื่นเทียนชัยให้เจ้าทองสองแท่ง เด็กหนุ่มแสดงอาการขอบคุณแล้วเก็บใส่ย่ามเอาไว้ นึกสงสัยในส่วนผสมแต่ก็ไม่ได้ซักถาม เกรงจะเป็นการกวนใจ ขณะที่อีกส่วนนึกทึ่ง ที่ชายซึ่งดูบ้า ๆ บอ ๆ กลับมีความรอบรู้จนราวกับคัมภีร์เดินได้

                “เออเว้ย อันนี้แหละวะ น่าจะใช้ได้” ครูเจ้าทองร้องด้วยท่าทางตื่นเต้น หันไปสนใจกอไผ่ข้างเด็กหนุ่ม คว้ามีดจากมือมันตัดไม้ไผ่มาลำหนึ่ง

                “ไปโว้ยทอง กลับกันเถอะวะ ใกล้จะมืดพอดี” คว้าไม้ไผ่ติดมือแล้วหันไปเรียกลูกศิษย์ แต่เจ้าทองกลับอดคิดไม่ได้ ว่าเหตุใดบทจะหาก็หาได้ง่าย ๆ  เหมือนที่ผ่านมาครูพดจะแกล้งพามันเดินวนเวียนในป่าให้เสียเวลาไปอย่างนั้นเอง

                “เดี๋ยวสิครูพด แล้วศพพวกนี้ล่ะ” เด็กหนุ่มท้วง ชี้ไปที่ซากศพที่นอนเกลื่อนกลาด ชวนให้สงสัยไม่น้อยว่าเหตุใดคนพวกนี้จึงถูกฆ่าทิ้งที่กลางป่า

                “เฮ้ย ไม่ใช่ธุระของเราโว้ย หาเรื่องเดือดร้อนเปล่า ๆ ว่ะ” สัปเหร่อเฒ่าตอบเลี่ยง

                เจ้าทองมองเหล่าคนตายอย่างสองจิตสองใจ แม้จะไม่รู้จักคนพวกนี้ แต่การจะปล่อยทิ้งไว้ให้สัตว์กัดทึ้งก็ดูเป็นการไม่บังควรนัก ขณะที่ลังเลอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้างบน

                “ช่วย...ด้วย...”

                เมื่อแหงนมองตามก็ให้ตกใจ เพราะมีร่างหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ บาดแผลเต็มตัวจนดูคล้ายซากศพ แต่หากสังเกตดี ๆ จึงรู้ว่าคนผู้นั้นยังไม่ตาย หลานชายอาจารย์ไกรรีบปีนขึ้นไปช่วยโดยเร็ว มันนำร่างนั้นลงมาแล้วเทน้ำในกระบอกให้ดื่ม หวังช่วยให้อาการดีขึ้น

                “คะ...คุณหญิง...คุณหญิงปลอดภัยดีไหม ?” ชายที่อาการร่อแร่ถามขึ้นด้วยอาการเพ้อ เจ้าทองฟังแล้วจึงระลึกได้ ว่าชายคนนี้เป็นบ่าวไพร่ของคุณหญิงพุดซ้อน คิดได้เท่านั้นก็ทำมันร้อนรน เร่งถามกลับไป

                “เกิดอะไรขึ้นกับคุณหญิงพุดซ้อน น้าบอกฉันที มันเกิดอะไรขึ้น ?”

                “อะ...อ้ายขุนหาญมัน...” คนเจ็บละล่ำละลัก ไม่ทันพูดอะไรต่อก็ขาดใจตายด้วยพิษบาดแผล

                เด็กหนุ่มจากตลาดขวัญเคว้งคว้าง ประติดประต่อไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น หรือหญิงที่มีคุณต่อมันจะพบเหตุร้าย จะตายไปแล้วหรือว่าจะยังอยู่ ? แล้วขุนหาญคือใคร ? ยิ่งคิดยิ่งสับสนไปหมด

                “อ้ายทอง กลับเร็วโว้ย” เสียงตาพดสั่ง แต่เด็กหนุ่มกลับยังคงลังเล

                “ประเดี๋ยวก่อนเถอะครูพด อย่างน้อยเราน่าจะช่วยฝังศพก่อน” เจ้าทองแย้ง พอรู้ว่าศพตรงหน้าเป็นบ่าวไพร่ของคุณหญิงพุดซ้อน มันก็ยิ่งอยากทำสิ่งใดเป็นการทดแทนบ้าง

                “ข้าบอกให้กลับยังไงล่ะวะ มีแค่เอ็งกะข้าสองคนมันจะไปฝังหมดได้ยังไงล่ะโว้ย” ชายร่างผอมโกรกคว้าเจ้ากำพร้ามาจ้องหน้าเขม็ง บอกให้รู้ชัดเจนว่าต้องการให้มันกลับโดยเร็ว

                เจ้าทองต้องตัดใจ ติดตามครูคนใหม่กลับกระท่อมที่พัก หากไม่วายเหลียวหลังมองซากศพที่ต้องกลายเป็นผีไร้ป่าช้า นึกเจ็บใจที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย

 

                ฟ้ามืดแล้ว ชายพุงโรท่าทางประหลาดกับเด็กหนุ่มร่างบางผิวพรรณหมดจด ต่างเร่งฝีเท้าจนกลับมาถึงกระต๊อบกลางป่าช้า ทั้งสองมิได้เอื้อนเอ่ยกันเลยระหว่างทาง ขณะเจ้าทองนั้นเฝ้าครุ่นคิดถึงโชคชะตาของคุณหญิงพุดซ้อนผู้มีคุณแก่มัน และขุนหาญคือใครกันแน่ หากท่าทางของครูพดนั้นเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง

                “อ้ายทอง อย่างเอ็งคงไม่รู้จักขุนหาญล่ะซี” สัปเหร่อเฒ่าโพล่งขึ้นมาหลังปิดประตูสนิทดีแล้ว

                เด็กหนุ่มส่ายหน้าเป็นการบอกว่าไม่รู้จัก หากแต่นึกแปลกใจ เหตุใดชายครึ่งบ้าครึ่งดีอย่างครูพด กลับมีอาการตระหนกเพียงได้ยินชื่อขุนหาญ ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาไม่เคยจะเกรงกลัวผู้ใดแม้แต่หมื่นเสือ

                “อ้ายขุนหาญมันไม่ใช่ขุนน้ำขุนนางที่ไหนหรอกวะ แต่เป็นขุนโจรดักปล้นคนเดินทาง ตั้งชื่อตัวเองเป็นขุนหาญเพื่อเยาะเย้ยทางการที่ไม่มีปัญญาปราบมันได้ คนลือว่ามันมีวิชาอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีใครจะทำอันตรายมันได้” น้ำเสียงแหบพร่าของตาพด แหบแห้งลงอีกเมื่อเล่าถึงขุนโจรดังกล่าว

                “ตรงที่ที่เราพบศพ มันห่างจากเมืองนี้ไปไม่กี่เส้น อ้ายขุนหาญมันไม่เคยเข้ามาหากินใกล้ขนาดนี้มาก่อน ยิ่งผู้คนมัววุ่นกับเรื่องจระเข้เจ้าแบบนี้ น่ากลัวว่ามันจะพากันมาปล้นเมืองเอานี่สิ ถ้าแบบนั้นนะโว้ยอ้ายทอง อ้ายเรื่องจระเข้เจ้านี่กลายเป็นเรื่องขี้ผงไปเลยว่ะ” สัปเหร่อเล่าต่อ เจ้าทองฟังแล้วก็พลอยหน้าซีดตาม ทำไมเหตุการณ์มันถึงได้เข้าตาร้ายเพียงนี้ ทางน้ำเล่าก็มีฝูงจระเข้เต็มไปหมด ขณะที่ทางบกก็มีกองโจรของขุนหาญคอยปล้นฆ่า ดูมืดมนไร้ทางออก

                “พวกคนที่ถูกฆ่านี่มันบ่าวไพร่ของนังคุณหญิงพุดซ้อนล่ะซีวะ” ตาพดถามขึ้นมา

                “ใช่จ้ะครู” เด็กหนุ่มตอบ

                “เฮ้อ เสียดายโว้ย อีนังคุณนายตูดใหญ่ ลองถูกอ้ายขุนหาญจับได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะยับเยินไปถึงไหน โว้ย จะทิ้งศพไว้ให้หน่อยก็ไม่ได้” ชายร่างอัปลักษณ์บ่นไปตามเรื่องตามราว

                เจ้ากำพร้าฟังแล้วให้รู้สึกใจหาย หากหญิงซึ่งมีคุณต่อมันจะต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย ให้นึกเลยไปว่าถ้ากองโจรของขุนหาญบุกเข้าปล้นเมือง น้องตะเภาทองจะรอดไปอย่างไรได้ คิดแล้วให้ร้อนรน ลำพังตัวมันหรือจะพอต่อกรกับขุนหาญ

                “เอ้าโว้ย อ้ายทอง อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องอ้ายขุนหาญมันเลย มาว่าเรื่องของเอ็งกันก่อน ตอนนี้ของเราก็มีพร้อมแล้ว คืนนี้ฤกษ์ดี รีบคืนชีพหอกสัตตะโลหะเถอะวะ” ตาพดกล่าวรวบรัด ทั้งสองจึงจัดแจงนำหอกและไม้ที่จะเข้าด้ามมาเตรียมพร้อม หากเรื่องของขุนหาญจะมีข้อดีอยู่บ้าง ก็ตรงที่ทำให้สัปเหร่อเฒ่าเอาจริงเอาจังขึ้นมา

                “ข้าจะผูกจิตเอ็งเข้ากับอาวุธเล่มนี้ เอ็งจะใช้มันได้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่หอกสัตตะโลหะไม่ใช่อาวุธที่ใครจะใช้ก็ได้ เอ็งคงเห็นแล้วว่าแม้แต่หมื่นเสือยังถึงกับล้มป่วย ตอนนี้จิตเอ็งต่ำกว่าตัวหอก หากผูกจิตเข้าด้วยกัน เอ็งจะกลายเป็นบ้าเพราะถูกอาวุธครอบงำ” น้ำเสียงที่เคร่งขรึมจริงจัง ทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกคร้ามเกรงขึ้นมา หากมันเตรียมใจไว้แล้ว จึงส่งสายตามุ่งมั่นไม่หวั่นไหว

                “คืนนี้เอ็งต้องสวดคาถาทั้งคืน จะช่วยปรับสมดุลของเอ็งกับหอกสัตตะโลหะให้เข้ากันได้ เอ้า ว่าตามข้า...” สัปเหร่อร่างผอมโกรกกล่าว แล้วเริ่มต้นสวดนำโดยเด็กหนุ่มท่องตาม เสียงงึมงำของทั้งสองดังอยู่ภายในกระท่อม จวบจนตลอดค่ำคืน

 

                ยังหัวค่ำ แต่ทั้งเมืองเงียบเหงาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นับแต่จระเข้เจ้าออกอาละวาดผู้คนก็ไม่ใครสัญจรกันเหมือนเก่า ค่ำแล้วก็พากันเข้านอนบ้านใครบ้านมัน ต่างระมัดระวังโดยหารู้ไม่ว่ามีภัยใหม่กำลังย่างกรายเข้ามา

                ที่หมู่เรือนของเศรษฐีประจำเมือง เวรยามยังคงตรวจตรากันเป็นปกติ ขณะที่ตะเภาทองได้แต่ทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่ ด้วยหวังใจจะเห็นเจ้ายอดชู้

                “คุณหนูนอนเสียเถิดเจ้าค่ะ ไว้พ่อทองมาแล้วน้าจะปลุก” นางพี่เลี้ยงเอ่ยอย่างรู้ใจนาย เด็กสาวหน้าแดงหน่อยหนึ่ง หันมาตอบ

                “ฉันยังไม่ง่วงเลย ขอนั่งดูพระจันทร์ตรงนี้สักประเดี๋ยวเถอะ” ว่าแล้วก็เงยหน้ามองจันทร์แก้เกี้ยวไปอย่างนั้น ทั้งที่สิ่งที่รอคอยหาใช่อยู่บนฟ้า

                “จันทร์คืนนี้ไม่เห็นจะสวย จะนั่งดูทำไมเจ้าคะ เสียเวลาเปล่า ดูสิ แลขมุกขมัว ราวกับจะมีเรื่องร้ายอย่างนั้นแหละ” นางเกลี้ยงค้าน ซึ่งก็จริงดังคำ คืนนี้พระจันทร์ดูหมองจนแปลกไป

                ตะเภาทองฟังแล้วให้กังวล คิดไปต่าง ๆ นานา เกรงจะเกิดเรื่องร้ายกับคู่ชิ้น ค่ำมืดดึกดื่นเช่นนี้ ทั้งท้องน้ำก็เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย หรือจะถูกเวรยามจับตัวได้กันแน่ นึกแล้วให้ปั่นป่วนจนไม่อาจข่มตาหลับลง

 

                ที่กุฏิหลวงพ่อ ค่ำคืนเงียบสงัดเหมาะแก่การอ่านตำรับตำรา ทว่าเสียงผิดปกติจากด้านล่างทำให้สมภารต้องวางตำรา คว้าไม้เท้าพยุงลุกขึ้นจากที่ ความเจ็บระบมจากแผลเมื่อเช้ายังมีอยู่มาก จึงเดินอย่างกระย่องกระแย่ง

                “อ้ายแดง นั่นเอ็งรึ ?” ภิกษุร้องถาม เข้าใจว่าเป็นเด็กวัดที่มานอนหน้ากุฏิคอยรับใช้

                เงียบ...ไม่มีเสียงตอบกลับมา มีเพียงเสียงกุกัก คล้ายมีคนกำลังทำอะไรข้างนอก หลวงพ่อชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักประตูออกไป สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ทำให้แม้แต่พระที่ตั้งมั่นในศีลยังต้องนิ่งตะลึงไป...

                นั่นอ้ายแดงเด็กวัดกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น เลือดไหลทะลักจากบาดแผล ขณะที่ร่างอันดำมืดกำลังคร่อมอยู่เหนือตัวมัน แทะกินเหยื่อทั้งเป็นราวสัตว์ป่า

                “อ้ายชา...” ภิกษุเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า จดจำอสุรกายตนนั้นได้ทันทีแม้เพียงเห็นจากด้านหลัง

                ร่างดำมืดประดุจภูตผีลุกขึ้นแล้วหันมา ก้าวขึ้นกุฏิช้า ๆ จนแสงตะเกียงจับใบหน้า...ใบหน้าที่กรีดแผลเป็นริ้ว ๆ นูนจนคล้ายดังเกล็ดจระเข้ ยิ่งร่างนั้นใกล้เข้ามาเท่าใด หัวใจของหลวงพ่อก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความตระหนกเท่านั้น

                “หลวงพ่อ...” ชายที่ดูเหมือนอสูรกายพูดขึ้นขณะเดินเข้ามาจนชิด ความสูงของมันค้ำเหนือหัวพระชรา ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นกระทั่งทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด ด้วยการทรุดกายลงกราบแทบเท้าพระสงฆ์ ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญจนน่าเวทนา

                สมภารมองดูแล้วให้หดหู่ใจ ท่านเชื่อว่าเนื้อแท้แล้วอ้ายชาไม่ใช่คนเลวเลย นึกไปถึงเมื่อครั้งที่มันเป็นเด็กน้อยที่มีแต่คนรังแกแล้วให้สงสาร ก้มลงลูบหัวมันอย่างลูกหลานคนหนึ่ง

                “หลวงพ่อ...ข้าทรมานกับสิ่งที่เป็นเหลือเกิน...” ร่างอันล่ำสันพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พระชราลูบหัวมันด้วยความรักใคร่ เข้าใจว่ามันยิ่งฆ่าคนไปมากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่งทรมานเท่านั้น

                “เอ็งหยุดเสียเถอะ...หยุดเสียเดี๋ยวนี้ คิดเสียว่าอาตมาขอ” กระแสเสียงของท่านนุ่มลึก เปี่ยมด้วยความเมตตา จนแม้แต่ชายที่เป็นเหมือนปีศาจยังอดหวั่นไหวไม่ได้ ส่งเสียงร้องไห้ดังยิ่งกว่าเก่า

                “ข้าทรมานกับร่างนี้เหลือเกิน...ต้องเปลี่ยน...ต้องเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น...” ชายผิวดำมืดบ่นคร่ำครวญ ฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อหลวงพ่อก้มลงฟังใกล้ ๆ ฉับพลันมืออันกำยำก็คว้าเข้าที่ใบหน้า ปิดปากจนพระชราไม่อาจส่งเสียงร้อง

                “อ่อนเอ...ความสงสารทำให้อ่อนแอ...หลวงพ่อก็ดีแต่สงสารคนโน้นคนนี้ แต่ทำอะไรไม่เคยได้สักอย่าง อยู่ไปก็เท่านั้น ข้าต้องการพลัง...ต้องลบความเป็นมนุษย์ออกไปให้หมด...” เจ้าอมนุษย์พูดด้วยเสียงกึ่งคำราม ฟังดูขนลุก ขณะดวงตาฉายแววดุร้ายราวสัตว์ป่า อุ้งมือบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หลวงพ่อตาเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะหลับตายอมรับในสิ่งที่จะเกิด พยายามข่มใจให้สงบเยือกเย็น

                ตะเกียงหลุดลงจากมือ แสงสุดท้ายสะท้อนประกายคมมีดแวววาวก่อนจะดับวูบไป ปล่อยให้ความมืดกลบกลืนทุกสรรพสิ่ง

 

                เสียงไก่ขับขาน สกุณาร่ำร้อง ส่งสัญญานของเช้าวันใหม่ ในกระท่อมกลางปลาช้ายังคงมีเสียงสวดคาถาพึมพำ ก่อนจะเงียบลง

                แม้จะอดนอนตลอดคืน แต่เด็กหนุ่มที่จากบ้านมาไกลยังคงมีสภาพจิตใจแจ่มใส มีเพียงเสียงที่แหบแห้งลงบ้าง ดวงตาสุกใสของมันจับจ้องยังหอกสัตตะโลหะที่ครูมันเข้าด้ามให้ใหม่จนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์

                ชายร่างผอมแห้งกล่าวคาถาสั้น ๆ อีกจบหนึ่ง ก่อนจะยื่นหอกมาข้างหน้า เจ้ากำพร้ารับเอาไว้ พลันรู้สึกถึงความพลุ่งพล่านที่แล่นเข้าสู่ร่างกาย เหงื่อซึม ใจเต้นระรัวโดยหาสาเหตุไม่ได้ แล้วมันก็นึกถึงคาถาและผ้ายันต์ที่หลวงพ่อมอบให้ จึงนำออกมาว่าคาถานั้นแล้วใช้ผ้ายันต์ผูกแทนพู่

                ร่างเพรียวบางคว้าหอกแล้วโลดออกมาหน้ากระท่อม ร่ายรำอาวุธออกไปเองราวกับร่างนั้นไม่ใช่ร่างของมัน คมหอกแวววาว ทั้งฟาดและแทงไปในอากาศ วาดลวดลายได้อย่างสวยงามจนเจ้าตัวเองยังนึกทึ่ง

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ อ้ายทอง ทีนี้เอ็งก็ใช้หอกสัตตะโลหะได้ดั่งใจแล้วนะโว้ย งั้นข้านอนก่อนล่ะ ง่วงเป็นบ้าเลยโว้ย” สัปเหร่อเฒ่าพูดขึ้นก่อนจะกลับเข้ากระท่อมไป

                เจ้าทองมองดวงอาทิตย์ที่ลอยพ้นทิวไม้แล้วนึกถึงหน้าที่ประจำ นำผ้าห่อคลุมหอกจนมิดชิดแล้วนำไปซ่อนไว้ตรงช่องลับในเรือ จากนั้นจึงล้างหน้าแล้วรีบวิ่งไปที่วัดเพื่อตามพระออกบิณฑบาต

                เมื่อเด็กหนุ่มจากตลาดขวัญมาถึงวัด กลับรู้สึกแปลกใจที่เห็นคนอยู่เต็มทั้งที่เริ่มสายแล้ว มันนึกว่าจะต้องวิ่งตามขบวนพระที่ออกบิณฑบาตไปแล้วเช่นทุกวันเสียอีก

                ตรงไปยังกลุ่มที่ยืนออกันแน่น ด้วยอยากรู้ว่าเกิดเหตุใด จนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ เด็กวัดคนหนึ่งก็หันมาบอกมันทั้งน้ำตา

                “หลวงพ่อท่านสิ้นแล้ว...”

                เจ้าทองยืนนิ่ง ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน วิ่งฝ่าผู้คนไปถึงกุฏิหลวงพ่อ แล้วภาพตรงหน้าก็ประจักษ์ชัดแก่สายตา...

                ร่างของพระชรา นอนแน่นิ่งตรงชานบันไดทางขึ้นกุฏิ หน้าท้องถูกกรีดจนเครื่องในทะลักออกมา ทว่าใบหน้ากลับสงบนิ่งราวกับหลับไปเท่านั้น

                ที่ตีนบันไดยังมีอีกศพหนึ่ง เป็นอ้ายแดง เด็กวัดวัยโตกว่าเจ้าทอง สภาพถูกกัดกินจนเนื้อเว้าแหว่ง  หลานอาจารย์ไกรก้มลงมองใกล้ ๆ รอยกัดนั้นเกิดจากคนอย่างแน่นอน ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด

                “จระเข้เจ้า...จระเข้เจ้ามันแปลงกายเป็นคนขึ้นมาฆ่าหลวงพ่อ...” เสียงผู้คนโจษจันกันไป เจ้าทองนึกค้านในใจ หากมิได้พูดแย้ง ด้วยรู้ว่าชาวบ้านพากันเชื่อเป็นจริงเป็นจังไปแล้วในเรื่องที่จระเข้เจ้าแปลงเป็นคนได้ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ผิดนัก เพราะทั้งอ้ายชาและจระเข้เจ้าก็เหมือนกับคนเดียวกัน หากจะปราบก็ต้องปราบทั้งสอง

                “หลีกทางหน่อยโว้ย !” เสียงสั่งอย่างวางอำนาจดังมาทางด้านหลัง ผู้คนพากันแหวกเป็นช่อง เปิดทางให้ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเดินผ่าน เป็นหมื่นเสือและลูกน้องที่เร่งรุดมาดูเหตุการณ์ เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกในรอบหลายวัน นับแต่ข่าวลือเรื่องที่จับไข้เพราะถูกผีอาจารย์ไกรหลอก

                “นี่เอ็งยังอยู่อีกรึ” ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองถามด้วยเสียงขุ่นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มจากต่างแดน ทว่าก็มีทีท่าระแวงอยู่บ้าง

                “อย่ามาเกะกะพวกข้าก็แล้วกัน นี่มันเรื่องของทางการ” กล่าวอย่างไว้เชิง แล้วชายหัวล้านใบหน้าเหี้ยมเกรียมก็หันไปสั่งการลูกน้องให้ตรวจตราดูศพหลวงพ่อและอ้ายแดงเด็กวัดเป็นการใหญ่

                เจ้าทองคิดว่าถึงตัวมันจะอยู่ต่อไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ทั้งไม่อยากจะเผชิญหน้าหมื่นเสือ จึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไป

 

                ข่าวการมรณภาพของหลวงพ่อแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนในเมืองต่างโศกเศร้าและแตกตื่นเสียขวัญ นับแต่จระเข้เจ้าออกอาละวาดและสิ้นเจ้าเมืองคนก่อน ก็มีเพียงหลวงพ่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพอให้ทนเรื่องร้ายได้บ้าง ยามนี้สิ้นหลวงพ่อไปแล้วก็เหมือนไร้หลักให้พึ่งพิง คงเหลือเพียงความกลัวเกรงคำสั่งของหมื่นเสือ ที่ทำให้ชาวเมืองไม่กล้าอพยพไปไหน

                ที่วัดวันนี้มีผู้คนคลาคล่ำ ต่างมาช่วยจัดการงานศพหลวงพ่อกันคนละไม้ละมือ หมื่นเสือได้มาควบคุมเป็นแม่งาน มีเจ้าสัวช่วยออกทุนทรัพย์ งานจึงออกมายิ่งใหญ่สมหน้าผู้จัด

                ฝ่ายเจ้าทองมันหลบมานั่งเงียบ ๆ คนเดียวที่ท้ายวัด ด้วยไม่อยากสุงสิงกับหมื่นเสือ มันเฝ้าคิดถึงหลวงพ่อด้วยความอาลัยรัก พลางนึกไปถึงชะตาชีวิตอันอาภัพของตนเอง

                นับแต่พ่อและแม่ตาย เจ้าทองก็ได้ร่อนเร่ติดตามพ่อครู ทว่าพ่อครูกลับมาตายเสีย คุณหญิงพุดซ้อนที่ดีต่อมันก็ไม่รู้ว่าบัดนี้ชะตากรรมเป็นอย่างไร พอได้มาพึ่งวัด หลวงพ่อที่เป็นเจ้าอาวาสก็ถูกฆ่าเสียอีกคน เหมือนว่าใครที่ดีต่อมันก็ต้องมีอันเป็นไปเสียทุกราย

                เด็กหนุ่มกำมือแน่น นึกแค้นใจในความอ่อนแอของมันเอง อ้ายชาและจระเข้เจ้าได้ฆ่าผู้มีคุณต่อมันไปถึงสองคนแล้ว หากว่าตัวมันเก่งกว่านี้ มันคงจะสามารถปราบจระเข้เจ้าได้ก่อนที่จะมีใครตายอีก

                “เฮ้ย อ้ายทอง มาช่วยกันหน่อยโว้ย !” เสียงครูพดตะโกนมาแต่ไกล หันไปมองก็เห็นว่ากำลังแบกโลงมาโดยมีชายฉกรรจ์อีกห้า-หกคนช่วยกัน

                เจ้ากำพร้าวิ่งเข้าไปช่วยยกข้างท้ายโลง พากันแบกมาถึงป่าช้าแล้วจึงวางลง

                “ทุกคนเขาปรึกษากันว่าจะฝังศพหลวงพ่อไว้ก่อน รอเรื่องวุ่นวายจบลงแล้วถึงจะขุดขึ้นมาเผา เดี๋ยวเอ็งไปขุดหลุมรอไว้ตรงโน้นนะโว้ย” ว่าพลางนิ้วอันผอมแห้ง ข้อปูดโปนก็ชี้ไปที่ลานดินว่าง ๆ ขณะที่พวกชาวบ้านที่มาช่วยพากันกลับไปแล้ว ส่วนตัวสัปเหร่อเดินหลบหายเข้าไปในกระต๊อบ จึงเหลือเพียงเจ้าทองคนเดียวที่จะต้องขุดหลุมฝังศพ

                เด็กหนุ่มไม่ได้บ่นอันใด เดินไปหยิบจอบหยิบเสียมแล้วลงมือขุดโดยลำพัง คิดไปว่าจะได้ทดแทนบุญคุณให้หลวงพ่อบ้างเท่านั้น

                เสียงสับดินดังต่อเนื่องติด ๆ กัน จะมีหยุดพักบ้างก็เมื่อเจ้าคนขุดรู้สึกเหนื่อย มือขาว ๆ อันบอบบางเริ่มแตกยับเป็นแผลพอง แต่มันก็ยังมานะขุดต่อไปจนได้หลุมที่มีความกว้างและลึกพอ

                “อ้าว แฮะ ขุดเสร็จแล้วเหรอวะ เก่งเหมือนกันนะเอ็ง” ตาพดเอ่ยชม ขณะเดินออกมาพร้อมอุปกรณ์บางอย่าง คนที่เพิ่งออกแรงขุดหันไปมองทั้งยังเหนื่อย ไม่ได้ตอบอันใด

                สัปเหร่อเฒ่าเดินตรงมาที่โลงศพ ใช้ชะแลงงัดฝาโลงเปิดออก เจ้าทองคิดว่าครูพดคงจะเปิดเพื่อให้มันดูหน้าหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้ายจึงชะโงกมอง พักหนึ่งก็เห็นอีกฝ่ายจุดเทียนขาวแล้ววางใบตองบนพื้น เริ่มบริกรรมคาถาก่อนจะหยิบมีดขึ้นมา

                “นั่นครูพดจะทำอะไร ?” มันถามด้วยรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

                “ข้าจะหาของดีในตัวหลวงพ่อน่ะสิวะ คนบวชมาหลายพรรษาขนาดนี้ต้องมีของดีในตัวบ้างล่ะวะ” ชายร่างผอมแห้งว่า เริ่มแหวกไปที่ช่องท้องศพ

                เจ้าทองตัวชาวาบ มันรู้ว่าครูพดกำลังเลือกชิ้นเนื้อจากศพนำมากินจึงเข้าขวาง

                “ไม่ได้นะ ครูพดจะทำลายศพหลวงพ่อไม่ได้”

                “อะไรของเอ็งวะ คนตายมันไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะโว้ย เอ็งจะมาขวางข้าหาอะไรล่ะวะ” สัปเหร่อเฒ่าแย้ง ดวงตาปูดโปนจ้องเขม็งอย่างเกรี้ยวกราด

                เจ้ากำพร้ายืนนิ่งเถียงไม่ออก แต่ก็ทนดูคนทำย่ำยีกับศพผู้มีบุญคุณต่อมันไม่ได้ เข้ายื้อแย่งมีดจากสัปเหร่อ ทว่าก็ถูกฟาดหลังมือเข้าใส่จนตัวเซ ตามด้วยลูกถีบเข้ากลางตัวจนถึงกับทรุดลงไป

                “เอ็งนี่มันน่ารำคาญจริง หลับไปซะเถอะวะ” กล่าวพร้อมกับกระทืบใส่ร่างน้อยอีกที จนสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มดับวูบไป

 

                เสียงไก่และนกนานาพันธุ์ขับขาน ปลุกเด็กหนุ่มร่างบางให้ตื่นขึ้นมาพร้อมด้วยอาการปวดปลาบตามร่างกาย

                หนุ่มน้อยที่จากบ้านมาไกลพยายามยันกายลุกขึ้น มองไปยังหลุมศพหลวงพ่อ ดินถูกกลบฝังไว้อย่างดีจนพาลให้สงสัยว่าเหตุการณ์เมื่อคืนอาจเป็นเพียงฝันไป ทว่าความเจ็บปวดบนร่างกายก็เป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่เกิด

                เจ้าทองหันไปมองที่กระต๊อบเก่าซอมซ่อ ไม่แน่ใจว่าครูพดจะนอนอยู่ในนั้นหรือเปล่า แต่ตอนนี้มันแน่ใจในบางสิ่ง...

                ครูพดเป็นบ้าจริง ๆ อย่างที่ทุกคนพูดกัน บ้าเพราะความหลงใหล เสาะแสวงหาวิชาพิสดารจนถึงขนาดละทิ้งความผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง เจ้าทองตัดสินใจแล้วว่ามันไม่อาจอยู่กับชายครึ่งบ้าครึ่งดีได้อีกต่อไป มันขอไปตามทางของตนเองเสียดีกว่าจะเป็นบ้าไปอีกคน

                หนุ่มน้อยลุกขึ้นพนมมือไปทางกระต๊อบ ระลึกถึงบุญคุณของสัปเหร่อร่างผอมแห้ง ตั้งใจว่าจะหาทางตอบแทนพระคุณในวันข้างหน้า จากนั้นจึงเดินไปยังท่าน้ำเพื่อปลดเชือก นำเรือสำปั้นแจวคู่ยากพายออกไปเผชิญโชคตามยถากรรม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #72 Panther_13 (@Ding_Master) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 21:53
    หลวงพ่อสิ้นแล้ว คิดว่าอ้ายชาจะไม่ทำอะไรเสีกอีก นี้ใช่ที่ของคำว่า "อย่าไว้ใจคนง่าย"หรือเปล่า
    #72
    1
    • #72-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 18)
      8 สิงหาคม 2560 / 22:02
      สวัสดีครับ หายไปนานเลยนะครับ
      #72-1
  2. #71 Panther_13 (@Ding_Master) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 21:53
    หลวงพ่อสิ้นแล้ว คิดว่าอ้ายชาจะไม่ทำอะไรเสีกอีก นี้ใช่ที่ของคำว่า "อย่าไว้ใจคนง่าย"หรือเปล่า
    #71
    0
  3. #70 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 02:47
    เดินทางไปจะได้เจอใครอีกน้ออ แต่ขอให้เจอครูสติดีๆกว่านี้ก็แล้วกันนะเจ้าทองนะ สงสาร 5555555555
    #70
    3
    • #70-2 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 18)
      6 สิงหาคม 2560 / 01:35
      งานเยอะค่าาา มาช้าแต่ก็มาเด้อ อิอิ
      #70-2
    • #70-3 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 18)
      8 สิงหาคม 2560 / 22:03
      ไม่เป็นไรครับ คนเขียนก็ยุ่งเหมือนกัน
      #70-3
  4. #69 nongmuayzz (@nongmuayzz) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 11:45
    พยายามท่องไว้ว่าจะไม่ถือสาคนบ้าอย่างตาพด
    ชั้นทำไม่ด้ายยยยยยยย
    ลำไยยยยยยยยยยยยย
    เป็นกำลังใจให้ผู้แต้งนะค้าบ
    #69
    1
    • #69-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 18)
      29 กรกฎาคม 2560 / 21:15
      ขอบคุณครับ

      อ่ะ ให้เลือกว่าจะเรียนกับใคร ระหว่างเรียนกับครูพด กับเรียนกับอาจารย์ไกร
      #69-1
  5. #68 taruthai (@taruthai) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 07:37
    สนุกมากค่ะ
    #68
    1
    • #68-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 18)
      29 กรกฎาคม 2560 / 21:13
      ขอบคุณครับ
      #68-1