โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,501 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    15

    Overall
    4,501

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 8 ฝึกวิชา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 ก.ค. 60

                เมื่อเสียงระฆังขานยามเช้า ขับไล่ความสงัดเงียบจนหนีหาย กิจวัตรประจำวันก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครา

                สีส้มแดงของจีวรที่เรียงกันเป็นทิวแถว ยักย้ายไปตามจังหวะการเดินของเจ้าอาวาสและพระลูกวัด ขึ้นและลงแล้วแต่ภูมิประเทศ ตัดกับความมืดทึมรอบกายจนแลคล้ายหนอนที่มีสีสันสดใส กระดืบไปตามกิ่งไม้ใบหญ้า

                ที่ปลายแถว เด็กหนุ่มหน้าตาสะสวยรีบวิ่งมาเข้าร่วมขบวน ยังความแปลกใจแก่พระและเด็กวัดด้วยไม่เห็นมันมานานหลายวัน

                นับแต่กลับจากเรือนเจ้าสัวเมื่อคืน เจ้าทองก็แทบจะนอนไม่หลับ ใจมัวคิดวนเวียนถึงเรื่องต่าง ๆกระนั้นก็ยังฝืนลุกขึ้นตามพระบิณฑบาต ด้วยตั้งใจว่าจะเอามานะเข้าสู้ ช่วยงานวัดสนองคุณหลวงพ่อเสียก่อนค่อยกลับไปเรียนวิชาจากครูพด ที่มันขยันขันแข็งเช่นนี้ก็เพราะสำนึกว่าได้ให้คำมั่นสัญญาแก่สาวเจ้าไว้แล้ว ว่าจะต้องรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ไปตายเปล่า ขณะเดียวกันก็ยังต้องปราบจระเข้เจ้าให้ได้ จึงต้องตั้งใจฝึกปรือ หวังเอาชนะศัตรูร้ายและกลับมาครองคู่คนรัก

                บรรดาแม่ยกต่างดีอกดีใจที่เห็นเด็กหนุ่มหน้าแฉล้มกลับมาเดินตามพระออกบิณฑบาตอีกครั้ง พากันไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เป็นห่วงเป็นใยที่เห็นมันผ่ายผอมลง ฝากขนมให้เป็นการใหญ่

                ครั้นผ่านเรือนเจ้าสัว ให้เหลียวมองไปทางห้องเมียรัก คะนึงว่าสาวเจ้าจะยังหลับหรือตื่นแล้ว พลอยให้ใจว้าวุ่นไปหมด

                เมื่อกลับถึงวัด เจ้าอาวาสคงรู้ดีว่าหลานชายอาจารย์ไกรต้องฝึกฝนอีกมากเพื่อจะเอาชนะจระเข้เจ้า จึงให้เด็กวัดจัดแบ่งอาหารให้มันกินเสียก่อน จะได้ไปทำธุระตามใจ ซึ่งพวกเด็กวัดก็พากันเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดีจนเจ้าทองแปลกใจ

                “เอ็งกินไปก่อนเถอะ จะได้มีเวลาฝึกวิชามาสู้กับจระเข้เจ้า” เด็กวัดที่โตสุดบอกแก่มัน

                “ขอบคุณพวกพี่มาก แต่ฉันเองยังไม่มั่นใจเลยว่าจะสู้มันไหว” เจ้าทองรีบออกตัวไว้ก่อน

                “เถอะวะ ยังไงก็คงดีกว่ารอหมื่นเสือ นับแต่อาจารย์ไกรเสีย เมืองเราก็มีคนตายทุกวัน เมื่อวานก็เพิ่งมีคนพบศพน้าสายที่โดนจระเข้กิน แค่ได้ยินว่าเอ็งยังยืนยันคำเดิมจะปราบจระเข้เจ้าให้ได้ พวกข้าก็มีความหวังกันแล้ว ถ้าเอ็งเอาชนะมันได้ เมืองเราก็จะได้กลับมาเป็นปกติสุข แต่ถึงแพ้ ข้าก็ยังได้กำไร...เพราะคนเขาแทงเอาไว้เยอะว่าเอ็งจะหนี ส่วนข้าแทงว่าเอ็งจะถูกอ้ายเข้กิน” ประโยคท้ายนั้นเจ้าทองไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงการพูดตลก ๆ หรือจะเป็นจริง แต่มันกลับรู้สึกถึงภาระที่กดทับลงบนบ่า นี่คงเป็นสิ่งที่พ่อครูต้องเผชิญเมื่ออาสาขจัดเภทภัยให้ชาวบ้าน

                หลังตรองอยู่เป็นครู เด็กหนุ่มหน้าหวานจึงเปลี่ยนใจ จากเดิมที่จะกลับไปยังป่าช้า เป็นมุ่งไปยังสถานที่หนึ่ง นั่นเพราะมันต้องการจะรู้บางสิ่งให้แน่ชัดเสียก่อน

 

                สุดปลายคลองอันเคยเป็นสถานที่ห้ำหั่นของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำ ทุกอย่างยังคงถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม เรือมาดเล็กถูกเข็นขึ้นแอบข้างศาลเพียงตา เชือกประกำยังผูกปลายด้านหนึ่งไว้กับมะขามเฒ่า ขณะที่อีกด้านปล่อยทิ้งกองกับพื้น เจ้าทองมองไปบริเวณที่พ่อครูนอนสิ้นใจ ยังคล้ายว่าเห็นพ่อครูอยู่ตรงนั้น

                “ทองเอ๊ย บอกอาได้ไหมว่าเอ็งจะปราบจระเข้เจ้าไปทำไม”

                คำถามแว่วในหู เด็กหนุ่มเอวบางขยี้ตา เห็นเงาเลือนรางของอามันนอนอยู่ ทั้งยังหันมายิ้มให้

                “ถ้าจะล้างแค้นให้อาล่ะก็ ไม่ต้องหรอกวะ ธรรมดาเราคิดจะล่าเขา เขาก็ต้องสู้เป็นปกติ อาชีพหมอจระเข้น่ะ จะพลาดพลั้งก็อย่าไปคิดอาฆาตแค้นกันเลย จองเวรจองกรรมกันเปล่า ๆ” เสียงคุ้นเคยยังคงแว่วอยู่ในหัว เด็กน้อยได้ไตร่ตรองแล้วจึงตอบออกไป

                “ฉันอยากขจัดเภทภัยให้ชาวบ้าน เห็นผู้คนอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวนแล้วก็อดสงสารไม่ได้ พ่อครูเองอาสาด้วยเหตุผลนี้เหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ”

                เงาที่เลือนรางยิ้มให้แก่มันอีกครา ลุกขึ้นเดินไปที่ปลายเชือกประกำที่กองอยู่กับพื้น จากนั้นก็จางหายไป

                เจ้าหนุ่มกำพร้าติดตามเงาร่างของพ่อครู คว้าปลายเชือกขึ้นมาดู เลื่อนนิ้วเพื่อสำรวจร่องรอยบางอย่าง ดูเหมือนปริศนาที่มันสงสัยมานานจะกระจ่างใจแล้ว

                ขณะที่ร่างบอบบางยังคงนิ่งอยู่ด้วยความครุ่นคิด พลันสายตาก็เหลือบเลยขอนไม้ที่ล้มอยู่ฟากหนึ่ง ถัดจากขอนไม้นั้นเอง จระเข้ตัวยาวเกือบสองวากำลังนอนแน่นิ่งผึ่งแดด ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่เช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว

                แรกที่เห็น หลานอาจารย์ไกรสะดุ้งตกใจอยู่หน่อยหนึ่ง เตรียมจะคว้าหอกสัตตะโลหะที่อยู่ในห่อผ้า แต่เมื่อสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มก็คลายมือจากด้ามหอก

                สายตาของเจ้าสัตว์เลือดเย็นจับจ้องมายังเด็กหนุ่มร่างบาง เหมือนจะสังเกตเห็นมาตั้งแต่ต้น หากกิริยาท่าทางยังคงเป็นไปอย่างผ่อนคลาย เท้าทั้งสี่ของมันเหยียดไปทางด้านหลัง ไม่ได้จิกลงไปบนพื้น ปากเผยอกว้าง  แสดงว่าไม่ได้รู้เห็นเจ้าทองเป็นภัยคุกคาม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีทีท่าจะทำร้ายเด็กหนุ่ม อาจเป็นเพราะยังอิ่ม หรือการนอนตากแดดเช่นนี้เป็นการสบายจนมันไม่คิดจะขยับเขยื้อนโดยไม่จำเป็น

                เจ้าทองมองด้วยความสนใจ ค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้ เชื่องช้าและแผ่วเบาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตกใจ ขณะที่จระเข้ตัวนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าจะขยับไปไหน ขากรรไกรที่มีเขี้ยวแหลมเรียงรายยังคงอ้าออก เด็กหนุ่มเข้าใกล้จนเกือบถึงอยู่แล้ว หากไม่ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

                “เปรี้ยง !” เสียงปืนคำรามลั่น กระสุนพุ่งหวือผ่านร่างเด็กหนุ่มไปถูกสัตว์ร้ายที่กำลังนอนผึ่งแดด ซึ่งคงทำให้มันตกใจจนรีบหลบลงน้ำ

                ตะเภาทองเผยตัวพ้นร่มไม้ ในมือถือปืนคาบศิลา ควันปืนยังกรุ่นพ้นปากกระบอก แต่แทนที่จะได้รับคำขอบใจจากชายหนุ่ม กลับกลายเป็นถูกต่อว่าต่อขาน

                “น้องตะเภาทอง ทำอะไรลงไป !” เจ้าทองทำเสียงดุใส่ เป็นกิริยาที่เด็กสาวไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถึงกับนิ่งงัน

                “ไปทำร้ายให้มันบาดเจ็บแบบนี้ รู้ไหมว่าจะทำให้มันดุร้ายขึ้น ซ้ำยังจะจำว่ามนุษย์เป็นศัตรู” หนุ่มน้อยยังคงส่งเสียงดุ

                “ก็...ก็ฉันไม่รู้...” เด็กสาวตอบ น้ำเสียงสั่นเครือ

                “โธ่ ถ้าไม่รู้แน่ก็อย่าเที่ยวยิงปืนส่งเดชได้ไหม” เจ้าทองเอ็ดใส่ หน้าตาขึงขังจนเด็กสาวถึงกับร้องไห้

                “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เห็นเข้าไปใกล้ขนาดนั้น ฉันก็กลัวว่าผัวจะได้รับอันตราย อุตส่าห์ช่วยไว้ จะขอบอกขอบใจสักนิดเป็นไม่มี” เด็กสาวพ้อด้วยความน้อยใจ เจ้าทองจึงรีบคว้าตัวมากอดเพื่อปลอบขวัญ ฝ่ายหญิงดิ้นรนขลุกขลักอยู่นิดหนึ่งก่อนจะปล่อยตามเลย

                “โอ๋ ๆ พี่ขอโทษที่ต่อว่าน้องแรงเกินไป” เด็กหนุ่มปลอบ

                “ว่าแต่เมื่อครู่เรียกผัวเลยหรือ ?” มันกระซิบถามที่ข้างหู น้ำเสียงกรุ่มกริ่ม

                “ก็แล้วคืนวันนั้นมันอะไรกันล่ะ” หญิงสาวทำกระเง้ากระงอด พยายามผลักอีกฝ่ายออก

                “ไม่รู้สิ พี่จำไม่ได้แล้ว เรามาทบทวนกันใหม่ดีไหม” เจ้าหนุ่มแข็งขืน เข้าปล้ำหอมแก้มคนรักจนผิวที่ขาวนวลแดงปลั่งด้วยเลือดฝาด การณ์เกือบจะล่วงเลยไปแล้ว หากไม่มีเสียงกระอมกระไอจากทางด้านหลัง

                “อะแฮ่ม ! พ่อทอง ปืนคุณหนูยิงไปแล้ว แต่ปืนน่ายังมีลูกอยู่นะ” เป็นนางเกลี้ยงที่สะพายปืนเดินตามมา ทั้งสองจึงรีบผละออกจากกันmyomu

                “ได้ยินเสียงปืน น้าก็นึกว่าคุณหนูยิงกระรอกกระแตที่ไหน ที่แท้ได้กวางทองนี่เอง” หญิงรับใช้ยังคงกระทบกระเทียบ สองหนุ่มสาวจึงเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น

                “น้องตะเภาทองออกมาถึงนี่ได้อย่างไรกัน ?” เจ้าทองเป็นฝ่ายถาม

                “น้ากับคุณหนูออกมาล่าสัตว์แล้วก็ฝึกยิงปืนไปด้วย คุณหนูเธอชวนน้ามาถึงนี่ เผื่อว่าจะได้เจอใครบางคนกระมัง” นางเกลี้ยงเป็นฝ่ายตอบแทน

                “มากันแค่สองคนเท่านั้น ไม่กลัวอันตรายหรอกหรือ” ชายหนุ่มรู้สึกเป็นห่วง

                “ถ้าใครมันไม่กลัวลูกปืนก็ลองดูสิ” หญิงรับใช้ยกปืนขู่ ทำเอาผู้ถามถึงกับสะท้าน

                “แล้วเมื่อครู่นายนึกยังไง ทำไมถึงเข้าไปใกล้จระเข้ตัวนั้น ไม่กลัวอันตรายหรือไง ?” เด็กสาวผู้ร่ำรวยเป็นฝ่ายถามบ้าง เจ้าทองหัวเราะเล็กน้อยแล้วตอบ

                “ฮะ ฮะ ไม่ต้องกลัวไปดอก ไม่ใช่ว่าจระเข้ทุกตัวจะเป็นจระเข้ร้ายที่ชอบกินคน เหมือนกับไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดฆ่าคนได้ เรื่องนี้พ่อครูเคยสอนพี่ ถ้าเราไม่ทำร้ายมัน มันก็ไม่ทำร้ายเรา แต่นี่น้องไปยิงมันเสียแล้ว น่ากลัวว่าต่อไปมันจะกลายเป็นจระเข้ร้าย”

                “เออ ใช่สิ ฉันมันไม่ดี ทำอะไรบุ่มบ่าม” เด็กสาวตัดพ้อต่อคำตำหนิ เจ้ากำพร้าทำท่าจะกอดปลอบขวัญ แต่เห็นนางพี่เลี้ยงแล้วให้เกิดชะงัก

                “อย่าคิดมากเลย” มันตอบเสียงแผ่ว

                “นี่ใกล้จะเที่ยงแล้ว คุณหนูกลับไปกินข้าวที่เรือนดีไหมเจ้าคะ” นางเกลี้ยงออกความเห็น ตั้งใจจะหาเหตุแยกกันเสียทีเดียว แต่เด็กสาวกลับแย้ง

                “กินที่นี่เถอะสนุกกว่า น้าพกเสบียงมาด้วยไม่ใช่หรือ”

                ได้ยินเช่นนั้นบ่าวหญิงก็ถอนหายใจ ปลดห่อเสบียงออกมา มีข้าวสารและเนื้อแห้งมากเกินพอสำหรับสองคน

                “เดี๋ยวพี่หุงข้าวให้นะ” เจ้าทองเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น วิ่งหายไปตัดกระบอกไม้ไผ่ แล้วก่อกองไฟเพื่อหุงข้าว

                “พ่อทองนี่พอเรื่องทำครัวก็ดูคล่องแคล่วดีนะเจ้าคะ” นางเกลี้ยงออกความเห็น กระซิบกระซาบกับนายหญิงสองคน

                “เอ๊ะ น้านี่ยังไงกันแน่ ตกลงว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเรื่องฉันกับพี่ทองกันแน่นะ ฉันชักดูไม่ออกแล้วสิ” นายหญิงแย้ง

                “ที่จริงน้าก็ไม่ได้รังเกียจพ่อทอง แต่ที่คุณหนูมีอะไรกันนี่น้าไม่เห็นสมควรเลย น่าจะทำให้มันถูกพิธีเสียก่อน” นางเกลี้ยงให้ความเห็นตามประสาผู้ใหญ่

                ตะเภาทองนิ่งไปพักหนึ่ง นึกไปก็อายตัวเองที่เผลอไผลไปตามอารมณ์ กระนั้นก็ยังไม่วายต่อล้อต่อเถียง

                “ที่บอกว่าทำพิธีให้ถูกต้องของน้าล่ะต้องทำอย่างไรหรือ ?”

                “อย่างน้อยก็ควรให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ...”

                “เอ๊ะ ก็ญาติผู้ใหญ่เธอเสียหมด น้าจะให้เธอปลุกผีอาจารย์ไกรมาสู่ขอฉันหรือไง”

                “ว้าย ไม่เอา คุณหนูอย่าพูดเรื่องผีสิเจ้าคะ น้ากลัว” นางพี่เลี้ยงห้ามปราม ยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยอาการลนลาน

                “ฮิ ฮิ ระวังเถอะ น้าไปแกล้งหลานเธอมาก ๆ เดี๋ยวผีอาจารย์ไกรจะมาแกล้งน้าคืนบ้าง ได้ยินว่าแกเฮี้ยนอยู่นะ ขนาดหมื่นเสือยังถูกหลอกเสียจับไข้” เห็นอีกฝ่ายหวาดกลัว ตะเภาทองกลับยิ่งรู้สึกสนุกที่จะขู่

                “ว้าย ไม่เอาแล้ว ๆ พูดเรื่องอื่นกันเถิดเจ้าค่ะ”

                “ฮึ น้านี่ล่ะก็ ทีเรื่องอื่นไม่ยักกะกลัว ดันมากลัวเรื่องเหลวไหล นี่ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันกับพี่ทองไม่ได้ทำอะไรผิดกันสักนิด เราทำถูกต้องตามประเพณีทุกอย่าง” เด็กสาวสบช่อง รีบแก้ต่าง

                “เอ๊ะ ถูกต้องยังไงกันเจ้าคะ ?” สาวใช้ฟังแล้วให้นึกสงสัย

                “น้าลืมแล้วหรือไร เจ้าสัวเธอประกาศยกฉันให้กับพี่ทองแล้ว ทุกคนก็รู้กันทั่ว เท่านี้น้ายังว่าเราทำผิดอีกหรือ”

                ฟังคำตอบแล้วนางเกลี้ยงก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ จะแย้งก็นึกไม่ออก จะยอมรับก็ยังคงรู้สึกทะแม่ง ๆ

                เจ้าทองเร่งรีบหุงข้าว ก้มลงเป่ากองไฟให้ลุกโชนจนหน้าดำปี๋ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นทั้งนายทั้งบ่าวพูดคุยกันออกรส แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน จึงก้มลงหุงข้าวต่อ จนเมื่อสุกดีแล้วก็นำมาให้หญิงทั้งสอง

                “น้องตะเภาทอง ข้าวได้แล้วจ้ะ” บอกพร้อมกับผ่าบ้องไม้ไผ่ออกเทข้าวลงบนใบตองเพื่อให้ข้าวเย็นและทานง่ายขึ้น ครั้นเห็นสาวเจ้าเอาแต่หัวเราะคิกคัก กลับให้นึกแปลกใจ

                “โถ ๆ พ่อทองคนงาม หน้าดำปานนี้ พวกแม่ยกได้พากันหนีหมดแน่” เด็กสาวเฉลย เจ้ากำพร้าถึงนึกออก ยกมือขึ้นเช็ดแต่สาวเจ้ากลับห้ามไว้

                “รอประเดี๋ยวเถอะ” เด็กสาวสั่ง ปลดผ้าคล้องคอ เดินไปชุบน้ำแล้วจึงกลับมาเช็ดหน้าให้จนสะอาดสะอ้าน

                “แต่จะว่าไป เป็นอย่างเมื่อครู่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีแม่สาว ๆ มาไล่ตามให้ต้องรำคาญ พ่อทองจะได้เป็นพ่อทองของฉันคนเดียว” ตะเภาทองกอบดวงหน้างามของคนรัก จ้องมองด้วยความหลงใหล

                “กลัวไปไย พี่เป็นของน้องคนเดียวจริง ๆ” เจ้าหนุ่มยืนยัน

                “ปากหวาน” เด็กสาวทำค้อนใส่

                “พี่พูดจริง” อีกฝ่ายออดอ้อน

                “วุ้ย กินข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ มดขึ้นแล้ว” นางเกลี้ยงขัดคอ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูคู่ชาย-หญิง เห็นทั้งคู่ผลัดกันป้อนข้าวให้กันแล้วชวนให้นึกถึงอดีตเมื่อครั้งยังอยู่กับผัว ที่มักเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกันเนือง ๆ พันแสงผู้เป็นสามีได้สอนให้รู้จักใช้อาวุธทุกประเภท ครั้นลับตาผู้คนก็แลกชิมรสรักกันไม่รู้เบื่อ นึกไปแล้วก็ให้วาบหวามใจ แต่แล้วกลับพาลขนลุกขนพอง แม้จะคิดถึงผัวรักเพียงใด แต่กลับให้นึกกลัวว่าจะกลายเป็นผีมาเยี่ยม รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป

                เมื่อทั้งสามอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย นางเกลี้ยงก็ได้ตักเตือนตะเภาทองให้กลับเรือนเสียที คู้รักล่ำลากันด้วยความอาลัย เจ้าทองเองก็รู้ว่ามันต้องกลับไปหาครูพดเพื่อฝึกฝนวิชาที่จะปราบจระเข้เจ้าอีกมาก จึงตัดใจเร่งรีบไป

                “ดูพ่อทองเธอเปลี่ยนไปมากนะเจ้าคะ เมื่อก่อนยังดูเงียบ ๆ บัดเดี๋ยวนี้กลับเจ้าคารมคมคาย แลเจ้าชู้กรุ้มกริ่มไปหมด” นางเกลี้ยงวิพากษ์วิจารณ์เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะเดินหายลับไป ครั้นเห็นนายหญิงนิ่งเงียบอยู่จึงได้พูดต่อ

                “คงเหมือนเสือที่ได้ลิ้มรสเลือดเสียกระมังเจ้าคะ ก็คุณหนูเล่นให้เธอชิมรสสวาทเสียแล้ว ทีนี้ล่ะเธอเป็นได้ขอชิมไม่หยุด...”

                “น้าเกลี้ยงนี่ล่ะก็ พูดอะไรไม่รู้” ตะเภาทองฟังแล้วให้เขินอายจนหน้าแดงซ่าน ทุบตีสาวใช้เป็นการใหญ่

                “คุณหนูอย่าเพิ่งเขินซีเจ้าคะ ฟังที่น้าจะพูดเสียก่อน น้าจะบอกว่าพ่อทองเธอรูปงามเสียปานนั้น กลัวว่าต่อไปวันข้างหน้า เธอจะไม่ได้มีคุณหนูเพียงคนเดียวน่ะซีเจ้าคะ”

                “นี่น้าเกลี้ยงจะพูดให้ฉันระแวงแคลงใจทำไมกัน กำลังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ เชียว” เด็กสาวฟังแล้วให้ผิดหูนัก แย้งขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

                “น้าก็แค่อยากให้คุณหนูทำใจไว้ก่อน อีกอย่างน้าก็กลัวว่าเรื่องของคุณหนูกับพ่อทองมันจะไม่ได้ลงเอยกันง่าย ๆ ต่อให้พ่อทองปราบจระเข้เจ้าได้ หมื่นเสือก็ยังอยู่ คงไม่ยอมเป็นแน่ เฮ้อ พอนึกแล้วน้าก็กลุ้มแทนจริง ๆ เลย”

                พอฟังทั้งหมดแล้ว เด็กสาวที่เพิ่งจะรู้รสรักให้นิ่งอั้นด้วยความกังวลใจ หากเช่นนั้นเธอควรทำเช่นไรดี

                “เอาเถิดเจ้าค่ะ เมื่อมันล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ น้าจะอยู่คอยช่วยคุณหนูทุกอย่าง จะไม่ให้ซ้ำรอยคุณหนูตะเภาแก้ว นึกแล้วยังเสียใจอยู่ว่าน้าน่าจะสนิทกับเธอให้มากกว่านี้ จะได้คิดอ่านช่วยเธอได้บ้าง” น้ำเสียงสาวใช้สลดลง หันกลับมาโทษตนเอง

                “น้าอย่าคิดมากเลย ตอนนั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าพี่ตะเภาแก้วจะไปหลงรักอ้ายชาได้ เอาเถอะ เรากลับเรือนกันก่อน วันนี้ฉันเหนื่อยเต็มทีแล้ว” ตะเภาทองตัดบท ชักชวนกันกลับเรือน ขณะที่ในใจยังเฝ้าคิดวนเวียนถึงคำพูดของพี่เลี้ยง

 

                เป็นเวลาเกือบบ่าย ที่เจ้าทองได้กลับมาที่กระต๊อบกลางป่าช้า ให้แปลกใจที่เห็นครูพดหุงข้าว ทั้งย่างปลาไหลรอมันอยู่

                “เอ้า กว่าจะมานะเอ็ง ไปเถลไถลที่ไหนมาวะ” ครูคนใหม่ของเจ้าทองเงยหน้าขึ้นถาม น้ำเสียงตำหนิอย่างชัดเจน เจ้าทองไม่ทันได้ตอบ ผู้อาวุโสก็กล่าวต่อ

                “จะบ่ายอยู่แล้ว กินข้าวเสียสิวะ นี่ข้าทำเผื่อเอ็งไว้แล้ว” นิ้วที่ผมแห้ง ข้อปูดโปนชี้ไปที่ใบตองซึ่งรองข้าวและปลาไหลย่าง

                “ฉันขอบพระคุณครูพดมาก แต่ฉันอิ่มมาแล้วล่ะจ้ะ” หนุ่มน้อยรีบปฏิเสธ ครั้นเห็นสายตาที่จ้องมองมาแล้วจำต้องรับมากินทั้งที่ยังอิ่ม

                “ฉันอิ่มแล้วจ้ะ” เด็กหนุ่มฝืนกินจนหมด สัปเหร่อจึงยื่นไหเหล้าให้มัน แต่แม้จะถูกคาดคั้น เจ้าทองก็ปฏิเสธจนได้

                “แฮะ นี่เอ็งไม่เอาจริง ๆ เรอะ งั้นนี่ล่ะ” ตาพดเปลี่ยนเป็นยื่นมวนยาให้ ควันของมันโชยเข้าจมูกเจ้าหนุ่ม ชวนให้ระลึกถึงความเคลิบเคลิ้ม กระนั้นกลับยังคงปฏิเสธอย่างแข็งขัน

                “วะ เป็นอะไรของเอ็งล่ะวันนี้ ไม่เอามันซักกะอย่าง” สัปเหร่อแปลกใจกับท่าทางของลูกศิษย์

                เจ้าทองก้มลงกราบแล้วบอกไป

                “ครูพด ฉันนอยากจะปราบจระเข้เจ้าจริง ๆ ช่วยสอนฉันสักทีเถิด”

                ชายอัปลักษณ์เห็นท่าทางเจ้าหนุ่มแล้วให้เกาหัว ผมที่โกร๋นแทบจะล้านร่วงติดนิ้วมาสอง-สามเส้น

                “เฮ้ย เอาจริงรึวะเอ็ง ไม่กลัวว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ หรือว้า” เสียงแหบพร่าถามด้วยความกังขา

                “ทีแรกฉันคิดว่าจะเอาชีวิตแลกกับมัน แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากตายแล้ว แต่ฉันก็ต้องปราบจระเข้เจ้าอยู่ดี เพราะอย่างนั้นฉันถึงอยากจะฝึกให้มาก ๆ จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำเมื่อต้องสู้กับมัน ครูพดช่วยฉันทีเถิดนะ” เด็กหนุ่มวิงวอน

                ผู้อาวุโสเกาหัวต่อ ผมร่วงอีกสองเส้น เอ่ยขึ้น

                “เออ เอางั้นก็ได้โว้ย อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ ยังไงก่อนเอ็งไปสู้กะมัน อย่าลืมทิ้งเงินค่าทำศพไว้ให้ข้าด้วยนะโว้ย”

                เจ้าหนุ่มกำพร้าได้ยินดังนั้นก็ดีใจนัก กราบกรานครูของมันเสียยกใหญ่

                “เฮ้ย พอ ๆ พอได้แล้ว เอ็งจะฝึกกราบหรือฝึกสู้กับอ้ายเข้เจ้า ถ้าจะฝึกสู้กับอ้ายเข้เจ้าก็ตามข้ามา” กล่าวจบชายที่ดูครึ่งบ้าครึ่งดีก็ออกเดินนำ เด็กหนุ่มจึงรีบติดตามทันที

                ชายประหลาดออกเดินนำเด็กหนุ่มร่างบางมาจนถึงลานโล่ง ล้อมรอบด้วยดงไผ่ เร้นลับจากภายนอก ที่กลางลานมีลำไผ่ขนาดใหญ่ ยาวสักสี่วา วางพาดบนเสาซึ่งตั้งสูงจากพื้นราวสองศอก

                “ก่อนเรียน ข้าจะถามดูก่อนว่าเอ็งรู้อะไรแล้วบ้าง ไหน เอ็งรู้อะไรเกี่ยวกับจระเข้บ้างวะ ?” ผู้อาวุโสเอ่ยถาม เจ้าทองจึงได้สาธยายเรื่องราวเกี่ยวกับจระเข้เท่าที่มันได้เรียนรู้จากพ่อครู ทั้งลักษณะนิสัย, พฤติกรรม และการรวมกลุ่มของพวกมัน

                “เออ พอ ๆ” ตาพดส่งเสียงปราม เมื่อลูกศิษย์ทำท่าว่าจะพล่ามไม่หยุด “ถ้าเรื่องจระเข้ ท่าทางเอ็งจะรู้ดีกว่าข้าเยอะ ไหนจะได้ติดตามอ้ายไกรไปจับจระเข้หลายหน ที่จริงข้าว่าตอนแรกอ้ายไกรมันยังจะรู้น้อยกว่าเอ็งเสียอีก แต่อ้ายไกรมันมีอย่างหนึ่งที่เอ็งไม่มี มันคือความกล้าไงล่ะวะ มันเชื่อดีในตัวมากก็เลยไม่กลัว ลองไม่กลัวเสียอย่าง ไม่ว่าอะไรก็ดูเล็กไปหมด”

                เด็กหนุ่มนิ่งคิด ตรึกตรองตามคำของครู

                “เอาจริง ๆ มันก็มีอีกอย่างที่เอ็งไม่มี เฮ้ย จะว่าไปแล้วมันก็เหนือกว่าเอ็งทุกอย่าง ทั้งกำลัง ความกล้า ปฏิภาณไหวพริบ พร้อมขนาดนี้ยังเสือกตายเลย เอ็งยังคิดจะสู้กับอ้ายเข้เจ้าอีกเหรอว้า” ตาพดถามอีกครั้งเหมือนจะต้องการให้มันถอดใจ แต่เจ้าทองตั้งใจแน่วแน่แล้ว จึงมิได้หวั่นไหว

                ฟังคำตอบแล้วสัปเหร่อก็ให้ถอนหายใจหนัก ๆ ขึ้นทีหนึ่ง สั่งแก่ลูกศิษย์

                “ง้านเอ็งขึ้นไปยืนบนนั้น” ชี้ไปที่ลำไผ่ที่พาดบนเสา

                ร่างอรชรขึ้นไปยืนตามสั่ง หันกลับมามองอย่างสงกา ไม่รู้ว่าครูพดจะให้มันทำอะไร

                “วิ่งไปที่อีกฝั่งสิว้า” ตาพดสั่ง เจ้าทองจึงออกวิ่ง แต่ลำไผ่ก็ไหวโอนเมื่อยามที่มันออกก้าว จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้าเต็มที

                “เฮ้ย ข้าบอกให้วิ่งโว้ย ไม่ใช่ย่อง”

                เสียงตำหนิทำเจ้าทองร้อนรนขึ้นจนตกจากลำไผ่

                “เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น” สัปเหร่อร้องสั่ง

                เด็กหนุ่มลองใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อเร่งฝีเท้าก็กลับหล่นลงมาเหมือนเดิม ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้งก็ยังไปไม่ถึงไหน จนสัปเหร่อเฒ่าเปลี่ยนจากลงไปนั่ง กลายเป็นเอนตัวลงนอนแคะสะดือเล่นแก้เบื่อ

                “จะทรงตัวให้ได้ เอ็งต้องมีสมาธิโว้ย” ตาพดตะโกนบอกทั้งที่ยังหลับตา

                “รีบแต่ต้องไม่ลนลาน” เสียงดังต่อไปอีก จากนั้นจึงเอนหัวหลับไปเป็นครู่ แต่แล้วอยู่ ๆ ก็กลับลุกขึ้นปาหินใส่เจ้าหนุ่มที่กำลังวิ่งไปบนลำไผ่ แม้จะปาทั้งที่ยังหลับตาก็ยังคงโดนเจ้าทองอยู่ดี

                “โอ๊ย ครูพดปาฉันทำไม” หลานอาจารย์ไกรร้องท้วง คลำหัวที่ปูดป้อย ๆ เสียสมาธิจนตกลงมา

                “วิ่งอย่างเดียวมันง่ายไปโว้ย ไม่ใช่แค่มีสมาธิ แต่หูตาเอ็งต้องว่องไวด้วย” ผู้เป็นครูอธิบาย

                “ให้ฉันมีสมาธิ แล้วจะให้ฉันหูตาว่องไวไปด้วยได้ยังไงล่ะครู” เด็กหนุ่มแย้ง

                “คิดเองมั่งสิโว้ย เอ้า เริ่มใหม่ !” ผู้เป็นครูสั่ง

                เจ้าทองลุกขึ้นแล้วลองใหม่อีกนับครั้งไม่ถ้วน ถูกสัปเหร่อปาหินใส่นับสิบ ๆ ครั้ง จนมันเริ่มเข้าใจว่าที่ตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเพราะกลัวว่าจะเจ็บตัวจากหินที่ขว้างใส่ จึงทำให้เสียสมาธิ เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาสลัดความกลัวทิ้ง ฝืนทนเจ็บแม้จะถูกขว้างปา มันเริ่มจับเคล็ดได้ พึ่งพาอายตนะที่มี อาศัยผัสสะ เชื่อในสัมผัสของฝ่าเท้าที่เหยียบย่างไปบนลำไผ่ และใช้โสตเฝ้าระแวดระวังภัยจากรอบด้าน ในที่สุดก็วิ่งไปจนสุดปลายทางได้โดยไม่ตกและไม่ถูกก้อนหิน

                “ฉันทำได้แล้วครูพด ฉันทำได้แล้ว !” เจ้ากำพร้าร้องดีใจ แทบจะหมดแรงเพราะลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่บ่ายจนเย็นย่ำ ดวงตะวันใกล้จะลาลับขอบฟ้า

                “เออ ๆ เอ็งเก่ง” เฒ่าพดตอบแบบกระนั้น ๆ ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นตาม

                “ฉันพอจะสู้กับจระเข้เจ้าได้แล้วใช่ไหมจ๊ะครู” เจ้าทองรู้สึกฮึกเหิม อยากจะรีบล้างแค้นให้อาโดยไว

                “ยังโว้ย” สัปเหร่อรีบปราม

                “แต่ฉันเก่งขึ้นแล้วไม่ใช่หรือครู”

                “เออ เอ็งเก่งขึ้นก็จริงอยู่ แต่ไอ้ที่ข้าให้ฝึกนี่ไม่ได้มีไว้เพื่อสู้กับจระเข้เจ้าหรอกว่ะ”

                “อ้าว ?” เจ้าทองร้องเสียงหลง งุนงงอย่างหนัก

                “ข้าแค่หาอะไรยาก ๆ ให้เอ็งทำ เผื่อว่าจะถอดใจ ไม่คิดเหมือนกันว่าเอ็งจะทำได้ เออ แต่มันทำให้ข้ารู้ว่าเอ็งเหนืออ้ายไกรอยู่อย่าง นั่นคือเรื่องของปฏิภาณไหวพริบ” ชายร่างผอมแห้งพูดแล้วทำท่าจะเอนลงนอน แต่แล้วกลับขว้างหินใส่เจ้าทองตอนมันเผลอ กระนั้นเด็กหนุ่มที่ฝึกฝนจนประสาทสัมผัสว่องไวขึ้นก็สามารถหลบได้อย่างง่ายดาย

                “เอ็งว่าก่อนหน้านั้นบวชเป็นเณรมาตลอดใช่ไหมว้า” ผู้อาวุโสถาม

                “ใช่จ้ะ” เจ้าทองตอบพร้อมกับพยักหน้า

                “เอ็งอาจจะมีพื้นฐานดีอยู่แล้วก็เป็นได้ การมีสมาธินับเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ถึงยังไงร่างกายเอ็งก็ยังอ่อนแออยู่ดี อย่างเอ็งมันต้องฝึกไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี จากนั้นค่อยลุ้นอีกทีว่าจะสู้กับจระเข้เจ้ามันไหวหรือเปล่า”

                “หนึ่งปีเลยหรือครู...” หลานอาจารย์ไกรพ้อ

                “อย่างน้อยหนึ่งปีโว้ย นั่นคือเร็วที่สุด แค่นี้ทนไม่ไหวเรอะ” สัปเหร่อดุ

                เจ้าทองฟังคำแล้วให้รู้สึกร้อนรน กังวลเรื่องระหว่างตัวมันกับตะเภาทอง หากหมื่นเสือปราบจระเข้เจ้าได้ก่อน ตะเภาทองก็คงต้องตกไปเป็นของหมื่นเสือ คิดแล้วพาลปวดใจ หรือถ้ามีคนตายไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้ หากต้องรอถึงหนึ่งปี ทั้งเมืองคงได้ร้างไร้ผู้คนเป็นแน่

                “คิดมากอะไรอยู่ว้า ถ้าเป็นจระเข้ทั่ว ๆ ไปนะโว้ย มันไม่ยากนักหรอก แต่เอ็งหวังสูงจะปราบจระเข้เจ้าก็ต้องอดทนหน่อยซีวะ...ที่จริง...ถ้าเอ็งอยากจะรีบเก่งไว ๆ มันก็พอมีวิธีอยู่...”

                ประโยคท้ายของครูพด ทำให้เด็กหนุ่มมีความหวัง รีบซักถามโดยไว

                “วิธีอะไรหรือจ๊ะครู บอกฉันทีเถิด”

                สัปเหร่อร่างผอมแห้งมิได้ตอบในทันที หากนิ่งอยู่เป็นนาน ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับเต็มที แสงสุดท้ายฉายฉาน บรรยากาศสลัวราง แสงสีม่วงอมเทาทำให้ร่างที่ผอมโกรกซีดเซียวจนเหมือนกับซากศพ ร่างนั้นขยับช้า ๆ ล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบบางสิ่งออกมา

                “ถ้าอย่างนั้นเอ็งจงกินสิ่งนี้ กินมันซะ ทำลายสำนึกความเป็นคน เปลี่ยนตนเองเป็นสมิงเพื่อจะสู้กับจระเข้เจ้า !” เสียงแหบพร่ากล่าวอย่างเด็ดขาด ในมืออันผอมแห้งของสัปเหร่อพด คือท่อนแขนของหญิงนางหนึ่ง !

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น