โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,484 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    64

    Overall
    4,484

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 6 เด็กต้องสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 352
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    3 มิ.ย. 60

                ร่างเพรียวบางยืนอยู่เพียงลำพัง ผิวขาวสะอาดตัดกับความมืดสลัวรอบตัว ในมือมันคือหอกสัตตะโลหะที่มีสภาพสมบูรณ์ เจ้าทองลูบคลำด้ามซึ่งจำได้ว่าเคยหัก ทำให้คิดว่าคงกำลังฝันไป

                เสียงขู่ที่ดังอยู่ไม่ไกล กระตุ้นเตือนให้เด็กหนุ่มเตรียมพร้อม ชั่วพริบตาจระเข้เจ้าก็กระโจนจากที่ใดไม่ทราบ หอกในมือเสียบไปยังสัตว์ร้ายทันที ส่งให้ร่างของจระเข้ตัวร้ายแน่นิ่งไปในบัดดล

                เจ้าทองยันกายลุกขึ้น มองด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าการปราบจระเข้เจ้าจะง่ายดายปานนี้ หากนี่เป็นความฝัน มันก็อยากให้ทุกอย่างเป็นจริง เรื่องราวต่าง ๆ จะได้จบลงโดยดี

                ร่างน้อยค่อย ๆ เขยิบเข้าไปใกล้สัตว์ร้ายที่แน่นิ่งอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กระชับหอกในมือมั่น เตรียมพร้อมหากสัตว์ร้ายฟื้นขึ้นมา มันได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากในท้องจระเข้เจ้า จึงใช้หอกสัตตะโลหะกรีดท้องสัตว์ยักษ์แหวะดูข้างใน

                ภาพตรงหน้าสร้างความประหลาดใจให้มันหนักขึ้น เพราะสิ่งที่อยู่ภายในคือเด็กชายวัยสักเจ็ดขวบกำลังกอดเข่าคุดคู้ ท่าทางราวกับกำลังหวาดกลัว บนหลังของเด็กน้อยเต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็นจากการถูกโบยตีนับสิบแห่ง แลคล้ายถูกคลุมไว้ด้วยตาข่ายแห และเมื่อเด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้น เจ้าทองก็ถึงกับตะลึงงัน

                ใบหน้าของเด็กคนนั้น ช่างคลับคล้ายคลับคลายิ่งนัก...ผิวที่ดำเหมือนผงถ่าน ดวงตาที่พองโต จมูกโต ปากหนา ผมหยิกสั้นติดหนังหัว...ทำให้ประหวัดถึงชายที่ฆ่าพ่อครู อ้ายชา...ชื่อนี้ลอยเข้ามาในหัว...หรือว่าเด็กคนนี้คืออ้ายชา ?

                แล้วเจ้าทองก็รู้สึกเหมือนตัวมันได้ถอยออกมายืนมองอยู่ห่างจากเด็กคนนั้น มีชายและหญิงก้าวมาจากไหนไม่รู้ ฝ่ายชายยืนด่าทอ หยิบไม้ขึ้นมาฟาดใส่ร่างเด็กน้อยไม่ยั้งจนเนื้อแตกเป็นแผล ปากก็ยังคงพร่ำด่า

                “อ้ายเด็กนรก ! อ้ายเด็กล้างผลาญ ! อ้ายลูกห่ากิน ! เอ็งมันลูกชู้ ! ข้าเลี้ยงเอาไว้ก็บุญหัวเอ็งแล้ว เข้าใจไหมวะ อ้ายลูกชู้ !” เสียงอ้อแอ้ เจือด้วยฤทธิ์สุรา ส่วนมือก็ยังคงกระหน่ำโบยตีระบายอารมณ์

                “แกมันอ้ายมารหัวขน ! ข้าอุตส่าห์พยายามเอาเอ็งออกตั้งหลายครั้ง เอ็งก็ยังอุตส่าห์เกิดมาเพื่อประจานข้าจนได้ เพราะเอ็งแท้ ๆ ชีวิตข้าถึงไม่มีความสุข อ้ายมารหัวขน !” เสียงด่าทอดังมาจากหญิงซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง มองมายังเด็กน้อยด้วยสายตาชิงชัง

                เจ้าทองดูด้วยความอึดอัดที่เห็นผู้ใหญ่ถึงสองคนทำร้ายเด็กวัยแค่เจ็ดขวบ ร่างเล็ก ๆ ถูกฟาดจนเนื้อตัวแตกยับ แต่กลับไม่มีเสียงร้องให้ได้ยิน ไม่มีกระทั่งน้ำตาสักหยด ราวกับเจ้าตัวได้เก็บกลั้นความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้ภายใต้หัวใจอันด้านชา

                ชั่วครู่สิ่งที่อยู่รอบกายก็เปลี่ยนแปลงไป คนทั้งสามที่เจ้าทองเห็นต่างยืนอยู่บนเรือ ทำสิ่งที่น่าขนลุกยิ่ง

                “อ้ายเด็กปีศาจ ! ข้ารู้แล้ว พ่อเอ็งมันต้องเป็นปีศาจแน่ ๆ ข้าไม่เลี้ยงเอ็งให้เปลืองข้าวสุกอีกต่อไปแล้ว ข้าจะส่งเอ็งไปอยู่กับพ่อเดี๋ยวนี้แหละ !” ชายฉกรรจ์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ขณะจับเด็กน้อยมัดไว้ด้วยแหจนขยับตัวไม่ได้ เด็กน้อยส่งเสียงร้องไม่เป็นภาษา ดิ้นรนจนตาข่ายบาดเนื้อตัวเป็นรอยแต่ไม่อาจหลุดไปได้ ส่วนหญิงที่ดูเหมือนจะเป็นแม่ยืนหลบอยู่ในประทุนเรือ ไม่มีทีท่าจะช่วยเหลือหรือซ้ำเติม เพียงมองมาด้วยสายตาหวาดกลัวเด็กชายวัยเพียงเจ็ดขวบ

                ชายฉกรรจ์มัดเด็กน้อยไว้จนแน่น จากนั้นจึงผลักมันลงจากเรือหวังให้จมน้ำตาย เจ้าทองตกใจ ไม่นึกว่าทั้งสองจะฆ่าเด็กได้ลง และแล้วตัวมันก็เหมือนจะจมลงไปในน้ำพร้อมเด็กคนนั้น รอบตัวถูกห้อมล้อมด้วยน้ำ เย็นเยียบและมืดมัวไปหมด พยายามดิ้นรนก็ไม่เป็นผล ร่างกายจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ อากาศกำลังจะหมด...มันกำลังจะตาย...

                ก่อนห้วงสติจะหายไป เงามืดทะมึนก็ได้เคลื่อนมาหา จนเมื่อเห็นชัด ๆ ก็สร้างความตะลึงพรึงเพริดจนเกือบสำลักน้ำ เมื่อเงาที่เคลื่อนเข้าใกล้คือจระเข้ตัวใหญ่มหึมา คมเขี้ยวเรียงรายในปากนับสิบ เกล็ดหนาตะปุ่มตะป่ำทั่วตัว นัยน์ตาอันน่าระพรึงกลัวจ้องมองมา...นี่คือโฉมหน้าของความตายอย่างนั้นหรือ...

                ใช่แล้ว...สิ่งนี้คือความตาย คือมัจจุราชผู้คร่าชีวิตผู้คนมากมายด้วยคมเขี้ยว...แต่ไม่ใช่ความตายของเด็กน้อยผู้นี้...เงามัจจุราชสะบัดโบกขึ้นสู่ผิวน้ำ ฟาดหางมหึมาเข้ากลางเรือ ทั้งชายและหญิงที่อยู่บนเรือร่วงตกน้ำ ดิ้นรนด้วยความสยองขวัญ นัยน์ตาเบิกโพลง พยายามมองหาความช่วยเหลือ แต่เปล่าประโยชน์...ชั่วพริบตาร่างคนทั้งสองก็หายวับไปเมื่อขากรรไกรทรงพลังประกบเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเลือดและเศษเนื้อฟุ้งกระจายทั่วท้องน้ำ

                ภาพตรงหน้าก่อให้เกิดความสะพรึงกลัวจนขนหัวลุก แทบจะเป็นตะคริวไปทั้งร่าง...แต่นอกเหนือจากความกลัวเกรง สิ่งหนึ่งกลับเด่นชัดขึ้นมาในความรู้สึก...

                การฆ่า...คือพลัง...คืออำนาจ...คือความน่ายำเกรง...เจ้าไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด...ผู้คนทั้งหลายต่างหาก ที่ต้องหวาดกลัวเจ้า...

                เจ้าทองพยายามเหลียวหาที่มาของเสียงปริศนาที่ก้องอยู่ในหัว แต่ก็ไม่เห็น ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่เป็นเสียงที่ดังก้องในหัวตน หรือว่าเป็นเสียงที่อยู่ในหัวของเด็กคนนั้น แล้วภาพต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปอีก

                ภายในกุฏิพระ เด็กคนเดิมกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น มีผ้าห่มคลุม ไม่ห่างกันนัก พระสองรูปกำลังพูดคุยกันอยู่ รูปหนึ่งคงจะเป็นหลวงพ่อที่เจ้าทองคุ้นเคย เพียงแต่ดูหนุ่มกว่าที่จำได้ ส่วนอีกรูปเป็นพระชรา บางทีอาจเป็นอดีตเจ้าอาวาสที่ผู้คนพูดถึงบ่อย ๆ

                “...เรื่องนี้อย่าได้เล่าให้ใครฟังเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเด็กคนนี้จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นลำบาก” พระชราเอ่ยขึ้น ก้มลงมองหน้าตาเด็กที่นอนอยู่ให้ถนัดแล้วกล่าวขึ้นอีก

                “...มันมีดวงชะตาเป็นฆาตกร ไม่รู้ว่าช่วยเอาไว้วันนี้ วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง...”

                “แต่เด็กทั้งคน จะปล่อยให้ตายก็กระไรอยู่นะหลวงพี่” พระที่อาวุโสน้อยกว่าแย้ง

                “อือ...ก็ต้องช่วยไว้นั่นแหละ แต่ต้องคอยระวังไว้ให้ดี เด็กคนนี้มีสัตว์ร้ายอยู่ในตัว ถ้าปลดปล่อยออกมาเมื่อใดก็จะมีแต่คนเดือดร้อน”

                “พักนี้จระเข้ยักษ์มันออกอาละวาดหนักขึ้นทุกวัน ชาวบ้านเชื่อว่ามันเป็นจระเข้เจ้า ไม่มีอาวุธหรือผู้ใดจะทำอันตรายมันได้...” พระที่อาวุโสน้อยกว่าเปลี่ยนไปพูดคุยเรื่องอื่น

                “อือ...ถ้าจิตมันผูกพันกับเด็กคนนี้จริงก็เห็นจะมีวิธีอยู่...” พระชรากล่าวทิ้งท้าย แล้วภาพของพระทั้งสองก็เลือนไป เจ้าทองกลับได้เห็นเด็กคนเดิมเทียวทำงานการต่าง ๆ ภายในวัดเช่นเด็กวัดอีกหลายคน

                สังคมเด็กวัดแม้จะอยู่ใกล้พระ แต่ก็หาได้ดีงามทั้งหมด เมื่อลับสายตาพระก็ไม่ต่างกับสังคมสัตว์ที่มีการจัดลำดับในฝูง ซึ่งผู้นำย่อมไม่พ้นผู้ที่ตัวโตและแข็งแรงกว่า ยิ่งเป็นฝูงที่มีแต่ตัวผู้อยู่รวมกัน ความก้าวร้าวก็ยิ่งมีมากเป็นพิเศษ

                เด็กที่เจ้าทองเห็นแต่ต้น เป็นสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามา จึงกลายเป็นที่เพ่งเล็ง ทั้งรูปลักษณ์และพฤติกรรมก็ผิดแผกจากคนอื่น จึงถูกรุมรังแกจากทุกคน

                “เฮ้ย อ้ายชา มาเล่นต่อยมวยกันโว้ย” เด็กวัดที่ตัวโตสุด ใบหน้าปรุไปด้วยหลุมสิวและมีไรหนวดเหนือริมฝีปากชักชวน

                โดยไม่รอฟังความเห็นหรือความสมัครใจ เจ้าเด็กที่ถูกเรียกก็โดนคว้าตัวมากลางวง

                “เอ้า เริ่มจากถีบก่อนแล้วกัน รับนะโว้ย” อ้ายเด็กหนวดทำเหมือนสั่งสอน ยกเท้ายันใส่สมาชิกใหม่จนตัวปลิว พวกเด็กวัดที่ยืนล้อมกรอบพากันผลักรุนผู้ที่เพิ่งถูกถีบให้กลับไปยืนที่เดิม

                “ส่วนอันนี้เรียกว่าจระเข้ฟาดหาง” พูดจบแล้วก็พลิกตัว สะบัดหลังเท้าเข้าใส่กกหูคู่ซ้อมที่ตัวเล็กกว่าตั้งครึ่ง ครั้งนี้อีกฝ่ายถึงกับลงไปทรุด ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก

                “เฮ้ย ลุกขึ้นมาสิวะ ยังเหลืออีกตั้งหลายท่า อย่าเพิ่งสำออยสิวะ” เจ้าเด็กวัดตัวโตทำท่าไม่พอใจ ใช้เท้าเขี่ยคู่ซ้อมที่ยังนอนนิ่ง เมื่อเห็นว่าไม่ลุกแน่ก็เตะซ้ำระบายอารมณ์

                “วะ ! เหงื่อยังไม่ทันออกเลย หมอบกระแตซะแล้ว” มันบ่นอย่างอารมณ์เสียก่อนจะเดินจากไป

                “พี่เอียดแกล้งมันแบบนี้ ไม่กลัวมันเอาไปฟ้องหลวงตาเหรอพี่” เด็กวัดคนหนึ่งตั้งข้อกังขา

                “อ้ายยอด อ้ายโง่ !” เจ้าเด็กหนวดตวาด ตบกบาลคนตั้งคำถาม

                “อ้ายชามันพูดได้ซะที่ไหนล่ะโว้ย !” เด็กวัดอีกคนรีบเอาหน้าเข้ามาตอบแทน

                “อีกสาม-สี่วันจะมีงานวัด ข้าว่าจะลงต่อยมวยเอารางวัล ได้กระสอบทรายอย่างอ้ายชาค่อยสนุกหน่อย หรือเอ็งจะเป็นแทนมันวะอ้ายยอด” เจ้าตัวหัวโจกหันมามองคนที่ตั้งคำถาม ซึ่งอีกฝ่ายก็ถึงกับหน้าเสีย ปฏิเสธเป็นพัลวัน

                เด็กวัดทั้งหมดต่างเดินหายลับไป ทิ้งให้เจ้าเด็กที่ตัวดำเหมือนผงถ่านนอนหมดสติอยู่อย่างนั้น

                เด็กน้อยที่ดวงชะตากำพร้าเริ่มรู้สึกตัว เหลียวมองรอบกายก็ไม่พบใครแล้ว มันพยายามลุกขึ้นมาด้วยสภาพโงนเงน เลือดไหลจากกกหูข้างที่ถูกตอกส้นเข้าใส่ ส่งเสียงร้องอือออพร้อมกับดีดนิ้วใกล้ ๆ ทว่าไม่ได้ยินอะไรเลย ท่าทางว่าหูข้างนั้นจะหนวกไปเสียแล้ว

                ดวงตาของเด็กน้อยยังพร่าพราย เห็นดาววิบวับอยู่ในหัว แล้วมันก็ถึงกับตัวเกร็งเมื่อเห็นสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมา

                พระชรารูปร่างซูบผอม ผู้ที่เด็กวัดเรียกว่าหลวงตา บัดนี้ยืนห่างจากเด็กน้อยไปพอสมควร ท่านยืนอยู่ในอาการสงบ หากดวงตานั้นกำลังจ้องมองมาอย่างประหลาด แม้จะมีแววแห่งความเวทนา หากส่วนใหญ่นั้นมีความแข็งกร้าว จ้องมองประหนึ่งจะปรามเด็กน้อยหรือสิ่งที่อยู่ภายในตัวมัน ชวนให้นึกถึงคำพูดในวันนั้น

                ...ต้องคอยระวังไว้ให้ดี เด็กคนนี้มีสัตว์ร้ายอยู่ในตัว ถ้าปลดปล่อยออกมาเมื่อใดก็จะมีแต่คนเดือดร้อน...

                หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หลวงตาก็ได้เรียกเจ้าเด็กกำพร้าเข้าไปหา แล้วมอบหน้าที่ใหม่ให้แก่มัน นั่นคือการดูแลจระเข้เจ้าที่เพิ่งถูกจับได้ไม่นาน ซึ่งคงเป็นเพราะไม่มีใครกล้าอาสารับหน้าที่นี้ และอาจต้องการแยกมันจากพวกเด็กวัดที่พากันรุมรังแก

                เด็กน้อยกราบลาหลวงตา เก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่มาก มุ่งไปยังบ่อที่ใช้กักขังจระเข้เจ้าซึ่งอยู่ทางหลังวัด มันหยุดดูสัตว์ร้ายซึ่งสร้างความสยองขวัญแก่คนทั้งเมือง หากบัดนี้ได้แต่นอนนิ่งอยู่ก้นบ่อที่ป้องกันเอาไว้อย่างแข็งขัน เจ้าสัตว์ร้ายเผยอมองเด็กน้อยหนหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง

                เจ้าเด็กกำพร้ายังคงยืนนิ่งที่ขอบบ่อ คล้ายต้องมนต์สะกด จ้องมองเรือนกายใหญ่โตของสัตว์ร้าย กล้ามเนื้อทรงพลังซ่อนอยู่ภายใต้หนังและเกล็ดหนา มันเคยเห็นแล้วว่าหากสัตว์ตัวนี้ปลดปล่อยกำลังทั้งหมดแล้วน่ากลัวเพียงใด

                ขณะเด็กน้อยยืนตะลึงอยู่นั้น เจ้าสัตว์ยักษ์ก็เปิดเปลือกตา จ้องมองมาอีกหน

                ...ลูกเอ๊ย ลงมาคุยกับพ่อใกล้ ๆ สิ...

                เด็กน้อยตะลึงตะไล ไม่รู้ว่าเสียงแว่วมาจากไหน ยังไม่หายแปลกใจก็ได้ยินเสียงซ้ำมาอีก

                ...เข้ามาใกล้ ๆ สิ อย่ากลัวพ่อเลย...

                เสียงนั้นเหมือนจะดึงดูดให้ให้เด็กน้อยขยับเข้าไปใกล้บ่อมากขึ้น  จนยืนหมื่นเหม่ใกล้จะตก กลับมีมือหนึ่งมารั้งไว้จากด้านหลัง

                “อ้ายหนู เอ็งอยากตายหรือไงวะ”

                เด็กน้อยถูกดึงกลับมา  เซถลาก้นจ้ำเบ้าลงกับดิน พยายามเพ่งมองชายที่รั้งร่างมัน ทว่าแสงอาทิตย์ที่แยงตาทำให้มองได้ไม่ชัดเจน

                “หลวงตาให้ข้ามาช่วยดูแลเอ็ง ต่อแต่นี้ไปเอ็งต้องอยู่กะข้า เอ้า กราบข้าเป็นครูสิวะ อ้ายชา”

                “ครูพด !” เจ้าทองร้องละเมอเสียงดัง ผวาตื่นขึ้นมาก็เห็นชายร่างผอมแห้งกำลังนั่งจ้องมองมัน

                “เออ ข้าเอง แล้วไหงเอ็งมานอนหลับคารูอยู่แบบนี้วะ” เฒ่าประหลาดถามกลับ

                เจ้าทองไม่ได้ตอบอันใด ด้วยมัวจับต้องสำรวจเนื้อตัว ความฝันเมื่อครู่รู้สึกเหมือนจริงมากจนมันคิดว่าตัวเองเป็นเด็กคนนั้น บางทีอาจเพราะเพิ่งฟังเรื่องของอ้ายชาจากหลวงพ่อ รวมทั้งเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ จึงเก็บเอามาฝัน ครั้นหวนคิดเรื่องราวในฝัน พลันน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความสงสารชะตาชีวิตของอ้ายชา

                “เฮ้ย ร้องไห้อีกแล้วเหรอวะเอ็ง ไปโดนใครแกล้งมาอีกล่ะวะ” ตาพดร้องถาม

                “ฉัน...ฉันสงสารอ้ายชา” เจ้าทองสะอึกสะอื้นตอบ

                “โว้ย อ้ายทอง อ้ายขี้แย เอ็งจะไปสงสารมันทำไมโว้ย” ผู้อาวุโสเอ็ดเข้าให้

                เจ้าทองนิ่งเงียบ ตอบไม่ถูก แม้ว่าชายผู้นั้นจะเป็นคนสังหารพ่อครู แต่ก็ยังไม่วายนึกสงสารในโชคชะตาที่มันต้องเผชิญ ทั้งการถูกรังเกียจจากรูปลักษณ์และชาติกำเนิด จนแม้แต่ผู้เป็นพ่อและแม่ยังอยากจะฆ่าให้ตาย การถูกรุมรังแกใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ รวมทั้งไม่สามารถเข้ากับผู้ใดได้ แม้เจ้าทองเองก็ไม่แน่ใจว่าหากเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ตัวมันจะไม่กลายเป็นปีศาจร้ายเช่นเดียวกับอ้ายชา

                “โว้ย ! ข้าล่ะเบื่อ อ้ายไกรมันเลี้ยงเอ็งมายังไงว้า ขี้แยอย่างกะผู้หญิง” สัปเหร่อเฒ่าบ่นด้วยความรำคาญ ชะโงกหน้ามาใกล้เจ้าทองแล้วพูดขึ้น

                “อ้ายทอง เอ็งฟังข้านะโว้ย ถ้าจะฆ่าจระเข้เจ้า เอ็งห้ามมีความสงสารหรือเห็นใจ เอ็งต้องใช้ความโกรธความเกลียด แล้วเอ็งจะมีพลังเหมือนกับอ้ายชา”

                “อ้ายชา ?” เด็กหนุ่มทวนย้ำ ยกมือปาดคราบน้ำตาก่อนจะถามกลับไป

                “อ้ายชาที่ว่านี่มันเป็นศิษย์ครูพดใช่ไหมจ๊ะ ฉันอยากรู้ว่าตอนอยู่กับครูมันเป็นอย่างไรบ้าง ?”

                “เอ๋ ?” ครูของเจ้าทองส่งเสียงไม่เป็นภาษามนุษย์เมื่อถูกถามกลับ

                “เอ้อ นี่เหรอว้า หอกสัตตะโลหะ ไม้เด็ดของอ้ายไกร ทำไมมันหดสั้นกุ๊ดเหลือแค่นี้ล่ะว้า” ชายร่างผอมแห้งแสร้งเฉไฉ คว้าเอาห่อผ้าที่เจ้าทองพกมาแก้ดู

                “ครูพด !” เด็กหนุ่มพูดเสียงดังด้วยความลืมตัว พยายามแย่งชิงหอกกลับ แต่กลายเป็นที่สนุกสนานของอีกฝ่าย เที่ยววิ่งถือล่อหลอก

                เจ้าทองวิ่งตามด้วยความเหนื่อยใจ นับแต่กราบอาพดเป็นครู มันยังไม่ได้เรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ทั้งหลอกให้มันกินเนื้อศพ และให้มันกินเหล้าเมายา ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ครั้นจะถามเอาจริงเอาจังก็แสร้งทำบ้า ๆ บอ ๆ จนมันแสนจะระอา

                ด้วยมัวแต่วิ่งไล่ไปพลางคิดอะไรไปพลาง จึงทำให้เด็กหนุ่มเอวบางก้าวพลาด ล้มลงหน้าทิ่มโคลนจนดำปี๋ ยังความโมโหแก่มันจนถึงกับตัดพ้อออกมา

                “เมื่อไหร่จะเลิกเล่นสักที ! นับแต่อยู่กับครูพด ฉันยังไม่ได้เรียนอะไรสักอย่าง !

                คำต่อว่าของเจ้าทอง ทำชายร่างผอมแห้งหันกลับมามองด้วยตาวาว โยนห่อผ้าคืนให้กับมัน

                “เฮ้ย นี่ข้าอุตส่าห์ช่วยชีวิตเอ็งไว้นะโว้ย น้ำหน้าอย่างเอ็ง คิดเหรอว่าจะสู้จระเข้เจ้าได้ จะให้ข้าสอนน่ะ เอ็งพร้อมจะเรียนแล้วเรอะ ดูสิ วิ่งแค่นี้เอ็งยังล้มหน้าทิ่มเลย”

                เด็กหนุ่มฟังแล้วถึงกับนิ่งไป ทั้งที่มีความพยายาม แต่หลายครั้งมันกลับล้มเหลวจนเป็นที่ขบขันของคนอื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ

                “เอ็งกลับไปคิดดูว่ายังขาดอะไรไป แล้วพรุ่งนี้ข้าถึงจะเริ่มสอน...แต่วันนี้เอ็งเอาเบี้ยเอาอัฐมาให้ข้าใช้ก่อนเถอะวะ” ว่าแล้วสัปเหร่อก็แบมือมาทางเจ้าทอง

                ศิษย์หนุ่มไม่ได้ไถ่ถามว่าครูมันจะเอาเงินไปทำอะไร คิดเพียงว่าจ่ายเป็นค่าวิชาความรู้ หยิบเงินจากชายพกมอบให้ พอได้เงินแล้ว สัปเหร่อเฒ่าก็เดินตัวปลิวหายไป

                เจ้าทองยืนอยู่เพียงลำพังที่ก้นบ่อ พยายามนึกถึงสิ่งที่ครูพดพูด ว่าเหตุใดมันจึงไม่ได้เรื่องนัก เมื่อนึกไม่ออก มันก็ได้แต่ลองวิ่งไปกับพื้นโคลนเลน พยายามไม่ให้ล้มคะมำดังคำปรามาส แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งล้ม ยิ่งล้มมันก็ยิ่งพยายาม ความหนืดของโคลนฉุดรั้งมันไว้ ทั้งยังทรงตัวลำบาก แต่เด็กหนุ่มก็หาได้ย่อท้อ แม้จะล้มจนเปื้อนเปรอะไปทั้งตัว มันก็ยังลุกขึ้นแล้วลองใหม่จนหมดแรง นอนแผ่ลงกับพื้นโคลน

                หนุ่มน้อยที่จากบ้านมาไกลนอนหมดแรง ได้แต่จ้องมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดสลัว นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ หากพ่อครูยังอยู่ มันคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ ครั้นแล้วก็พยายามสลัดความคิดนั้นออก ด้วยตั้งใจว่าจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้ เลิกหวังจะพึ่งพิงผู้อื่น ยามเมื่อคิดเช่นนั้น ใบหน้าหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงสำนึก

                ดวงดาวที่สุกสกาวบนท้องฟ้า แต่เจ้าทองกลับเห็นเป็นประกายตาอันแวววาวของสาวเจ้า ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกถึงรสพิศสวาท กำซาบซ่านในดวงจิต...

 

                ท้องฟ้ามืดมิด เป็นเวลาดึกดื่น ผู้คนส่วนใหญ่ต่างดับไฟเข้านอน ที่เรือนของเจ้าสัวก็เช่นกัน คนในบ้านต่างก็หลับกันเกือบหมด ทว่าธิดาเจ้าของเรือนกลับยังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายเฝ้ารอสิ่งใด

                “คุณหนู ดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ” นางเกลี้ยงผู้เป็นพี่เลี้ยงถามไถ่ พลางหาวหวอดด้วยความง่วง

                “ฉันยังไม่ง่วงเลย น้าง่วงน้าก็นอนไปก่อนเถอะ” เด็กสาวบ่ายเบี่ยง ไล่พี่เลี้ยงไปนอนแทน

                “ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ น้าไม่อยากคลาดสายตา เผื่อคุณหนูจะแอบนัดอ้ายหนุ่มอีก” นางเกลี้ยงกล่าวขึงขัง จับตานายหญิงอย่างไม่วางใจ

                “เอ๊ะ น้าเกลี้ยง ฉันไม่ได้ออกไปไหนเลยทั้งวัน จะไปนัดแนะใครได้ แล้วอีกอย่าง...ฉันก็ยังเจ็บอยู่เลย” เด็กสาวแก้มเรื่อเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน

                “เจ็บแต่ก็สนุกใช่ไหมเจ้าคะ” หญิงรับใช้กระเซ้า ทำเอาเด็กสาวอายจนแก้มแดงเหมือนลูกตำลึงสุก เข้าทุบตีเป็นการใหญ่

                “โอ้ย ๆ นี่จะฆ่าน้าให้ตายเลยหรือเจ้าคะ โถ ๆ เรื่องแบบนี้น้าเคยผ่านมาก่อน ถึงจะบ่นว่าเจ็บ แต่เดี๋ยวพ่อหนุ่มคนนั้นมา ขี้คร้านคุณหนูเป็นได้ยอมเขาอีก เชื่อขนมกินได้เลยเจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงยังคงพูดแทงใจดำ ทำให้นายหญิงทุบตีไม่เลิก อายเกินจะพูดจาโต้แย้ง

                “ตาเถร ! ผีหลอก !” หญิงรับใช้ตกอกตกใจ ร้องอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นเงาดำที่หน้าต่าง ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน  เป็นเจ้าทองที่ตั้งใจจะปีนมาหาตะเภาทอง แต่เมื่อเห็นว่านางเกลี้ยงยังไม่หลับก็ตกใจจนแทบหล่นลงไป

                “โอ้ย น้องตะเภาทองช่วยพี่ด้วย !” เจ้าหนุ่มร้องขอความช่วยเหลือ ด้วยพลัดหล่น ต้องเกาะขอบหน้าต่างไว้จนใกล้จะหมดแรง ตะเภาทองรีบเข้ามาดู ตั้งใจว่าจะแกล้งเล่นตัวอีกสักหน่อย แต่เมื่อเห็นเวรยามกำลังเดินตรงมาก็ทำให้ต้องรีบคว้าตัวเจ้ายอดชู้เข้ามาหลบในห้อง

                “คุณหนู มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าขอรับ เมื่อกี้กระผมได้ยินเสียงผู้ชายร้อง” บ่าวไพร่ซึ่งรับหน้าที่เวรยามตรงเข้ามาถามตามหน้าที่

                “เอ๊ะ ? ไม่มีอะไรนี่ นายหูแว่วไปเองล่ะมั้ง” เด็กสาวตอบเฉไฉ โบกมือไล่เวรยามไปทางอื่น จนเมื่อพ้นไปแล้ว เหลียวกลับมาก็ต้องตกใจซ้ำอีก

                “น้าเกลี้ยง จะทำอะไร ?” ร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อนางพี่เลี้ยงถือปืน เล็งปากกระบอกมาที่ชู้รัก

                “ก็จะยิงอ้ายแมวขโมยนี่ให้ตายสิเจ้าคะ มีหรือแอบมาเจาะไข่แดงเอาเปล่า ๆ ผู้ชายพรรค์นี้ต้องยิงให้ตายเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้กล่าวด้วยท่าทางเอาจริง

                “โอ้ย พอเสียทีเถอะ พูดจากันให้รู้เรื่องเสียก่อน ฉันปวดหัวเต็มทีแล้ว” ตะเภาทองห้ามปรามพี่เลี้ยงที่ดูจะแค้นใจไม่เลิก

                “แล้วนี่นายไปทำอะไรมา ถึงได้เปรอะไปทั้งตัวแบบนี้ ดูสิ ทำห้องฉันเลอะอีก” คราวนี้หันไปถามเจ้าหนุ่มซึ่งยังมองสาวใช้อย่างหวาด ๆ

                “เอ้า ตกลงนายมาทำอะไร อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นั่นแหละ” กระชั้นถามเข้าอีกเมื่อเห็นเจ้าทองเหมือนมีเรื่องจะพูด แต่กลับอิดเอื้อนไม่ยอมเอ่ย

                “พี่คิดถึง...” เด็กหนุ่มอ้อน คว้ามือสาวเจ้ามากุมไว้ ดูเหมือนธรรมชาติจะสอนให้มันรู้จักออดอ้อนเป็นบ้างแล้ว จึงพลอยทำให้เด็กสาวใจสั่นตามไปด้วย แต่เพียงสัมผัสมือได้ไม่นาน เสียงกระแอมกระไอก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

                “ถ้าจะคุยก็คุยกันห่าง ๆ นะพ่อทอง มือน่ะเก็บไว้กับตัวเถอะ ถ้าไม่อยากมีรูบนหัว” นางเกลี้ยงปรามพร้อมชี้ปากกระบอกปืน เตือนให้เด็กหนุ่มทำตาม

                “โธ่ น้าเกลี้ยง เราสองคนไปกันถึงไหนต่อไหนแล้ว น้ายังทำเหมือนฉันเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่อีก” ตะเภาทองหันไปดุบ่าว

                “จะถึงไหนน้าก็ไม่สนหรอกเจ้าค่ะ ตราบใดที่ยังไม่ได้อยู่กันอย่างถูกต้อง น้าก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้กันหรอกเจ้าค่ะ” สาวใช้ยังคงไม่ยอมลดราวาศอก สร้างความหงุดหงิดใจให้นายสาวเป็นอย่างยิ่ง

                “ฮึ ! เอ้า ตกลงนายมาทำอะไรที่นี่ ?” ตะเภาทองหันถามเจ้าหนุ่มแทน

                “เรียกพี่เถอะ” เจ้าทองยังคงออดอ้อน

                “ไม่เรียก จะเรียกอะไรมันก็เรื่องของฉัน” เด็กสาวกระแทกเสียงด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ทำเด็กหนุ่มถึงกับคอตกไป

                ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะ กระทั่งเจ้าทองคิดเรื่องที่จะคุยได้

                “...เรื่องของอ้ายชา ...พี่อยากรู้ ว่าเรื่องของอ้ายชากับตะเภาแก้ว มันเป็นอย่างไรกันแน่ วันนี้พี่ฟังหลวงพ่อท่านเล่า ท่านว่าอ้ายชาเป็นฝ่ายหลงรักตะเภาแก้วฝ่ายเดียว จนนึกกำเริบถึงขั้นลักพาตัวตะเภาแก้ว โชคดีที่หมื่นเสือตามไปช่วยทัน แต่มันก็ยังย้อนกลับมาฆ่าตะเภาแก้วอีกจนได้”

                “หึ !” เด็กสาวแค่นหัวเราะหลังได้ยินเรื่องราว “อ้ายหมื่นเสือนั่นแหละ ที่เป็นต้นเหตุให้พี่ตะเภาแก้วตาย” กล่าวแล้วก็เงียบไปอีก คล้ายชั่งใจในสิ่งที่จะเล่า

                “ฉันเองก็ไม่อยากยอมรับนักหรอก...แต่ที่จริงแล้ว ทั้งพี่ตะเภาแก้วและอ้ายชา สองคนนั้นต่างก็รักกัน...”

                คำบอกเล่าของตะเภาทองถึงกับทำให้เจ้าทองงันไป แม้มันจะเพิ่งเรียนรู้เรื่องราวทางโลกได้ไม่นาน แต่การที่หญิงสาวซึ่งงดงามและมีฐานะร่ำรวย จะมาหลงรักชายสารรูปชั่วช้า ผู้เกิดมาโดยไม่มีใครต้องการ ทั้งยังมีฐานะเป็นเพียงเด็กวัด ฟังแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อย

                “ฉันรู้ว่ามันฟังดูแปลก ฉันเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่ตะเภาแก้วจะไปรักผู้ชายพรรค์นั้นได้...” ตะเภาทองกล่าวเหมือนเดาความคิดเจ้าทองออก

                “เมื่อเกือบสิบปีก่อน ตอนที่จระเข้เจ้าออกอาละวาด แม่ของเราทั้งสองก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของมัน แต่ถึงจะเหลือกันเพียงแค่สองพี่น้อง เราก็มีนิสัยและความชอบที่ต่างกัน จนฉันที่เป็นฝาแฝดก็ยังไม่เข้าใจเธอในหลายครั้ง” เด็กสาวเริ่มต้นเล่าเรื่องราว

                “หลังจากแม่ตาย ฉันก็หันไปสนใจในการฝึกอาวุธเพื่อจะดูแลตัวเอง ส่วนพี่ตะเภาแก้วก็สนใจศึกษาตำรับตำราและการปรุงยาอย่างแม่ ฉันเกลียดจระเข้เจ้า ตั้งใจว่าจะฝึกอาวุธเพื่อฆ่ามันกับมือสักวัน แต่พี่ตะเภาแก้วเธอกลับมีความเชื่อว่าวิญญาณของแม่ยังอยู่ในตัวจระเข้เจ้า เธอเชื่อว่าสัตว์ที่กินคนไปมาก ๆ อย่างจระเข้เจ้า ย่อมจะมีวิญญาณของเหยื่อสิงสู่ ด้วยเหตุนั้นเธอจึงแวะไปดูจระเข้เจ้าที่วัดแทบทุกวัน และเป็นสาเหตุให้ได้พบกับอ้ายชา”

                เธอหยุดเล่าแล้วลุกขึ้นหยิบกุญแจที่พกติดตัวตลอด ไขหีบเหล็กที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงเพื่อนำของสิ่งหนึ่งออกมา

                “เดิมทีเรือนนี้เป็นของตาและยายฉัน ท่านทั้งสองมาจากแดนไกล สร้างฐานะจนเป็นเศรษฐีที่นี่...ก่อนที่เจ้าสัวจะใช้เล่ห์คดโกงและยึดทุกอย่างไป...” เด็กสาวเล่าต่อ น้ำเสียงตอนท้ายแสดงความโกรธเกลียดและชิงชัง

                “ถึงแม้ท่านทั้งสองจะรังเกียจเจ้าสัวที่เป็นลูกเขย แต่ในวันที่ฉันและพี่ตะเภาแก้วเกิด พวกท่านก็ยินดีที่ได้หลานสาวฝาแฝด คุณยายได้มอบสมบัติชิ้นนี้ให้กับเราทั้งสอง สำหรับมอบเป็นของหมั้นแก่ผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคต” กล่าวแล้วก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้เจ้าทองดู เป็นลูกแก้วทองคำขนาดเท่าผลหมาก

                “คุณยายมอบลูกแก้วทองให้ฉัน ส่วนพี่ตะเภาแก้วได้ลูกแก้วมณี ตามชื่อตะเภาแก้ว ตะเภาทอง นี่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่คุณยายเหลือติดตัว ขณะที่สิ่งอื่นเจ้าสัวได้คดโกงไปจนหมด” ว่าพลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

                “ที่ฉันเล่าให้นายฟังเรื่องของชิ้นนี้ นั่นเพราะมันได้กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงให้พี่ตะเภาแก้วได้พบเจอกับอ้ายชานั่นเอง” เธอกล่าวต่อขณะเก็บลูกแก้วทองคำใส่หีบไว้ตามเดิม

                “อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าพี่ตะเภาแก้วมักไปดูจระเข้เจ้าที่วัดบ่อย ๆ และเธอได้แอบพกแก้วมณีติดตัวอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งเธอได้เผลอทำมันตกลงไปในบ่อจระเข้เจ้า บ่าวไพร่ที่ติดตามก็ไม่มีใครกล้าลงไปเก็บให้แม้สักคน พี่ตะเภาแก้วได้แต่ยืนละล้าละลังที่ขอบบ่อด้วยความเศร้าใจและเสียดาย ในตอนนั้นเอง เด็กวัดคนหนึ่งกลับกระโดดลงไป ท่ามกลางความตกอกตกใจของทุกคน คิดว่าเด็กคนนั้นกำลังฆ่าตัวตาย แต่การณ์ก็ไม่ได้เป็นดังคาด เด็กคนนั้นเข้าไปกอดจระเข้เจ้า ทำท่ากระซิบกระซาบแก่กัน ชั่วครู่หนึ่งจระเข้เจ้าก็คาบแก้วมณีขึ้นมา เด็กวัดคนนั้นจึงได้หยิบมาคืนให้พี่ตะเภาแก้ว”

                “เด็กวัดคนนั้นคืออ้ายชาหรือ ?” เจ้าทองคาดเดา อีกฝั่งพยักหน้า

                “ใช่แล้ว ตอนแรกที่ได้ยินฉันก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่พี่ตะเภาแก้วกลับมีคำอธิบายในแบบของเธอเอง ความประทับใจในครั้งนั้น ทำให้เธอสืบเสาะเรื่องราวของอ้ายชา และเชื่อว่าจระเข้เจ้าคือพ่อของอ้ายชาในชาติก่อน” เด็กสาวเว้นจังหวะ ปรับอิริยาบถก่อนจะเล่าต่อ

                “นับแต่นั้นทั้งสองก็เริ่มสนิทสนมกัน ในตอนนั้นพวกเราต่างก็ยังเป็นเด็ก จึงไม่มีใครติดใจที่เด็กหญิง-ชายจะวิ่งเล่นด้วยกัน แม้จะต่างชนชั้นและฐานะ จนเมื่อเติบใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง...” น้ำเสียงของตะเภาทองเบาลง

                “เมื่อพี่ตะเภาแก้วเริ่มโตเป็นสาว ความงามก็เป็นที่ต้องตาของหมื่นเสือ เจ้าสัวเองก็อยากจะเป็นทองแผ่นเดียวกับหมื่นเสือ หวังใช้อิทธิพลมาเกื้อหนุนการค้า สร้างฐานะให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น จึงตกปากรับคำจะยกพี่ตะเภาแก้วให้ นับแต่นั้นเธอก็ถูกห้ามไม่ให้ไปพบกับอ้ายชาที่วัดอีก...ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าความรู้สึกที่พี่ตะเภาแก้วมีต่ออ้ายชานั้นถลำลึกเกินกว่าจะแยกทั้งสองให้ห่างกัน ในที่สุดพี่ตะเภาแก้วก็แอบหนีออกไปเพื่อพบกับอ้ายชา และครั้งนั้นเองที่ทั้งสองต่างได้เสียกัน...”

                เจ้าทองฟังแล้วแทบไม่เชื่อหู ตั้งใจจะถามตะเภาทองว่าเธอรู้ได้อย่างไร แต่เหมือนหญิงสาวจะเดาใจได้ ชิงตอบเสียก่อน

                “ฉันแอบตามพี่ตะเภาแก้วไปด้วยความสงสัย เธอเติบโตมาไม่เหมือนกับฉัน พี่ตะเภาแก้วไม่เคยกล้าออกไปข้างนอกคนเดียว แต่ครั้งนี้เธอกลับกล้าที่จะออกไป ฉันจึงติดตามไปด้วยความอยากรู้ว่าสิ่งใดที่ชักจูงให้ทำเช่นนั้น จนถึงป่าเปลี่ยวก็ได้เห็นอ้ายชาแอบรออยู่ เมื่อทั้งสองได้เจอกัน ต่างก็กอดกันด้วยความเสน่หา...” ตะเภาทองเงียบไปอีก หน้าแดงซ่านเมื่อนึกถึงภาพที่ได้เห็น รอจนจางลงจึงได้พูดต่อ

                “ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าทั้งสองต่างรักกัน หลังจากครั้งนั้น อ้ายชาและพี่ตะเภาแก้วได้ตกลงปลงใจที่จะหนีไปด้วยกัน แต่ฉันไม่ได้แอบตามไปด้วยเพราะรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าจะช่วยหรือขัดขวางทั้งคู่ดี จนเมื่อเรื่องแดงออกไป หมื่นเสือจึงได้สั่งให้ลูกน้องติดตามและนำตัวพี่ตะเภาแก้วกลับมา...ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอ้ายชา คนส่วนใหญ่คิดว่าคงถูกหมื่นเสือฆ่า ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่ตัวพี่ตะเภาแก้วหลังถูกพากลับมาก็เปลี่ยนไป ไม่พูดไม่จาและใช้ชีวิตเหมือนไร้จิตใจ บางคนลือว่าเป็นฝีมืออ้ายชา แต่ฉันรู้ว่าไม่ใช่ คืนหนึ่งพี่ตะเภาแก้วได้มาพูดกับฉันเหมือนกับสั่งเสีย เธอบอกว่าดีใจที่เราเกิดมาเป็นฝาแฝดกัน และหากชาติหน้ามีจริงก็ขอให้เกิดมาร่วมกันอีก ส่วนตัวเธอเองอีกไม่นานก็จะได้ไปอยู่กับคนที่เธอรักแล้ว...นั่นเป็นคำพูดก่อนวันที่พี่ตะเภาแก้วจะลงไปเล่นน้ำแล้วถูกตัดหัวไป...” อยู่ ๆ ตะเภาทองก็เงียบไปเหมือนจะนึกอะไรได้

                “...พอนึกถึงเรื่องราวทั้งหมด ฉันก็รู้แล้วล่ะว่าที่จริงฉันไม่ได้อยากฆ่าอ้ายชาหรือแม้แต่จระเข้เจ้า...ฉันแค่อิจฉา...อิจฉาพี่ตะเภาแก้วที่ได้พบและอยู่กับคนที่รัก เรื่องราวของพี่ตะเภาแก้วแม้จะจบอย่างโศกนาฏกรรม แต่เธอก็ได้เลือกเอง...มียาพิษตัวหนึ่งที่แม่ของเราเคยปรุงไว้ ซึ่งส่งผลให้ตายในทันที ฉันคิดว่าพี่ตะเภาแก้วได้กินยาพิษตัวนั้นก่อนจะถูกนำหัวไป เธอคงคิดว่าขอตายเสียดีกว่าจะอยู่กับชายที่ไม่ได้รัก...ฉะนั้นนายไม่ต้องฆ่าจระเข้เจ้าแล้วก็ได้ ขอแค่นายอย่าตายก็พอ ถ้าหากนายตาย ฉันก็จะดื่มยาพิษเหมือนกับพี่ตะเภาแก้ว...”

                คำของสาวเจ้า ทำเด็กหนุ่มงันไปถึงกับทำอะไรไม่ถูก มิคาดคิดว่าเรื่องจะผันแปรไปถึงเพียงนี้ หากใจมันรู้ดีว่าถึงอย่างไรมันก็จำต้องปราบจระเข้เจ้าด้วยเหตุผลหลายประการ หาเพียงเพื่อพิชิตใจหญิงสาว

                “น้องตะเภาแก้วรักษาชีวิตไว้ก่อนเถิด พี่จะปราบจระเข้เจ้าให้ได้และมีชีวิตรอดกลับมา จากนั้นแล้วเราจะไม่พรากจากกันอีก” เจ้าหนุ่มกล่าวเป็นคำมั่น กุมมือหญิงสาวไว้เป็นสัญญา ก่อนจะคลายมือแล้วปีนกลับออกไปทางเดียวกับที่เพิ่งเข้ามา

                ตะเภาทองนั่งอยู่ในความมืด ความรู้สึกอบอุ่นยังไม่จางหายไปจากมือคู่น้อย ก่อนที่หยาดน้ำใสจะหยดลงบนหลังมือ พร่างพรูตามลงมาอีกหลายหยด ดวงตาพร่าพรายไปด้วยม่านน้ำตา เธอรู้สึกสับสน เคยคิดว่าเข้มแข็งพอจะกำหนดวิถีชีวิตตนเองได้ แต่แท้จริงแล้วกลับอ่อนแอและโหยหาความรักเป็นที่สุด ทั้งไม่นึกว่าจะตกหลุมรักชายที่เพิ่งมีสัมพันธ์ได้ไม่นานถึงเพียงนี้

                “โถ...คุณหนูของน้า” สาวใช้เข้าปลอบขวัญ สงสารนายหญิงเป็นที่สุด นี่เองที่เธอกังวล เมื่อตะเภาทองได้มอบร่างกายและหัวใจให้ชายหนุ่มไปแล้ว หลังจากนี้ก็มีแต่จะเจ็บช้ำเท่านั้นเอง

                เด็กสาวสิ้นอาย ร้องไห้เสียงดังแล้วโผเข้ากอดพี่เลี้ยง

                “น้าเกลี้ยงจ๋า ฉันกลัว...กลัวเหลือเกินว่าเขาจะตาย ฉันคงอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ ๆ ฮือ ๆ ตอนนี้ฉันเข้าใจพี่ตะเภาแก้วแล้ว...” เธอส่งเสียงละล่ำละลัก

                “โอ๋ ๆ คนดีของน้า อย่ากลัวไปเลย พ่อทองจะต้องไม่ตาย ไว้เรามาช่วยกันคิดหาวิธีกันนะเจ้าคะ” พี่เลี้ยงกล่าวปลอบโยน ตั้งใจจะไม่ให้ทั้งสองต้องพบชะตากรรมเช่นเดียวกับอ้ายชาและตะเภาแก้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น