โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,479 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    59

    Overall
    4,479

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 5 เบาะแส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    20 พ.ค. 60

                ในเรือสำปั้นแจวที่จอดพัก ณ ท่าน้ำหลังวัด เด็กหนุ่มผิวขาวนวลนอนเหยียดกาย หลับพักด้วยความเหนื่อยอ่อน หากใบหน้านั้นดูมีความสุขนัก แม้ในความฝันก็ดูจะมีแต่เรื่องให้ยินดี มันจึงผุดยิ้มขึ้นเป็นระยะโดยไม่รู้ตัว

                เจ้าทองเผ่นหนีออกจากเรือนเจ้าสัวในตอนเช้ามืด เห็นผู้เป็นอาวิ่งนำหน้าอยู่ไว ๆ แต่เมื่อพ้นเขตเรือนเจ้าสัวก็มองไม่เห็นอามันเสียแล้ว มีแค่ลมพัดมาวูบหนึ่ง

                เด็กหนุ่มยังคงวิ่งต่อไปจนกลับถึงป่าช้า นึกลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปนอนในกระต๊อบดีหรือไม่ แต่เห็นว่าจะเป็นการรบกวนครูพดจึงบ่ายหน้ากลับไปซุกหัวนอนที่เรือสำปั้นแจวคู่ยาก หลับไปเมื่อเกือบจะเช้า

                เจ้ากำพร้าไม่รู้ว่าตัวมันหลับไปนานเท่าไหร่ แต่ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นชายร่างอัปลักษณ์นั่งจ้องมันอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่านั่งอยู่เช่นนี้นานเท่าใดแล้ว

                “มามุดหัวอยู่นี่เองหรือวะ นึกว่าเอ็งไปเมาหลับตามเจดีย์เสียอีก” ครูคนใหม่ของเจ้าทองบ่น ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะตอบ ร่างผอมแห้งก็ขึ้นมาประชิดอยู่เหนือตัวมัน ก้มลงดมตามเนื้อตัวหนุ่มน้อยแลไม่ผิดกับสุนัข

                “เฮ้ย กลี่นนี้ อย่าบอกนะว่าเอ็ง...” ตาพดได้กลิ่นผิดปกติ ถึงกับอุทาน ขณะที่เจ้าลูกศิษย์หลบตาเอียงอาย อมยิ้มอยู่ในที

                “โอ๊ย เจ็บใจ อ้ายศิษย์คิดล้างครู ทีข้าไม่เห็นมีสาว ๆ อย่างใครเขาบ้าง” ชายสูงวัยตีโพยตีพาย ลงไปนอนชักดิ้นชักงอเหมือนเด็ก แต่แล้วกลับโดดผลุง เข้าสูดดมตัวเจ้าทองอีกเหมือนนึกอะไรได้

                “เอ๊ะ เดี๋ยวสิ...กลิ่นนี้มันไม่ธรรมดา น้ำอบแบบนี้ไม่ใช่สาวชาวบ้านแน่ ๆ เฮ้ย ๆ ๆ ๆ อ้ายทอง อย่าบอกนะว่าเอ็ง...” สัปเหร่อเฒ่าตั้งข้อสังเกต เจ้าทองเมื่อถูกคาดคั้นเรื่องนี้ก็ยิ่งอายหนัก แก้มแดงปลั่งเหมือนลูกตำลึงสุก

                “ฮือ ๆ ข้าไม่ยอม...มีศิษย์กี่คนมันเกินหน้าครูกันหมด ฮือ ๆ ทั้งเอ็งทั้งอ้ายชา ตอนนี้กลายเป็นคู่เขยกันแล้วล่ะซี เจ็บใจโว้ย ข้าก็อยากมีเมียกับเขาเหมือนกัน” ตาพดลงไปนอนดิ้นพรั่ด ๆ ร้องโวยวาย ดูเสียจริตไม่ผิดกับเด็กเล็ก ๆ เพียงแต่ไม่น่าเอ็นดูเท่า

                เจ้ากำพร้าพอได้ฟังคำตัดพ้อน้อยอกน้อยใจจากครูแล้วให้นึกสงสัย ถามออกไป

                “อ้ายชา...มันก็ได้กับตะเภาแก้วเหมือนกันหรือจ๊ะ ?”

                “ฮือ ๆ เออซีวะ อ้ายทอง อย่างเอ็งมันรูปทองข้ายังพอทำใจได้ แต่อ้ายชาสิรูปชั่วตัวดำ คุณหนูอย่างตะเภาแก้วไปยอมเป็นเมียมันได้ไงไม่รู้ โอ๊ย นึกแล้วเจ็บใจ ทำไมหน้าตาอย่างข้าถึงไม่มีสาวมาหลงบ้างว้า” ชายตาโปนผมโกร๋นยังฟูมฟายไม่เลิก

                เด็กหนุ่มได้ฟังคำตอบของสัปเหร่อแล้วนิ่งคิด ก่อนหน้านี้มันไม่เคยรู้จักความสัมพันธ์ของชาย-หญิง แม้ได้ยินว่าอ้ายชากับตะเภาแก้วได้เสียกันแล้วก็ยังไม่รู้สึกกระไรนัก แต่ยามนี้มันกลับรู้สึกแปลกใจที่หญิงสาวซึ่งทั้งสวยและมีฐานะเป็นถึงคุณหนู จะลดตัวลงมามีสัมพันธ์สวาทกับอ้ายชา...ยิ่งถ้าอ้ายชาคือคนที่ฆ่าพ่อครูด้วยแล้ว ก็ยิ่งนึกความเป็นไปได้ไม่ออก...ระหว่างชายผิวตัวดำมืด นัยน์ตาดุร้าย แลไม่ต่างจากอสุรกาย...กับเด็กสาวผิวขาวบริสุทธิ์ผู้งดงาม ช่างเป็นไปไม่ได้เลยที่ฝ่ายหญิงจะมีใจให้

                จะด้วยเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน หรือเพราะใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง กระเพาะน้อย ๆ ของเด็กหนุ่มร่างบางจึงส่งเสียงประท้วง เรียกร้องให้มันหาอาหาร

                “ครูพด...เอ่อ...ฉันหิวแล้วล่ะจ้ะ” เจ้าหนุ่มน้อยอิดเอื้อน บอกครูคนใหม่

                “หากินเองซีวะ ข้าไม่มีอารมณ์จะทำให้เอ็งกิน !” ครูของมันกระแทกเสียง เดินออกจากเรือไปด้วยความแง่งอน

                “อิจฉาโว้ย !” เสียงตะโกนดังมาอีกครั้ง แล้วก็เงียบหายไปพร้อมกับร่างผอมแห้งพุงโร

                เจ้าทองนั่งอยู่ลำพังในเรือที่เงียบสงัด ไม่กล้าตามไปตอแยอาพดซึ่งทำราวกับว่ามันมีผิดติดตัว แต่ความหิวที่รบเร้า ทำให้เด็กหนุ่มพกเงินติดตัว ตั้งใจว่าจะออกไปหาซื้อกินที่ตลาด

 

                เด็กหนุ่มจากตลาดขวัญล้างหน้าล้างตา จัดแจงแต่งตัวแล้วเดินออกจากป่าช้า ตั้งใจจะมุ่งไปยังตลาด มองดูดวงอาทิตย์ที่เกือบจะขึ้นตรงหัว คงเลยเพลมาสักพักแล้ว ให้รู้สึกแสบท้องไส้ขึ้นมา

                ครั้นเดินมาถึงวัดก็มีเสียงเรียกจากเด็กวัด แจ้งว่าหลวงพ่อต้องการพบ หลานอาจารย์ไกรจึงระงับความหิวเอาไว้ก่อน บ่ายหน้าไปยังกุฏิเพื่อพบเจ้าอาวาสตามที่ท่านเรียกหา

                เจ้าหนุ่มหน้าหวานเข้ากราบสมภารด้วยความนบนอบ สร้างความเอ็นดูให้แก่ผู้ใหญ่ แต่ก็นึกสงสารในชะตาอันอาภัพของมัน

                “เป็นไงบ้างล่ะโยม พอจะอยู่กับอ้ายพดมันได้ไหม ?” หลวงพ่อเริ่มต้นด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบ

                “ก็พออยู่ได้ขอรับ” เจ้าทองตอบไปตามซื่อ

                “พักนี้ไม่เห็นหน้าเห็นตา มันคงไม่ได้พาไปเมาหัวราน้ำดอกนะ” หลวงพ่อเอ่ยเหมือนพอจะรู้อะไรมาบ้าง

                “...ก็พอมีอยู่บ้างขอรับ” เด็กหนุ่มเริ่มอึดอัดใจที่จะตอบ เกรงจะทำให้พระท่านเป็นห่วงไปเปล่า ๆ

                “ที่เรียกมาก็เพราะว่าอาตมาเป็นห่วง อาจารย์ไกรของโยมเป็นคนดี มาอาสาขจัดเภทภัยให้ชาวบ้าน โชคร้ายที่กลับเสียท่าให้จระเข้เจ้า ส่วนคุณหญิงพุดซ้อนท่านก็เป็นห่วง ฝากฝังโยมเอาไว้เป็นพิเศษ แต่ก็ดันมามีกรรมตรงที่หมื่นเสือและลูกน้องมันคอยหาเรื่องโยมอยู่ วัดน่ะเป็นที่สงบ ไม่มีกำลังจะไปตอบโต้ใครได้ ถึงเสียดายว่าโยมน่าจะตามคุณหญิงไป ถึงจะไปอยู่กับอ้ายพด อาตมาก็เป็นห่วงอยู่ดี เพราะมันออกจะบ้า ๆ บอ ๆ”

                “หลวงพ่ออย่ากังวลเลยขอรับ กระผมอยู่กับครูพดได้ไม่มีปัญหา” เจ้าทองรีบตอบเพื่อให้หลวงพ่อเบาใจ

                “อ้อ นี่นับมันเป็นครูหรอกหรือ” หลวงพ่อฟังแล้วให้รู้สึกแปลกใจ

                “ขอรับ แท้แล้วอาพดกับพ่อครูเป็นเพื่อนกันมาก่อน กระผมจึงกราบอาพดเป็นครู ขอให้ช่วยสอนวิชาที่จะปราบจระเข้เจ้า”

                “เอ๊ะ เรื่องนี้อาตมาเพิ่งรู้ แต่จะว่าไปแล้ว เห็นอ้ายพดมันเป็นแบบนั้นแต่ก็อาจจะมีวิชาดีติดตัวอยู่บ้าง คนจะเป็นสัปเหร่อนะ อย่างน้อยต้องมีจิตกล้าแข็งไม่เกรงกลัวความตาย ทั้งต้องมีวิชาสะกดภูตผี เอาเถอะ ถ้าโยมสมัครจะเป็นศิษย์มันแล้วล่ะก็ อาตมาก็จะเล่าเรื่องอ้ายพดให้ฟังพอเป็นพื้น จะได้รู้อะไรไว้บ้าง”

                เมื่อเห็นว่าจะต้องใช้เวลาเล่าเรื่องราวพอสมควร สมภารจึงหยิบตะกร้าหมากมาใกล้ ๆ เจียนหมากเคี้ยวสักคำก่อนจะเล่าต่อ

                “สักสิบปีก่อน จระเข้เจ้ามันเคยอาละวาดที่เมืองนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว จะว่าไปก็คล้ายกับตอนนี้ แต่โชคดีอยู่ว่าเจ้าอาวาสคนก่อนท่านมีวิชา จับมันมาขังในวัดได้ เรื่องร้ายจึงคลายไป” หลวงพ่อหยุดพัก ถ่มน้ำหมากลงกระโถน

                “ตอนนั้นมีหมอจระเข้อาสามาปราบจระเข้เจ้าอยู่บ้าง แต่พอรู้ข่าวว่ามันถูกปาราบได้แล้วก็พากันกลับ อ้ายพดเองก็อยู่ในพวกที่อาสาเช่นกัน เพียงแต่มันไม่ได้กลับไปเหมือนคนอื่น มันมาฝากตัวเป็นศิษย์ หวังจะเรียนวิชาจากเจ้าอาวาส แต่ท่านก็บอกแค่ว่ามันเป็นคราวของจระเข้เจ้าเอง ท่านไม่ได้มีวิชาอย่างที่เข้าใจเลย ถึงอย่างนั้นอ้ายพดก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ขออาศัยอยู่ที่วัดเผื่อว่าสักวันท่านเจ้าอาวาสจะแย้มพรายแก่มันบ้าง ก็พอดีสัปเหร่อคนเก่าตาย มันเลยขออยู่ทำหน้าที่สัปเหร่อแทน...ก็อยู่มาจนถึงตอนนี้แหละโยม”

                เจ้าทองนั่งฟังเรื่องราวที่ส่วนใหญ่จะรู้จากครูพดอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าครูพดเคยอาสาปราบจระเข้เจ้า นึกทึ่งในความอดทนอยู่ที่นี่ถึงสิบปี เพียงเพื่อจะเรียนวิชาจากเจ้าอาวาส

                “ที่จริงก่อนหน้านี้อ้ายเจ้าพดมันก็เคยมีลูกศิษย์อยู่คน...”

                “ชื่ออ้ายชาใช่หรือไม่ขอรับ ?” เด็กหนุ่มรับถามด้วยความสนใจทันที

                “โยมรู้แล้วหรือ” สมภารถามกลับ

                “ครูพดพูดให้ฟังอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เล่าละเอียดขอรับ กระผมอยากรู้ว่าอ้ายชาเขาเป็นใคร” เจ้าทองระงับความสนใจ กลับไปสงบเสงี่ยมรอฟังพระท่านเล่าต่อ

                “เอ้อ จะว่าไปอ้ายชามันก็เป็นเด็กกำพร้าคล้ายกันกับโยมนี่แหละ” ผู้อยู่ในสมณะเพศเริ่มเล่า ลูบคางอยู่นานเหมือนจะนึกย้อนไปไกล

                “...ที่จริง โยมกับอ้ายชามีชะตาคล้ายกันหลายอย่างนะ อย่างที่ว่าเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน...และจระเข้เจ้ายังเป็นต้นเหตุให้กำพร้าเหมือนกันอีก...” พูดแล้วก็คายหมากที่เคี้ยวจนจืดลงกระโถนแล้วซดน้ำชาล้างปาก

                เด็กหนุ่มตาเบิกโพลงด้วยความแปลกใจกับข้อสังเกตที่หลวงพ่อตั้งขึ้น

                “เท่าที่อาตมาจำได้ พ่อกับแม่ของอ้ายชามันเป็นคนเรือ ทำอาชีพค้าขาย รับใบชาขึ้น-ล่อง ส่งขายตามที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้มีกิจการใหญ่โตอะไร เรียกว่าพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และชื่ออ้ายชาก็คงจะตั้งเอาง่าย ๆ จากกิจการค้าขายนี้กระมัง” หลวงพ่อเว้นจังหวะ ซดน้ำชาอีกเพื่อให้คล่องคอ

                “ครั้งแรกที่เห็นอ้ายชา อาตมาเพิ่งจะบวชเป็นพระใหม่ ยังแปลกใจกับรูปลักษณ์ของมัน จำมาจนทุกวันนี้ มันมีผิวที่ดำมืดเหมือนถ่าน ตาพอง ปากหนา จมูกใหญ่ ผมหรือก็สั้นหยิก แลประหลาดไปหมด เออ จะว่าไปก็คล้ายกับรูปยักษ์อยู่นะ” ว่าพลางชี้ไปที่รูปยักษ์ที่เขียนไว้บนตู้หนังสือ เจ้าทองหันไปมองแล้วนึกถึงคนที่ฆ่าพ่อครู คิดว่าเป็นคนเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

                “ก็ด้วยรูปลักษณ์ที่ผิดผู้ผิดคนของมันนี่แหละ อ้ายชาจึงถูกผู้คนรังเกียจอยู่เสมอ...ไม่เว้นแม้แต่พ่อและแม่ของมันเอง” น้ำเสียงของหลวงพ่อสลดลงด้วยความสงสาร

                “อ้ายชามันไม่มีเค้าเหมือนใครเลย ทั้งพ่อและแม่ ตัวมันจึงเป็นสาเหตุการทะเลาะของทั้งคู่ วันไหนพ่อมันเมาได้ที่ เป็นต้องตบตีลงไม้ลงมือ ชี้หน้าด่ามันว่าเป็นลูกชู้เพื่อประจานแม่มัน ส่วนแม่มันก็ไม่เคยให้ความรักความสงสาร ผลักไสมันให้พ้นตัวแล้วเรียกมันว่าอ้ายมารหัวขน...อ้ายชามันโตมาแบบนั้นแหละ...แต่มันเป็นเด็กแปลกอยู่อย่าง ต่อให้พ่อมันตีจนเนื้อยับขนาดไหนก็ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องของมันสักแอะ จนใคร ๆ ต่างล้อว่ามันเป็นใบ้” หลวงพ่อหยุดพัก อากาศช่วงเที่ยงเริ่มจะร้อนขึ้น ท่านจึงเอื้อมจะหยิบพัด แต่เจ้าทองรีบหยิบทั้งพัดให้เสียก่อนเป็นการเอาใจ หวังฟังเรื่องราวต่อ

                “เออ ขอบใจ” ท่านกล่าวชม แล้วเล่าต่อ “แล้ววันที่ชีวิตอ้ายชาเปลี่ยนแปลงก็มาถึง ไม่รู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น พ่อของอ้ายชาจึงมาลงกับมันหนัก ฟาดมันเสียตั้งแต่ในเขตวัด อาตมาเห็นแล้วสงสารเข้าห้ามปราม แต่พ่ออ้ายชาก็เดินเลี่ยง ลากมันขึ้นเรือแล้วตีมันต่อ ราวกับจะฆ่าให้ตายเสียทีเดียว หึ หึ คงเพราะตอนนั้นอาตมาเป็นพระบวชใหม่...เขาจึงไม่ให้ความเกรงใจ” หลวงพ่อหัวเราะเสียงขื่น เหมือนจะโทษตัวเองที่ไม่อาจช่วยอะไรได้

                “อาตมาได้แต่มองห่าง ๆ ไม่อาจช่วยอะไรได้ ขณะที่พ่ออ้ายชาเอาเรือแล่นออกไปกลางแม่น้ำ เสียงตะโกนจากเรือทำเอาอาตมาขนลุก พ่ออ้ายชาพูดขึ้นมาว่าจะส่งมันกลับไปอยู่กับพ่อมัน แล้วเอาแหมัดตัวไม่ให้มันดิ้นรนหรือว่ายน้ำได้ ตั้งท่าจะผลักมันตกเรือไป อาตมาคิดว่าเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ถึงจะฆ่าเด็กต่อหน้าพระ ส่วนแม่มันที่อยู่บนเรือด้วยกันก็ไม่มีทีท่าจะขัดขวาง ในตอนนั้นอาตมาได้แต่หันรีหันขวาง จะเรียกให้ใครไปช่วยก็ไม่มี...” พูดแล้วท่านก็กำมือแน่น นึกไปถึงภาพอันชวนใจหายในวันนั้น แม้แต่เจ้าทองเองก็พลอยหดหู่ไปด้วย

                “...ขณะที่อาตมาได้แต่ยืนนิ่งที่ท่าน้ำ ดูคนกำลังจะฆ่าเด็กต่อหน้าต่อตา แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าจระเข้เจ้าโผล่มาจากไหน มันใช้หางฟาด กวาดเอาทุกคนบนเรือตกน้ำไปหมด อึดใจต่อมาก็มีแต่แขนขาปลิวว่อน เลือดแดงฉาน อาตมาแทบจะเข่าอ่อน เพราะเพิ่งเคยเห็นพลังอำนาจของจระเข้เจ้าก็คราวนั้น...นึกแล้วยังขนลุกจนทุกวันนี้...”

                “แล้วอ้ายชา?” เด็กหนุ่มแทรกถามด้วยความใคร่รู้

                “นั่นล่ะที่ประหลาดที่สุด” หลวงพ่อว่า “แทนที่อ้ายชามันจะตายหรือถูกกิน กลับกลายเป็นว่ามันรอด แถมไม่ใช่รอดธรรมดา แต่เป็นจระเข้เจ้าที่ช่วยมันไว้ โดยคาบปลายแหพาอ้ายชามาที่ท่าน้ำตรงที่อาตมายืนอยู่ ตอนนั้นอาตมาขาแข็งจนก้าวหนีไม่ออก แต่พอเห็นแววตาของจระเข้เจ้าก็ยิ่งแปลกใจหนักกว่าเก่า มันไม่เหมือนแววตาของสัตว์กระหายเลือดเลย กลับมีความอ่อนโยนปรากฏอยู่ในนั้น อาตมาอาจจะคิดไปเองก็ได้ ว่ามันเหมือนกับพ่อที่เป็นห่วงลูก จึงพาอ้ายชามาให้อาตมาช่วยเหลือ จนเมื่อจระเข้เจ้าว่ายหายไปแล้ว อาตมาจึงรวบรวมความกล้าลงไปอุ้มมันขึ้นมา แม้ผิวตัวจะถูกแหที่มัดบาดจนเป็นแผล แต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก...เรื่องทั้งหมดนี้อาตมาเคยเล่าให้เจ้าอาวาสคนก่อนฟังเท่านั้น ตอนพาอ้ายชาไปขอความช่วยเหลือ ท่านออกความเห็นว่าให้เก็บเรื่องนี้เอาไว้ เพราะถ้าคนเล่าลือกันมากเข้าก็จะยิ่งมองอ้ายชาเป็นตัวประหลาด และทำให้อยู่กับผู้คนลำบาก”

                “หลังได้รับการช่วยเหลือ เจ้าอาวาสคนก่อนท่านก็ตั้งชื่อให้มันใหม่เสียเพราะพริ้ง เรียกมันว่าชาละวรรณ แปลว่าผิวเป็นตาข่ายแห ตามแผลเป็นบนตัวมัน  ท่านคงหวังจะชุบชีวิตให้มันใหม่ แล้วก็เลี้ยงมันไว้เป็นเด็กวัด ถึงอย่างนั้นทุกคนก็เรียกมันง่าย ๆ ว่าอ้ายชาเหมือนเดิม เรื่องนี้น่ะก่อนที่จระเข้เจ้าจะถูกจับได้ พอหลังจากจับจระเข้เจ้าได้แล้วก็ต้องหาคนเฝ้า ก็มีแต่อ้ายชานี่แหละ ที่อาสาดูแล คนอื่นไม่มีใครกล้าเลย”

                “กระผมจำได้ว่าครั้งที่พ่อครูมากราบหลวงพ่อครั้งแรก หลวงพ่อพูดว่าจระเข้เจ้ามันมีอีกชื่อ บางคนเรียกมันว่าอ้ายชา...ตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไรหรือขอรับ” เจ้าทองที่ยังค้างคาใจกับเรื่องที่เคยได้ยิน เอ่ยถามเพื่อความกระจ่าง

                “อือ มันก็เชื่อกันไปหลายทาง บางคนก็เชื่อว่าจระเข้เจ้ากินอ้ายชาแล้วหลุดหนีไป บางคนก็เชื่อว่าอ้ายชากับจระเข้เจ้าเป็นคนเดียวกัน มีที่เล่าลือไปอีกว่าจระเข้เจ้าได้กินอ้ายชา แล้ววิญญาณอ้ายชาก็สิงอยู่ในตัวจระเข้เจ้า มันจึงแปลงได้ทั้งคนและจระเข้ ทั้งคนที่ตกเป็นเหยื่อจระเข้เจ้า ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวพันกับอ้ายชา...” หลวงพ่อเล่าต่อ จากที่รู้สึกร้อนเพราะอากาศอบอ้าว กลายเป็นเย็นเยือกเมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่ง

                “...พูดแล้วอาตมายังรู้สึกขนลุกไม่หาย เหยื่อรายหนึ่งของมันคือเด็กวัดที่นี่ ชื่ออ้ายเอียด มันเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเด็กวัด เคยรังแกอ้ายชาบ่อย ๆ หลังจากวันที่จระเข้เจ้าหลุดไป อยู่มาวันหนึ่งอ้ายเอียดได้หายไป เด็กวัดพากันตามหา...จนมาเจอมันที่ริมน้ำ...” หลวงพ่อเว้นจังหวะ ถอนหายใจด้วยความอึดอัดก่อนจะเล่าต่อ

                “...ตอนที่ทุกคนไปเจอ อ้ายเอียดอยู่ในสภาพหายใจร่อแร่ ตามตัวมีแต่รอยบาดแผล...เป็นอ้ายชาที่คร่อมทับอ้ายเอียดอยู่...ที่น่ากลัวก็คือ...บาดแผลบนตัวอ้ายเอียดเกิดจากการกัดของอ้ายชา...มันกัดทึ้งจนเนื้อหลุดติดออกมาและเคี้ยวกินทั้งที่เหยื่อยังหายใจ ตอนที่ไปเจอ อ้ายเอียดกำลังถูกกัดกินใบหน้า ทั้งหู ทั้งจมูก และแก้ม ถูกกัดทึ้งทั้งเป็น เลือดไหลทะลัก ทุกคนในวันนั้นได้เห็นแววตาของอ้ายชา...มันไม่ผิดกับแววตาของสัตว์ร้าย ขณะกำลังตื่นตะลึง อ้ายชาก็กระโจนลงน้ำหนีไป พอคนอื่น ๆ ได้สติจะเข้าไปช่วยอ้ายเอียด จระเข้เจ้าก็กลับโผล่ขึ้นมากลืนร่างมันลงไป...นั่นล่ะที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าอ้ายชาคือจระเข้เจ้า และจระเข้เจ้าก็คืออ้ายชา สภาพที่เห็น ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าอ้ายชายังเป็นคน...คนที่ไหนจะกินเนื้อคนด้วยกันทั้งเป็นแบบนั้น...นั่นมันการกระทำของปีศาจชัด ๆ”

                หลานอาจารย์ไกรฟังพลางเหงื่อซึมออกมา หากไม่ใช่ด้วยอากาศร้อน แต่เป็นเพราะเหตุการณ์ที่ได้ฟังช่างคล้ายกับวันที่พ่อครูเสีย เจ้าทองเองก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ฆ่าพ่อครูจะเป็นคนไปได้เช่นกัน แต่แล้วกลับฉุกคิดถึงตะเภาแก้วที่ตะเภาทองบอกว่าเป็นเหยื่ออีกรายของอ้ายชา ทว่าเบาะแสที่มันเห็นกลับต่างกัน นอกจากหัวที่ถูกตัดออกไปแล้ว ศพของตะเภาแก้วก็ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างทารุณเลย...ไม่มีกระทั่งร่องรอยการต่อสู้ ราวกับเธอยินยอมพร้อมใจที่จะตาย ทั้งรอยตัดก็เกิดจากของมีคม หาได้เกิดจากการกัดทึ้งเช่นอ้ายเอียดและพ่อครู

                “แล้วตะเภาแก้วล่ะขอรับ เธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับอ้ายชาด้วยหรือเปล่า ?” เด็กหนุ่มถามด้วยความสงสัย

                “เออ จะว่าไปก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่กระมัง แต่เป็นอ้ายชาที่หลงรักอยู่ฝ่ายเดียว จนถึงขั้นลักพาตัวโยมตะเภาแก้ว ทั้งเจ้าสัวและหมื่นเสือเขาตามมาเอาเรื่องอาตมาถึงที่วัด แต่อาตมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น จนมีคนเห็นอ้ายชาพาโยมตะเภาแก้วหนีจนเกือบจะพ้นจากเมืองนี้เลยมาแจ้ง หมื่นเสือตามไปทันและช่วยกลับมาได้ ส่วนอ้ายชาได้หายไปในวันนั้น...นี่อาตมาไม่ได้พูดเองหรอกนะ” สมภารออกตัวก่อนจะเล่าต่อ “ใครเขาก็พูดกันว่าอ้ายชาคงถูกหมื่นเสือฆ่าตายไปแล้ว เพราะรู้กันทั่วว่าหมื่นเสือหมั้นหมายโยมตะเภาแก้วเพื่อดองกับเจ้าสัว ใครเข้าไปเกาะแกะเป็นได้ถูกเล่นงาน บ้างถึงขั้นพิการ แต่นี่อ้ายชาถึงขั้นลักพาตัวโยมตะเภาแก้ว มันก็เหมือนหยามน้ำหน้ากัน หมื่นเสือคงไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตรอด เพราะอย่างนั้นวันที่อ้ายเอียดตาย หลายคนจึงเชื่อว่าที่เห็นกันตอนนั้นน่าจะเป็นผีอ้ายชาเสียมากกว่า”

                “เหตุการณ์ที่หมื่นเสือไปตามตัวคุณหนูตะเภาแก้ว มันก่อนหรือหลังที่จระเข้เจ้าจะหลุดออกไปหรือขอรับ” เจ้าทองซักไซ้

                “ก่อนหน้ากันไม่เท่าไหร่ จะว่าไปก็สักสอง-สามเดือนที่แล้วนี่เอง ที่เมืองนี้กลับมาวุ่นวายอีกครั้งเพราะจระเข้เจ้าออกอาละวาด”

                เด็กหนุ่มกำพร้าฟังคำตอบแล้วครุ่นคิด ก่อนจะถามต่อไป

                “แล้วคุณหนูตะเภาแก้วล่ะขอรับ หลังจากที่พากลับมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”

                “ได้ยินว่าโยมตะเภาแก้วดูเงื่องหงอยซึมเซา ลือว่าคงถูกอ้ายชาทำของ แต่กลับมาได้ไม่นานก็ตายด้วยฝีมือจระเข้เจ้านี่ล่ะ” หลวงพ่อขยับเปลี่ยนอิริยาบถ ก่อนจะเล่าต่อ

                “อาตมาไม่เห็นกับตาหรอกว่าโยมตะเภาแก้วตายยังไง คนในเรือนเจ้าสัวเอามาเล่าอีกที บอกว่าวันนั้นโยมตะเภาแก้วลงไปอาบน้ำที่ท่า เธอสั่งบ่าวไพร่ให้ขึ้นไปหยิบของบนเรือน แต่คล้อยหลังไปหน่อยเดียวเท่านั้น โยมตะเภาแก้วก็ถูกฆ่าตาย บ่าวไพร่รีบลงไปช่วยก็เห็นแค่หลังจระเข้เจ้าว่ายจากไป ที่ประหลาดคือมันได้เอาหัวเธอไปด้วย แต่จนทุกวันนี้อาตมาก็ยังไม่ได้เห็นศพโยมตะเภาแก้ว เพราะเจ้าสัวได้เก็บศพเอาไว้ รอจนกว่าจะตามหัวลูกสาวคืนมาหรือล่าจระเข้เจ้าได้จึงจะยอมทำพิธี”

                เด็กหนุ่มจากต่างเมืองพยายามเรียบเรียง ปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้ฟัง นึกประเด็นที่จะซักถามต่อ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก หลวงพ่อก็ชิงพูดเสียก่อน

                “เอาล่ะ อาตมาก็มัวเล่าอะไรเสียยืดยาว อะไรที่พอนึกออกก็บอกไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ที่เรียกโยมมาก็ด้วยธุระอื่นหรอก...” ท่านเว้นจังหวะแล้วเอี้ยวไปหยิบห่อผ้าที่อยู่ด้านหลัง ข้างในห่อผ้ามีลักษณะเป็นแท่งยาว เจ้าทองหายใจแรงโดยไม่รู้ตัว ด้วยระลึกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

                “เอ้า นี่แน่ะ รับไปสิ สิ่งนี้มันเป็นของโยม” หลวงพ่อยื่นห่อผ้านั้นให้ เจ้าทองกราบก่อนจะรับมา สิ่งที่อยู่ภายในคือหอกสัตตะโลหะซึ่งด้ามหักเป็นสอง สภาพเหมือนเมื่อครั้งที่ถูกลูกน้องหมื่นเสือแย่งชิงไป

                “เจ้าสัวเขาเอาสิ่งนี้มาให้อาตมาเมื่อเช้าตอนที่ออกไปบิณฑบาต ทั้งเล่าให้ฟังว่าได้รับมาจากหมื่นเสืออีกทีหนึ่ง ทว่าตั้งแต่ได้มาก็มีแต่ฝันร้ายตลอด เลยมอบให้อาตมาเสียอีกต่อ หวังให้จบเรื่องไป อาตมาเห็นว่ามันเป็นของอาจารย์ไกรมาแต่เดิม จึงคิดว่ามอบให้แก่โยมน่าจะถูกต้อง เคยได้ยินมาว่าของบางอย่างมันเป็นฝ่ายเลือกเจ้าของ ทั้งเจ้าสัวและหมื่นเสือถึงจะนำหอกสัตตะโลหะไปเก็บไว้ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้” หลวงพ่อเล่าถึงที่มา ซึ่งอัศจรรย์ดังคำทำนายของตาพด ที่ว่าหอกสัตตะโลหะเป็นของวิเศษ ไม่ใช่ว่าใครก็ใช้ได้ จนต้องนำมาคืนในที่สุด

                “น่าเสียดายอยู่หน่อยก็ตรงที่ด้ามมันหัก ถ้าเข้าด้ามเสียใหม่ก็คงจะกลับคืนดีดังเดิม เรื่องนี้โยมลองถามอ้ายพดดู มันคงพอช่วยได้” พระท่านออกความเห็น

                เจ้าทองมองไปยังรอยหักสะบั้นตรงด้ามแล้วนึกถึงกำลังอันมหาศาลของจระเข้เจ้า เกิดครั่นคร้ามในใจ จากนั้นจึงเก็บเข้าห่อผ้าดังเดิม กราบภิกษุด้วยความสำนึกในพระคุณ

                “อืม อาตมายังจำที่โยมปฏิเสธจะตามคุณหญิงท่านไปเพราะต้องการจะปราบจระเข้เจ้า ล้างแค้นให้กับอา ถึงแม้โยมจะมีความมุ่งมั่น แต่หากบ้าบิ่นไร้สติก็ย่อมไร้ผล โยมจงระลึกถึงคำสอนของอาจารย์ไกรไว้ให้มั่น อาตมาเชื่อว่าเขาคงเตรียมเอาไว้พร้อมแล้วในวันที่โยมต้องอยู่ลำพัง ส่วนเรื่องที่อาตมาเล่าให้ฟัง ก็หวังจะเป็นประโยชน์แก่โยมบ้าง เอาล่ะ โยมก็ได้หอกของอาจารย์ไกรคืนแล้ว  หากยังหวังจะปราบจระเข้เจ้า อาตมาก็ขอเตือนอีกครั้งให้มีสติรอบคอบ คิดการณ์ได้แล้วค่อยทำ แต่หากเห็นว่าจะเพลี่ยงพล้ำก็ขอให้งดไว้ เอ้า พนมมือขึ้น อาตมาจะให้พร” ท่านกล่าว

                เด็กหนุ่มพนมมือขึ้นตามสั่ง หลวงพ่อเริ่มต้นสวดมนต์ให้สติแก่มัน เจ้าทองก้มหน้ารับฟัง เข้าใจในคำสวดแทบทุกคำด้วยบวชเป็นเณรหลายพรรษา อย่างน้อยก็รู้สึกใจเย็นลงกว่าครั้งที่พ่อครูเพิ่งเสีย ยามนี้มันไม่คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งอีกแล้ว อาจเพราะมีหญิงหนึ่งสั่งไว้ไม่ให้มันตาย มันได้ใช้สติไตร่ตรอง ถ้าหากต้องการปราบจระเข้เจ้า มันก็ต้องรู้จักจระเข้เจ้าให้มากกว่านี้

 

                เจ้ากำพร้ากราบลาเจ้าอาวาสเอาเกือบบ่าย ขากลับพบนางเกลี้ยงที่มารอให้หลวงพ่อทำนายฝัน ให้เกิดความดีใจ คิดว่าจะได้ทราบข่าวคราวตะเภาทองผ่านพี่เลี้ยงจึงส่งยิ้มทักทาย ทว่าอีกฝ่ายกลับมองมาด้วยสายตาราวจะกินเลือดกินเนื้อ ทำมันฉุกใจคิดได้ว่าเรื่องเมื่อคืนคงไม่พ้นรู้บ่าวหญิงผู้นี้ เจ้าหนุ่มน้อยจึงรีบก้มหน้าเดินจากไปคล้ายคนมีผิดติดตัว

                ครั้นตั้งใจจะเดินไปซื้อข้าวปลาที่ตลาด ให้ยังนึกเกรงลูกน้องหมื่นเสือ ขณะสองจิตสองใจอยู่นั้น เด็กวัดก็ได้มาบอกว่าหลวงพ่อสั่งให้แบ่งอาหารไว้ให้ เพราะกลัวว่าอยู่กับตาพดจะอด ๆ อยาก ๆ ซึ่งเจ้าทองก็ไม่ได้สังเกตว่าพักนี้ตัวมันดูทรุดโทรม ผ่ายผอมลงไป

                หลานอาจารย์ไกรนั่งกินข้าวปลาที่จัดให้ สำนึกในบุญคุณของหลวงพ่อ เมื่ออิ่มแล้วก็หันไปกราบทางทิศที่ตั้งกุฏิ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะรีบตื่นตามท่านออกบิณฑบาต

                หลังอิ่มท้องดีแล้ว เจ้าทองก็กลับมาครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้รับฟังมา นึกเสียดายที่ปล่อยเวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา ยิ่งได้รู้ว่าในแต่ละวันมีผู้คนต้องตายด้วยคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายก็ยิ่งรู้สึกอยู่เฉยไม่ได้

                เจ้าทองคิดว่าสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือต้องรู้ข้อมูลของจระเข้เจ้าโดยละเอียด จึงกลับไปยังบ่อที่เคยกักขังจระเข้เจ้า...บ่อเดียวกับที่มันเมาหัวทิ่มในคืนที่เผาศพพ่อครู

                บ่อที่เคยขังจระเข้เจ้าอยู่ใกล้กับกระต๊อบของครูพด คงเป็นสาเหตุที่อ้ายชามาขออาศัย กราบครูพดขอเป็นศิษย์ เด็กหนุ่มผิวขาวนวลไต่ลงไปยังก้นบ่อ ตรงเข้าสำรวจรูตรงผนังซึ่งไม่รู้ว่าถูกขุดไปถึงไหน แต่เมื่อดูใกล้ ๆ ก็เห็นว่ามีดินถล่มลงมาปิด มองไปรอบ ๆ แล้วคิดว่าหากจระเข้เจ้าจะหนีออกไปก็คงจะมีทางนี้ทางเดียว เว้นแต่มันจะแปลงเป็นคนแล้วปีนหนีไป

                เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น เจ้าทองก็รู้สึกสับสนขึ้นมา ใจหนึ่งเชื่อว่าจระเข้เจ้าและอ้ายชาเป็นคนละคนกัน จระเข้เจ้าก็แค่จระเข้ที่ตัวใหญ่โต หาได้วิเศษวิโสดังเช่นพ่อครูว่า แต่อีกใจก็เริ่มคล้อยตามความเชื่อของคนทั่วไป เพราะหลายครั้งการกระทำของจระเข้เจ้าก็ดูจะผิดกับสัตว์ธรรมดา ไหนจะการปรากฏตัวของอ้ายชาเองก็ดูราวกับภูตผี

                เจ้ากำพร้าหย่อนสะโพกลงบนพื้นแฉะ ๆ ปราบพื้นโคลนตรงหน้าให้ราบพอจะเขียนอะไรลงไปได้ แล้วประมวลเบาะแสที่ได้รู้มา โดยเริ่มจากเรื่องของจระเข้เจ้าที่ดูจะซับซ้อนน้อยกว่า

                จระเข้เจ้าซึ่งเคยก่อเหตุอาละวาดเมื่อสิบปีก่อน และถูกเจ้าอาวาสคนที่แล้วจับมาขังไว้ เรื่องคงจะจบด้วยดี หากว่ามันไม่หลุดไปและก่อเหตุอีก ในวันที่พ่อครูเสีย เจ้าทองเชื่อตาตัวเองว่าพ่อครูสยบเจ้าสัตว์ร้ายไว้ได้แล้ว หากการปรากฏตัวของอ้ายชานั่นหรอกที่เหนือคาดการณ์ แต่ร่างที่เห็นคืออ้ายชาที่เป็นคนมีเลือดเนื้อหรือเป็นภูตผี...หรือเป็นจระเข้เจ้าที่แปลงเป็นอ้ายชา...เรื่องนี้ยังเป็นปริศนา

                พอหันกลับมาคิดเรื่องของอ้ายชาแล้วให้นึกสงสารในชะตาอันอาภัพของมัน แม้จะกลายเป็นกำพร้าเหมือนกัน แต่เจ้าทองเองก็ไม่เคยขาดแคลนความรัก ถึงจะไม่ได้ใกล้ชิดพ่อและแม่ ทว่าตัวมันรู้ดีว่าทั้งสองต่างรักและคาดหวังในตัวมัน เมื่อมาอยู่กับอาไกรก็ได้รับความรักความเมตตา ส่วนอ้ายชานั้นเล่ากลับเกิดมาอย่างผิดแผก มันคือผลผลิตจากความผิดบาปที่แม้แต่แม่ผู้ให้กำเนิดยังรังเกียจ หากฟังจากที่หลวงพ่อเล่า ดูเหมือนจะไม่มีใครมอบความรักแก่อ้ายชาเลย เว้นแต่จระเข้เจ้า...เป็นเรื่องน่าแปลกที่สัตว์เดรัจฉานที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ไฉนกลับช่วยเหลือชีวิตเด็กที่ทุกคนรังเกียจเอาไว้ ?

                เมื่อตรองดูแล้ว หากเรื่องที่จระเข้เจ้าช่วยอ้ายชาเอาไว้เป็นเรื่องจริง สิ่งที่ชาวบ้านเล่าลือกันว่าอ้ายชาถูกจระเข้เจ้ากินและกลายเป็นผีสิงอยู่ในตัวจระเข้เจ้าก็ดูจะขัดแย้งกัน หรือที่คนพูดกันว่าอย่าไว้ใจพวกสัตว์เลือดเย็นอาจจะเป็นเรื่องจริง อ้ายชาอาจจะวางใจมากจนเกินไปจึงพลาดท่า...ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวหนัก แค่เรื่องที่อ้ายชาเป็นคนหรือผีก็แก้ไม่ตกเสียแล้ว

                ยังมีอีกปมหนึ่งคือเรื่องของตะเภาแก้ว ซึ่งเรื่องนี้เจ้าทองคิดว่าไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ มันค่อนข้างเชื่อตามที่หลวงพ่อบอก ว่าอ้ายชาเป็นฝ่ายหลงรักหญิงสาวแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงพยายามลักพาตัว แต่เมื่อไม่สำเร็จจึงได้ย้อนกลับมาฆ่าและตัดหัวหญิงสาวไป นับเป็นการฆาตกรรมที่สะเทือนขวัญ แต่เรื่องราวก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย ระหว่างเด็กสาวผู้งดงามและมีอันจะกิน กับชายหนุ่มสารรูปชั่วช้าผู้อยู่ในสถานะต่ำต้อยและไร้ซึ่งคนรัก การคงอยู่ของตะเภาแก้วเป็นเสมือนสิ่งทิ่มแทง สร้างความเจ็บปวดและริษยาแก่อ้ายชาจนเกินบรรยาย มันคงต้องการทั้งครอบครองและทำลายเด็กสาวในเวลาเดียวกัน จึงได้ตัดหัวตะเภาแก้วแล้วนำติดตัวไปด้วย...

                เรื่องราวของอ้ายชา ก่อให้เกิดความสงสัยแก่เจ้าทองอีกอย่าง ด้วยตัวมันรู้ว่าหมื่นเสือเป็นคนเช่นไร หากอ้ายชาลักพาตัวตะเภาแก้วแล้วหมื่นเสือตามไปช่วยจริง ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมื่นเสือจะต้องฆ่าอ้ายชาอย่างแน่นอน และคงเป็นสาเหตุที่ทั้งหมื่นเสือและเจ้าสัวไม่เชื่อเรื่องที่อ้ายชาแปลงเป็นจระเข้เจ้า พอวกกลับมาคิดเรื่องนี้ก็ชักจะเวียนหัวอีกรอบ

                อากาศยามบ่ายร้อนจัด ทว่าความชื้นแฉะของก้นบ่อกลับทำให้เจ้าทองรู้สึกเย็นสบาย เมื่อแดดแรงไล่มา เด็กหนุ่มก็ขยับเข้าไปหลบในรูตรงผนัง ข้าวเที่ยงเริ่มเรียงเม็ดในท้อง ทำหนังตาหนักลง ตั้งใจว่าจะพักสักหน่อย เผื่อว่าจะคิดเรื่องชวนปวดหัวทั้งหลายออก และเมื่อจะเอนกายนอน เจ้าทองก็จัดแจงปลดห่อผ้าด้านหลังเพื่อให้นอนได้สบาย นำห่อผ้ามาซุกไว้ใกล้ตัว หอกสัตตะโลหะที่แม้แต่ภูตผียังยำเกรงสงบนิ่งอยู่ภายใน เด็กน้อยกระชับห่อผ้าไว้มั่น ระลึกถึงพ่อครูผู้เป็นเจ้าของเก่าของหอกเล่มนี้ ก่อนจะผล็อยหลับไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #144 อำพันเชอรี่ (@markread) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 15:42
    ว่าจะไม่เอ่ยถึงแล้วเชียว

    นางเกลี้ยง เธอมีสิทธิ์อะไรมาเคืองหนุ่มน้อยของฉัน ฮ้า (ถลกแขนเสื้อ เท้าสะเอว เตรียมหาเรื่องเต็มที่)

    ตอนนายเธอเคลมน้องทอง ทำเป็นแกล้งหลับนะยะ เธอหลอกคนอื่นได้ แต่หาตบตาฉันได้ไม่ เชอะ (คนอะจึ๋ยๆ กัน ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยเนอะ หลับข้ามภพแล้วมั้งเนี่ย)

    สรุป อิฉันหนังหนากว่านางเกลี้ยงอีก ถถถถถ
    #144
    1
    • #144-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 13)
      25 มิถุนายน 2561 / 00:19
      555+ แหม เขาถนอมกล่อมเกลามาแต่น้อยก็ต้องหวงเป้นธรรมดาสิ สงสัยไม่รู้ว่านางเอกเป็นฝ่ายรุกเอง
      #144-1
  2. #62 Archetype (@Archy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 13:44
    ทำไมผมไม่ทันนึกมาก่อนว่า ชา มาจาก ชาละวรรณ เท่ดีครับ 555
    หลวงพ่อก็นะ...เล่าซะละเอียด สยดสยองเชียว
    #62
    1
    • #62-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 13)
      2 กรกฎาคม 2560 / 21:15
      เรื่องนี้พยายามตีความนิทานใหม่ เลยเลี่ยงจะใช้ชื่อตามนิทาน เว้นไว้ก็เฉพาะบาง(เพราะคิดไม่ออก 5555+)
      #62-1
  3. #52 minijupiter (@minicandy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 11:50
    อ่านแล้วตื่นเต้นมากเลย ติดตามอยู่นะคะ ?
    #52
    1
    • #52-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 13)
      21 พฤษภาคม 2560 / 15:33
      ขอบคุณที่ติดตามนะครับ
      #52-1
  4. #50 nongmuayzz (@nongmuayzz) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 09:37
    รอตอนต่อไปอยู่เน้อ
    #50
    1
    • #50-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 13)
      20 พฤษภาคม 2560 / 21:05
      ขอบคุณที่ติดตามครับ หยุดไปนาน คนอ่านหายหมดเลย
      #50-1