โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,484 Views

  • 158 Comments

  • 147 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    64

    Overall
    4,484

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 2 ครูคนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    21 เม.ย. 60

                ในห้วงความไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ความสงัดเงียบที่ล้อมรอบสร้างความสงบอย่างน่าประหลาด จนอยากจะอยู่เช่นนี้ตราบนิจนิรันดร์ หากไม่มีเสียงหนึ่งกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู...

                “ทองเอ๊ย ตื่นเถอะวะ”

                น้ำเสียงคุ้นเคย และมือหยาบกร้านที่สัมผัสแผ่วเบาบนหน้าผาก ปลุกร่างเพรียวบางขึ้นจากการหลับใหล เปลือกตาเผยอขึ้นกระพริบถี่ นัยน์ตางามเหลือบมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดี หัวใจพองโตจนแทบโลดมานอกอก เมื่อเห็นคนที่มันรักก้มมองมาด้วยความเอ็นดู

                “เอ็งเป็นอะไรไปวะ เห็นร้องละเมอเอะอะโวยวาย” น้ำเสียงเข้มถามด้วยความแปลกใจกับท่าทางของหลานชาย

                ร่างน้อยมิได้ตอบอันใด กลับสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ จึงรู้ว่าลืมตาตื่นขึ้นมาบนเรือสำปั้นแจวลำเก่า รายละเอียดเหมือนเมื่อครั้งที่เคยอยู่ร่วมกับพ่อครูทุกอย่าง เจ้าทองเด้งตัวลุกผลุง เข้าจับตามเนื้อตัวผู้เป็นอา โดยเฉพาะลูกกระเดือก ราวจะยืนยันสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มือเล็ก ๆ ที่คว้าเปะปะตามตัว ทำเอาเจ้าของร่างกำยำหัวเราะด้วยความจั๊กจี้

                “ฮ่ะ ฮ่ะ เป็นอะไรไปวะทอง เออ ตัวก็ไม่ร้อนนี่หว่า” ว่าพลางใช้หลังมือแตะหน้าผากเจ้าหลานชาย

                “ปละ...เปล่าจ้ะ ฉันแค่...ฝันร้าย” เด็กหนุ่มตอบ

                “เอ็งฝันว่าอะไรวะ ?”

                “ฉะ...ฉันฝันว่าพ่อครูเสียท่าจระเข้เจ้า ตายไปแล้ว...”

                หนุ่มใหญ่ผมขาวโพลนฟังคำหลานชายแล้วหัวเราะในลำคอ ไม่ได้ว่ากระไร หากเดินพ้นประทุนออกไปทางหัวเรือ พอเจ้าทองเดินตามไปก็เห็นอามันยื่นไม้พายส่งมาให้

                “เอ้า ตื่นแล้วก็ช่วยกันพายหน่อยเถอะวะ จะได้ถึงไว ๆ”

                เด็กหนุ่มรับไม้แล้วช่วยพายตามสั่ง ไม่ได้ถามว่าจะไปที่ใด เห็นแต่เวิ้งน้ำว่างเปล่า หมอกหนาปกคลุมโดยรอบจนมองไม่เห็นทิวทัศน์ เรื่อแล่นเอื่อยเฉื่อยไปได้สักพัก อยู่ ๆ อาจารย์ไกรก็เพ่งตาเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง ลุกขึ้นยืน ตะโกนออกไป

                “พี่สังข์ มาเถอะ ขึ้นเรือไปด้วยกัน”

                เจ้าทองเขม้นตามองก็เห็นชายร่างท้วมกำลังเดินลุยน้ำลึกถึงเอว หมอสังข์หันมายิ้มทักทาย ตรงเข้ามาหา เด็กหนุ่มนึกถึงภาพศพหมอจระเข้แห่งเมืองละคอนที่เหลือศพแค่ครึ่งตัวแล้วใจหายวาบ มั่นใจว่าหมอสังข์ตายไปแล้วแน่ ๆ แต่รอยยิ้มนั้นมีชีวิตชีวาอย่างคนเป็น ครั้นปีนขึ้นเรือแล้วก็ยังคงมีสองขาครบถ้วน ทำเอาเจ้าทองเริ่มไม่แน่ในความทรงจำที่มีก่อนหน้านี้

                อาจารย์ไกรและหมอสังข์พูดคุยทักทายกันอย่างสนิทสนม ขณะพายเรือไปด้วย เจ้าทองมองไปรอบ ๆ ก็เริ่มเห็นเงาผู้คนเดินอยู่ในม่านหมอก มุ่งไปทางเดียวกับเรือ มันมองผ่านเลยไปเพราะไม่รู้จักใครในนั้น กระทั่งคุ้นตากับหญิงคนหนึ่งซึ่งอ่อนวัยกว่ามันสักหน่อย แทบจะหยุดหายใจเมื่อจำได้ว่าเป็นนางอ่อน ทาสของหมื่นเสือที่เพิ่งตายไม่นาน...

                เด็กหนุ่มเริ่มหายใจติดขัด เหงื่อซึม มือไม้สั่นจนพายเรือต่อไปไม่ไหว เพราะคนที่มันเห็นล้วนตายไปแล้วทั้งนั้น หรือตัวมันเองก็ตายไปแล้วเช่นกัน ?

                “อ้ายทอง เอ็งไม่ได้ฝันไปหรอกวะ อาตายไปแล้วจริง ๆ” อามันบอกเสียงเรียบ เมื่อเห็นหลานชายชะงักฝีพาย

                “ถะ...ถ้าอย่างนั้น...พะ...พ่อครู...กะ...ก็เป็นผี ?” เด็กน้อยแข็งใจถามกลับ น้ำเสียงสั่น ฟันกระทบกันดังกึกกัก

                “โธ่เอ๊ย อาบอกเอ็งหลายครั้งแล้วว่าผีไม่มีจริง มัวแต่เชื่อเรื่องเหลวไหล” ผู้เป็นอาดุ เขกหัวเจ้าหลานชาย ก่อนจะคว้าใบหน้าขาวเข้ามาจนชิด

                “ขอบใจว่ะทอง ที่ช่วยทำศพให้อากับหมอสังข์ อาจะเตือนเอ็งไว้อย่าง อ้ายพดมันบ้า เอ็งอยู่กับมันระวังจะบ้าตามมัน เอาล่ะ เอ็งมาส่งแค่นี้ก็พอแล้วล่ะวะ” พูดจบอาจารย์ไกรก็ใช้เท้ายันหลานชายจนกระเด็นตกเรือ เจ้าทองสำลักน้ำ พยายามตะกายตัวขึ้นมา

                “ฮ้า !” ร่างเพรียวบางสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่จนส่งเสียงดัง ยันตัวเองลุกขึ้นจากน้ำ เหลียวมองรอบตัวก็ไม่เห็นทั้งพ่อครูและเรือสำปั้นแจว จะเห็นก็แต่ปลักเลนและแอ่งน้ำ

                เด็กหนุ่มไอโขลกสำลักน้ำโคลน ลุกขึ้นยืนในสภาพโงนเงน รู้สึกปวดมึนหัวรุนแรง มองสำรวจรอบ ๆ เหมือนจะเป็นก้นบ่อลึกสักหกศอก กว้างเกินสิบวา มีซุงตาลปักไว้รอบบ่อเป็นผนัง เมื่อคืนมันคงจะเมามากจนพลัดตกลงมา และคงจะดิ้นจนเผลอตกไปในแอ่งน้ำอีกที เดชะบุญที่สำลักน้ำตื่นขึ้นมา ไม่อย่างนั้นคงได้ตายเพราะจมน้ำลึกไม่ถึงศอก

                เมื่อสังเกตผนังด้านหนึ่ง ต้นซุงถูกเจาะเป็นช่อง ดินด้านหลังถูกขุดเป็นอุโมงค์ซึ่งไม่รู้ว่าทอดยาวไปถึงไหน ขนาดกว้างพอที่ตัวมันจะลอดได้สบาย ขณะกำลังจะตรงเข้าไปสำรวจ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านบน

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ่ะ ฟื้นแล้วเหรอวะ เมื่อคืนเมาหัวทิ่มบ่อเชียวนะเอ็ง” เสียงหัวเราะแหลมสูงลอยมา เป็นสัปเหร่อหน้าตาอัปลักษณ์ที่ชะโงกหน้าพ้นขอบบ่อลงมาดู

                “พระ ! พระออกบิณฑบาตกันหรือยังครู ?” เจ้าทองนึกขึ้นได้ ตะโกนลั่น คิดถึงหน้าที่คนมาอาศัยวัด รีบวิ่งหาทางปีนขึ้นจากบ่อ แต่ล้มทิ่มหัวคะมำเพราะยังเมาค้างอยู่มาก

                “ฮี้ อ่ะ อ่ะ อ้ายทอง ตะวันขึ้นโด่งจะตรงหัวอยู่แล้ว พระที่ไหนจะออกไปบิณฑบาตวะ ป่านนี้สวดมนต์จำวัดแล้วโว้ย” ตาพดครูคนใหม่ของเจ้าทองหัวเราะใส่ ชี้ให้ดูพระอาทิตย์ที่ลอยสูง

                หลานอาจารย์ไกรได้ยินแล้วทรุดลงนั่ง นึกโมโหตัวเองที่เพิ่งมาอาศัยวัดได้สองวัน หน้าที่ซึ่งตั้งใจว่าจะช่วยสนองคุณข้าวก้นบาตรก็เป็นอันเหลวเสียแล้ว มันนั่งซึมอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความว่างโหวงในท้อง อยู่ ๆ ลมก็ตีย้อนจนสำรอกออกมา

                “เฮ้ย อ้วกซะอย่างงั้นล่ะเอ็ง ท้องว่างล่ะซี เอ้า รีบปีนขึ้นมาโว้ย จะได้กินข้าวกินปลา” ชายร่างผอมแห้งร้องบอก โยนเชือกลงมาให้ เจ้าทองยังคงโก่งคออ้วกต่อ แต่ไม่มีอะไรออกมา มองไปที่กองอาเจียนเห็นชิ้นเนื้อเล็ก ๆ จากศพ ไม่รู้ว่าเป็นของพ่อครูหรือหมอสังข์ มันใช้หลังมือเช็ดคราบอาเจียน สะกดความคลื่นเหียนแล้วจับเชือก ปีนขึ้นไปด้วยความลำบาก เหลียวไปมองรูตรงผนังบ่ออีกครั้งก่อนจะละสายตา

                เมื่อกลับขึ้นมาข้างบน เด็กหนุ่มมองเห็นกองขี้เถ้าสองกองซึ่งเคยเป็นเชิงตะกอนเผาศพ เป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องราวเมื่อคืนนี้ว่าได้เกิดขึ้นจริง หาใช่เพราะเมามายหรือฝันไป

                “อ้ายทอง เมื่อคืนเมาแล้วหลับเลยนะเอ็ง ไม่มาช่วยข้าเก็บกระดูก” สัปเหร่อบ่นกระปอดกระแปด

                “กระดูก ! กระดูกพ่อครูอยู่ไหนหรือจ๊ะ ?” เจ้าทองหน้าตื่น เมื่อนึกถึงกระดูกพ่อครูและหมอสังข์ที่ต้องเก็บไว้ทำบุญให้ผู้ตาย

                “โน่นแน่ะ ข้าตากแดดเอาไว้ ตอนเย็นเอ็งค่อยเก็บเอาไปให้หลวงพ่อทำพิธี” ตาพดบอก ชี้ไปที่แคร่ซึ่งวางอยู่กลางแดด บนนั้นมีผ้าขาวรองกระดูกอาจารย์ไกรและหมอสังข์ วางแยกกัน

                เจ้าทองหันมองตาม ค่อยอุ่นใจที่ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย ถึงอาพดจะดูบ้า ๆ บอ ๆ แต่ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง

                “ไงวะ หิวล่ะสิ ไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว เดี๋ยวข้าหาอะไรให้เอ็งกิน” ชายร่างผอมโกรกเห็นเด็กหนุ่มยืนนิ่งจึงร้องสั่ง เมื่อเห็นมันเดินไปที่ท่าเพื่ออาบน้ำ ค่อยเดินแยกไปอีกทางเพื่อเตรียมอาหาร

 

                เจ้าทองพาร่างที่หิวโซทั้งปวดหัวเพราะเมาค้าง เปื้อนกระมอมกระแมมจนไม่เหลือเค้าความงามจนเป็นที่หลงใหลของเหล่าแม่ยก มันเดินมาถึงท่าน้ำ หันไปมองเรือสำปั้นแจวที่เคยนอน ขึ้นไปสำรวจ ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบ หยิบผ้าผืนใหม่มาเตรียมผลัดกับผืนที่นุ่งอยู่ ซึ่งเปื้อนโคลนดำปี๋ จากนั้นจึงเดินลงไปอาบน้ำ

                เมื่อบรรจงเช็ดถูร่างกาย คราบโคลนสีดำตัดกับผิวขาวนวลเนียนจึงค่อยถูกชำระออกไป มองเงาสะท้อนในน้ำ บาดแผลบนใบหน้าจากฝีมือลูกน้องหมื่นเสือค่อยทุเลา ทำให้พอจะนึกถึงหน้าแม่ได้บ้าง พอนึกถึงแม่ก็พลอยคิดถึงหญิงอีกนางหนึ่ง เป็นหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับมัน คิ้วเข้ม ดวงตาคมโต แต่ผิวขาวเพราะมีเชื้อจีน จำได้แม่นว่าหญิงนั้นชื่อตะเภาทอง...

                อะไรบางอย่างทำให้เจ้าทองคิดถึงหญิงนางนั้น หาใช่เพียงเพราะรูปร่างหน้าตา แต่มันทำให้นึกไปถึงตอนที่เจอกันวันที่พ่อครูตาย ตะเภาทองเป็นคนช่วยมันไว้จากชายลึกลับที่ดูจะมีส่วนเชื่อมโยงกับจระเข้เจ้า...หรืออาจเป็นร่างแปลงของจระเข้เจ้าอย่างที่ผู้คนล่ำลือ แต่น่าแปลก...ที่บุตรสาวเจ้าสัวดูจะไม่เกรงกลัวอมนุษย์ผู้นั้นเลย...หรือเธอจะล่วงรู้บางสิ่งเกี่ยวกับชายลึกลับและจระเข้เจ้า ?

                ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั่นเอง รู้สึกตัวอีกทีเด็กหนุ่มกำพร้าก็เห็นจระเข้ตัวไม่ใหญ่ ลอยอยู่ห่าง ๆ ดวงตาสีเหลืองของมันจ้องมองมา เจ้าทองสังเกตกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย บางสิ่งทำให้มันประเมินว่าเจ้าสัตว์เลื้อยคลานเกล็ดหนานั้นมิได้เป็นภัยคุกคาม มันว่ายอยู่เพียงห่าง ๆ จ้องมองมาด้วยความสนใจแต่ก็ปนไปด้วยความระแวง ครั้นเจ้าทองขยับ จระเข้ตัวนั้นก็รีบดำหนีหายไปอย่างรวดเร็ว หนุ่มน้อยนึกได้ว่าตนอาบน้ำอยู่นานพอดูแล้ว จึงรีบขึ้นผลัดผ้าแต่งตัว เข้าไปดูที่กระท่อมว่ามีอะไรพอช่วยอาพดได้บ้าง

                เจ้าทองก้าวเข้าไปในกระต๊อบซอมซ่อด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ พยายามมองหาเจ้าของกระต๊อบ เหลือบมองไปยังแคร่ที่เคยเห็นอาพดทำอะไรบางอย่างกับศพนางอ่อน แต่ไม่มีศพเด็กสาวแล้ว คล้ายว่าวันก่อนมันแค่ตาฝาดไปเท่านั้น เสียงก๊อกแก๊กดังมาจากด้านหลัง เจ้ากำพร้าสืบเท้าตรงไป กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก พอเดินพ้นเหลี่ยมที่กำบังก็ได้เห็นอาพดกำลังนั่งอยู่หน้ากองไฟ ย่างอะไรบางอย่าง

                “อาบน้ำนานจริงนะเอ็ง มา ๆ กินข้าวโว้ย กินกับปลาไหลย่างนี่แหละ ระวัง ๆ หน่อยล่ะ ก้างมันเยอะ แต่อร่อยอย่าให้โว” ชายผู้ยึดอาชีพสัปเหร่อชักชวน เจ้าทองลงนั่งยองใกล้ ๆ ไม่ช้าเจ้าบ้านก็คดข้าว พร้อมปลาไหลย่างยื่นส่งให้

                “เอ้า ชิมดูก่อน แล้วเอ็งจะติดใจ” อาพดว่า

                ปลาไหลย่างตัวโตส่งกลิ่นหอมฉุย พุงขาว ๆ ถูกย่างไฟกลายเป็นสีเหลืองนวล เด็กหนุ่มบิเนื้อปลาลองชิม เจอก้างเยอะดังคำเตือน แต่ก็อร่อยลิ้นทีเดียว ด้วยความหิว เจ้าทองจึงกินไปอย่างลืมตัว รู้สึกตัวอีกทีก็กินไปจนเกือบหมด

                “อ้ายทอง เดี๋ยวเอ็งไปนอนตรงที่อ้ายชาแล้วกันวะ” ครูคนใหม่ของเจ้าทองบอก ทำให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าจากมื้อกลางวัน

                “อ้ายชา...ใครกันหรือพ่อครู ?” เจ้าทองถาม รู้สึกคุ้นชื่อนั้น

                “ลูกศิษย์คนก่อนหน้าเอ็งไงวะ” อาพดทำเสียงจิ๊จ๊ะ เหมือนรำคาญที่จะตอบ

                “แล้วตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนหรือ ?” เด็กหนุ่มยังคงถามต่อด้วยซื่อ

                “ไม่อยู่แล้วโว้ย !” สัปเหร่อร่างผอมโกรกโบกมือไล่ ไม่อยากให้ถามเรื่องนี้อีก

                “เอ้า กินข้าวแล้วก็ต้องกินเหล้าด้วยโว้ย” ว่าแล้วก็ยื่นไหเหล้ามาตรงหน้า เด็กหนุ่มมีท่าทีลังเล แต่ดวงตาปูดโปนที่จ้องมาอย่างคาดคั้น ก็ทำให้มันรับมาดื่มอย่างเสียมิได้

                “อาพด เอ๊ย ครู รู้ไหมว่าฉันจะหาทางเอาหอกสัตตะโลหะคืนมาได้ยังไง ?” เจ้าทองถาม ลิ้นระรัวเพราะฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปอึกแรก ใจยังคงนึกกังวลถึงอาวุธคู่ใจของพ่อครูที่ถูกแย่งชิงไป

                “ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องทำอะไรหรอกโว้ยอ้ายทอง หอกสัตตะโลหะมันไม่ใช่ว่าใครก็ใช้ได้ เอ็งคอยดูแล้วกัน ไม่เกินสามวันเจ็ดวัน เดี๋ยวมันก็เอามาคืน” สัปเหร่อครึ่งบ้าครึ่งดีตอบอย่างไม่อนาทรร้อนใจ จ่อมวนยาจี้กับกองไฟที่ใกล้มอดเต็มที จนติดดีแล้วก็ยื่นให้เด็กหนุ่ม

                “เอ้า อิ่มข้าวแล้วก็ต้องตบด้วยอ้ายนี่”

                เจ้าทองลังเล แต่ควันที่ลอยฉุยเข้าจมูกกระตุ้นเตือนให้นึกถึงความเคลิบเคลิ้มที่เจ้าสิ่งนี้มอบให้ จนรีบคว้ามาสูดเข้าปอด เพียงอึกเดียวก็รู้สึกล่องลอยจนไม่นึกถามอะไรอีก

 

                สามวันผ่านไปนับแต่เผาศพอาจารย์ไกร เมืองปากยมยังคงตกอยู่ในความเงียบงันและหวาดผวา เหล่าสัตว์ร้ายพากันจับจองลำน้ำไว้ด้วยความเหิมเกริมยิ่งกว่าเก่า ราวกับรู้ว่าไม่มีผู้ใดขัดขวางพวกมันได้อีก สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวเมือง อย่าว่าแต่การพายเรือสัญจร แม้จะตักน้ำก็ยังต้องชักชวนกันไปหลาย ๆ คนเพื่อช่วยกันระวังระไว ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก

                ความเดือดร้อนทำให้ชาวบ้านหวังได้ใครสักคนเป็นที่พึ่ง แต่ก็หามีไม่ ไม่มีคนเห็นหมื่นเสือผู้รั้งเมืองมาหลายวันแล้ว ด้วยเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ลือกันว่าถูกผีอาจารย์ไกรเล่นงานเสียไข้จับ เพราะต่างก็รู้ว่าทั้งคู่ไม่ถูกกัน ยิ่งหมื่นเสือตามรังควานหลานชายเพียงคนเดียวของอาจารย์ไกร ก็ยิ่งมีเค้าในสิ่งที่เล่าลือ บ้างก็ว่าเป็นผีนังอ่อนที่มาตามล้างแค้น ด้วยต่างรู้กันดีว่าใครเป็นคนฆ่านังอ่อน

                เมื่อขาดที่พึ่ง ชาวบ้านจึงต้องระมัดระวังกันเอง ฝูงวัวควายสัตว์เลี้ยงก็ต้องต้อนขึ้นที่ดอน ทำรั้วให้แน่นหนา ส่วนหมอจระเข้อื่นที่จะรับอาสานั้นอย่าหวัง ข่าวการตายของอาจารย์ไกรทำให้หมอจระเข้พากันขยาด ไม่กล้ากระทั่งผ่านมาเมืองนี้

                ทางเรือนเจ้าสัว ทุกคนยังดำเนินชีวิตไปอย่างปกติ แม้การค้าขายจะซบเซาลงมาก แต่ด้วยรั้วรอบขอบชิดและบ่าวไพร่พรักพร้อม ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากฝูงจระเข้ที่ออกอาละวาด ตัวเจ้าสัวก็ทำได้เพียงกระจายข่าวหาคนปราบจระเข้เจ้า แล้วก็เก็บตัวเงียบรอผู้ที่มาอาสา

                ข่าวคราวที่เงียบหายไปของหลานชายอาจารย์ไกร สร้างความหงุดหงิดใจให้ตะเภาทองบุตรสาวเจ้าสัว แม้จะฝึกอาวุธอย่างที่ทำเป็นประจำ ทว่าจิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย

                เปรี้ยง ! เสียงปืนคาบศิลาแผดลั่น กลบสรรพสำเนียงรอบกายลงสิ้น จนเมื่อควันจากดินปืนจางลง ผลแตงที่วางเป็นเป้ากลับไม่มีรอยบุบสลายแต่อย่างใด นางเกลี้ยงผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงและครูฝึกตรงไปสำรวจ แล้วเดินเลยไปค้นหากระสุนซึ่งฝังในกำแพงด้านหลัง เบนจากเป้าไปเป็นศอก

                “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ ระยะแค่นี้ยังยิงไม่เฉียดเลย” นางเกลี้ยงกล่าวตำหนิ ตะเภาทองดูจะไม่ใส่ใจ หันไปส่งปืนให้บ่าวไพร่นำไปเก็บ ขยับแขนให้หายเจ็บที่ร่องไหล่จากแรงถีบของปืน ซึ่งปรากฏรอยแดงตัดกับผิวขาวนวล

                “นี่หลานชายอาจารย์ไกรเธอยังเงียบอยู่อีกหรือ ?” เด็กสาวถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “น้าเกลี้ยงได้ไปบอกเธอหรือเปล่าว่าฉันจะหาโอกาสไปพบ ?”

                “บอกสิเจ้าคะ บอกเมื่อวันสวดศพอาจารย์ไกรนั่นไง เธอยังตอบกลับมาว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะติดต่อมาเอง” พี่เลี้ยงคนสนิทถ่ายทอดตามที่จำได้

                “หึ ! เล่นองค์นัก” เด็กสาวค่อนขอด

                “หรือว่าหนีไปแล้วก็ไม่รู้นะเจ้าคะ คิดดูสิว่าขนาดตัวอาจารย์ไกรยังเสียทีจระเข้เจ้า แค่หลานชายจะไปทำอะไรได้ ไหนจะถูกหมื่นเสือรังควานอีก ไม่เปิดตูดหนีก็ไม่รู้จะว่าไงล่ะ” นางเกลี้ยงออกความเห็น

                “แบบนั้นก็ยังดี กลัวแต่เธอจะไปสู้กับจระเข้เจ้าทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยนี่สิ แล้วก็คงจะพลาดท่าเหมือนอาจารย์ไกร นี่น้าเกลี้ยงได้บอกเธอเรื่องตัวจริงของจระเข้เจ้าหรือเปล่า ?” ตะเภาทองคาดคั้นถามอีก น้ำเสียงแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                “เอ้ ? เออ...บอก...บอกสิเจ้าคะ” หญิงรับใช้ตอบเลี่ยง หลบสายตา

                “นี่น้าเกลี้ยงไม่ได้บอกไปหรือ แล้วถ้าเธอไปสู้โดยไม่รู้ความจริง มิกลายเป็นเหยื่อจระเข้เจ้าไปอีกรายหรือไร” คุณหนูของบ้านขึ้นน้ำเสียง ออกจะฉุนอยู่หน่อย

                “โถ คุณหนู จะว่าเป็นความจริงก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนะเจ้าคะ เราก็แค่คาดเดาไปเอง ความจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้นะเจ้าคะ” นางเกลี้ยงแย้ง

                “น้าเกลี้ยงฟังฉัน” เด็กสาวกล่าวหนักแน่น “ทั้งหมดนี้มันคือฝีมืออ้ายชา ไม่ใช่จระเข้ผีจระเข้เจ้าที่ไหน วันที่อาจารย์ไกรตายก็เห็นกับตากันแล้วนี่”

                “เอ๊ะ อันนั้นน้าก็ไม่แน่ใจนะเจ้าคะ วันนั้นที่เราเห็นอาจจะเป็นผีอ้ายชาก็ได้” บ่าวรับใช้แย้ง

                “น้าเกลี้ยงนี่เอาแต่เชื่อเรื่องเหลวไหล ผีเผอมันจะไปมีจริงได้ยังไง” เด็กสาวดุ ระอากับความเชื่องมงาย

                “อ้าว คุณหนูไม่เคยได้ยินหรือเจ้าคะ ที่เขาว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อะไรที่เรายังไม่รู้แน่ก็เชื่อเอาไว้ก่อนเถอะเจ้าค่ะ ว่าแต่...” นางเกลี้ยงเว้นเสียง จ้องมองนายหญิงอย่างเลศนัย “ทำไมคุณหนูดูจะเป็นห่วงเป็นไยพ่อทองนักล่ะเจ้าคะ ไหนว่าไม่ชอบผู้ชายอ้อนแอ้น”

                “เอ๊ะ น้าเกลี้ยงก็พูดแปลก ๆ หรือฉันควรจะปล่อยให้เธอตายไปล่ะ อีกอย่างถ้าเธอปราบจระเข้เจ้าได้มันก็เป็นผลดีต่อตัวฉัน”

                “ดีตรงที่จะได้เธอเป็นผัวหรือเจ้าคะ” นางเกลี้ยงรีบแทรก ทำเอานายหญิงโกรธเป็นฟืนไฟ ทุบใส่เป็นการใหญ่

                “โอ้ย ฮะ ฮะ อดโทษเถิดเจ้าค่ะ นี่คุณหนูคิดว่าเธอจะปราบจระเข้เจ้าได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ น้าไม่เห็นแววเลย” บ่าวรับใช้รีบเปลี่ยนเรื่อง

                “ก็เขาเป็นถึงหลานอาจารย์ไกร คงต้องมีอะไรดีติดตัวบ้างหรอก” อะไรบางอย่างทำให้ตะเภาทองเชื่อเช่นนั้น

                “นั่นสิเจ้าคะ เขาว่าอาจารย์ไกรนอกจากจะมีชื่อเรื่องปราบจระเข้แล้ว ยังมีดีอยู่อีกเรื่องเจ้าค่ะ”

                “เรื่องอะไรหรือ ?” เด็กสาวถามด้วยความสงสัย

                บ่าวคนสนิทไขข้อสงสัยด้วยการเข้ามากระซิบข้างหู

                “น้าเกลี้ยง !” ตะเภาทองร้องเสียงดัง หน้าแดงซ่านขึ้นมาเมื่อฟังคำตอบ ไล่ทุบพี่เลี้ยงเป็นการใหญ่ โมโหที่กลับวกมาพูดเรื่องพรรค์นั้นอีกจนได้

                หญิงทั้งสองวิ่งไล่กันเป็นการใหญ่ โดยเด็กสาวอ่อนวัยกว่าเป็นฝ่ายวิ่งไล่ และสาวใช้เป็นฝ่ายวิ่งหนี หากเป็นไปอย่างไม่จริงจังนัก กระทั่งมาถึงหน้าบ้าน เห็นเจ้าสัวยืนอยู่ที่ชานพัก เจรจากับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งมีใบหน้าเศร้าหมอง ให้เกิดความสงสัยขึ้น

                “ฉันเสียใจด้วยนะ แม่บัวคล้ำ บัวคล้อย ตาหลอแกเป็นคนดี ไม่น่าอายุสั้น แต่ฉันเองก็สุขภาพไม่สู้ดี เดินเหินไม่สะดวก คงไปร่วมงานไม่ได้ เอาไว้จะให้ใครไปช่วยงานแทนแล้วกัน” เศรษฐีร่างอ้วนบอกกับสองสาวฝาแฝดที่เดินทางมาแจ้งข่าว

                “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ อิฉันสองคนแค่มาบอกกล่าวกับท่านเจ้าสัวเพราะคุ้นเคยกัน ไม่ได้หวังมารบกวนแต่อย่างใด” บัวคล้ำแฝดผู้พี่ตอบ ใบหน้ายังคงโศกสลด ทั้งกลุ่มเตรียมตัวจะลากลับอยู่แล้ว หากตะเภาทองรีบแทรกเข้ามาเสียก่อน

                “ฉันไปเอง ฉันจะไปงานแทนเจ้าสัวเอง ประเดี๋ยวจะตามทุกคนไป” เด็กสาวอาสาทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ทั้งหมด

                การเสนอตัวอย่างกะทันหันของบุตรสาว สร้างความแคลงใจให้เศรษฐีเจ้าของเรือน รู้สึกเหมือนมีลับลมคมใน แต่ก็ไม่กล้าจะเอ่ยทัดทาน ผิดกับนางเกลี้ยงหญิงรับใช้ ที่รู้ดีว่าคุณหนูของตนตั้งใจหาโอกาสไปวัดด้วยสาเหตุใดกันแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #37 Tresh (@KillerOrDie) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 03:09
    ตาพดพาเจ้าทองปุ๊นสินะ 5555555555555555555 เจ้าทองมันติดใจแล้วนั่นน่ะ
    #37
    1
    • #37-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 10)
      23 เมษายน 2560 / 21:13
      55555+ พลังเขียวเอาชนะได้ทุกอย่างครับ
      #37-1
  2. #36 Panther_13 (@Ding_Master) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 19:26
    มาแล้วๆเรื่องกำลังเข้มข้นจริงๆรักเรื่องมากเลยอ่ะ
    #36
    1
    • #36-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 10)
      21 เมษายน 2560 / 22:08
      ขอบคุณที่ติดตามครับ
      #36-1