โศกนาฏกรรมแห่งสายน้ำ

  • 90% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,387 Views

  • 158 Comments

  • 145 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    8

    Overall
    4,387

ตอนที่ 1 : บทของหมอจระเข้ ตอนที่ 1 ชายพเนจร(แก้ไข)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    4 ต.ค. 61

 

                เรือมาดลำหนึ่งสัญจรผ่านท้องน้ำเงียบสงัด ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ กระทบตลิ่ง แผ่วเบาดุจเสียงกระซิบ บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบด้วยเป็นเวลาโพล้เพล้ บนท้องฟ้าสีหม่นเป็นผีตากผ้าอ้อม นกกลุ่มหนึ่งกำลังจรกลับรังนอน เจ้าของเรือแหงนมองแล้วให้ผิวปากอารมณ์ดี จ้วงพายต่อไปอย่างไม่รีบร้อน

                ตาเกิดเป็นชายวัยสี่สิบกว่า ผู้ยึดอาชีพหมอจระเข้เลี้ยงตนมาช้านาน ถูกขอร้องให้มาปราบอ้ายเข้ร้ายซึ่งไม่เกินมือแกไปได้ มันถูกมัดอย่างแน่นหนาบรรทุกมาบนเรือ ซึ่งจะช่วยให้ตาเกิดสบายไปอีกพักใหญ่ ขณะนึกเคลิ้มไปถึงเงินก้อนใหญ่ อยู่ ๆ ก็มีก้อนดินปามาถูกกราบเรือ ทำลายความสุนทรีจนหมดสิ้น

                “ใครมันเล่นแผลง ๆ ปาเรือข้า ออกมาทีรึ” ไม่เพียงว่าเปล่า ชายวัยสี่สิบสิบกว่าลุกขึ้นยืนกลางเรือ ควงไม้พายก๋าอย่างคนโมโหร้าย กวาดตามองไปทั่ว

                อึดใจก็เห็นเงาชายคนหนึ่งทำทีหลบอยู่หลังต้นไม้

                “เฮ้ย เอ็งมาปาเรือข้าทำไม ?” ตาเกิดร้องถาม หากชายปริศนาไม่ยอมตอบ กลับหันหลังเตรียมวิ่งหนี ตาเกิดไม่ร้องถามเป็นคำรบสอง รีบนำเรือเทียบฝั่งแล้ววิ่งตามไปพร้อมไม้พายกระชับมั่น หมายฟาดเจ้าคนที่มาลองดีให้รู้สำนึก ครั้นตามไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องแปลกใจ เมื่อเจ้าคนที่มาก่อกวนชะลอฝีเท้าแล้วหันมา เพียงเห็นรูปร่างหน้าตาอันแปลกประหลาด ตาเกิดก็ถึงกับหลุดปากอุทานออกมา

                “เอ็งเป็นใครกันแน่วะ...” เสียงแหบแห้งแปร่งปร่า หน้าซีดเผือดลงถนัดราวเห็นผี พร้อมกับที่สัตว์น้อยใหญ่ต่างหยุดส่งเสียงจนเงียบสงัดไปทั่วบริเวณ ความรู้สึกอึดอัดชวนขนลุกเข้าครอบงำ ห่างไปบนเรือ จระเข้ที่ถูกมัดไว้ส่งเสียงครางทุ้มต่ำอยู่ในลำคอ ท่าทางกระวนกระวายคล้ายกลัวเกรงบางสิ่ง หมอจระเข้วัยสี่สิบกว่ารู้สึกเย็นไปทั้งสันหลัง กลืนน้ำลายเหนียวหนับลงคอ พยายามข่มความกลัว เงื้อไม้พายเตรียมฟาดใส่ชายตรงหน้า...

                ไม่ทันที่ไม้พายจะปะทะร่างอีกฝ่าย ฉับพลันแววตาของชายลึกลับก็แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวราวสัตว์ป่า พร้อมกันนั้น คมเขี้ยวนับร้อยได้งับลงบนร่างหมอจระเข้ผู้เคราะห์ร้าย ก่อนจะบิดและฟาด สะบัดไปมาจนแขนขาตับไตไส้พุงกระจัดกระจายเปรอะไปทั่วบริเวณ

                ใกล้กันนั้น...จระเข้ที่ถูกมัดบนเรือยังคงส่งเสียงครางต่ำ มองภาพการสังหารโหดคล้ายเป็นประจักษ์พยาน ก่อนจะหลับตาลง...

 

                เด็กน้อยวัยย่างสิบหกหลับตาพริ้มอยู่ในห้วงนิทราอันเปี่ยมสุข แผงตางอนงามเรียงเป็นแผง ทั้งผิวพรรณขาวผ่องนวลตา ขับริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อให้โดดเด่นขึ้นมา ดูงามราวกับคุณหนูผู้มั่งมี

                ขณะที่ร่างน้อย ๆ นอนหลับไม่รู้สึกตัวอยู่นั้น ชายฉกรรจ์ร่างหยาบใหญ่กำยำจ้องมองอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอื้อมฝ่ามือดำกร้านลูบศีรษะเด็กน้อย เรียกอย่างอารี

                “ทองเอ๊ย ตื่นเถอะวะ”

                ร่างน้อยพลิกกาย ขยี้ตางัวเงียพร้อมถามกลับไป

                “อือ...พ่อครู...นี่มันกี่โมงกี่ยามกันหรือ ?”

                “จะกี่โมงก็ช่าง เอ็งรีบล้างหน้าล้างตา ประเดี๋ยวจะได้ออกล่าอ้ายตัวร้ายกัน” อีกฝ่ายเสียงแข็งขึ้นมา บังคับเด็กน้อยให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังสะลึมสะลือ ก่อนจะก้าวพ้นประทุนเรือที่ใช้คุ้มหัวนอน ตามผู้ที่ตนเรียกว่าพ่อครูออกมา

                ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ เด็กน้อยที่ชื่อว่าทองยังคงบวชเป็นเณรอาศัยอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ กระทั่งเมื่อโยมพ่อและโยมแม่สิ้นลงพร้อมกันด้วยโรคระบาด ทั้งญาติสนิทคนอื่นก็ไม่มีเหลือ จนเมื่อผู้เป็นอาได้ข่าวคราวจึงเดินทางมาจัดการงานศพพี่ชายและพี่สะใภ้

                อาของเจ้าทองเป็นคนมีชื่อเสียง ผู้คนทั่วไปรู้จักกันในชื่ออาจารย์ไกร เป็นหมอจระเข้มือฉมัง ออกเดินทางปราบจระเข้ไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำตั้งแต่เจ้าทองยังไม่เกิด กระทั่งบัดนี้มีอายุร่วมสามสิบกว่า ร่างกายกำยำ ผิวพรรณดำกร้านเต็มไปด้วยรอยสักและแผลเป็น บ่งบอกประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน ใบหน้าเข้มขลัง ดวงตาคมกริบดังจะสะกดผู้คน ขณะที่ผมสั้นเกรียนหงอก ขาวโพลนทั้งหัวดูเกินอายุไปมาก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่เห็นเค้าลางว่าจะเป็นอาเป็นหลานกับทองผู้มีเรือนร่างบอบบางแต่อย่างใด

                เมื่อแรกที่อาจารย์ไกรแสดงตัวเพื่อรับเด็กหนุ่มไปเลี้ยง ผู้เป็นอาดูจะตื่นตะลึงไปเมื่อได้เห็นหลานชายที่ไม่เคยเจอหน้ามาก่อน หลุดปากรำพึงถึงชื่อพี่สะใภ้ออกมาอย่างอาลัยรัก ก่อนจะตั้งสติและให้เด็กหนุ่มเลือกเส้นทางชีวิต ระหว่างบวชอยู่บ้านเดิมที่ตลาดขวัญ หรือจะติดตามผู้เป็นอาออกล่าจระเข้เลี้ยงชีพ ใช้ชีวิตไปตามสายน้ำ ค่ำลงที่ใดก็จอดเรือพักนอนลงที่นั่น ที่สุดเจ้าทองก็คิดว่าคงพอเสียทีกับชีวิตในชายผ้าเหลือง ซึ่งได้บวชเป็นเณรมาตั้งแต่อายุแปดขวบ แล้วหันมาฝากตัวเป็นศิษย์กับญาติสนิท หวังจะได้ผจญภัยตามประสาคนหนุ่ม

                ครั้นก้าวพ้นประทุนเรือ เจ้าทองก็เห็นพ่อครูง่วนกับการเตรียมเรือมาดเล็กซึ่งผูกโยงกับเรือนอน อุปกรณ์ที่จะใช้ล่าจระเข้ถูกย้ายลงไปบนเรือเล็ก ผู้เป็นอาหันมามองทางเด็กหนุ่มหน่อยหนึ่ง ก่อนจะก้มลงหยิบห่อข้าวยื่นให้กับหลานชาย

                “กินเอาแรงเสียก่อนวะทอง เร็วเข้าล่ะ จะได้เร่งออกเรือกันก่อนที่แม่ ๆ เอ็งจะแห่มา” อาจารย์ไกรว่าแล้วก็กลับไปเตรียมข้าวของต่อ

                เด็กหนุ่มรับห่อข้าวมาเปิบกินเงียบ ๆ มองผู้เป็นอาอย่างสนใจ อาจารย์ไกรโยนเชือกขดหนึ่งลงไปยังเรือเล็ก แล้วจึงหยิบอาวุธสำคัญคู่กายออกมา มันคือหอกที่มีนามว่าสัตตะโลหะ ปลายหอกแหลมคมตีจากโลหะขึ้นชื่อเจ็ดชนิด มีอำนาจในการชำแรกผ่านเกราะหนาได้อย่างสบาย นับแต่ออกจากบ้านติดตามผู้เป็นอา เจ้าทองเพิ่งจะได้เห็นอาจารย์ไกรนำหอกสัตตะโลหะออกมาใช้เป็นหนแรก คงเพราะเจ้าจระเข้ที่ต้องออกล่าวันนี้มีชื่อเสียงร้ายกาจอยู่พอตัว ซึ่งหากเป็นจระเข้โดยทั่วไปแล้วผู้เป็นอาจะใช้เชือกมัดเอาไว้เป็น ๆ ทว่าครั้งนี้ผู้ที่มาไหว้วานได้ออกแรงเตือนถึงจระเข้ตัวนี้ว่าร้ายเหลือ กินผู้คนและสัตว์เลี้ยงมานักต่อนัก หากฆ่าได้ก็ขอให้อาจารย์ไกรฆ่ามันเสียไม่ให้มาสร้างความเดือดร้อนได้อีก

                เจ้าทองกินข้าวปลาเสร็จแล้วลงเรือเล็กตามผู้เป็นอา คว้าพายออกแจวโดยไม่ต้องรอให้สั่งเพราะรู้หน้าที่ดีอยู่ เส้นทางที่พายไปนั้นทั้งสองได้ออกสืบเสาะแล้วถึงแหล่งกบดานของเจ้าตัวร้าย ซึ่งเวลานี้มันคงใกล้จะกลับรังนอนเต็มที

                อาจารย์ไกรยืนง้ำหน้าหัวเรือ เพ่งสายตาไปยังผืนน้ำดำมืด มองหาทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว ปลายขอบฟ้าเริ่มมีแสงสีทองเรื่อเรืองจับทอ พระอาทิตย์เพิ่งจะโงหัว ส่องให้เห็นรอบกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พลันสายตาคมกล้าของชายร่างกำยำก็เหลือบเห็นก้อนขี้หมาลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ มันอาจจะดักซุ่มรอคอยอยู่นานแล้ว เจ้าก้อนขี้หมาลอยน้ำพุ่งรี่ตรงเข้าหาเรือมาด เหมือนตั้งใจจะประสานงา อาจารย์ไกรยืดตัวขึ้นเล็กน้อย เหยียดแขนเงื้อหอกรอจังหวะประหาร...ทว่าเสียงจากทางตลิ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

                “กรี๊ด พ่อทอง พ่อทองของแม่มาแล้ว ระวังตัวนะพ่อทอง” เสียงวี้ดว้ายจากเหล่าหญิงทั้งสาวและแก่ ซึ่งปักหลักกันมาคอยเอาใจช่วยเด็กหนุ่มเนื้อทองปราบสัตว์ร้ายกันตั้งแต่เช้ามืด พวกนี้เองที่อาจารย์ไกรเรียกว่าแม่ ๆ ของเจ้าทอง เหล่าหญิงที่ปวารณาตัวเป็นแม่ยกแก่เด็กหนุ่มผู้กำพร้า นึกเอ็นดูในรูปร่างหน้าตา ทั้งเสียดายหากต้องกลายเป็นเหยื่อจระเข้ตัวร้าย

                เสียงเจี๊ยวจ๊าวบนตลิ่งรบกวนสมาธิเด็กหนุ่มจนหย่อนฝีพาย จังหวะเดียวกับที่เจ้าก้อนขี้หมาผลุบหายลงใต้น้ำ อาจารย์ไกรเงื้อหอกค้างรอเก้อ ขณะเจ้าทองหันรีหันขวางอย่างระแวดระวัง ผืนน้ำสงบนิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่โคนหางอันใหญ่โตจะโผล่ขึ้นมาฟาดเด็กหนุ่มจนพลัดตกน้ำ สร้างความตกใจให้แม่ ๆ ที่เอาใจช่วยอยู่บนตลิ่ง

                “ว้าย พ่อทอง รีบว่ายมาทางนี้เร็ว ๆ เข้า” บรรดาแม่ยกพากันร้องโวยวายด้วยความหวาดเสียว บางคนโบกไม้โบกมือวุ่นวายเรียกเจ้าทองให้รีบว่ายเข้าฝั่ง ขณะที่บางคนโบกไล่จระเข้ที่ตรงรี่เข้ามา ทั้งขว้างปาสิ่งของเท่าที่จะหาได้เพื่อยับยั้งไม่ให้มันไล่ตามเด็กหนุ่ม

                “ไป๊ ไปนะอ้ายเข้บ้า อย่ามากินพ่อทองของฉันนะ โน่นแน่ะ ไปกินตาแก่หัวหงอกบนเรือโน่นไป๊ !” แม่คนหนึ่งส่งเสียงไล่ ทั้งชี้ไปทางเรือ ทำเอาอาจารย์ไกรถึงกับสะดุ้ง

                “เฮ้ย อ้ายทอง มุดลงใต้น้ำเร็ว !” อาจารย์ไกรตะโกนสั่ง แต่ดูเหมือนเจ้าทองจะไม่ได้ยิน กลับรีบว่ายเข้าหาตลิ่งตามที่แม่ ๆ ร้องบอก

                เมื่อเห็นว่าไม่ทันการ อาจารย์ไกรจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ ดำพรวดเดียวก็กลับขึ้นมาคว้าหางจระเข้เอาไว้ได้ เจ้าสัตว์ร้ายตกใจที่ถูกรั้ง หันกลับมาแว้งกัดโดยไว ขากรรไกรประกบเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงดังน่าหวั่นเกรง กระนั้นก็ไม่เร็วไปกว่าหมอจระเข้ที่ชักแขนกลับจนอีกฝ่ายพลาดเป้า ซ้ำเปลี่ยนเป็นกระหวัดแขน รัดปากอันยืดยาวของสัตว์ร้ายเอาไว้สุดแรงเกิดจนมันดิ้นไม่หลุด ด้วยรู้ว่าหากมันเปิดปากได้เมื่อใดก็คงเป็นตนเองที่ถึงฆาต

                ทั้งสองยังคงประลองกำลังกันกลางลำน้ำอย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ เจ้าสัตว์ร้ายพยายามดิ้นรนสะบัดหัวจนอาจารย์ไกรตัวโยนไปในอากาศ ทว่ายังไม่ยอมปล่อยมือ เมื่อได้จังหวะจึงใช้มืออีกข้างชักมีดเหน็บกระหน่ำแทงไปใต้คอสัตว์ร้ายไม่นับแผล จระเข้ร้ายไม่ยอมแพ้โดยง่าย มันใช้โคนหางดันตัวสะบัดหมุนควงสว่าน เล่นเอาพรานจระเข้สำลักน้ำแต่ก็ยังไม่หยุดกะซวกลำคอศัตรู คลื่นน้ำแตกกระจายซัดสาดเป็นม่านกำบังภาพการการดิ้นรนสับประยุทธ์ของทั้งสองฝ่าย เจ้าทองที่ได้เหล่าแม่ ๆ ช่วยดึงขึ้นตลิ่งหันหลังกลับไปก็มองไม่เห็นอาของมันเสียแล้ว

                “พ่อครู...” เด็กหนุ่มร้องเรียกอย่างใจเสีย เมื่อเห็นท้องน้ำกลับเงียบสงบตามเดิม ไร้วี่แววผู้เป็นอา

                อึดใจต่อมา ร่างของจระเข้ตัวร้ายก็ลอยกลับขึ้นมาอีกหน หากอยู่ในสภาพหงายท้องลอยแผ่ ไร้วิญญาณเสียแล้ว

                “ทองโว้ย ไปตามเรือกลับมาที !” เป็นอาจารย์ไกรที่ร้องบอก หลังโผล่ขึ้นมาตามหลังเจ้าสัตว์ร้าย นอนลอยคอหมดแรง รอให้หลานชายตามเรือมารับ

 

                ช่วงสาย หลังความพยายามอย่างทุลักทุเลในการลากศพจระเข้ตัวร้ายขึ้นฝั่ง โดยเกณฑ์ชายฉกรรจ์นับสิบมาช่วยกันดึงมันขึ้นมาไว้ที่ลานวัด เมื่อทาบความยาวตั้งแต่จมูกจนถึงปลายหางก็นับได้ถึงสามวา เล่นเอาชาวบ้านที่มามุงดูพากันตะลึงไปกับเรือนกายอันใหญ่โตของมัน

                อาจารย์ไกรใช้เวลาพูดคุยกับนายโผนผู้ว่าจ้างอยู่พักใหญ่ ได้ความว่าผู้จ้างวานจะขอศพจระเข้ไว้ให้ชาวบ้านได้ดูแล้วค่อยจัดการฝังภายหลัง ข้างอาจารย์ไกรไม่ขัดข้อง ขอแค่จ่ายค่าเหนื่อยมาให้เป็นที่พอใจเท่านั้น ซึ่งนายโผนได้ตกลงรับปากจะจ่ายให้อย่างงามในงานรื่นเริงที่จะจัดขึ้นเย็นนี้ ทั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองการสังหารเจ้าตัวร้ายและเป็นการปลอบขวัญชาวบ้านในคราเดียว

                เมื่อคุยธุระจนสิ้นเวลาเพล หมอจระเข้นามกระเดื่องจึงขอตัวกลับ ไม่วายขอข้าวก้นบาตรกลับไปฝากหลานชายที่ทิ้งให้อยู่โยงเฝ้าเรือ

                อาจารย์ไกรร้องเรียกหลานชายเมื่อกลับถึงเรือ ก้าวเข้าไปในประทุนก็เห็นเด็กหนุ่มง่วนอยู่กับการเขียนกระดานชนวน ฝึกอ่านเขียนผสมคำ พอเห็นแล้วก็ให้ถอนใจ ถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

                “ฝึกอ่านเขียนอยู่หรือวะทอง”

                “จ้ะ พ่อครู” เด็กหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มใสซื่อ

                “เออ เสียดายนะ ถ้าพี่เกริกกับนวลไม่ด่วนจาก คงหาคนช่วยฝากฝังเอ็งให้เข้ารับราชการได้บ้าง จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูลเรา...แต่มาอยู่กับอาแบบนี้ก็ไม่รู้จะพาเอ็งไปฝากเจ้านายที่ไหน” น้ำเสียงชายวัยสามสิบกว่าหม่นเศร้าเมื่อพูดถึงพี่ชายและพี่สะใภ้ที่จากไปด้วยโรคระบาด ทั้งนึกเสียดายที่หลานชายได้บวชเรียนเขียนอ่าน น่าจะมีอนาคตที่ดี

                เจ้าทองไม่ได้ตอบกระไร เพียงมองกลับด้วยดวงตาใสแป๊ว ผู้เป็นอาจึงเปลี่ยนมายื่นห่อข้าวส่งให้

                “อาขอข้าวก้นบาตรพระมาให้ กินเสียก่อนเถอะวะทอง”

                “จ้ะ พ่อครู” เด็กหนุ่มรับคำ วางกระดานชนวนแล้วลงมือเปิบข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

                อาจารย์ไกรมองดูหลานชาย ผุดยิ้มอย่างเอ็นดู

                “เอ็งมันหน้าเหมือนแม่...เขาว่าลูกชายหน้าเหมือนแม่จะอาภัพ...” ว่าพลางเอื้อมมือลูบพวงแก้มนวลเนียนของเด็กหนุ่ม เชยคางขึ้นเพื่อพินิจวงหน้างามได้รูป ไม่ผิดกับใบหน้าหญิงสาวที่เคยหลงรัก แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่พี่ชายหมายปอง ทำให้ต้องตัดใจจากบ้านเกิด ออกร่อนเร่ไปทั่ว

                “...นี่ได้แผลตอนตกเรือหรือ...” สายตาคมเข้มกวาดมองไปเหนือคิ้วเรียวงาม มีแผลเปิดเป็นรอยแดงยาวไม่ถึงองคุลี แต่สะดุดตานักเมื่ออยู่บนผิวขาวนวล

                “ประเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วมาทายาเสีย จะได้ไม่มีแผลเป็น” ผู้เป็นอากล่าวต่อด้วยไม่อยากเห็นใบหน้าที่เหมือนหญิงคนรักมีตำหนิแม้จนนิดเดียว

                อาจารย์ไกรนั่งมองหลานชายกินข้าวจนเสร็จ ครั้นจะเรียกมาทายาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นใครบางคนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หลังต้นไม้จึงเปลี่ยนใจ

                “ทองเอ๊ย ร่างกายเอ็งมันอ้อนแอ้นอ่อนกำลังนัก ไปฝึกว่ายน้ำออกแรงเสียก่อนเถอะวะ เสร็จแล้วค่อยมาทายา”

                เด็กหนุ่มยังคงนิ่งเฉยด้วยแปลกใจในคำสั่ง รู้สึกอิดเอื้อนไม่อยากลงว่ายน้ำ

                “ไปสิวะ เอ...หรือเอ็งยังกลัวอ้ายเข้ ไม่ได้นาโว้ย เสียชื่อหลานชายอาจารย์ไกรหมด ถ้าเอ็งกลัวปักเป้าค่อยว่าไปอย่าง เอ้า ! มาพันกระจับให้ดีเสียก่อน ประเดี๋ยวโดนมันงับเข้าไปเป็นหมันเหมือนอาจะลำบาก” ผู้เป็นอาสั่ง รั้งร่างหลานชายมาพันกระจับเป็นมั่นเหมาะ เพราะเคยเจอเหตุเข้ากับตัว ถูกปลาปักเป้ากัดจนเสียอัณฑะไปข้างหนึ่ง

                “เอ็งว่ายไปถึงปากคลองแล้วค่อยกลับมานะ” ว่าแล้วก็ตบไหล่รุนหลังหลานชาย จนเมื่อเด็กหนุ่มออกว่ายไปไกลแล้วจึงหันไปอีกทาง

                “ใครโว้ยมาด้อม ๆ มอง ๆ ไม่ออกมาล่ะข้าขว้าง” ตะโกนบอกพร้อมคว้าก้อนหินขึ้นมาเงื้อเตรียมไว้

                “อย่า...อย่า...ฉันมาดี” อีกฝ่ายละล่ำละลัก รีบก้าวออกมาให้เห็นตัว เป็นหญิงสาววัยยี่สิบกว่าหน้าตาสะสวย รูปทรงองค์เอวสะโอดสะอง อกอวบอิ่ม เอวคอดรับกับสะโพกกลมกลึง อาจารย์ไกรจำได้ดีว่าคือแม่พะยอม เมียของนายโผนผู้ว่าจ้างให้มาปราบอ้ายเข้ร้าย หล่อนยังเป็นตัวตั้งตัวตีวางตนเป็นแม่ยกรายสำคัญของเจ้าทองอีกด้วย

                “ฉัน...ฉันนึกว่าพ่อทองอยู่คนเดียว กลัวจะหิวเลยจัดปิ่นโตมาฝาก” เสียงหญิงสาวยังคงสั่นระริกด้วยความกลัว

                อาจารย์ไกรคลอนหัว ทิ้งก้อนหินลง นึกแปลกใจอยู่ว่าวันนี้ไม่เห็นสาวเจ้าไปทำบุญที่วัด ที่แท้ก็แอบย่องมาส่งปิ่นโตให้เจ้าหลานชายรูปงามของตนนี่เอง แถมยังแต่งตัวประพรมน้ำอบมาเสียอย่างดี ลงรูปนี้ก็พอรู้ว่าแอบมาด้วยวัตถุประสงค์ใด

                “โถ ๆ น้องพะยอม ไยมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่ออกมาเสียแต่แรก” ฝ่ายชายหนุ่มพูดเสียงอ่อนเสียงหวานขึ้นมา

                “ก็ฉันเห็นอาจารย์กลับมาแล้วเลยไม่กล้า” หญิงสาวทำกระเง้ากระงอด

                “ไม่ต้องกลัวไปหรอก เอ้อ เรียกฉันพี่ไกรเถิดนะ ว่าแต่ทำไมต้องมาหาตอนมันอยู่คนเดียวด้วยเล่า” ชายวัยสามสิบกว่ายั่วยิ้มอย่างรู้ทัน ทำเอาสาวเจ้าสะเทิ้นอาย สะบัดตัวกลับ

                “...เอาไว้วันหน้าฉันค่อยมาใหม่ดีกว่า...”

                ครั้นจะเดินจากไป มือแกร่งกำยำก็คว้าปิ่นโตไว้โดยไว รวบเอามือบอบบางที่ถือปิ่นโตไว้ด้วย

                “เจ้าทองมันอิ่มท้องไปแล้ว เหลือแต่พี่สิยังหิวอยู่มิรู้หาย อุตส่าห์มาถึงที่แล้วจะไม่ให้พี่กินเลยเจียวหรือ”

                พะยอมมัวอึกอักอายซ่านขึ้นมา มืออีกข้างก็ถูกคว้ามาแนบไว้ที่หน้าท้องหนั่นแน่นกำยำ

                “ลองลูบดูสิว่าท้องพี่มันร่ำร้องเพียงใด มันบอกว่าหิวจวนเจียนจะขาดใจตายอยู่แล้ว” เจ้าของร่างกำยำทำเสียงออดอ้อน ขณะมือเพรียวบางเลื่อนไปตามมัดกล้าม ไล่ต่ำลงไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

                “เถอะ มาให้พี่เปิดดูหน่อยว่าข้างในมีอะไรน่ากินบ้าง” อยู่ดี ๆ อาจารย์ไกรก็คว้าปิ่นโตเดินหายเข้าไปในประทุนเรือ ร้อนให้ฝ่ายนางพะยอมต้องยืนชั่งใจ หันรีหันขวางอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินตามเข้าไปเพื่อเอาปิ่นโตคืน

 

                เป็นภาพอันแปลกประหลาด ที่หนุ่มน้อยหน้าแฉล้มออกว่ายน้ำเพียงลำพังยามพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัว แต่เจ้าทองก็หาได้คิดสิ่งใด ด้วยตั้งใจไว้ตั้งแต่ออกติดตามผู้เป็นอาซึ่งมันเรียกติดปากว่าพ่อครู ว่าจะอดทนทำตามที่พ่อครูสั่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้รับความเมตตา สั่งสอนจนรู้แจ้ง

                เด็กหนุ่มว่ายน้ำไม่ทันเหนื่อยดี สาวน้อยสาวใหญ่เห็นเข้าก็ร้องชักชวนให้แวะพักทุกบ้านไป ต่างเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมจนเจ้าทองกินต่อไม่ไหว จึงกว่าจะกลับถึงเรือก็ย่างเข้าบ่าย

                ทันทีที่กลับมาถึง เจ้าทองที่ได้ขนมติดมือมามากก็ตั้งใจเอาไปมอบให้พ่อครู โดยมิได้สังเกตถึงการสั่นไหวของเรือนอน

                “โอ้ย...ใครก็ได้ช่วยด้วย...อ้ายแก่หัวหงอกนี่มันจะฆ่าฉัน...โอ้ย...ตายแน่แล้วฉัน...ไม่ไหวแล้ว...ว้าย !

                เสียงร้องของหญิงสาวที่ลอดออกมาทำให้เด็กหนุ่มตกใจ นึกว่าเกิดเหตุร้ายในเรือ ผลุนผลันก้าวเข้าไปกลับถูกถีบกระเด็นออกมา เจ็บจนน้ำตาร่วง ได้แต่นั่งลูบรอยฝ่าเท้าป้อย ๆ คร้ามจะลุกขึ้นอีกหน รอจนทุกอย่างสงบลง ไม่ช้าหญิงสาวสะคราญก็ก้าวพ้นประทุนเรือออกมา ใช้มือจัดแจงผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ใบหน้าสวยคมปรากฏรอยยิ้มอิ่มเอม ไม่มีทีท่าว่าจะตายอย่างที่ได้ยินสักนิด

                “อุ๊ย พ่อทอง มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่” สาวเจ้าเอ่ยแก้ขวยเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งรออยู่บนตลิ่ง ครั้นไม่เห็นมันตอบอันใดก็เอ่ยลา

                “เอ่อ...แม่เอาปิ่นโตมาฝาก ไว้แม่จะทำมาให้อีกนะพ่อทอง” ว่าแล้วก็เดินจากไป ไม่วายจะหันกลับมาชม้ายตาแลเด็กน้อยอีกหนจนเลี้ยวลับสายตา

                “ชะ ! นังนี่มันร้ายนัก ได้อาแล้วยังจะเอาหลานอีกคน มันคงกะฟาดเรียบไม่ให้เหลือ”  ชายร่างกำยำบ่นไล่หลัง ขณะออกมายืนเท้าสะเอวดูดมวนยาข้างนอกเรือ เนื้อตัวมีรอยข่วนอยู่หลายแห่ง

                “เอ้าเฮ้ย ! อ้ายทอง ว่ายน้ำเสร็จแล้วก็เข้ามาทายา” ผู้เป็นอาร้องเรียกหลานชาย พอเห็นมันนั่งซึมก็ถามไถ่ “เจ็บหรือวะที่โดนเมื่อครู”

                เด็กหนุ่มพยักหน้า ยกมือปาดน้ำตา

                “ฮื้อ โดนแค่นี้ก็ร้องเสียแล้ว จะไปสู้อ้ายเข้ไหวหรือว้า มาเถอะอานวดให้ ทีหลังอย่าเข้ามาสอดเรื่องของผู้ใหญ่อีกล่ะ” ผู้เป็นอาคว้าตัวหลานชายมานวดคลึงรอยแดงให้หายช้ำเป็นการแก้ตัวทั้งปลอบมัน

                “เมื่อกี้พ่อครูกับแม่พะยอมทำอะไรกันอยู่หรือ ?” เด็กหนุ่มถาม จ้องมองผู้เป็นอาด้วยดวงตาใสซื่อ ข้างอาจารย์ไกรจะด่าก็ไม่ถนัดปาก ด้วยรู้ว่าหลานชายออกบวชตั้งแต่น้อย ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องทางโลก

                “เออน่ะ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เอาไว้อาจะหาหญิงที่เหมาะสมให้เอ็ง ส่วนพวกไก่แก่แม่ปลาช่อนนั้นขอที ห่าง ๆ ไว้เถอะวะ” อาจารย์ไกรอธิบายเลี่ยง ๆ ครั้นดูสายตาเด็กหนุ่มเหมือนจะยังไม่เข้าใจจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น

                “ค่ำนี้เขาจะจัดงานวัด ฉลองที่ฆ่าอ้ายตัวร้ายได้ นอนเอาแรงไว้เที่ยวคืนนี้เถอะวะ”

                พอได้ยินเรื่องเที่ยว เด็กน้อยก็ยิ้มอย่างไร้เดียงสาจนผู้เป็นอาเอื้อมมือยีหัวมันอย่างหมั่นเขี้ยว นึกในใจว่าเอ็งนี่มันช่างใสซื่อเสียเหลือเกิน

 

                ตกค่ำวันนั้น ชาวบ้านต่างพากันออกมาฉลองเป็นที่ครื้นเครง ทั้งคนบางอื่นก็ชวนกันมา ต่างดีใจกับข่าวการสังหารอ้ายเข้ตัวร้ายที่อาละวาดมาเป็นแรมเดือน สร้างความอกสั่นขวัญแขวนจนไม่มีใครกล้าสัญจรทางน้ำ แม้จะลงไปตักน้ำที่ท่าก็ยังต้องคอยระวัง ยามนี้ผู้คนจึงออกมาแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า ยิ่งเมื่อชมซากอันโอฬารของเจ้าสัตว์ร้ายก็รู้สึกสยองแสยง ทั้งสบายอกสบายใจที่จัดการมันลงได้

                นายโผนผู้จ้างวานให้มาจัดการจระเข้ตัวร้ายนั้นเป็นผู้กว้างขวาง นอกจากจะตบรางวัลอย่างงามให้กับอาจารย์ไกรแล้ว ยังควักเงินทองเป็นเจ้าภาพจัดงานรื่นเริงอย่างไม่นึกเสียดาย ทั้งนี้เพื่อหวังสร้างบารมีให้ผู้คนเลื่อมใส ร้านรวงและโรงมหรสพถูกตั้งขึ้นอย่างปัจจุบันวันนั้นเอง ใครหาอะไรมาเล่นได้ก็ชวนกันมาผสมผเส ทำให้ยิ่งครึกครื้นเข้าไปใหญ่

                เจ้าทองเดินเข้าออกร้านนั้นร้านนี้อย่างสนุกสนาน เหนื่อยเข้าก็หยุดแวะฟังเขาเล่นเพลงด้วยถ้อยคำลามกสัปดน หัวเราะเอินตามผู้คนไปอย่างไม่รู้ประสา สร้างความเอ็นดูให้แก่บรรดาแม่ยกที่แห่ตามมาเป็นพรวน

                ฟากด้านหนึ่งของงานถูกจัดเป็นลานมวย ชกกันเอาสนุกให้พวกได้เล่นพนันขันต่อ เสียงฮือดังขึ้นเมื่ออาจารย์ไกรสมัครลงต่อยมวยบ้าง แรก ๆ ก็เป็นไปอย่างไม่ออกรสนัก ด้วยพากันเกรงใจแก่คนที่เจ้าภาพอุตส่าห์จัดงานเลี้ยงฉลอง แต่ครั้นนานไปยังหาใครคว่ำแกลงไม่ ราคาต่อรองจึงชักจะสูงขึ้น นักมวยเจ้าถิ่นตัวกลั่น ๆ เริ่มทยอยขึ้นมาบ้าง สร้างเสียงฮือฮาเป็นที่สนุกสนาน กระทั่งนักมวยตัวเด็ดสุดล้มพับติด ๆ กันไปถึงสามคน อาจารย์ไกรก็หมดสนุก หันไปหาเหล้าดื่มดับกระหายแทน

                เมื่อถึงฤกษ์งามยามดี นายโผนผู้เป็นเจ้าภาพก็ก้าวขึ้นมาบนปะรำพิธี กล่าวอย่างยืดยาวก่อนจะเชิญหมอจระเข้คนดังให้ตามขึ้นมา

                “พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย นี่คืออาจารย์ไกรผู้ปราบอ้ายเข้ตัวร้ายให้แก่พวกเรา ทำให้ที่นี่กลับมาร่มเย็นเป็นสุขได้อีกหน  ฉันจะขอมอบรางวัลเพื่อเป็นสินน้ำใจ ให้พ่อแม่พี่น้องช่วยกันเป็นพยานด้วยล่ะ ว่าฉันเป็นคนพูดจริงทำจริง” นายโผนแนะนำอาจารย์ไกรแก่ชาวบ้าน ก่อนจะหยิบถุงเงินมอบให้

                “ฉันตบรางวัลแล้ว ทีนี้ก็รับโทษที่ริเป็นชู้กับเมียฉันบ้างล่ะ” นายโผนพูดจบก็มีชายร่างกำยำบุกเข้ารวบตัวอาจารย์ไกรเอาไว้อย่างรวดเร็ว หมอจระเข้ทั้งศอกทั้งถอง ดิ้นรนให้พ้นจากการจับกุมเป็นพัลวัน ตะโกนบอกหลานชาย

                “อ้ายทอง หนีโว้ย !” สิ้นคำ ร่างอาจารย์ไกรก็ถูกกลืนหายไปกับจำนวนลูกน้องนายโผนที่พากันกลุ้มรุม เจ้าทองมองหาอย่างสิ้นหวัง ใจสั่นกับเหตุการณ์ตรงหน้า จนลูกน้องนายโผนอีกกลุ่มพยายามจะเข้ามาจับตัว ทว่าบรรดาแม่ยกของเจ้าทองพากันกางกั้นไว้ราวไข่ในหิน

                “อ้ายเอียด เอ็งกล้าลงมือกับข้าหรือวะ !” แม่คนหนึ่งถลกผ้านุ่ง ชี้หน้าด่าชายที่ถลันเข้ามาจะคว้าตัวเด็กหนุ่ม ทำเอาอีกฝ่ายหน้าซีดละล้าละลังไป ขณะที่แม่อีกคนหันมาบอกเจ้าทองแล้วรุนหลัง

                “พ่อทองหนีไปเร็ว แม่จะขวางพวกนี้ไว้ให้เอง !

                ครั้งนี้เจ้าทองหันหลังวิ่งไม่คิดชีวิต ทิ้งความชุลมุนไว้เบื้องหลัง หัวใจเต้นระรัวแทบจะหลุดมานอกอก ลมหายใจร้อนผ่าวราวกับเพลิงสุม ที่สุดเท้าทั้งสองก็พามันกลับมาถึงเรือสำปั้นแจวอย่างปลอดภัย

                เมื่อกลับลงเรือได้แล้ว เด็กหนุ่มก็ทรุดกายลงกับพื้นเรือ ตั้งท่าจะร้องไห้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ยังไม่รู้ว่าผู้เป็นอาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แล้วก็ต้องสะดุ้งไหวตัวเมื่อสำเหนียกได้ว่ามีคนไล่ตามมา เจ้าทองลนลานไม่รู้จะทำประการใดกระทั่งได้ยินเสียงร้องสั่งมาแต่ไกล

                “อ้ายทอง เอาเรือออกเร็วโว้ย !

                เป็นเสียงของอาจารย์ไกรซึ่งทำให้เด็กหนุ่มยิ้มอย่างโล่งใจ รีบปลดเชือกล่ามเรือตามสั่ง ไม่ช้าก็เห็นร่างกำยำกระโจนออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กระโดดพรวดเดียวถึงกราบเรือที่แล่นห่างจากท่า ลูกน้องนายโผนกระโดดตามหลังมาอีกคนแต่ก็ถูกถีบร่วงตกน้ำไป

                “เอ็งเข้าไปหลบในเรือ เอาเจ้านี่คลุมตัวไว้ !” ผู้เป็นอาคว้าพายจากมือเด็กหนุ่มแล้วไล่ให้มันเข้าไปหลบข้างใน หยิบหนังจระเข้ที่เก็บไว้ใต้กระดานเรือห่มให้

                เสียงปืนจากบนตลิ่งดังขึ้นเป็นระยะพร้อมประกายไฟวาบ ธนูหน้าไม้และอาวุธซัดกระหน่ำมา เจ้าทองขดกายหลบอยู่ในเรือ รู้สึกเหมือนมีอะไรกระทบแต่ไม่อาจทะลุหนังจระเข้ที่มันห่มคลุม ขณะที่ด้านนอกตัวเรือ อาจารย์ไกรยังคงจ้วงพายโดยไม่สะทกสะท้าน คว้าไหเหล้าที่หยิบติดมือขึ้นกระดกเป็นครั้งคราว เสียงนายโผนตะโกนไล่หลังด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

                “อ้ายไกร อ้ายโจรตีท้ายครัว ไปให้พ้นเชียวนะเอ็ง อย่าได้มาเหยียบถิ่นข้าอีกเชียว !

                หมอจระเข้ผู้ชื่อกระฉ่อนฟังแล้วคลอนหัว จ้ำพายพาเรือหายลับไปท่ามกลางคืนเดือนมืด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #153 MooK_IGOT7 (@momokokojang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 23:37
    หื้มมมม
    #153
    0
  2. วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 01:22
    สนุกค่ะ มาถูกทางแล้วแน่ๆ ฮ่าาา
    ติดตามนะคะ 
    #7
    1
    • #7-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 1)
      11 มีนาคม 2560 / 01:11
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ
      #7-1
  3. #2 Archetype (@Archy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:25
    555
    ไกร+ทอง น่าสนุกครับ
    ผมชอบแม่ยก แต่ละคนดูแสบดี
    #2
    1
    • #2-1 masked v (@masked_v) (จากตอนที่ 1)
      20 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:22
      ขอบคุณครับ ตั้งใจจะลงอาทิตย์ละตอนครับ
      #2-1