โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 9 : ก้า : โหม๋และโจรผู้ฉุนเฉียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

 

 

 

“น้อน่าระเนาะชายอ”

“ครับ รู้แล้ว พูดมากี่รอบ กี่วันแล้วเนี่ย พูดไม่หยุด ปลื้มขนาดนี้ไม่ขอลูกเขามาเลี้ยงเลยล่ะ”

ชานยอลพรูลมหายใจ ส่ายศีรษะให้กับพฤติกรรมแล้วคำพูดของคนข้างกายอย่างเหนื่อยหน่าย เป็นอีกวันหนึ่งที่ชานยอลตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อพาพี่หมวย (ที่กลับมาเป็นคนต่างด้าวเรียบร้อยแล้ว) ไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ว่าพี่เขาเจ็บป่วยอะไรหรอกนะ แต่ว่าแค่อยากเยี่ยมแม่ เยี่ยมเด็กเพิ่งคลอด ดูเอาเถอะว่าน่าฟาดแค่ไหน

พอออกมาจากโรงพยาบาลก็เดินสายช่วยเหลือเด็กบนดอย เหนื่อยสายตัวแทบขาด พอชานยอลคิดว่าจะได้พักผ่อนจริง ๆ ก่อนถึงวันเดินทางกลับ ก็ดันถูกขอร้องให้ช่วยใช้แรงซ่อมแซมบ้านหลังน้อยที่พี่แบคฮยอนเคยใช้สำหรับนอนเล่นในวัยเด็ก เด็กหนุ่มที่แม้จะอ่อนล้ามาก แต่เห็นว่างานดังกล่าวไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงตนจึงยอมตกปากรับคำ ถือว่าทำคะแนนความนิยมกับคุณแม่ไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย

“พู่แค่นี้ก็ม่ะอย่าฟาและ แล้ทามาเปอย่าห้าพู่โปะกาติ เปบ้าหรืองา”

“ผมก็ฟังได้หมดแหละที่พี่พูด แต่เรื่องเด็กเนี่ย พอไหมล่ะ พูดมันยี่สิบสี่ทับเจ็ด ภูมิใจยิ่งกว่าคุณพ่อตัวจริงอีกมั้ง”

แบคฮยอนทำหน้าง้ำงอ ก็เขาไม่เคยเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาที่น่ายินดีเช่นนี้นี่นา เลยตื่นเต้นมากไปหน่อย ชานยอลไม่เข้าใจความรู้สึกตื้นตันเลยหรืออย่างไรกัน 

“แล้วนี่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกไหม ที่จะไปซ่อมบ้านอะ ถ้าไม่มีแล้วจะได้ไม่ต้องแวะ”

“ม่ะต้อซื้อ มีโหมะแล้”

ที่จริงแล้วแบคฮยอนก็ไม่ได้มีความตั้งใจจะซ่อมแซมบ้านหลังน้อยของตัวเองสักเท่าไรนัก เพราะอย่างไรเสียตัวเองก็ไม่ได้อยู่ใช้งาน แต่พอได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นขันอาสาบอกแม่ว่าจะหาช่างมาจัดการบูรณะมัน เผื่อเอาไว้พัฒนาเป็นโฮมสเตย์ในสวนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ เลยทำตัดหน้าเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายมายุ่งวุ่นวายอะไร เท่าที่ประเมินความเสียหายก็ไม่ได้มากมาย แค่หลังคารั่วไม่กี่จุด ด้านในมีฝุ่นเกาะตามประสา มีวัชพืชขึ้นอยู่โดยรอบ น็อตยึดบานพับหลวมบ้าง อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ชานยอลคนเดียวก็สามารถจัดการได้

รถยนต์ที่เคยตะลอนไปในเมืองเคลื่อนตัวกลับเข้าสู่อาณาเขตของบ้านอีกคราในช่วงสาย ระหว่างทางดินแดงซึ่งทอดตัวยาวตรงสู่พื้นที่สำหรับพักอาศัย ยังมีผู้ชายปั่นจักรยานอยู่ข้างทาง แค่เห็นด้านหลังชานยอลก็รู้ว่าใคร เขาจิ๊ปาก กระแทกลมหายใจ นึกอยากกดคันเร่งเสยไอ้ตัวกขค.ของทริปนี้มันเสียให้รู้แล้วรู้รอด นี่ขนาดไม่ได้แวะเวียนไปช่วยเด็กช่วยชาวบ้านบนดอยแล้วอีกฝ่ายยังเสนอหน้ามาหาถึงที่ ไม่รู้โง่จริงหรือแกล้งไม่เข้าใจว่าแบคฮยอนมีเจ้าของแล้ว

“อ้า แจฮยอมาหาทะมาเนี่ย”

“เสนอหน้าดีนัก”

เขาค่อนขอดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เลยโดนคนน่ารักข้าง ๆ ฟาดไปหนโทษฐานทำกิริยาไม่เหมาะสม ดูเหมือนแบคฮยอนจะไม่ชอบเวลาที่ชานยอลก้าวร้าวจริง ๆ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เขาไม่ชอบแจฮยอนนี่นา ไม่เห็นใจกันบ้างเลย

ทั้ง ๆ ที่บอกให้พลขับชะลออัตราเร่งลงแล้วเพราะต้องการถามไถ่ถึงเหตุผลการมาของอีกฝ่าย แต่ชานยอลก็กลับไม่นำพา ซ้ำยังยิ่งกดคันเร่งนำหน้าแจฮยอนไปจอดใต้ชายคาบ้าน แบคฮยอนจึงเหวี่ยงค้อนวงเบ้อเริ่มใส่ คาดโทษเอาไว้ล่วงหน้าว่าคุยกับเพื่อนเสร็จเมื่อไรจะกลับมาคิดบัญชีกับเด็กหนุ่มที่ชอบทำตัวไม่ดีอยู่เรื่อย

“แจฮยอ!”

“ออกไปไหนมาเนี่ย?”

แจฮยอนหยุดรถจักรยานด้วยปลายเท้า จงใจเพิกเฉยสายตาไม่เป็นมิตรของคนในรถยนต์แล้วสนใจเพียงแต่เพื่อนสนิทตัวเล็ก รู้อยู่หรอกว่าชานยอลไม่พอใจที่เขาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แทบจะตลอดเวลา แต่ว่าจังหวัดบ้านเกิดเราก็เล็กเท่านี้ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะเจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

“อ่อไปเยี่ยแม่ลู่ที่โรพยาบามา เพ่อคลอ ๆ น่าระม่าเลอ”

“คนในหมู่บ้านอะเหรอ?”

“อื้อ เปแฝ่ดั้วนะ”

“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกก็ดีแล้ว”

“แล้นี่แจฮยอมาหาราเหรอ?”

“เปล่า มาขอมะพร้าวกะทิจากน้าฮวายอน พอดีแม่จะทำแกงอะ แล้วนี่ขี้เกียจไปซื้อกะทิกล่องให้นางในเมือง เลยถูกไล่มานี่”

แบคฮยอนพยักหน้ารับ กลั้วหัวเราะให้กับใบหน้ายุ่งเหยิงของเพื่อนสนิทยามพูดถึงมารดา “แม่อยู่โบบ้าโน่แนะ ขื้อปาได้เลอ”

“นี่กำลังจะทำอะไรกันเนี่ย”

ยังไม่ทันได้พาตัวเองขึ้นไปตามทิศทางที่แบคฮยอนพยักพเยิดให้สัญญาณ แจฮยอนก็สังเกตเห็นกองเครื่องมืองานช่างที่ชานบันได แล้วไหนยังจะมีอุปกรณ์ทำความสะอาดชุดใหญ่อีกต่างหาก

“ทาควาสะอ่ากะซ่อบ้าสัว แม่บ่อว่าบาหน้าต่ามาหลัว หลาคารั่ว แล้ก็ทาที่หน้าโตรน่อชาดั้ว”

“โห งานช้าง เดี๋ยวเราหาคนมาช่วยดีกว่าไหม แบคฮยอนจะกลับเมืองหลวงแล้วนี่ มีแรงงานแค่คนเดียวเสร็จไม่ทันหรอก”

ชานยอลเบ้หน้า ถามตัวเองว่ากูเป็นแรงงานไปตั้งแต่เมื่อไร ตั้งแต่คนใช้นั่นก็แย่มากแล้ว ยังไม่วายตกต่ำได้ยิ่งกว่านั้นอีก เป็นเขานี่มันดีจริง ๆ

“ด้าเหรอ?”

“ได้ดิ แต่ขอเอามะพร้าวกลับไปให้แม่ก่อนนะ เดี๋ยวมา”

เด็กหนุ่มกักเก็บความขุ่นข้องหมองใจเอาไว้ภายใต้ใบหน้าขมวดขึ้งเคร่งเครียด พอดับเครื่องยนต์เสร็จก็เดินเอากุญแจไปคืนแม่บนบ้าน ทำเหมือนกับคู่เพื่อนสนิทสร้างโลกไม่อยู่ในรัศมีการรับรู้ของตน ก่อนลงมาวุ่นวายกับข้าวของที่เชิงบันไดโดยไม่วายทำเสียงดังปึงปัง ส่งสัญญาณให้แบคฮยอนรู้โดยนัยว่าตนเองกำลังไม่พอใจที่อีกฝ่ายเห็นชายอื่นสลักสำคัญกว่า ล่วงหน้าลุยพงหญ้าเข้าบ้านสวนไปเงียบ ๆ

พอเดินกลับมาขนของรอบสองก็ไม่เห็นแจฮยอนกับรถจักรยานอยู่ที่นี่แล้ว คงได้มะพร้าวไปเรียบร้อย แต่เขาไม่สนใจหรอก มือใหญ่ยกหยิบเอามีดพร้าที่แม่เตรียมเอาไว้ให้สำหรับถางวัชพืชติดไปด้วยในคราวนี้ นี่ไม่ได้เป็นเพราะห่วงแบคฮยอนว่าจะคันแข้งคันขาหรือว่าเหยียบย่ำถูกงูเงี้ยวเขี้ยวขอเข้าหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดล่ะ ชานยอลแค่อำนวยความสะดวกให้ตัวเองเท่านั้น โกรธอยู่อย่างนี้จะไปทำเพื่ออีกฝ่ายทำไมกัน

พายุโทสะซึ่งพัดโหมอยู่ในใจทำให้ชานยอลเป็นเหมือนเครื่องตัดหญ้าที่บ้าคลั่ง เหวี่ยงมีดไปมาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยลงแรงทำอะไรอย่างนี้เลยสักครั้ง แค่ไม่กี่สิบนาทีทางเดินก็ไม่รกชัฏเหมือนก่อนหน้า แบคฮยอนขนเสบียงอาหารว่างตามชานยอลมาในรอบสุดท้าย แม่เพิ่งเอาปอเปี๊ยะขึ้นจากเตาให้เมื่อครู่ กำลังร้อน ๆ สีเหลืองทองน่ารับประทาน แล้วไหนจะยังมีน้ำแข็งในกระติกมาให้ใส่น้ำอัดลมดื่มเพิ่มความสดชื่นหลังลงแรงอีกด้วย

ฝ่ายแบคฮยอนนั้นไม่ได้โง่เง่าจนอ่านสถานการณ์ไม่ออกว่าเด็กยักษ์กำลังไม่พอใจ ทว่าถ้าเพียงแต่ชานยอลเข้าใจว่าทำไมเขาถึงตกปากรับคำให้แจฮยอนหาแรงงานมาเพิ่มก็คงไม่หัวเสียอย่างนี้ เขาเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายจะทำงานหนักต่างหาก ไม่อยากให้เหนื่อยอยู่คนเดียว ลำพังตัวเองก็ช่วยเหลืออะไรได้ไม่มากด้วย ถ้ามีผู้ชายอีกสักคนสองคนมาคอยเป็นแขนเป็นขาเพิ่มคงไม่ลำบากมากนัก

หลายวันที่ผ่านมาชานยอลลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจช่วยแบคฮยอนมากมายเหลือเกิน ทั้งขับรถ ขนของ ถึงจะบ่นบ้างแต่ทั้งหมดนั้นล้วนไม่ใช่คำพูดที่จริงจังทั้งหมดทั้งสิ้น เขาเห็นใจอีกฝ่ายต่างหากเล่าเลยตกปากรับคำไป ไม่ได้อยากให้แจฮยอนมาเกาะแกะวุ่นวายกระตุ้นให้ชานยอลโมโหร้ายเสียหน่อย

แล้วแจฮยอนนี่ก็เหลือเกินจริง ๆ อุตส่าห์บอกเตือนแล้วว่าอย่ารวนให้ชานยอลขุ่นใจ จะนำพารึก็ไม่ ซ้ำยังยิ่งเข้ามาวุ่นวายมากยิ่งขึ้นไปอีก เห็นว่ามาช่วยหรอกนะถึงยอม ถ้ายังแกล้งกันมากกว่านี้จะยกหูต่อสายหาแฟนของเจ้าตัวให้จัดการเสียที

ร่างเล็กวางชุดของว่างเอาไว้บนพื้นที่นอกชาน ได้ยินเสียงสับหญ้ามาจากข้างหลังและเห็นว่ามันถูกแหวกเป็นทางก็รู้โดยสัญชาติญาณว่าชานยอลเริ่มทำงานแล้ว เขาจึงไม่ยอมอยู่เฉย หยิบไม้กวาดขึ้นมาจัดการกับฝุ่นดินและใบไม้แห้งบนพื้นไปพลาง ๆ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปพักใหญ่นั่นล่ะถึงได้ยินเสียงฝีเท้าสีหญ้าที่ถูกถาง เป็นสัญญาณว่ามีคนมาสมทบตามที่แจฮยอนบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้

“แรงงานมาแล้ว”

เสียงของแจฮยอนทำให้แบคฮยอนละความสนใจจากงานทำความสะอาดตรงหน้า เพื่อพานพบกับเพื่อนชายรูปร่างสูงโปร่งผู้เป็นเจ้าของรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตที่เปล่งประกายซุกซน ตลอดจนถึงสถานะรักแรกของแบคฮยอนสมัยที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย

“ไม่เห็นบอกกันเลยว่าจะกลับมา”

“แทอู...”

หรือ แทอู ผู้ซึ่งยังเหมือนกับภาพในความทรงจำของแบคฮยอนไม่มีผิด

“ครับ ผมเอง น้อยใจได้ไหมเนี่ย กลับมาทีไรก็ไม่เคยบอก แถมยังเปลี่ยนเบอร์หนีผมอีก”

“ม่ะด้าหนีนะ”

แบคฮยอนไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องหนีจากแทอูเลย เขาก็แค่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แล้วอะไรต่อมิอะไรมันยุ่งวุ่นวายไปหมด เลยไม่ได้คิดถึงคนทางนี้นอกจากแม่ กระทั่งแจฮยอนยังได้แลกเปลี่ยนช่องทางกันติดต่อในตอนที่เขากลับมาเยี่ยมบ้านหลังเดินทางเข้าเมืองเสียด้วยซ้ำ กับแทอูที่ไม่ได้มีบ้านใกล้เรือนเคียงและวุ่นวายอยู่กับอนาคตของตนเองอยู่เช่นกัน จะมองว่าทุกอย่างเป็นไปในทางนั้นก็ไม่แปลก

“ไม่ต้องมาปฏิเสธเลย ไหนมานี่ ให้เพื่อนกอดทีซิ”

ร่างเล็กไม่ทันได้ตอบรับความต้องการนั้น เพราะแทอูไวกว่า พอสิ้นเสียงทุ้มเขาก็ตรงดิ่งเข้ามาหา เปิดอ้าวงแขนกว้าง ดึงแบคฮยอนให้ปลิวเข้าไปปะทะแผงอก โดยไม่รู้เลยว่าขณะนั้น ใครคนหนึ่งที่เคยถอนหญ้าอย่างบ้าคลั่งได้ยั้งมือและกำลังหยุดยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล ใบหน้าตึง ถมึงทึงเหมือนโกรธใครมาสักสิบชาติ

“ตัวหอมแป้งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือนุ่มขึ้น”

แทอูผละออกมาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า แบคฮยอนในความทรงจำของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนเอกลักษณ์และความน่ารักของอีกฝ่ายสักเท่าไรเลย

แบคฮยอน

ชานยอลเรียกด้วยเสียงเย็นยะเยือก รอบกายของเขาคล้ายกับมีออร่าสีดำทะมึนถูกแผ่ออกมาตลอดเวลา ใจเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่าแจฮยอนนั้นไม่ได้อันตรายเลยสักนิด หากว่าเทียบกับไอ้คนที่เพิ่งปรากฏตัวเพียงไม่กี่นาที แต่ดันทำให้แบคฮยอนจ้องมองด้วยแววตาหวานเชื่อมแบบเดียวกับที่เขาได้รับได้ ไอ้บ้านี่มันคือศัตรูตัวจริงชัด ๆ

“จะลงมือได้ยังเนี่ย เดี๋ยวก็เสร็จไม่ทันฟ้ามืดหรอก”

ฟังดูทั้งไม่เนียนและไม่เข้าท่า แต่ชานยอลไม่รู้จะหาอะไรมาอ้างให้แบคฮยอนหลุดออกจากภวังค์สีชมพูที่ร่วมสร้างกับคนแปลกหน้าเสียที เขาชักจะไม่มีอารมณ์ซ่อมแซมบ้านแล้วนะ แล้วก็ไม่อยากถางหญ้าแล้วด้วย ตอนนี้เลือดมันร้อนจนอยากจะศอกใส่หน้าไอ้บ้านั่นมากกว่า

“นี่ใครเหรอครับ?”

“คนใช้พี่แบคฮยอนน่ะ”

ความวัวไม่ทันหาย ไอ้ควายก็เข้ามาแทรก ถ้าไม่อ้าปากพูดก็ไม่มีใครเขาหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ สะเหล่อจริงเชียว เดี๋ยวพ่อก็ตะกุยหน้าเข้าให้หรอก

พอหันไปเห็นว่าชานยอลกำลังแผ่รังสีน่ากลัวออกมา แบคฮยอนก็รีบร้อนเปลี่ยนความเจ้าใจของอีกฝ่ายเสียใหม่ ก่อนที่พร้าในมือหนาคู่นั้นจะถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์ “รู่น้อน่ะ”

“อ๋อ...รุ่นน้อง ผมแทอูนะครับ เพื่อนรุ่นเดียวกันกับแบคฮยอน แค่คนละคณะกัน”

“ชานยอลครับ ปีหนึ่ง”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

แต่กูยินดีที่จะไม่รู้จักมึงมากกว่า ชานยอลคิดแต่ไม่ได้เอ่ยตอบออกไป เขาเพียงแค่เขย่ามือของคู่สนทนาอย่างขอไปที ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เพราะไม่อยากขุ่นจนไม่เป็นอันทำอะไร ซึ่งนั่นทำให้แรงงานอีกสองรายที่เพิ่งมาสมทบภายหลังเข้าใจสถานการณ์ แจฮยอนเริ่มหยิบบันไดลิงมาปีนขึ้นไปอุดรอยรั่วบนหลังคาอย่างชำนิชำนาญเพราะมีประสบการณ์จากค่ายอาสา ส่วนแทอูมาจับค้อนตะปูทำม้านั่งที่ชานหน้าบ้าน แบคฮยอนไล่ทำความสะอาดโดยรอบบริเวณทั้งแบบแห้งและเปียก

หน้าที่ดังกล่าวของแบคฮยอนและแทอูเอื้ออำนวยให้เกิดความใกล้ชิดกันมากกว่าสองหนุ่มที่เน้นทำงานทำนุบำรุงพื้นที่นอกตัวบ้าน เลยมีการพูดคุยถามไถ่เรื่องสารทุกข์สุขดิบกันอยู่ตลอด ซึ่งนั่นนำพากลิ่นอายวันเก่า ๆ หวนคืนกลับมาหล่อเลี้ยงหัวใจของคนทั้งสองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แบคฮยอนแทบจะลืมไปเลยว่าเขาเคยมีความรัก พอหลุดพ้นจากระบบการศึกษาก็มุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าหาความสำเร็จท่าเดียว เรื่องความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ความสุขจากการคิดถึงใครสักคนหล่นหายไป แทอูเองก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นความทรงจำสีจางที่แบคฮยอนไม่ได้หวนกลับไปคิดถึงอีก

แทอูเคยเป็นเพื่อนของเพื่อนที่ตัวติดกับแบคฮยอนแทบจะทุกเวลา ตอนเช้ามารับ ตอนเย็นไปส่ง ตอนกลางวันขนเพื่อนมากินข้าวด้วยจนกลุ่มเราทั้งคึกครื้นและวุ่นวาย ลึก ๆ แล้วในตอนนั้นเราทั้งคู่เข้าใจดีว่าความรู้สึกที่ก่อตัวอยู่เบื้องลึกนั้นคืออะไร แต่กลับไม่เคยกระตือรือร้นที่จะให้นิยาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างพอใจกับความเรียบเรื่อยที่ทำให้อบอุ่นอยู่แล้วด้วย ผลสุดท้ายจึงออกมาเป็นเช่นนี้

ระหว่างเราไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น กลายเป็นความทรงจำของกันและกัน...จากไกลโดยไม่มีคำบอกลาใด ๆ และแม้จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่แบคฮยอนก็ไม่ได้ใจเต้นเพราะการกระทำหรือท่าทางของอีกฝ่ายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว มีเพียงแค่ความคิดถึงช่วงวัยเยาว์ที่แสนไร้เดียงสาเท่านั้น ทว่าขณะเดียวกันมันก็พ่วงด้วยความกังวลใจ

ชานยอลหงุดหงิดแจฮยอนมากอยู่แล้วเป็นทุน มีแทอูมาอีกรายคงกลายเป็นบ้าในไม่ช้าแน่ แบคฮยอนหาเรื่องให้ตัวเองถูกโกรธแท้ ๆ ไม่น่าเลยจริง ๆ ...

แต่เพราะยังไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง แบคฮยอนจึงทำอะไรมากกว่าการสานต่อหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จไปไม่ได้ เขาเฝ้ามองชานยอลก้มหน้าก้มตาถางหญ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ตัดแต่งไม้พุ่มโดยรอบให้เป็นทรงสวยงาม เห็นแจฮยอนปีนลงจากหลังคามาช่วยแทอูต่อม้านั่ง ขณะตัวเองนั้นกำลังกวาดหยากไย่ใต้คาน ก่อนจะจัดการถูบ้านจนพื้นขึ้นเงา

ชานยอลไม่พูดอะไรในตอนที่เดินเข้ามาหยิบเอาไขควงไฟฟ้าออกไปขันน็อตบริเวณบานหน้าต่างให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม ซ้ำยังหยอดน้ำมันหล่อลื่นเพื่อลดเสียงเอียดอาด เขาเดินกลับบ้านเพื่อนำเอาผ้าม่านที่ตัดเย็บโดยแม่มาติดตามคำแนะนำ ขนฟูกปูนอนขนาดใหญ่ตามลำพังผ่านคนสามคนที่นั่งทำงานอยู่นอกชาน ปล่อยให้แบคฮยอนจัดการเรื่องความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย กระทั่งบ้านหลังน้อยที่เคยสกปรกและซอมซ่อน่าอยู่ขึ้นมาทันตา

กระบวนการทั้งหมดกินเวลาตลอดทั้งวัน พระอาทิตย์ทอแสงสีทองในยามที่เรานั่งดื่มด่ำบรรยากาศกันอยู่นอกชาน เมื่อไม่กี่นาทีก่อนแม่เพิ่งเอาแตงโมมาให้ เลยได้นั่งกินกันคนละชิ้นสองชิ้นจนชื่นใจ แจฮยอนโพล่งขึ้นมาในตอนนั้นว่าวันนี้มีตลาดนัดตอนเย็น หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้วอยากให้เราไปเดินด้วยกัน ซึ่งแบคฮยอนเองก็ตกปากรับคำ ก่อนอาคันตุกะจะขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ทำให้เหลือเพียงแต่เราทั้งสองเท่านั้น

“หาเหนื่อหรือยา”

เสียงเงียบงันรอบกายถูกทำลายลงด้วยคำถามของคนข้าง ๆ แต่ชานยอลไม่ได้เอ่ยตอบ เลือกทำเพียงแค่กระดกดื่มน้ำอัดลมที่ถูกเจือจางเพราะน้ำแข็งละลายเท่านั้น ดวงตากลมโตเก็บเกี่ยวทิวทัศน์โดยรอบเพราะตั้งใจหลบหน้าอีกฝ่าย ด้วยไม่อยากกระตุ้นให้ความรู้สึกขุ่นหมองยิ่งตีรวนจนขาดสติ 

“ชายอ”

“อือ”

เขาครางรับอย่างขอไปทีเมื่อถูกเรียกซ้ำ ชานยอลทำงานอย่างหงุดหงิดตลอดทั้งวัน คิดว่าจะได้ระบายผ่านการออกแรงแต่ความจริงกลับสวนทาง ยิ่งได้เห็นว่าแบคฮยอนสนิทสนมกับแทอูมากเท่าไรเด็กหนุ่มก็ยิ่งขุ่นใจ หงุดหงิดจนอยากฟาดงวงฟาดงา ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะคงจับอีกฝ่ายมาเขย่าพร้อมตะคอกใส่แล้วว่าไม่รู้อะไรบ้างเลยหรืออย่างไร อะไรดลใจให้ไปตกปากรับคำจะไปเดินตลาดกับสองคนนั้นทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ระหว่างเรามันตึงเครียดขนาดนี้

“ถ้าอย่าน้าก็ปาอ่าน้า จะด้าปาเดอตล่ากา”

ตลาดนัดที่นี่มีกลิ่นอายไม่เหมือนเมืองกรุง แบคฮยอนเชื่อว่าชานยอลต้องชอบและอารมณ์ดีขึ้นมากแน่หากได้ไปเดินกินบรรยากาศ แถมยังมีของว่างอร่อยมากอีกหลายอย่างให้เลือกซื้อ ถึงจะมีแจฮยอนกับแทอูไปด้วยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ในเมื่อแบคฮยอนก็สนใจแต่ชานยอลอยู่ดี...

เด็กโง่นี่ กับเรื่องนี้ทำไมไม่ฉลาดรู้ดีให้เท่าเรื่องอื่น ๆ บ้างนะ

“พี่ไปเหอะ ผมเหนื่อย ๆ ว่าอยู่บ้านกินข้าวกับแม่เนี่ยแหละ”

“...ถ้าชายอม่ะปามาก็ม่าสนุสิ”

มองจากดาวอังคารยังรู้ว่าถูกงอนเข้าให้แล้ว ชานยอลตัวอย่างกับยักษ์ปักหลั่น ดูเข้มแข็งยิ่งกว่าอะไรดี แต่บทจะขี้น้อยใจก็กลับกลายเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ไม่มีผิด

“เหรอ เมื่อกี้ก็เห็นสนุกได้ตอนมีแทอูกับแจฮยอน ไม่มีผมแค่คนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

เด็กหนุ่มร้องเหอะในลำคอ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าถูกลดความสำคัญ เพราะตอนอยู่เมืองหลวงแบคฮยอนเห็นเขาเป็นที่พึ่งพาหมายเลขหนึ่งในทุกด้าน แต่พอกลับบ้านชานยอลดันกลายเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง มีอยู่ก็ดี ไม่มีก็ไม่เดือดร้อนอะไร ฉะนั้นแล้วปล่อยให้แบคฮยอนไปสนุกกับเพื่อน ๆ นั่นแหละ อย่าให้เขาไปทำให้บรรยากาศกร่อยเลย

“ชายอ...”

“ผมไปอาบน้ำก่อนนะ”

“เดี๋ยก่อซี่”

เมื่อเห็นว่าชานยอลทำท่าว่าจะลุกหนีไป แบคฮยอนจึงรีบฉุดรั้งมือใหญ่เอาไว้ ในใจเริ่มจะรู้สึกว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกแล้ว

“ปาดั้วกานะชายอ ตล่าตอเยมีแต่ขออร่อท้าน้าเลอ สัวกว่าที่เมือหลัวอี่นะ”

“ผมเหนื่อย”

“ปากะโหม๋นะชายอ...”

แบคฮยอนร้องขอด้วยเสียงอ่อน ช้อนตามองวิงวอนอีกฝ่าย หากเขาทำให้ชานยอลไปเดินตลาดด้วยกันไม่ได้ ความขุ่นข้องหมองใจคงตกค้างไปถึงตอนกลับบ้านแน่

ฝ่ายร่างสูงที่ยอมปรายตาไปมองคนข้างกายถึงกับเม้มริมฝีปาก นึกอยากใจแข็งกับไอ้ท่าทางที่ตัวเองไม่เคยได้เห็นของอีกฝ่ายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่แค่เพียงพี่เขาจับมือเขย่า ทำหน้างอแงใส่ ไอ้กล้ามเนื้อขนาดเท่ากำปั้นไม่รักดีก็อ่อนยวบยาบ

“เฮ้อ...” เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจ ตระหนักว่าตัวเองแพ้พ่ายอย่างสิ้นท่าในตอนที่อีกฝ่ายซบหน้าผากลงกับลาดไหล่ “ไปก็ไป”

 

*********

 

พาหนะของการเดินทางไปยังตลาดนัดช่วงเย็นย่ำถูกเปลี่ยนเป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อความคล่องตัว แบคฮยอนเลยได้แปลงร่างเป็นสก๊อยซ้อนท้ายเหมือนตอนอยู่เมืองใหญ่ เพราะรู้ว่าชานยอลกำลังขุ่นใจเลยรวบรวมความกล้าสอดแขนรัดรอบเอวสอบ โอบกอดเด็กยักษ์พร้อมทั้งซบหน้าอิงแอบไออุ่นอย่างไม่คิดอาย หวังว่าสัมผัสทางกายที่อีกฝ่ายโปรดปรานนั้นจะทอนความหงุดหงิดลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

ใช้เวลาเพียงไม่นานเราก็พากันมาถึงตลาดนัดในเมืองอย่างปลอดภัย ทั้งแจฮยอนและแทอูคอยอยู่ที่นี่แล้ว แบคฮยอนซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ตกกระไดพลอยโจนจึงพยายามประคับประคองให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างละมุนละม่อม โดยเอาตัวเองไว้ใกล้ชานยอลแทบจะตลอดเวลาเพื่อลดโอกาสการเกิดข้อพิพาท ฝูงชนที่คลาคล่ำเอื้อประโยชน์ให้แบคฮยอนสามารถเดินคู่กับอีกฝ่ายได้โดยที่เพื่อน ๆ ไม่ผิดสังเกต

แต่ถึงแม้จะทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้ ทว่าชานยอลก็กลับไม่หืออือ เดินทื่อเป็นท่อนไม้ ใบหน้าบอกบุญไม่รับ ขัดกับแสงสีและเสียงจอแจโดยรอบอย่างสิ้นเชิง แบคฮยอนที่กำลังแบกรับความกดดันอยู่จึงพยายามคิดหาหนทางใหม่ เม้มปากชั่งใจอยู่พักใหญ่จนแทบกลืนหายไปกับฝูงชนจึงตระหนักได้ว่าควรเริ่มต้นด้วยบทสนทนาง่าย ๆ มากกว่าปล่อยให้ระหว่างเรานิ่งเงียบใส่กันอยู่อย่างนี้

“โคเยอะเนอะ”

“อื้อ”

“อย่ากีอะรามะ”

“ไม่”

ยัง ยังตึงอยู่ แต่แบคฮยอนไม่ยอมรามือง่าย ๆ หรอก อย่างไรเสียวันนี้ชานยอลก็ต้องหายโกรธเขาโดยสักวิธีหนึ่งนั่นแหละ ลองอ้อนดูอีกสักหน่อยแล้วกัน เผื่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

ให้มันรู้กันไปว่าแบคฮยอนเปลืองทั้งตัวเปลืองทั้งใจขนาดนี้แล้วชานยอลจะยังใจไม้ไส้ระกำได้อยู่อีก

“อย่ากีหน่อซี่ ที่นี่มีลูชี้ปี้อะหร่อม่ะ ๆ เลอนะ น้าจี้เดะโระดีอย่านี้เลอ ชายอต้อลอนะ”

“ขนาดนั้นเลย?”

พอเห็นความพยายามและแก้มขึ้นลูกของคนตัวเล็ก ชานยอลที่ใจอ่อนมากอยู่แล้วเป็นทุนก็อารมณ์เย็นลงได้บ้าง เพราะว่าเห็นแก่กอดอุ่น ๆ ตลอดการเดินทางหรอกนะถึงยอมลดราวาศอก เปิดอกฟังคำกระเง้ากระงอดพร้อมรอยยิ้มข้างมุมปาก

“อื้อ!!”

“ไหนพาไปดูเร็ว”

ซึ่งเหล่านั้นมากพอจะทำให้แบคฮยอนรู้สึกสดใสขึ้นมาทันตา เขารีบคว้าจับมือหนาหมับ ฉุดดึงให้ชานยอลเดินตามไปยังร้านลูกชิ้นปิ้งที่ตัวเองโปรดปราน โดยหลงลืมเพื่อนและรุ่นน้องที่เดินตามหลังไปเสียสนิท

“อากี่ม้าดีชายอ”

เขาวาดยิ้มกว้างขณะตั้งคำถาม มือยังคงจับประสานแนบแน่นกับอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น เบื้องหน้าของเราทั้งคู่ในตอนนี้คือแผงขายลูกชิ้นปิ้งเลื่องชื่อ กลิ่นถ่านไม้คละคลุ้งกระตุ้นให้คิดถึงวิถีชีวิตวัยเด็ก แบคฮยอนกำลังพาชานยอลเข้ามารู้จักโลกใบเล็กของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ 

“สิบก็พอ ค่อยไปหาอย่างอื่นกินด้วย”

แบคฮยอนพยักหน้ารับ การโต้ตอบบทสนทนาที่เป็นปกติของชานยอลทำให้แบคฮยอนชื้นใจ รีบหันไปกำชับพ่อค้าวัยเก๋าอย่างกระตือรือร้น “แย่น้าจี้ห้าดั้วนะจ้ะพ่อค้า ขอแบ่ผะโส เผะน้อยหนื่อถู อี่ถูอาเผะ ๆ เลอจ้า”

เพราะคุ้นหน้าคุ้นตาลูกค้าประจำอยู่เป็นทุน พ่อค้าเลยชวนคุยฟุ้งจนยิ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้นตามลำดับ ในตอนนี้นั้นชานยอลเองก็เผลอไผลหลงลืมไปว่าเราไม่ได้มาด้วยกันสองต่อสอง บรรยากาศโดยรอบจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกดี ๆ จนกระทั่งสัญชาติญาณฟ้องว่าบัดนี้มีคนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง สีหน้าของร่างสูงเลยกลับมาถมึงทึงเหมือนอย่างเดิม 

“เดินไม่รอเลยนะ”

คนตัวน้อยหันไปยิ้มแหย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย ซ้ำจะยิ่งบีบแน่นขึ้นเพื่อตอกย้ำให้ชานยอลมั่นใจว่าเขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้น

“แหะ ลือปาเลอ”

ฝ่ายแจฮยอนนั้นหัวเราะให้กับท่าทางน่าขัน ผิดกับแทอูที่แสดงสีหน้าราวกับฝืนที่จะยืนอยู่ตรงนี้ “ผมเอาด้วยสิบไม้ครับ”

ยามเมื่อทุกฝ่ายมีของว่างพร้อมแล้วในมือ เราจึงเริ่มออกเดินอีกครั้ง คู่ของแจฮยอนและแทอูนั้นก็เดินเรื่อยตามประสาผู้ชาย ผิดกับชานยอลและแบคฮยอนที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์ของกันและกัน สร้างโลกซึ่งถูกทำลายไปเมื่อครู่ขึ้นมาใหม่ได้ภายใต้เวลาชั่วพริบตาเดียว

เมื่อเห็นฤกษ์ดีแล้วแบคฮยอนก็เดินหน้าต่อ พาชานยอลเข้าออกร้านนั้นที ร้านนี้ทีไม่ได้หยุด แม้เบียดเสียดมากเพียงใดก็สู้ตาย กระทั่งได้ชุดนอนคู่กันมาตั้งสองชุด ได้ชุดพื้นเมืองน่ารัก ๆ ให้ชานยอลเอากลับไปใส่ที่บ้าน ก่อนล่วงเข้าสู่โซนอาหารเรียงรายตามทางยาวจนสุดลูกหูลูกตา

ชานยอลเริ่มรับบทเป็นป๋าสายเปย์อีกคราเมื่อความตึงเครียดคลี่คลาย แค่แบคฮยอนเอ่ยปากบอกว่าอยากกินอะไรก็รีบปรี่พาไปซื้อหา ราวกับว่าวันทั้งวันไม่เคยขุ่นเคืองการกระทำไม่ระวังเนื้อระวังตัวของอีกฝ่าย เขาเฝ้ามองพวงแก้มกลม ๆ ขยับโยกโย้อย่างเพลิดเพลินโดยไม่ยอมละสายตา พี่ชายตัวกระจ้อยเดินไล่กินมาเรื่อยตั้งแต่ต้นซอยไม่ยอมหยุด เคี้ยวหนุบเคี้ยวหนับทั้งของคาวของหวาน ฟาดไข่นกกระทาทอดไปกระทงแล้วก็ยังไม่พอใจ ไปซื้อบ้าบิ่นมาเติมใส่กระเพาะอีก

“ชายอ ไข่ปลาหมึหอม่าเลอ”

“จะกินไหมล่ะ?”

“อย่ากี แต่ว่ากลัวอี่แล้ไม่ได้กีอย่าอื่อ...”

นี่มันความคิดเด็กอ้วนชัด ๆ

“งั้นซื้อกระทงเล็กพอ แล้วเดี๋ยวแบ่งกันกินครึ่ง ๆ โอเคไหม?”

“อื้อ! ข่อคูน้า”

ดีใจจนหูตั้งหางกระดิก วิ่งนำไปยืนสั่งไข่ปลาหมึกทอดอยู่หน้าร้านพร้อมสีหน้าแช่มชื่น ชานยอลจะไม่บอกแบคฮยอนหรอกว่าร่างกายนักกีฬาอย่างเขาไม่ควรรับอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากเกินไป เดี๋ยวอีกฝ่ายจะเป็นกังวลจนสูญเสียความสุข ถือว่าวันนี้เป็นชีทเดย์แล้วกัน จะช่วยแบ่งเบาอาหารส่วนที่อีกฝ่ายเสียดาย ไม่อยากกินทิ้งขว้าง แต่ก็ไม่อยากฝืนยัดมันจนหมดและทำให้พื้นที่กระเพาะถูกลดทอนจนไม่สามารถบรรจุอะไรเพิ่มได้อีก

“มาแล้ชายอ กะลาร้อน ๆ เลอ”

คนตัวเล็กวิ่งกลับมาพร้อมกับกระทงใบตองขนาดย่อมในมือ รีบกระตือรือร้นใช้ส้อมจิ้มชิ้นไข่ปลาหมึกทอดหอม ๆ ขึ้นมาเป่าไล่ไอร้อนออกไป ซ้ำยังบรรจงเคาะพริกที่ติดมาบนนั้นออกให้ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าคำแรกนี้เป็นของใครกันแน่

“อ้า~ หาร้อแล้ชายอ ม่ะเผะหร่อ ม่ะมีพริแล้ว”

ดวงตาใส่แจ๋วที่จ้องตรงมาทำให้ชานยอลค้อมตัวลงรับเอาไข่ปลาหมึกเข้ามาเคี้ยว แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกถึงรสพริกบางส่วนซึ่งยังติดตรึงบนผิววัตถุดิบจนต้องสูดปาก

“ยาร้ออยู่เหรอ?”

“หึ เผ็ด”

“เผะเหรอ กีน้าก่อเรว”

“ไหนเคยบอกว่ากินน้ำแล้วไม่หายไง”

ถึงอย่างนั้นผลสุดท้ายเขาก็คาบหลอดน้ำอัดลมของแบคฮยอนมาดูดเอารสหวานไปกลบเผ็ดอยู่ดี ก็ในเมื่อพี่เขาส่งมาประเคนให้ถึงปากขนาดนี้ จะปฏิเสธเห็นทีคงเสียเรื่องแย่

“กี ๆ ปาก่อเถอะน่า”

“ถ้าจะให้ช่วยกิน เคาะออกให้หมดเลยนะ เผ็ดจะตายชัก เป็นพวกมาโซหรือไง”

“เกี่ยอะรากะกีเผะ”

“เขาจัดว่าเผ็ดไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นความรู้สึก เหมือนพวกความเจ็บปวดอะไรอย่างเนี้ย แถมยังมีงานวิจัยบอกอีกนะว่าคนที่กินเผ็ดมาก ๆ อะ...เซ็กส์จัด”

พออารมณ์ดีขึ้นมาแล้วก็ไม่วายแกล้งหยอดอีกฝ่าย เสียงกระซิบข้างหูทำให้แบคฮยอนแก้มแดงตาโต โขกหน้าผากลงกับไหล่หนาไปครั้ง ชานยอลนี่กำชับกี่ทีต่อกี่ทีก็ไม่รู้จักหลาบจำเลยว่าอย่าเอาเรื่องพรรณ์นี้มาพูดในที่สาธารณะ แล้วงานวิจัยบ้า ๆ นั่นมันเชื่อได้ด้วยหรืออย่างไร ไอ้ความเผ็ดกับเรื่องใต้สะดือนี่ซิงโครไนซ์กันตรงไหนไม่ทราบ

“อ้ะบ้า! พู่อะราอ่อมาเนี่ย! ม่ะอาป่าบ้าหรืองา!”

“เอ้า ผมพูดเรื่องจริง ไม่เชื่ออ่อ”

“มาม่ะเหจะเกี่ยกาเลอ! อย่านี้ชายอม่ะกี่เผะนี่แปลว่าเซะเสื่อมะ? ฮะ? เซะเสื่ออะ”

พอได้ทีแล้วแบคฮยอนเลยยอกย้อนคืนกลับ หวังแต่จะทำให้ชานยอลหน้าม้าน ทั้ง ๆ ที่ความจริงตัวเองก็รู้ฤทธิ์เดชความจัดจ้านของอีกฝ่ายดีกว่าใคร

“อ้าว ๆ พูดให้มันดี ๆ หาเรื่องผมแล้วนะเนี่ย”

“ตัวเอแหละเร่อ”

“เถียงเก่งนักนะ เดี๋ยวจะโดนดี”

“ม่ะกลัว!”

“ไม่กลัว? ไม่กลัวแล้วใครที่บอกให้ผมหยุดจูบก่อนหมดลมหายใจทุกคืน ใครมาร้องหงุงหงิงกับอกผมขอให้เลิกแกล้ง ใคร—อี้แอ้มแองเออาอ๋มออดอือเอ้าไอใอเอื้อ?”

“อ้ะบ้าชายอ! หยุเดี๋ยนี้เลอนะ! คราส่าคราสอห้าพู่เรื่อแบ่นี้นาที่สาธารณะ!”

โง่แท้ ๆ โง่แท้ ๆ บยอน แบคฮยอน! สุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่ชนะไอ้เด็กบ้านี่แล้ว ตัวเองยังต้องมายืนหน้าม้านท่ามกลางผู้คนเพราะข้อเท็จจริงเสียเอง นี่ขนาดอุดปากไปแล้วนะ ชานยอลยังดันทุรังพูดเรื่องอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่เสียงอู้อี้ มันน่าฟาดให้หลังหักนัก!

“ตกลงใครเริ่ม? ฮึ ตอบผมดิ้”

ใช้แรงเพียงแค่เล็กน้อยก็สามารถดึงผนึกเนื้อนุ่ม ๆ ออกจากปากได้ เด็กหนุ่มตั้งคำถามพร้อมเลิกคิ้ว นึกหมั่นไส้คนที่เลิกหงอยเหงามาดื้อรั้นและช่างท้าทายจนสุดโต่ง แต่ขณะเดียวกันก็ดีใจที่ระหว่างเราไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดเหมือนก่อนหน้า ชานยอลชอบเวลาที่เรามีความสุขด้วยกันมากกว่า 

“ลาเร่อเอก็ด้า”

“เด็กดี อย่างนี้สิน่ารักหน่อย”

“ฮึ่ย”

แบคฮยอนมุ่ยหน้า เด็กบ้าอะไรกันเล่า ตัวเองอายุน้อยกว่ากันตั้งหลายปี มาถือสิทธิ์เรียกกันแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน แต่เขาจะไม่พูดออกไปหรอกนะว่าที่จริงแล้วไม่ได้จำนนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แค่ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนต่อหน้าสาธารณะชนเท่านั้นแหละ!

ยามเมื่อสิ้นข้อพิพาท คู่สร้างโลกจึงออกเดินอีกครั้ง จวบจนกระทั่งสองมือนั้นเต็มไปด้วยถุงข้าวของ แบคฮยอนที่เคยร่าเริงมาโดยตลอดก็กลับมีสีหน้าไม่สู้ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกเบียดเสียดจากคนรอบข้างมาเป็นเวลานาน อากาศด้านล่างถูกแย่ง แม้มีชานยอลคอยเป็นด่านกั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ร่างเล็กถูกฉุดออกจากฝูงชน โดนจูงให้ปลีกตัวมานั่งอยู่บนม้าไม้ โดยมีเด็กหนุ่มคอยพยาบาลเบื้องต้น ทั้งใช้มือใหญ่ ๆ พัดโบกให้ลมกระทบหน้า เสียสละชายเสื้อเช็ดซับหยาดเหงื่อบนขมับขาวให้ ก่อนแจฮยอนและแทอูจะตามมาสมทบเพื่อถามไถ่อาการในภายหลัง นาทีนั้นชานยอลห่วงใยแบคฮยอนมากเกินกว่าจะมานั่งเป็นกังวลเรื่องตัวอันตราย เขาจำได้ว่าเมื่อครู่นี้เดินผ่านร้านมะพร้าวน้ำหอมเย็น ๆ เลยตั้งใจจะไปซื้อหามาบำรุงบำเรอพี่ชายตัวน้อย เผื่อว่าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง ส่วนแจฮยอนนั้นขันอาสาจะไปหายาดมกับผ้าเย็นมาช่วยบรรเทาอาการ

ปล่อยให้แทอูอยู่ข้าง ๆ แบคฮยอนโดยไม่ทันหวนคิดว่ามันไม่ต่างจากการฝากปลาย่างเอาไว้กับแมว...

ชานยอลปกป้องมะพร้าวน้ำหอมในอ้อมแขนสุดชีวิต เขาพยายามพาตัวเองหลุดออกจากฝูงชนเพราะไม่อยากให้เครื่องดื่มเสียหาย และได้รับความช่วยเหลือจากแจฮยอนทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการ

“อุตส่าห์ช่วยนะเนี่ย ไม่เห็นต้องทำหน้าหงุดหงิดขนาดนั้นเลย”

“ขอบคุณครับ แต่คราวหน้าผมไม่รบกวนดีกว่า”

ชานยอลว่าด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ยอมรับว่าไม่พอใจในการกระทำของแจฮยอน แต่ก็ไม่ได้ไร้มารยาทจนถึงขั้นไม่รู้คุณอีกฝ่าย

“ซื้อของครบแล้วเหรอครับ”

“เรียบร้อย”

“ครับ เอาไว้เดี๋ยวผมจะจ่ายเงินให้”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร แบคฮยอนก็เพื่อนพี่เหมือนกัน”

“ผมมีปัญญาดูแลคนของตัวเองครับ แล้วก็ไม่ชอบติดค้างอะไรให้มีบุญคุณต่อกันด้วย”

แจฮยอนกลั้วหัวเราะในลำคอ ไอ้เด็กนี่มันแน่จริง ๆ ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ดูท่าจะหวงของมากเสียด้วย “โอเค๊ ว่าไงก็ว่าตามกันครับ”

อย่างนี้มันต้องปั่น

“เออนี่ ว่าแต่แบคฮยอนเคยเล่าเรื่องของแทอูให้ฟังบ้างไหม”

“ไม่ครับ”

แล้วกูก็ไม่ได้อยากรู้ด้วยครับพี่

“โอย สมัยนั้นนะ เขาจิ้นกันครึ่งค่อนมหา’ลัย รูปนี่ลงเพจคิวท์บอยทุกวัน ตัวติดกันอย่างกับตังเม – คู่นี้อะ เขาชอบกัน หวิดว่าจะคบกันหลายรอบแล้วแต่ไม่ได้คบสักที ไม่รู้ว่าทำไม”

“แล้วยังไงครับ?”

มหานทีแห่งความเคืองขุ่นถูกตีรวนอีกครั้งภายใต้ความเงียบงัน ชานยอลไม่รู้ว่าแจฮยอนต้องการอะไรถึงได้ชอบมาทำให้เขาผิดใจกับแบคฮยอนนัก แค่เมื่อกลางวันที่พาคนในอดีตมาเจอกับปัจจุบันก็บ่งชี้แล้วว่าไม่ได้มีประสงค์ดี คราวนี้ยังจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาให้เขาหงุดหงิดอีก

“ก็ไม่ทำไม เล่าให้ฟังเฉย ๆ ถือว่าเป็นคำเตือนก็ได้”

“คำเตือน?”

“เชื้อกับไฟ อยู่ใกล้กัน ระวังนะ...ถ่านมันจะคุ”

“ผมไม่ปล่อยให้มัน— แบคฮยอนไปไหน?”

พูดยังไม่ทันจบประโยค ชานยอลก็ชะงักกึก ในกรอบสายตาของเขาไม่เห็นแบคฮยอนกับแทอูอยู่บนม้านั่งตัวเดิมอีกแล้ว นี่ทั้งสองคนหายไปไหน? ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นในตอนที่คำเตือนบ้า ๆ นั่นถูกพูดโพล่งออกมาด้วย?

“เอ้า ก่อนจะออกไปยังเห็นอยู่ด้วยกันเลยนะ”

“พี่ช่วยตั้งใจคิดหน่อยได้ไหม”

จู่ ๆ ชานยอลก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นี้ยังจะตั้งแง่ไม่เชื่อคำปลุกปั่นของแจฮยอนอยู่หลัด ๆ แต่ตอนนี้กลับเป็นกังวลยิ่งกว่าอะไรดี เขากวาดสายตามองหาอีกฝ่ายรอบบริเวณ เสียงหัวใจเต้นตุบดังกึกก้องช่องหู ความคิดเลวร้ายผลิดอกออกผลภายใต้ความกดดัน แทอูจะฉวยโอกาสทำอะไรแบคฮยอนหรือไม่ จะถูกพาไปถึงไหนต่อไหนแล้วหรือเปล่า

“ไปเข้าห้องน้ำหรือเปล่านะ? เห็นแทอูบอกว่าจะพาแบคฮยอนไปล้างหน้าล้างตา”

“แล้วห้องน้ำอยู่ตรงไหน!?”

“ใกล้ ๆ ทางเข้าโน่น ตรงไปเลี้ยวซ้าย”

พอสิ้นเสียง ชานยอลก็แทบจะติดปีกพาตัวเองไปถึงจุดหมาย เขาทิ้งแจฮยอนเอาไว้เบื้องหลังและสับขาอย่างเอาเป็นเอาตาย หวังจะได้เห็นว่าแบคฮยอนปลอดภัยดี แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

เพราะบริเวณใกล้ห้องน้ำนั้นเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน มีแสงไฟส่องสว่างไม่มากมายนัก หากกวาดสายตามองอย่างขอไปทีก็คงไม่รู้ว่ามีคนยืนแอบอยู่ใต้ต้นไม้ในความมืด ชานยอลกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ขบกัดฟันดังกรอด หัวคิ้วแทบหลอมรวมเป็นเส้นเดียวกัน เมื่อกรอบการมองเห็นนั้นปรากฏภาพแบคฮยอนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของแทอู อีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าขัดขืน ไม่แม้แต่จะอาการใดที่บ่งชี้ว่าไม่สบายใจกับพฤติกรรมคุกคามดังกล่าว

ทำบ้าอะไรกัน

เขาพูดด้วยน้ำเสียงดุดันที่นิ่งงันสวนทางกับกระแสอารมณ์ สองขาย่างสามขุมเข้าหาบุคคลทั้งสองอย่างแน่วแน่ ยิ่งได้เห็นว่าแบคฮยอนเกิดอาการลุกลี้ลุกลน รีบกระเสือกกระสนดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของแทอู ส่วนจิตใต้สำนึกของเด็กหนุ่มก็คิดสรุปเอาเองเสร็จสรรพแล้วว่าไอ้เชื้อกับไฟที่ว่ามันปะทุขึ้นมาแล้ว

“ชายอ...”

“ถามว่าทำบ้าอะไรกัน!”

“ตาก็ไม่ได้บอดไม่ใช่เหรอวะ จะถามเพื่อ?”

“มาม่ะช่าแบ่ที่ชายอคินะ...”

“พี่เงียบไปเหอะ”

“ชายอฟาก่อ—”

“ผมบอกให้เงียบ!”

แบคฮยอนสะดุ้งสุดตัว ภาพของชานยอลคนใจร้ายในวันนั้นยังน่ากลัวไม่เท่ากับชานยอลที่อยู่ตรงหน้า เขาเม้มริมฝีปาก ตั้งใจว่าจะเดินกลับไปหาอีกฝ่าย แต่ก็กลับถูกแทอูดึงรั้งเอาไว้ คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มแทบร้องไห้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพื่อนถึงต้องทำให้อะไรต่อมิอะไรมันยิ่งยุ่งยาก

“แบคฮยอนกลับกับเราเหอะ กลายเป็นหมาบ้าขนาดนี้ไม่รู้จะพาไปหล่นเขาหรือเปล่า”

“แทอู...ราคูการู้เรื่อแล้นะ”

“เราไม่ปล่อยให้แบคฮยอนกลับกับมันแน่”

“คนตัดสินใจว่าแบคฮยอนจะไปกับใครมันคือกู ไม่ใช่มึง”

หน้าตา ท่าทาง คำพูด กวนส้นตีนทุกสิ่งอย่าง ถ้าไม่เห็นแก่แบคฮยอนที่ยืนอยู่ตรงนี้ชานยอลคงเข้าไปยำไอ้ห่านั่นเรียบร้อยแล้ว พาคนของชาวบ้านเขามากกกอดตามใจแล้วยังทำตัวเป็นพระเอก น่าหมั่นไส้ฉิบหาย สงสัยไม่อยากมีปากเอาไว้แดกข้าว

“ถุย ทำเป็นหมาหวงก้าง เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างมึงเอาอะไรมาอ้างสิทธิ์ไม่ทราบ? แฟนเขาก็ไม่ใช่ ยังจะเสนอหน้าติดสอยห้อยตามเขามาถึงบ้าน หน้าด้านสิ้นดี”

“มึงดีมากงั้นดิ? เป็นแค่เพื่อน เขาเขี่ยออกจากชีวิตแล้วยังเสือกกลับมาวุ่นวาย น่าจะเจียมกะลาหัวได้แล้วนะว่าเขาไม่เอา”

“เอ้าไอ้เหี้ยนี่ กูเป็นรุ่นพี่มึงนะ!”

“พอดีกูไม่นับถือเหี้ย”

“ไอ้สัตว์!”

“เฮ้ย ๆ ๆ อย่ากัดกัน คนเยอะแยะ ไม่อายเขาบ้างหรือไง”

แจฮยอนที่เพิ่งวิ่งตามมาสมทบทีหลังรีบปรี่เข้ามาห้ามทัพ ถ้าช้ากว่านี้สักวิไอ้สองคนนี้มันคงซัดกันนัวแน่ เขานึกรู้สึกผิดในใจที่ไปปั่นให้ชานยอลขุ่น ทำให้เรื่องยิ่งใหญ่โดยการเอาแทอูมาวุ่นวาย ถ้าแบคฮยอนรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกสนุกของเขา คงโดนโกรธเป็นแน่แท้

“แทอู มึงใจเย็นก่อน ไปสงบสติกับกู”

“กูจะพาแบคฮยอนกลับ”

แทอูยืนกราน เขายิ่งบีบกำข้อมือของแบคฮยอนแน่น เพิกเฉยแรงขืนที่เริ่มเพิ่มอัตรามากขึ้นทุกขณะเพียงเพื่อต้องการพันธนาการแบคฮยอนเอาไว้กับตัว

“นี่มึงจะไม่หยุดกวนส้นตีนใช่ปะ!”

“ชายอ! ชายอ!...พอแล้นะ พอแล้ กละบ้ารากานะ กละกะโหม๋นะ”

แค่เห็นว่าชานยอลทำท่าว่าจะพุ่งเข้าไปหาแทอู แบคฮยอนก็รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อสลัดตัวเองให้พ้นจากพันธะดังกล่าว เขารีบปรี่เข้าไปกอดเด็กหนุ่มร่างใหญ่เอาไว้ พยายามทำให้เรือนกายนุ่มนิ่มนั้นมีน้ำหนักมากที่สุดเพื่อหยุดการวิวาท เปลือกตาสีงาช้างปิดแน่นยามใบหน้าซุกซบกับแผงอกหนา ไม่รู้เลยว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่ก็มั่นใจว่าชานยอลคงไม่หุนหันพลันแล่นในตอนที่เขาอยู่ใกล้

เพราะชานยอลเคยบอกเอาไว้ว่าจะไม่มีวันที่แบคฮยอนจะต้องเจ็บเพราะอีกฝ่ายอีก...

“ฝากไว้ก่อนเหอะมึง”

สิ้นคำ ร่างกายของแบคฮยอนก็ปลิดปลิวราวกับใบไม้ไร้น้ำหนัก เขาถูกฉุดลากให้เดินตามคนขายาวอย่างไม่ปรานีปราศรัย จะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่หลายครั้งแต่ก็พยายามคงสมดุลเอาไว้เนื่องจากไม่อยากถูกดุซ้ำ แค่ยืนนิ่งให้แทอูกอดนั่นก็ไม่รู้ว่าคืนนี้ชานยอลจะยอมฟังกันหรือไม่ เสี้ยววินาทีที่มือน้อย ๆ ถูกยกขึ้นมาปาดหยดน้ำตาที่เอ่อคลอทิ้งไป ริมฝีปากถูกกัดกลั้นเสียงร้องเมื่อความเจ็บบนข้อมือเพิ่มพูนทวีคูณขึ้นทุกขณะ

แบคฮยอนได้รับอิสระคืยามเราพากันมาถึงที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ ข้าวของพะรุงพะรังทั้งหมดถูกคนตัวใหญ่ฉวยเอาไปทุ่มใส่ตะกร้าด้านหน้าอย่างไม่กลัวเสียหาย เขารีบคว้าหมวกมาใส่เพราะกลัวจับใจว่าจะถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่ พอเห็นว่าชานยอลวาดช่วงขาคร่อมตัวถัง เสียบกุญแจติดเครื่องยนต์ก็เร่งปีนขึ้นไปซ้อนท้าย รัดกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นเสียยิ่งกว่าตอนเดินทางมา

และแม้จะพยายามกลั้นน้ำตา แต่ทว่าความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจก็มากมายจนทำให้ร่างเล็กร้องไห้ออกมาจนได้ เขาซุกซบใบหน้ากับแผ่นหลังกว้าง ตัวสั่นงันหงกยามลมเย็นรอบข้างเริ่มพัดบาดผิว ริมฝีปากเปิดกระซิบเสียงเครือเป็นถ้อยคำเดิมซ้ำ ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางได้ยิน

แบคฮยอนขอโทษ

อย่าโกรธกันเลยนะชานยอล

 

 

 

*********

คนน่ารักอ่าเนาะ หนุ่ม ๆ แย่งกันเป็นธรรมดา

ขอโทษที่มาช้าค่ะ สัปดาห์ก่อนยุ่งทุกวันเลย ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันศุกร์

เพิ่งได้จับฟิคจริงจังวันเสาร์ เสร็จแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเมื่อตอนทุ่มสี่สิบนี้เอง

ขอบคุณสำหรับกำลังใจของทุกคนนะคะ คนที่ช่วยกันขายก็น่ารักมากเลย

เดี๋ยวให้พี่โหม๋ไปไล่หอมแก้มกันคนละทีสองทีเนาะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #136 ออมม่า (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 17:56

    สงสารแบค

    #136
    0
  2. #123 Saturnblue (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 08:50
    อยากจะตีแจฮยอนเพราะความนึกสนุกของนายสร้างเรื่องให้พี่โหม๋แล้วเนี่ย
    #123
    0
  3. #121 Thisisyaniji (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 11:27
    สนุกมากก แงงง
    #121
    0
  4. #120 Renoir92 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 05:47
    ชานยอลใจเย็นๆฟังพี่โหม๋หน่อยน้าาา ร้องไห้แล้วนั่น ทนไหวเหรอออ
    #120
    0
  5. #119 Autumn.Devil (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 01:25
    อย่าโกดพี่โหม๋นานนะชานยอลอ่าาา😭
    #119
    0
  6. #118 LoveekiL (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 00:49
    แพ้เวลาพี่โหม๋อ้อน แพ้เวลาพี่โหม๋แทนตัวเองว่าโหม๋ พี่โหม๋เอาใจเก่งน่ารัก เพื่อนแกล้งไม่น่ารักเลยอะ
    #118
    0
  7. #117 มนุษย์ขี้ชิป (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 22:15
    แงงงงชานยอลใจเย็นๆก่อนน
    #117
    0
  8. #116 realmm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:31
    ฮื่ออออ ใจเย็นน้าอ่อนโยนกับพี่โหม๋หน่อยนะชานยอลแง้งงงง ใจแม่เจ็บ
    #116
    0
  9. #115 b728 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:23
    แงงงงง ชานอลไม่โกดพี่โหม๋น้า ค่ิยพุดกันเนาะๆๆ
    #115
    0
  10. #114 J_kanp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:14
    ฮือออออออออ แจฮยอนก็ปั่นจริงๆนั่นแหละเน้อ พ่อเราก็ขี้หึง ว่าไม่ได้ พี่น้องโหม๋เค้าน่ารักขนากนี้ // อยากโดนพี่น้องโหม๋หอมแจ้มมมมมมมมมมมมมมมมมม
    #114
    0
  11. #113 J_kanp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:00
    น้องโหม๋มาแล่วววว
    #113
    0