โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 8 : แปะ : โหม๋และโจรผู้เป็นที่รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    26 ก.ค. 63

 

 

 

“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้แม่ไปส่ง?”

“อื้อ โน๋ปาเอด้า”

“ชานยอลขับรถดี ๆ นะลูก เลี้ยวโค้งอย่ากดคันเร่งแรงนักนะ”

“ครับแม่ ไว้ใจได้เลย”

“อย่ากลับมืดนะลูก ตอนโพล้เพล้มันอันตราย”

หลังจากรับคำให้มารดาของแบคฮยอนคลายกังวลเรื่องความปลอดภัย ชานยอลก็กระโดดขึ้นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อของบ้านซึ่งด้านหลังเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย ทั้งขนมนมเนยและหนังสือฝึกอ่านภาษาอังกฤษที่แบคฮยอนสละเวลาพักผ่อนหนึ่งวันเต็มเพื่อหาซื้อให้ครบความต้องการ แน่นอนล่ะว่าพลขับกับผู้สนับสนุนสมทบไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่พ้นชานยอลอยู่แล้วที่ยอมตกเป็นทาสอีกฝ่าย

เห็นว่าแบคฮยอนตั้งใจเอาสิ่งของเหล่านั้นไปมอบให้เด็กด้อยโอกาสบนดอย สมัยนี้แม้ความเจริญจะเข้าถึงแล้ว แต่การศึกษาและโอกาสดี ๆ ยังไม่ได้ทั่วถึงนัก ครูอาสาก็ไม่ได้เพียงพอต่อความต้องการ อีกฝ่ายจึงพยายามช่วยเหลืออยู่บ้างตามอัตภาพ

ในตอนนี้ชานยอลเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่หมวยถึงหมั่นเก็บหอมรอมริบ เขานับถืออีกฝ่ายที่มีหัวใจใหญ่ แต่บางครั้งการทำอะไรเกินตัวก็ไม่ใช่เรื่องดี ซึ่งหากพูดไปตอนนี้คงเป็นการชักใบให้เรือเสียแน่ เด็กหนุ่มจึงนิ่งเฉย ทดไว้ในใจว่าเสร็จธุระเมื่อไรคงต้องคุยกันจริงจัง ขอตั้งหน้าตั้งตาขับรถก่อน เดี๋ยวจะพากันเสียหลักตกดอยทั้งคู่

แต่ในความเป็นจริงแล้วที่ทางกลับไม่ได้หฤโหดจนชานยอลต้องกดดันตัวเองอย่างหนัก แค่ราว ๆ หนึ่งชั่วโมงเราก็ถึงจุดหมาย โรงเรียนชนบทซึ่งมีตัวอาคารเป็นไม้ปรากฏอยู่เบื้องหน้า รอบข้างเป็นทิวทัศน์สวยสะดุดตาจนเด็กหนุ่มอ้าปากค้าง ขนาดพื้นที่โดยรวมไม่กว้างขวาง แต่ก็มากพอจะอำนวยให้เด็ก ๆ สามารถทำกิจกรรมนันทนาการได้สะดวก

“โห บนนี้อากาศดีโคตร”

ชานยอลดันแขนขึ้นพร้อมทั้งสูดอากาศเย็น ๆ เข้าปอดหลังจากดับเครื่องยนต์สนิท ตั้งแต่มาเที่ยวที่นี่เขาก็ตื่นเช้าทุกวัน เลยได้เก็บโมเมนต์ที่คนกรุงปกติไม่เคยพบเจอไว้มาก หากกลับไปคงคิดถึงไม่น้อยเลย

“มัวแต่เอ้อระเหอลอชาอยู่น่าแหละ มาโขขอเร ๆ เลอ”

 “คร้าบ”

เด็กหนุ่มขานรับเสียงยานคาง แบคฮยอนนี่ตัวขัดอารมณ์สุนทรีจริง ๆ เขาหอบหิ้วเอาข้าวของจำพวกหนังสือไว้ในอ้อมแขน ส่วนแบคฮยอนคว้าถุงขนมพะรุงพะรังติดมือไปอย่างกับซานต้า ทว่ายังไม่ทันได้ตรงเข้าสู่ตัวอาคารไม้เก่า ๆ ชายร่างสูงตัวขาวก็เดินป้องตาออกมาหา 

“อ้าว แบคฮยอน กลับมาไม่เห็นบอกเลย”

“จะบ่อด้ายางา โบนี้ม่ะมีสาญา พู่อย่ากะแจฮยอจะระสาเราด้า”

“ก็ให้น้าฮวายอนมาบอกสิ น่าตีจริง ๆ เลย”

ถึงจะขู่เข็ญเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วแจฮยอนกลับรัดเพื่อนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน แถมยังหอมหัวไปทีเพราะมันเขี้ยว ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายร้องงื้อประท้วงอยู่ในคอ เขาจะฟัดให้ช้ำเลยเชียว โทษฐานหายไปไม่บอกกล่าว ไม่ส่งข่าวจนคนทางนี้เป็นห่วง

“เดะ ๆ อยู่หนาล่ะ”

หลังจากสะบัดเส้นผมให้คืนทรง แบคฮยอนก็ถามถึงเด็กวัยกำลังซนจากหมู่บ้านด้านบนซึ่งมากองรวมกันอยู่ที่นี่ทุกวันธรรมดา โรงเรียนชนบทแห่งนี้มีครูอาสาด้วยกันแค่สองราย รองรับนักเรียนจำนวนสิบคน แบคฮยอนมักขึ้นมาเล่นกับน้อง ๆ ทุกครั้งที่กลับบ้าน ไม่รู้ว่าหายไปนานขนาดนี้จะโดนงอนแล้วหรือเปล่า

“วิ่งเล่นกันอยู่ – แล้วนั่นเอาใครมาด้วย ขนอะไรมากันเยอะแยะเลย?”

แจฮยอนมองเลยไปทางด้านหลัง รู้สึกถึงแววตาไม่เป็นมิตรของอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญ หากก็มีมารยาทพอจะไม่ท้วงให้อีกฝ่ายยิ่งขุ่นเคืองใจ

“โคนี้เหรอ? โคช้าน่ะ” แบคฮยอนว่าพลางกลั้วหัวเราะ “ซื้อขโหน๋มาฝ่าเด็ก ๆ น่ะ แล้ก็มีพวกหนาสือภาษาอะกิ อาว้าห้าฝึอ่าดั้ว”

“เดี๋ยวเหอะ คนใช้อะไร – ผมชานยอลครับ เป็นรุ่นน้องคนสนิทของพี่เขา”

ชานยอลรีบแก้ไขให้อีกฝ่ายเข้าใจ เขาเน้นย้ำคำว่าคนสนิทเป็นพิเศษพร้อมทั้งกดยิ้มข้างมุมปาก ใต้อกเกิดความไม่พอใจตีรวนจนกลายเป็นไฟในดวงตา

ใครใช้ให้ไอ้หน้าขาวนี่หอมหัวคนของเขาวะ แล้วแบคฮยอนนี่ก็เหลือเกินจริง ๆ เดินไปให้กอดหอมถึงที่ คืนนี้เดี๋ยวต้องมีคุยกันยาว

“ดีครับ แจฮยอน เป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่น จบมาพร้อม ๆ กับแบคฮยอนนี่แหละ”

ข่มมาข่มกลับไม่โกง แนะนำตัวว่าเป็นรุ่นน้องแต่ตามมาถึงนี่ มองจากบนดอยยังรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ถ้าบอกตั้งแต่ตอนนี้ว่าเขามีแฟนแล้วก็ไม่สนุกน่ะสิ นาน ๆ ทีจะมีคนมาให้แกล้งถึงที่ 

“มา เอาของไปเก็บก่อน นี่จะอยู่เล่นกับเด็ก ๆ ยันเย็นเหมือนเดิมเลยหรือเปล่า?”

ชานยอลกัดฟันกรอดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายฉวยโอกาสประคองเอวของแบคฮยอนอย่างสนิทสนม เกิดอาการไม่สบอารมณ์ในทันควัน พื้นที่มันก็ตั้งกว้างขวาง เบียดกันขนาดนั้นไม่ขี่คอไปเลยเสียให้รู้แล้วรู้รอดล่ะ 

“โหนี้อยู่ม่ะนา ต้าจาว่าจะปาเยี่ยพั่วผู้ท่าผู้แก่ที่หมู่บ้าดั้ว”

“อ๋อ โอเค”

เออ สร้างโลกกันเข้าไป ชานยอลมาเป็นหมาหัวเน่าชัด ๆ เขาเดินกระแทกส้นเท้าจนฝุ่นคลุ้งตามคู่เพื่อนสนิทไปจนกระทั่งพ้นจากมุมอาคารมาเจอลานดินกว้าง สำหรับชานยอลที่เห็นนักเรียนตัวจิ๋วในชุดยูนิฟอร์ม สีน้ำเงิน แดงหรือลายสก็อตช์ สะพายกระเป๋าหนังสือราคาแพงโดยมีพ่อแม่พร้อมคนรถคอยรับจนชินตา การมองภาพเด็ก ๆ ในชุดพื้นเมืองกลางเก่ากลางใหม่กำลังวิ่งเล่นและสนุกด้วยร่างกายกับสติปัญญาของตนทำให้เขาใจสลาย ชะล้างทุกความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จนสิ้น

คนมีมากได้รับเท่าไรก็ไม่เคยพอ คนไม่มีก็ไม่เคยได้รับ แต่กลับต้องพอ เพราะต่อให้ต้องการมากเพียงไรก็ไม่มีใครหยิบยื่นให้ ซ้ำยังไม่อาจไขว่คว้าอะไรเอามาครอบครองเองได้

“เด็ก ๆ ดูซิใครมา”

สิ้นเสียงของคุณครูอาสา เด็ก ๆ ที่เคยวิ่งเล่นไล่กันก็หยุดนิ่ง ทุกคนจ้องมองอาคันตุกะผู้มาใหม่เป็นตาเดียวคล้ายกำลังประมวลผล ก่อนจะเริ่มมีรอยยิ้มกว้างประดับใบหน้า และโผถลาเข้ามาหาเป้าหมายหนึ่งเดียวอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย 

“พี่แบ๊ะฮยอ!”

ใครอยู่ใกล้ก็ชิงกอดเอวหมับ มะรุมมะตุ้มหนุบหนับรอบกาย ขนมที่อยู่ในอ้อมแขนไม่สำคัญเท่าพี่ชายใจดีที่จากบ้านไปแสนไกลกลับมาเยี่ยมเยียนกัน แจฮยอนถูกดันออกจากวงล้อมมนุษย์ตัวกระจ้อย ได้แต่กอดอกมองด้วยแววตาเอ็นดูเกินบรรยาย ไม่ว่าจะนานเพียงใด พี่แบคฮยอนก็ยังเป็นคนโปรดของเด็ก ๆ อยู่ดี

ฝ่ายชานยอลนั้นเพ่งพิศภาพตรงหน้าด้วยใจพองฟูคับอก สายตาที่เด็ก ๆ ใช้ช้อนขึ้นมองแบคฮยอนนั้นเต็มไปด้วยความรัก คิดถึง เทิดทูน และห่วงหา ร่างเล็กมีรอยยิ้มแห่งความสุขประดับใบหน้า เขาคล้ายจะเห็นหยดน้ำที่หางตาของอีกฝ่ายด้วย

“พี่แบ๊ะฮยอหาปาหนามา หนูคิเถอแท่แย่”

เด็กหญิงผมสั้นตั้งคำถามด้วยแววตาใสซื่อ ก่อนแบคฮยอนจะหย่อนตัวลงนั่งให้ตัวเองอยู่ในระดับเดียวกันกับมนุษย์ตัวน้อยโดยไม่กลัวว่าเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อนแต่อย่างใด

“พี่ทางาน่ะซี่ อย่ามีเงอเย้อ ๆ มาซื้อขโหน๋ห้าพั่วหนูงา”

เขาใช้เวลาแค่เสี้ยววินาทีปาดน้ำตาแห่งความคิดถึงทิ้งไปเพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ ร้องไห้ตาม พี่แบคฮยอนกลับมาทั้งทีอย่างนี้ทุกคนต้องมีความสุขสิ จะมัวแต่ซึมเศร้าได้อย่างไร

เด็ก ๆ แย่งกันตั้งคำถามและพูดคุยกับพี่ชายคนโปรดจนเกิดเสียงเซ็งแซ่ เรียงแถวให้พี่แบคฮยอนกอดหอมอย่างใกล้ชิดทีละคน รวมถึงไต่ถามสารทุกข์สุขดิบรายบุคคลจนกระทั่งหนำใจ เป้าหมายต่อไปก็กลายเป็นชานยอลที่ยืนอยู่ไม่ไกล เด็กหญิงผมแกละในชุดพื้นเมืองเดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ แหงนเงยปลายคางมองเขาเหมือนเป็นยักษ์ตัวใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ถูกที่ทาง

“โคนี้คราเหรอคะพี่แบ๊ะฮยอ”

“เพื่อนพี่แบคฮยอนครับ เรียกชานยอลก็ได้”

น้องถามแบคฮยอน แต่ชานยอลเป็นคนตอบ เขาวาดยิ้ม หย่อนตัวลงนั่งมองเด็กหญิงตัวน้อยที่แอบหลบสายตาพร้อมพวงแก้มสีแดงปลั่ง นี่ความแพรวพราวของเขาออกฤทธิ์แม้กระทั่งกับเด็กเล็ก ๆ ด้วยหรือนี่?

“พี่ชายอ...”

“เอ้าเด็ก ๆ เดี๋ยวช่วยกันขนของเข้าโรงเรียนก่อนนะ แล้วค่อยมาคุยกับพี่แบคฮยอนแล้วก็พี่ชานยอล”

แจฮยอนเบรกกิจกรรมบริหารเสน่ห์เอาไว้แต่เพียงเท่านั้น แดดด้านนอกมีแต่จะร้อนขึ้น ๆ มัวแต่ยืนคุยกันด้านนอกอย่างนี้อาจจะเป็นหวัดไม่สบายกันไปทั้งหมด

เพราะมีแขกสำคัญมา คุณครูอาสาเลยยอมงดการเรียนการสอนชั่วคราวให้เด็ก ๆ ได้ทานขนมและช่วยกันจัดการสมบัติส่วนกลาง ก่อนจะปล่อยฟรีทำกิจกรรมนันทนาการกับพี่ ๆ ตามใจชอบอีกพักใหญ่ ฝ่ายชานยอลที่ตอนแรกตั้งใจจะสอนเด็ก ๆ เตะฟุตบอลกลับต้องมาเป็นบาร์โหนให้ผลัดกันห้อยตัวต่องแต่งเหมือนลิงจ๋อ พอเสร็จแล้วก็แปลงร่างเป็นจอมพลังแบกส่งเมืองไปมา เรียกเสียงหัวเราะสดใสให้ดังสร้างบรรยากาศสดใสสมกับเป็นโรงเรียนเด็กเล็ก

ขณะเดียวกันนั้นแบคฮยอนก็กำลังนั่งเล่นตัวต่อกับเด็กอีกกลุ่มอยู่ที่ชานระเบียง รับลมเย็น ๆ พร้อมฟังเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ เล่นกันสนุกสนาน ไม่นานนักแจฮยอนก็ตามมาสมทบ อนึ่งเพราะต้องการช่วยเหลือนักเรียนรังสรรค์จินตนาการให้เป็นความจริงได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีเรื่องสำคัญที่ต้องสนทนากับคนตัวเล็กด้วย

“แบคฮยอน”

“หือ?”

“นั่นน่ะ แค่น้องชายคนสนิทจริง ๆ เหรอ”

แบคฮยอนเม้มริมฝีปาก แจฮยอนจั่วหัวมาอย่างนี้แน่นอนว่ามาซักฟอกกันแน่ “อื้อ”

“น้องคนสนิทแต่ตามมาถึงที่นี่อะนะ?”

“ค้าก็แค่อย่ามาเที่ยเฉอ ๆ”

“ข้ออ้าง ดูออก”

คนตัวเล็กตัดสินใจไม่ต่อความยาวสาวความยืด กลบเกลื่อนอาการไม่ปกติของตัวโดยการหยิบหวีขึ้นมาจัดทรงผมของเด็กหญิงตัวน้อยบนตัก พอเริ่มถักผมเปียได้แล้วแจฮยอนยังเงียบ เลยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคาดคั้นอะไรกันอีก

“ชอบเขาหรือเปล่า?”

แต่แบคฮยอนคิดผิด นี่แจฮยอนเป็นคนช่างซักถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

“ฮึ เราถาม”

ถ้าเขาเงียบแบบเมื่อครู่นี้ต่อไปก็จะน่าสงสัย ไม่ยอมตอบอะไรก็ให้ผลไม่ต่าง สุดท้ายเลยตัดสินใจย้อนถามมันเสียเลย จะได้พ้นตัว

“แจฮยอจะถาทะมาเล่า”

“ก็เราอยากรู้ว่าเพื่อนเราให้เขาไปเท่าไรแล้ว”

อีกครั้งที่แบคฮยอนนิ่งเงียบ ปล่อยให้เสียงลมหวีดหวิวปลิวบาดผิวแก้ม ก่อนลอบผ่อนลมหายใจ ตระหนักว่าเมื่อไม่อาจโกหกแจฮยอนได้ก็อย่าเฉไฉให้ตัวเองดูเป็นคนไม่ดีในสายตาอีกฝ่ายเลย

“...อื้อ ก็ช่อ”

“แล้วเขาล่ะ?”

“ก็เหมือกาน่าแหละ...”

“แล้วบอกเขาไปหรือยัง”

แบคฮยอนส่ายศีรษะ พวงแก้มผลัดสีระเรื่อ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องแบบนี้สำคัญมากและจำเป็นต้องพูดออกไป แต่เขาก็ยังไม่กล้าพอเสียที ใครจะหน้าทนเท่าชานยอลได้ มาขโมยจูบคนอื่นหน้าตาเฉยแล้วยังมาทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำอีก

“เอ้า จะเก็บไว้ทำไมเล่า ไม่พูดแล้วเขาจะรู้ไหม”

“.........”

“ต้องคุยกันนะ เรื่องความสัมพันธ์อะ อย่าปล่อยให้คาราคาซัง เราเป็นห่วง”

“อื้อ รู้แล้...”

คนตัวเล็กรับคำ แม้มีสิ่งที่ต้องทำแต่กลับไม่ได้มีความกล้ามากขึ้นแต่อย่างใด แบคฮยอนไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องทวงถามความชัดเจนจากอีกฝ่าย เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากแล้ว หากเรียกร้องอะไรแล้วชานยอลเกินไม่สบอารมณ์ ไม่ชอบใจ เลือกตีตัวออกห่างไป เขาคงแย่แน่ในสภาวะที่เคยชินกับการดูแลด้วยความหวังดีเหล่านั้นจนไม่กล้าเสี่ยงสูญเสียอะไรเลยสักอย่าง

 

*********

 

ราว ๆ เที่ยงวัน หลังส่งเด็ก ๆ ทุกคนกลับเข้าห้องเรียนเรียบร้อยแล้ว แบคฮยอนกับชานยอลก็ออกเดินทางอีกครั้ง เป้าหมายคือหมู่บ้านบนเขาที่อยู่ห่างออกไปราวสามสิบนาที วันนี้แบคฮยอนตั้งใจจะนำเอายาสามัญประจำบ้านไปมอบให้ผู้เฒ่าผู้แก่ด้านบน ยังมีอีกหลายครัวเรือนขาดแคลนปัจจัยดังกล่าวนี้อยู่ เวลามีใครเจ็บป่วยไม่สบายหรือมีอุบัติเหตุก็มักเลือกใช้สมุนไพรเป็นทางแก้ เพราะไม่เพียงแต่โรงพยาบาลจะอยู่ไกลเท่านั้น แต่สภาพคล่องทางการเงินของชาวบ้านยังฝืดเคือง สิทธิ์รักษาก็ไม่มีเหมือนคนอื่นเขาด้วย

ข้างบนนี้มีชาวบ้านอาศัยกันอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน ส่วนหนึ่งแล้วก็เป็นครอบครัวของเด็ก ๆ ในโรงเรียนด้านล่าง เพื่อนวัยเดียวกับแบคฮยอนพากันมีลูกแต่งงานกันไปหมดแล้ว สภาพความเป็นอยู่เรียกได้ว่าทรง ๆ ไม่ได้ดี ไม่ได้เลวร้าย อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็มีไฟฟ้าให้ใช้แล้วล่ะนะ เมื่อก่อนตอนมาเล่นด้วย เอาหนังสือมาให้หัดอ่าน ยังต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุกันอยู่เลย

ฝ่ายชานยอลนั้นยังตื่นตากับทิวทัศน์ด้านล่างไม่หาย ก็กลับต้องมาตกตะลึงกับความสวยงามด้านบนอีกครั้ง บริเวณที่ราบซึ่งหมู่บ้านตั้งอยู่นั้นแทบจะสูงเทียมทิวเมฆ ตอนตื่นเช้ามาเดินสูดอากาศต้องรู้สึกเหมือนแหวกว่ายภายใต้ทะเลหมอกเป็นแน่แท้ ส่วนตอนกลางคืนก็น่าจะได้เห็นทางช้างเผือกด้วย

อีกครั้งที่การชื่นชมธรรมชาติของชานยอลนั้นสั้นเหลือเกิน เผลอละสายตาจากแบคฮยอนแค่ครู่เดียว เจ้าตัวก็เดินกอดกล่องยาสามัญประจำบ้านที่ลงทุนนั่งจัดเองทั้งคืนเดินลิ่วไปโน่นแล้ว เดือดร้อนต้องรีบวิ่งตามไปเพราะกลัวสถานะคนแปลกหน้าจะทำให้ตัวเองถูกตีหัวเข้า

ทุกครัวเรือนพากันกรูออกมาหาแบคฮยอนราวกับอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญ ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างมีรอยยิ้มประดับใบหน้า จากเมื่อครู่ที่เคยเป็นฝ่ายกอดหอมเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นคนถูกผู้ใหญ่กอดหอมบ้าง จนกระทั่งพวงแก้มขาวขึ้นสีชมพูจางอย่างน่าเอ็นดู

ผู้คนที่นี่พูดคุยกันด้วยภาษาถิ่น ชานยอลเลยได้แต่คอยฟังนิ่ง ๆ โดยไม่รู้เรื่องอะไร ปล่อยให้แบคฮยอนคุยจ้อน้ำลายแตกฟองไปโดยที่เขาเป็นฝ่ายติดตาม มีบ้างที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของบ้านหันหน้ามายิ้มให้ แม้สงสัยว่าคุยอะไรกันแต่ก็ไม่กล้าเสียมารยาทออกปากถาม ใช้เวลาอยู่นานถึงเวียนแจกจ่ายข้าวของและพูดคุยกันครบทุกบ้าน

แต่เพราะที่ผ่านมาชานยอลเล็งเห็นว่าคนชราทุกรายล้วนมีทีท่าคล้ายปวดเมื่อยตามร่างกาย จะลุกนั่งก็ลำบากลูกหลานต้องช่วยคอยประคับประคอง ชานยอลที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรในการออกเยี่ยมประชาชนของแบคฮยอนเลยเล็งเห็นหนทางทำคะแนนให้คนตัวเล็กยิ่งรู้สึกประทับใจ เขาเปิดคลินิกขนาดย่อมที่ศาลาเอนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน ใช้ยานวดคลายกล้ามเนื้อที่ซื้อมาเมื่อวานคอยบริการให้ทุกคนอย่างทั่วถึง

เพราะเล่นกีฬามานานเลยมีความรู้เรื่องนี้ แค่จับก็เข้าใจดีว่าพวกท่านเมื่อยขบตรงไหน ชานยอลลงมือทำให้ทุกคนด้วยความตั้งอกตั้งใจ รับฟังคำพูดที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า บ้างก็ชวนคุยสร้างบรรยากาศไปเรื่อยเปื่อย เพราะแบคฮยอนเข้าครัวไปเตรียมมื้อบ่ายอยู่กับพวกผู้หญิง หนักเข้าก็ร้องเพลงจนสาว (เหลือน้อย) ในหมู่บ้านพากันหอบงานมานั่งฟังไปยิ้มไป 

ชานยอลไม่เคยสุขใจกับกิจกรรมเพื่อสาธารณะ เขาไม่เคยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการค่ายอาสาอะไรพวกนั้น และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้สนอกสนใจความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมโลกสักเท่าไร หากตั้งแต่เจอกับแบคฮยอน มุมมองของเขาก็เปลี่ยนไป เรียกได้ว่ากลายเป็นคนดีมากยิ่งขึ้นก็คงไม่ผิดนัก

ชานยอลชอบตัวเองเวลาที่ได้อยู่กับแบคฮยอนมาก เพราะไม่เพียงแต่สามารถมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่นนั่งกินข้าวต้มริมทางกับผัดผักบุ้งกำลังไม่กี่สิบบาท ทว่ายังรวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะให้หรือส่งต่อความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เริ่มต้นจากแบคฮยอน ต่อมาก็เป็นเด็ก ๆ ด้อยโอกาส กระทั่งตอนนี้ที่ชานยอลขึ้นมาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่เขาไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่ามันเคยถูกบันทึกเอาไว้ในแผนที่โลกหรือไม่

ชานยอลนึกสมเพชมนุษย์ทุกรายที่เคยปฏิเสธความต่างของแบคฮยอนเหลือเกิน ถ้าเพียงแต่พวกเขาเปิดใจให้กว้างกว่าที่เคยเป็นอยู่สักนิด ก็จะได้สัมผัสความสุขเหล่านี้ด้วยตนเองแล้ว

แต่จริง ๆ ไม่เปิดใจน่ะดีแล้ว เพราะชานยอลรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณเลยว่าใครก็ตามที่ได้สัมผัสแบคฮยอนในรูปแบบนี้คงต้องมีโงหัวไม่ขึ้นกันบ้าง เหมือนอย่างที่เขาเป็นอยู่นี่ไง... 

แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่สีหน้าที่ดูเป็นสุขดีของผู้หลักผู้ใหญ่หลังได้รับก็ทำให้ชานยอลรู้ว่าเขาช่วยให้ทุกคนสบายตัวขึ้นมาก ชานยอลทำทุกอย่างเพลินจนไม่ทันได้ดูเวลา เผลออีกทีก็คล้อยบ่าย สำรับอาหารของเราเสร็จดีแล้ว เด็กหนุ่มจึงรีบล้างไม้ล้างมือเพื่อที่จะได้มาเติมพลัง แต่เสียงโหวกเหวกโวยวายจากท้ายหมู่บ้านก็สร้างความแตกตื่นจนมื้อบ่ายกลายเป็นเรื่องรองไป

“พี่ เกิดอะไรขึ้นอะ?”

แบคฮยอนส่ายศีรษะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแต่คนวิ่งหน้าตาตื่นมาจากท้ายหมู่บ้าน เขารีบเดินลงจากพื้นที่นอกชาน สับขาไปหาเป้าหมาย ปลอบให้ใจเย็นลงเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ถ่ายทอดความจริงให้ทุกคนล่วงรู้โดยทั่วกัน

และทันทีที่แบคฮยอนได้ฟังความ อาการของเขาก็ไม่ต่างจากอีกฝ่าย สติแตกตามกันไปเพราะเรื่องที่ได้รับรู้มานั้นเรียกได้ว่าคอขาดบาดตายและจำเป็นต้องให้ชานยอลช่วยเหลือโดยไวที่สุด

ชานยอล!

“ฮะ?”

“มานี่ เร็ว ๆ เลย!”

ไม่เพียงพูดเปล่า แบคฮยอนยังเดินดุ่ม ๆ ไปกระชากแขนชานยอลให้เดินตามมา ไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าร่างสูงยังใส่รองเท้าอีกข้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ

“พี่ อะไรวะ บอกผมก่อนดิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“ผู้หญิงท้องแก่ลื่นล้มอยู่ท้ายหมู่บ้าน มีเลือดออกจากช่องคลอด ต้องรีบพาไปหาหมอ! เดี๋ยวนี้เลย!”

ได้ยินเพียงเท่านั้นชานยอลก็จ้ำอ้าวเหมือนกำลังไปไล่ควาย สติสัมปชัญญะจดจ่อเพียงแค่ความปลอดภัยของผู้ประสบเคราะห์ร้ายที่ท้ายหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้เด็กหนุ่มยิ่งหวั่นวิตก เขาเห็นหญิงสาวท้องแก่กำลังนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นดิน ตะกร้าสะพายหลังและของด้านในตกกระจุยกระจาย รอยไถลบนตีนเขาด้านหลังบ่งชี้ว่าเธอคงลื่นลงมาจากบนนั้น

สัญชาติญาณสั่งให้ชานยอลพุ่งเข้าไปอุ้มเธอขึ้นมา เขารีบก้าวเดินดุ่ม ๆ พาหญิงสาวไปขึ้นรถ โดยมีสามีคอยนั่งไปด้วยอยู่ด้านหลัง เสียงโอดโอยที่ดังก้องอยู่ในห้องโดยสารทำให้เด็กหนุ่มเร่งรีบไปเสียทุกอย่าง พอจับพวงมาลัย ติดเครื่องยนต์ได้ก็รีบใส่เกียร์กดคันเร่งแบบไม่คิดชีวิตเพราะกลัวจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับแม่และเด็กในท้อง

“พี่คอยบอกทางผมด้วยนะ”

“อื้อ ชานยอลระวังด้วยนะ คาดเข็มขัดก่อนไหม”

“ช่างมันเหอะ”

ชานยอลบอกปัดความเป็นห่วงของอีกฝ่าย ดวงตาของเขามองตรงไปข้างหน้า ใช้สมาธิอยู่กับท้องถนนที่ตัวเองไม่คุ้นเคยเพื่อพาตัวเองลงเขาให้ไวที่สุด ร้อนถึงแบคฮยอนที่นึกกังวลในสภาพความปลอดภัยของพลขับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เคราะห์ร้ายด้านหลังต้องยืดตัวไปดึงมันมาคาดให้เอง

ทุกวินาทีในรถยนต์เต็มไปด้วยความกดดัน ยิ่งช้าเท่าไรโอกาสเสียเด็กในท้องไปก็มากเท่านั้น ซ้ำยังอาจทำให้แม่ถูกพรากไปด้วย แต่แบคฮยอนก็ไม่อยากให้ชานยอลรีบร้อนจนละเลยความปลอดภัยพึงมี เขาจึงเป็นคนเดียวในรถที่จำเป็นต้องตั้งสติสัมปชัญญะเอาไว้ให้มั่น เพราะไม่เพียงแต่ต้องพยายามควบคุมอาการหุนหันพลันแล่นของชานยอล หากยังมีสองคนข้างหลังที่ต้องดูแล

ช่วงระยะเวลายาวนานถูกตัดทอนให้สั้นลงอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อชานยอลสวมวิญญาณเป็นตีนผีที่คำนึงถึงความปลอดภัยอย่างที่แบคฮยอนร้องขอ แม่เด็กถึงมือหมอในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดี แต่การรักษาสภาวะเลือดออกทางช่องคลอดกลับกลายเป็นการทำคลอดด่วนเมื่อเด็กเกิดอยากจะออกมาดูโลกแล้ว

พ่อเด็กได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวินาทีสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนชานยอลกับแบคฮยอนได้รออยู่ด้านนอกเพราะยังต้องช่วยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ เขาไม่อยากเอาชีวิตคนท้องแก่ไปฝากเอาไว้กับโรงพยาบาลรัฐที่อาจมีเครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อมทำการรักษา สุดท้ายเลยพาเข้าโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งหนนี้แบคฮยอนไม่ได้ทัดทานอะไร คงเพราะกำลังตกใจกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้า

เด็กหนุ่มหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้หน้าห้องอย่างเหนื่อยล้า เนื้อตัวมอมแมมไม่เหลือสภาพลูกคุณหนู วันนี้ทั้งวันของเขาสุดเหวี่ยงเหลือเกิน มีหลายอารมณ์จนไม่รู้จะประมวลผลรวมอย่างไร ชานยอลซบใบหน้ากับฝ่ามือใหญ่ ผ่อนลมหายใจ แม้ไม่ได้มองก็รู้สึกได้ว่าแบคฮยอนเองก็กำลังแบกรับกับสภาวะทางอารมณ์ไม่ต่างจากเขา

เหตุการณ์มากมายไหลย้อนกลับเหมือนภาพยนตร์ภายใต้จิตสำนึก ก่อนจะสะดุดกึกเมื่อชานยอลระลึกถึงข้อเท็จจริงหนึ่งที่เขาเผลอละเลยไปเพราะเรื่องฉุกละหุกมากมาย

 เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อน...แบคฮยอนเพิ่งเรียกเขาว่าชานยอลใช่หรือเปล่า?

ชานยอลที่แปลว่าชานยอล ไม่ใช่ชายอเหมือนอย่างเคย...

“หายเป็นต่างด้าวแล้วเหรอ”

ฝ่ายคนฟังเองก็เพิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองละเลยเอกลักษณ์ที่ยึดถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี คงเป็นเพราะสติหลุดแน่ ๆ เลยไม่ได้คิดอะไร ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเพราะมีความเป็นความตายของคุณแม่ท้องแก่ต้องกังวล

ร่างเล็กผ่อนลมหายใจ “ตอนนั้นสติแตก ใครจะไปมีกะใจพูดแบบนั้น”

กระทั่งแม่และเพื่อนสนิทยังไม่เคยได้ยินแบคฮยอนพูดจาเป็นปกติมาหลายปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกล้าพูดมันกับชานยอลที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน บางทีอาจจะเพราะความเหนื่อยล้า ผนวกกับความสะเทือนใจอยู่ลึก ๆ เอาเป็นว่าวันนี้พักสักวันก็แล้วกัน หายใจหายคอได้ทั่วท้องเมื่อไรค่อยกลับไปเป็นโหม๋คนเดิม

“ตอนนี้มีสติแล้วนี่ ไม่กลับไปพูดเหมือนเดิมแล้วเหรอ”

ชานยอลผละออกมาเลิกคิ้วตั้งคำถามพลางกดยิ้มเอ็นดู สำเนียงปกติของแบคฮยอนก็น่าฟังไม่ต่างจากยามเป็นเด็กดอยต่างด้าวคนนั้น หากก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าทั้งสองคนแตกต่างกันแต่อย่างใด

“เหนื่อย”

พอทั้งร่างกายและจิตใจแสนอ้อนล้า แบคฮยอนที่แม้จะมีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกขณะลมหายใจก็กลับเลือกแสดงกริยาอาการออกไปตามความรู้สึกมากกว่าเหตุผลสมควร เขาเอียงศีรษะซบช่วงไหล่กว้าง กดปิดเปลือกตา ใต้อกยังสะเทือนสั่นขวัญแขวนเพราะภาพหญิงท้องแก่มีเลือดท่วมขา

“ทุกคนจะปลอดภัยไหมชานยอล”

เพราะเสียงถามนั้นเครือสั่นเหลือเกิน ชานยอลจึงสอดฝ่ามือรับเอาอวัยวะชนิดเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่าเข้ามากอบกุมเอาไว้ ออกแรงบีบเบา ๆ คล้ายกับว่ากำลังประโลมอีกฝ่ายอยู่ในที

“ปลอดภัยดิ ผมซิ่งมาขนาดนี้ เดี๋ยวดูเลย คุณแม่ออกมาวิ่งปร๋อ”

เขาเอ่ยติดตลก แอบหอมหัวคนขี้กังวลไปครั้งเพื่อเติมพลังใจให้ตัวเอง

“นี่ก็พูดเป็นการ์ตูนไปได้”

“ก็ไม่อยากให้เครียด”

เด็กหนุ่มว่าพลางสอดมืออีกข้างเข้าสางเรือนผมนุ่มของอีกฝ่าย แม่แนะเคล็ดลับมากมายในการรับมือกับแบคฮยอนรูปแบบต่าง ๆ ให้ชานยอลฟังเมื่อวันก่อน หนึ่งในนั้นคือแบคฮยอนชอบที่จะถูกลูบหัวเวลาไม่สบายใจ เพราะจะช่วยให้สงบลง

“หิวไหม พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลย”

แบคฮยอนส่ายศีรษะ “กินไม่ลง”

“กินหน่อยดิ เดี๋ยวผมลงไปเซเว่น แค่แซนด์วิชคู่นึงก็ได้”

แม้คำตอบของอีกฝ่ายคือความเงียบงัน หากชานยอลก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาเป็นห่วงแบคฮยอนจริง ๆ ตัวก็เล็กเท่านี้ ถ้าปล่อยให้ท้องว่างนาน ๆ แล้วเกิดเป็นลมเป็นแล้งได้รับอันตรายต่อร่างกายไปอีกคน ชานยอลต้องเป็นบ้าแน่

“นะ เดี๋ยวผมกินเป็นเพื่อน”

“อื้อ ก็ได้”

พอพี่เขารับคำ ชานยอลก็กระวีกระวาดพาตัวเองลงไปยังมินิมาร์ทด้านล่าง ไม่ลืมที่จะแวะล้างเนื้อล้างตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความตื่นตระหนกให้กับพนักงานภายใน เขาเลือกซื้อแซนด์วิชอบร้อนมาสองคู่ น้ำเปล่าและน้ำมะพร้าวที่แบคฮยอนชอบมาอีกอย่างละหนึ่ง ของหวาน ๆ คงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นได้

“น่ะ ผมบอกไม่ให้เครียด กุมขมับอีกละ”

พอกลับขึ้นมาแล้วภาพคนตัวเล็กนั่งกุมขมับก็ทำให้เขาต้องออกปากดุ รีบฉวยมือคู่น้อยมาตีเบา ๆ ไปข้างละครั้ง ผ่อนลมหายใจซ้ำยามเห็นสีหน้าเศร้ามองที่ชานยอลชิงชังมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“อะน้ำมะพร้าว มันไม่มีแบบลูกอะ กินแบบขวดไปก่อนนะ”

“อื้อ”

แบคฮยอนรับเอามันมาดูดอย่างซังกะตาย ทำทุกอย่างเหมือนหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมเอาไว้ไม่มีผิด ดวงตาเรียวรีจับจดอยู่กับประตูห้องคลอดซึ่งปิดสนิทมาพักใหญ่แล้ว ยิ่งนานเข้าความคิดของเขาก็ยิ่งเตลิดไปไหนต่อไหน ไม่ว่าจะน้ำหวาน หรือแซนด์วิชที่ชานยอลคอยป้อนให้ทีละคำก็ตามที

แต่แล้วการรอคอยของแบคอยอนก็สิ้นสุดลง เมื่อหูได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้จ้าดังลอดออกมาจากห้องด้านหน้า เขาเบิกตาโตด้วยความรู้สึกหลากหลาย เผลอเอื้อมมือชุ่มเหงื่อไปกุมประสานอวัยวะชนิดเดียวกันของคนข้างกายเอาไว้ และบีบมันแน่นขึ้นในยามที่มีอีกหนึ่งเสียงดังแทรกขึ้นมา

“ญาติคนป่วยใช่ไหมครับ?”

ครู่อึดใจคุณหมอที่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดก็เดินยิ้มออกมาจากห้อง เราทั้งสองจึงรีบกระวีกระวาดเข้าไปหา แบคฮยอนพยักหน้าหงึกหงัก วาดยิ้มกว้าง รอฟังข่าวดีด้วยใจเบ่งบานเต็มที่ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยหม่นหมองมาก่อน

“ตอนนี้แม่และเด็กปลอดภัยดีนะครับ ได้น้องแฝดผู้หญิงทั้งคู่เลย แต่ว่าน้องตัวเล็กมาก น้ำหนักน้อย คงต้องอยู่ในตู้อบก่อน”

“ครับ ขอบคุณคุณหมอมากครับ”

“เดี๋ยวตามพยาบาลไปจัดการเรื่องห้องพักและค่าใช้จ่ายได้เลยนะครับ”

ทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้นคุณหมอก็ปลีกตัวไป เราทั้งคู่ต่างค้อมหลังลาอีกฝ่ายด้วยความขอบคุณเต็มหัวใจ ภูเขาความตึงเครียดซึ่งเคยร่วมกันแบกรับเอาไว้ถูกปลดเปลื้องแล้วในที่สุด ไม่เพียงแต่แม่ของเด็กปลอดภัยเท่านั้น แต่ลูกในท้องที่เข้าใจว่ามีเพียงหนึ่งกลับกลายเป็นสอง ถึงจะต้องอยู่ในตู้อบตามประสาเด็กคลอดก่อนกำหนด หากโดยรวมไม่มีเรื่องน่ากังวลใด ๆ อีกแล้ว

 

*********

 

หลังจากชานยอลจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและห้องพักล่วงหน้าให้กับครอบครัวดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ฤกษ์กลับบ้านของก็มาถึงจนได้ คุณแม่ฮวายอนอกสั่นขวัญแขวนไปหมดเมื่อได้ฟังจากปากว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอรีบอุ่นอาหารเย็นให้รับประทานหลังฟังความจบ ก่อนรีบบอกให้เราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะบัดนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ควรจะเตรียมตัวนอนพักผ่อนกันเพื่อชดเชยแรงกายที่สูญเสียไปจากกิจกรรมอันหนักหน่วง

“วันนี้โคตรเหนื่อยเลย”

ชานยอลทิ้งตัวลงนอนคว่ำทั้ง ๆ ที่หัวยังเปียกชุ่ม พอได้หยุดอยู่นิ่ง ๆ แล้วถึงได้รู้ว่าความเหนื่อยล้าที่ตัวเองเผชิญหน้ามาทั้งวันนั้นยังไม่ถึงครึ่งกับความเป็นจริงเลยด้วยซ้ำ เขาปวดร้าวไปทั้งตัว แค่กระดิกก็เจ็บจี๊ด สภาพนี้ไม่รู้ว่าตอนกลับไปจะซ้อมได้หรือไม่

“ไปนอนอย่างนั้นหมอนก็เปียกหมด ลุกขึ้นมาเช็ดผมเดี๋ยวนี้เลย”

แบคฮยอนว่าพลางขยับมือนวดแก้ม จ้องมองไอ้ตัวขี้เกียจที่นอนเป็นผักตุ๋นอยู่ด้านหลังก่อนส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ ผมตัวเองก็ยาว ไปนอนหมกอย่างนั้นเดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมาแล้วจะยิ่งยุ่ง

“ผมเหนื่อย”

“เร็ว ๆ”

“ผมเมื่อย”

“ชานยอล”

“ผมปวด”

“เฮ้อ...”

เสียงบ่นยานคางทำให้แบคฮยอนผ่อนลมหายใจ เขาลุกขึ้นดับไฟเพดาน คว้าเอาผ้าขนหนูติดมือมา ฟาดช่วงไหล่หนาเพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมานั่งดี ๆ เพื่อให้ทาสคนนี้เช็ดผมให้

“เช็ดผมก่อน แล้วเดี๋ยวจะนวดให้”

แล้วจู่ ๆ ไอ้คนที่เคยขี้เกียจทำทุกสิ่งอย่างก็กระเด้งขึ้นมานั่งหลังตรง หูตาแพรวพราวยิ่งกว่าอะไร มองแล้วน่าหมั่นไส้ นี่เขาใจดีกับชานยอลมากไปหรือเปล่านะ?

เดิมทีนั้นแบคฮยอนตั้งใจจะนั่งข้าง ๆ เพื่อเช็ดผมให้อีกฝ่าย แต่กลับกลายเป็นการนั่งซ้อนตักเมื่อชานยอลเกิดเอาแต่ใจ ฉวยเอาเอวของเขาให้ไปนั่งทับบนหน้าขา คนที่เหนื่อยไม่น้อยไปกว่ากันป่วยการจะขัดขืน แถมยังไม่อยากทำเสียงดังปลุกแม่ที่เข้านอนไปแล้วด้วย เลยยอมนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาให้กอดอยู่อย่างนั้น

“พี่เคยคิดจะกลับไปพูดปกติบ้างไหม แบบ ตลอดเวลาเลยอะ”

“ไม่รู้สิ แต่ที่เป็นอยู่นี้มันก็ชินไปแล้ว ถามทำไม?”

“ก็เผื่อว่าจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ตัวเอง จะได้มีเงินมากขึ้น รู้ไหมเนี่ยว่าที่ทำอยู่นี่มันเกินตัว ผมจะไม่ว่า ไม่ยุ่งเลยถ้าพี่อยู่สบายแล้วก็จะปันเงินที่เหลือมาให้ชนบทด้วยแบบนี้”

“บ่นอีกแล้ว”

ถ้าการกระทำมันง่ายดายอย่างที่ชานยอลพูดก็คงดี แบคฮยอนสูญเสียความมั่นใจเพราะคนเมืองกรุงไปจนหมดแล้ว ต่อให้พูดไม่ชัดหรือชัดก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในใจเขาอยู่ดี

แต่ที่จริงแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องเงินสำหรับเขานั้นสำคัญ มีชนกลุ่มน้อยอีกมากยังต้องการความช่วยเหลืออยู่เป็นระยะ ซึ่งเพราะค่าจ้างของพนักงานแคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ เก็บให้ตายอย่างไร สักวันก็คงต้องหมดไป แบคฮยอนไม่รู้เลยว่าเขาจะจุนเจือตัวเองและคนเหล่านั้นได้อีกสักเท่าไร ปัจจุบันนี้ถ้าไม่มีชานยอลช่วยก็อ่วมเหมือนกัน

“ก็ต้องบ่นดิ ดูพี่ทำแต่ละอย่าง แม่เขาเป็นห่วงนะ ผมก็ห่วง หยุดทำตัวเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ได้แล้ว”

“ถ้านี่ไม่ทำแล้วใครจะทำ? ไหนตอบมาซิ มีใครสนใจคนพวกนี้บ้าง”

“ผมก็ไม่ได้บอกให้พี่หยุดทำ ใจเย็น ๆ ก่อนดิ หมายความว่าให้หยุดทำตัวเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ เป็นคนธรรมดา แล้วก็ทำงานกับคนหมู่มากให้มากขึ้น พี่จะทำมูลนิธิหรือเป็นผู้นำขับเคลื่อนสังคมก็ว่าไป”

“ก็เคยพยายามแล้วมันไม่ได้ผลนี่”

“พี่ก็ใช้วิธีอื่นสิ ในเมื่อเป็นแบบเขาแล้วเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ก็เป็นกระบอกเสียงให้ชนกลุ่มน้อยแทน ผมว่าอย่างนั้นจะทำให้ได้ผลมากกว่านะ”

ชานยอลไม่ได้อยากให้พี่แบคฮยอนสูญเสียอุดมคติของตัวเองหรอกนะ แต่ว่าบางครั้งเราก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า งานบางงานมันสำเร็จด้วยแรงคนจำนวนหยิบมือไม่ได้ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคมอย่างนี้ด้วยแล้วยิ่งยาก

“เอาไว้จะลองคิดดูแล้วกัน”

“ผมจะช่วยด้วยอีกแรง ไอคยองซูมันอยู่ค่ายอาสา ถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอก ต้องสนใจกันมากแน่”

“อื้อ”

หลังจากเส้นผมของชานยอลแห้งดีแล้ว แบคฮยอนก็ออกคำสั่งให้อีกฝ่ายนอนคว่ำ ก่อนตัวเองจะสวมบทเป็นหมอนวดจำเป็นเพื่อปรนนิบัติเด็กหนุ่มร่างใหญ่ เขากดไล่ตั้งแต่ช่วงไหล่ยันแผ่นหลัง ตรงไหนได้ยินเสียงครางจากคนข้างใต้ดังก็จะยิ่งเน้นย้ำให้เป็นพิเศษ

“วันนี้ขอบคุณมากนะ ถ้าชานยอลไม่มาด้วยก็คงแย่”

เพราะความรู้สึกหนึบหน่วงตามร่างกายนั้นคลี่คลายแล้ว คนเจ้าเล่ห์จึงรีบพลิกตัวมานอนหงาย โดยยังคงให้อีกฝ่ายทับบนหน้าท้องอยู่อย่างนั้น แบคฮยอนมือหนัก นวดได้ตรงจุดเหมือนกับโค้ช ใช้เวลาแค่ไม่นานกล้ามเนื้อที่เคยระบมก็คลี่คลาย แต่ร่างกายกลับเบาและนุ่มนิ่มอย่างน่าเหลือเชื่อ ขนาดอยู่ในท่วงท่าเช่นนี้ชานยอลยังมีความสุขมากกว่าทุกข์ทรมานเพราะน้ำหนักของอีกฝ่ายเลย

“ครับ แต่ขอรางวัลหน่อยสิ”

“โลภนัก”

สำหรับชานยอล แค่คำชมนั้นไม่พอหรอก แบคฮยอนน่าจะรู้ แต่ลำพังตอนนี้ที่เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อีกฝ่ายจับนั่งบนร่างกายได้ตามอำเภอใจ แล้วยังมีเรื่องวิธีการสื่อสารซึ่งไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟังเป็นเวลานานแล้วก็มากอยู่หรอกนะ จะเอาอะไรอีก

“ให้รางวัลคนเก่งหน่อยครับพี่หมวย”

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย”

“ให้รางวัลชานยอลหน่อยครับ”

แบคฮยอนรู้ว่าชานยอลฉลาด เลยรู้จักใช้ความน่ารักของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เขานึกสงสัยว่าไอ้การช้อนดวงตากลมโตทำหน้าเง้าหน้างอใส่นี่ทำให้ผู้หญิงละลายมากี่คนแล้วนะ แล้วพวกเธอจะใจสั่นอย่างที่แบคฮยอนเป็นอยู่ตอนนี้ด้วยหรือเปล่า

นาทีนั้นร่างเล็กกลั้นใจ ไม่รู้ไปเอาความกล้าจากที่ไหนมานักหนา บางทีเขาอาจสิ้นคิดเหลือเกินที่อยากตอบแทนทั้งเงิน แรงกาย และความทุ่มเทซึ่งชานยอลมีให้กันมาโดยตลอดด้วยการกดริมฝีปากบนหน้าผากของอีกฝ่ายไปครั้ง

จุ๊บ!

“ทำไมน้อยจังเลย วันนี้ชานยอลทำหลายอย่างเลยนะ”

แต่ชานยอลก็ยังคงไม่พอ เขายิ่งกระเง้ากระงอด คล้องฝ่ามือเอาไว้รอบสะโพกของอีกฝ่ายและกระชับให้มันแน่นขึ้นราวกับกำลังรบเร้าพี่เขาอยู่ในที

“ชานยอลทำไม่ดีเหรอครับพี่แบคฮยอน”

เออ ทำเสียงอ่อนเข้าไปอีก แค่นี้แบคฮยอนก็ยอมจนไม่รู้จะยอมยังไงอยู่แล้วนะ ชานยอลนี่ร้ายกาจจริง ๆ เลย...

คนตัวน้อยผ่อนลมหายใจพร้อมผิวแก้มสุกปลั่ง เม้มปากในยามค้อมกายลงใกล้ ก่อนจะกดจมูกลงบนพวงแก้มทั้งสองข้างของอีกฝ่ายเพื่อให้เท่าเทียมกัน ซึ่งทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดล่อให้หล่นลงไปด้วยหวังได้รับผลตอบแทนดังใจปรารถนา ทว่าแบคฮยอนก็ยอมเพราะรู้สึกดีกับคนตรงหน้าเหลือเกิน

เขาถูกกอดรัด กักบริเวณไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง เรือนกายทุกส่วนสัดนาบแนบไร้ช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน ฝ่ามือบางที่วางบนแผงอกหนาสามารถรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบื้องล่าง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับอวัยวะชิ้นเท่ากำปั้นของตนเอง

“แค่นี้เองเหรอ”

“ได้คืบจะเอาศอกนะ นิสัยไม่ดี”

“แค่พี่ก็ชอบไม่ใช่เหรอครับ?”

พอโดนแอทแทคอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยเช่นนี้แบคฮยอนก็เสียอาการ พวงแก้มที่แดงอยู่แล้วเป็นทุนยิ่งระเบิดสีให้เข้มขึ้นอีกเท่าตัว เขาอมพะนำ ไม่ได้ตอบอะไรออกไปเพราะรู้สึกเหมือนเป็นใบ้ชั่วขณะ ชานยอลจึงฉวยโอกาสใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ในตอนนั้น เกลี่ยริมฝีปากบางด้วยปลายนิ้วโป้งคล้ายส่งสัญญาณขออนุญาตอีกฝ่าย

“ผมจูบนะ”

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตนเองกำลังจะโดนรุกราน แต่แบคฮยอนก็ไม่ได้พยายามหาทางเอาตัวรอด เขาหลับตาพริ้ม รู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นที่ทาบทับลงมา จุมพิตของชานยอลในครานี้เนิบช้า นุ่มนวล และหอมหวาน พาลพาให้ร่างบางเคลิ้มตามทุกการกระทำ

แผ่นหลังของแบคฮยอนสัมผัสกับฟูกเมื่อชานยอลถอนจูบออกไป เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่กดจุมพิตไล่บนหน้าผาก พวงแก้ม ปลายจมูก และทิ้งท้ายที่ริมฝีปากซ้ำอีกเพียงครั้งก็ล้มตัวนอนเคียงข้าง ดับไฟโคมจนความมืดปกคลุมรอบกาย

ชานยอลใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวกอดอีกฝ่ายเอาไว้ ส่วนอีกข้างใช้งานแทนหมอนให้คนตัวน้อยนอนหนุน กระซิบคำอวยพรให้ฝันดีก่อนตัวเองจะกดปิดเปลือกตา พาแบคฮยอนเข้าสู่ห้วงนิทราแสนหวานเพราะความอบอุ่นจากเรือนกาย ตลอดจนถึงความรู้สึกเป็นสุขในหัวใจของคนที่เคยต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง

มันไม่ใช่แค่ชอบแล้วล่ะ... แบคฮยอนคนนี้น่ะ ให้ชานยอลไปแล้วทั้งใจ ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงถอยกลับไปอยู่จุดเดิมไม่ได้ เพราะเมื่อรักเขาแล้วเราก็ไม่ต่างอะไรจากลูกไก่ในกำมือ

 

 

 

*********

ตกลงแอปเปิลของลูกไก่เคลือบยาพิษไหมนะ

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #122 ออมม่า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 07:06

    โถ่ ยัยลูกไก่

    #122
    0
  2. #112 Zameaom (@Zameaom) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 22:07
    ฉันจะเอาแอปเปิลไปล้าง แงงงง อย่าทำหมวยเสียใจนะ
    #112
    0
  3. #110 jellyxz (@jellika) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 22:14
    พี่หมวยยยยย อ่ยยยย น่ารักมากกกกก น้องชานยอลขี้อ้อนมากเลยอะ -ต้าวลุกหมาา
    ว่าแต่ไรต์ทอล์คว่าอะไรหรอคะ ไม่เห็นเดย ไม่ลับลู้ ;-;
    #110
    0
  4. #109 babelle🌸 (@babe-buzzbuzz) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 21:01
    อย่าพูดแบบนี้สิไรรร้ท์ แง้ ตอนนี้น่ะพี่หมวยรักชานยอลไปเต็มเปา แต่ชานยอลนี่สิ รู้สึกกับพี่หมวยหนักแน่นมากพอมั้ย มากพอที่จะมีพี่หมวยในอนาคตด้วยกันรึเปล่า ชานดูเหมือนจะชอบมากนะ แต่..มันก็ดูเหมือนยังมีอะไรอยู่น่ะสิ สงสัยต้องมีตัวกระตุ้น55555555
    #109
    0
  5. #108 Renoir92 (@renoir92) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 19:58
    ไม่เคลือบยาพิษเลย ห้ามเคลือบบบ ชานยอลเป็นแอ๊ปเปิ้ลจากนางฟ้าเนอะไรต์เนอะะ ไม่ใช่จากแม่มดดด
    #108
    0
  6. #106 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 17:40
    แงงงงงง พี่น้องหมวยยยยยยยยยยยยยย
    #106
    0
  7. #101 mamochi (@mamochi) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 09:08
    พี่หมวยน่ารักจังเลย
    #101
    0
  8. #98 Saturnblue (@Saturnblue) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 23:51
    ว่าแล้วไงว่าพี่หมวยต้องพูดแบบชัดๆได้ นี่เห็นด้วยกับชานยอลนะถ้าพี่หมวยลองปรับเปลี่ยนเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านน่าจะช่วยพวกเค้าได้อีกเยอะเลย
    #98
    0
  9. #96 Milky─ (@MarkbamChanbaek) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 02:05
    พี่หมวยแสนจาน่ารัก อย่าม่าเลยนะคะใจนุเจ่บ
    #96
    0
  10. #95 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 00:47
    น่ารักมากกกก แงงง พี่หมวยกะทาสของเค้า แงงงง ส่วนท้อปปิคแอปเปิลยาพิดต่างๆ ขออนุยาดไม่คิดถึงนะคะ กัวเจ่บหัวใจ
    #95
    0
  11. #94 Autumn.Devil (@suju1004) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 22:58
    น่ารักจังอลบยบ ฮื่อออ อบอุ่นสุดๆๆๆ
    #94
    0
  12. #93 ellecake (@cakekie_fanfan) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 20:52
    แงงงงง้ ตอนนี้ก้อยังน่ารักมากเลนค่ะ!!! ได้อารมณ์หลากหลายมาก แต่เขินเปนที่สุด แถมพี่หมวยยังกับมาพูดเป็นปกติอีกด้วย ไม่คิดไม่ฝันเลยค่ะว่าพี่เค้าจะพูดชัดๆเลย ซึ้งใจตอนที่พี่หมวยไปช่วยทั้งเด็กด้อยโอกาส ทั้งคนเฒ่าคนแก่ใรหมู่บ้านมากๆเลยค่ะ ประทับใจมาก ตัวเล้กนิดเดียวแต่หัวใจยิ่งใหญ่มาก 🥺 แต่ว่าอย่างที่ชยบอกเบยค่ะ บางครั้งก็เกินตัวไปนะ เป็นห่วงนะคะ อุแงงง้ อยากอ่านตอนต่อไปแน้วค่ะ!!! สาหนุกมาก!!!!
    #93
    0
  13. #92 realmm (@realmm) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 20:21

    กี้ดดดดดดดดดดดดดดดฮื่ออออออออดีมากชอบมากเลยค่ะ ฮื่อออออน่ารักที่สุด ไม่เคลือบยาพิษแน่นอนนน ㅠㅠ
    #92
    0
  14. #91 xrim (@xrim) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 20:17
    อมกกกกกกกก ชอบมากกกกก ฮือออออ รออยู่ตลอดนะคะไรท์! 😻
    #91
    0
  15. #90 Yanat_t (@YanatcharaSrimas) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 20:01
    ไรททททท์ เรารอนานมาก คือชอบม๊ากกกกก จะร้องไห้ แจ้งเตือนปุ๊บ กดปั๊บ
    #90
    0