โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 7 : เจะ : โหม๋และโจรผู้อยากรู้อยากเห็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

 

 

“ช่วงนี้มีหนุ่มหล่อมาส่งทุกวันเลยน้า”

เสียงทักทายของเพื่อนร่วมงานเรียกเลือดขึ้นมากองบนสองแก้มกลม แบคฮยอนอมยิ้ม คล้ายจะเคยชินแต่ก็ไม่เคยชินเสียทีที่ถูกแซวเช่นนี้ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

“ไปถึงไหนกันแล้วล่ะเนี่ย เช้าถึงเย็นถึงขนาดนี้ จะมีข่าวดีหรือยัง?”

ยูริว่าในขณะที่ตัวเองยังง่วนอยู่กับการเช็กสต็อกสินค้า เธอมีรอยยิ้มบนใบหน้าขณะตั้งคำถาม มันกลายความเคยชินสำหรับพนักงานทุกคนไปเสียแล้วสำหรับภาพเจ้าหมวยที่มีมอเตอร์ไซค์มาคอยรับส่ง ดูเหมือนความสัมพันธ์ของคู่ปรับแรกพบจะเปลี่ยนกลายไปเป็นอีกสิ่งที่ดีกว่า ทุกคนต่างลุ้นเอาใจช่วยและหวังจะได้ยินว่ามันเป็นรูปเป็นร่างแล้วในเวลาอันใกล้

แต่สิ่งที่แบคฮยอนทำคือการส่ายศีรษะทั้ง ๆ ที่แก้มยังแดง กลีบปากอิ่มกลืนเม้มเข้าหากัน หากพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเรา หลังจากชานยอลสารภาพว่าชอบกันวันนั้น เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านอนให้คนเอาแต่ใจขโมยจูบจนเต็มอิ่ม ไม่ได้พยายามนิยามชื่อเรียกให้กับความสัมพันธ์ เพียงแค่ปล่อยให้ความรู้สึกดี ๆ นั้นงอกเงยไปตามธรรมชาติ มีความสุขเมื่อได้ใช้เวลาร่วมกัน จนกระทั่งหลงลืมความต่างใด ๆ ก็ตามที่เคยทำให้กังวลใจไปโดยปริยาย

“พี่ยูริก็ไปแกล้งพี่หมวย ดูซินั่น แก้มจะแตกอยู่แล้ว”

ยูริกลั้วหัวเราะ หันมองจำเลยแล้วก็เห็นอย่างที่จูฮยอกว่าจริง ๆ “พี่ไม่แกล้งแล้วก็ได้ ไป ๆ แยกย้ายทำงาน”

บทสนทนาไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของพนักงานในสาขาสิ้นสุดลงเมื่อลูกค้าแวะเวียนกันเข้ามาจับจ่ายซื้อของไม่ขาด ช่วงนี้เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้ว ร้านสะดวกซื้อจึงพลอยมียอดขายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไหนจะยังมีประชากรจากตลาดนัดเย็นอีก กว่าจะได้อยู่นิ่งกันก็ตอนพักกินข้าว ซึ่งเป็นเวลาที่แบคฮยอนเลิกงาน และกำลังรอชานยอลขับรถมารับกลับบ้านอยู่

“หมวย ตกลงว่าช่วงหยุดยาวเราจะกลับบ้านใช่ไหม”

“จ้ะ แต่โน๋จะมาข้ากะโชะเชอห้ะทุโคเลอนะ”

เอ่ยตอบหัวหน้าสาขาพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้มและท่าทางแข็งขัน อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงช่วงหยุดยาวแล้ว แบคฮยอนรบกวนให้คนอื่นทำงานในผลัดของเขาเพราะตั้งใจจะอยู่กับแม่ยาวหลังจากไม่ได้กลับมาหนึ่งปีเต็ม คุยโทรศัพท์กันทีก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไร เห็นว่าจะปักเสาสัญญาณหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงบ้านเขาเลย

“เอ้อ เอาไว้กลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกทีเรื่องเวลา – หนนี้นั่งเครื่องบินไปเลยนะ นั่งรถทัวร์หรือรถไฟมันอันตราย”

ยูริสะบัดมือไล่อย่างไม่จริงจังนัก ให้แบคฮยอนไปพักเสียบ้างก็ดี ที่ผ่านเด็กคนนี้ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ใครขาดใครลาก็อาสาแทนเขาไปหมด เห็นแล้วนายจ้างอย่างเธอกลัวว่าจะเป็นลมคาเคาน์เตอร์ในสักวัน

แล้วก็เพราะเป็นคนประหยัดอดออม ตอนอนุญาตให้กลับเลยเลือกเดินทางด้วยรถไฟหรือรถปรับอากาศเพื่อลดค่าใช้จ่าย ข่าวออกให้เห็นโครม ๆ ทุกวันว่าไม่ปลอดภัย ปล้น ฆ่า ข่มขืน ตกไหล่ทาง สารพัดความเสี่ยง ยูริทำใจไม่ได้แน่หากน้องที่เธอรักจะต้องมีจุดจบเช่นนั้น

“แล้วถ้าเครื่องบินตกอะพี่”

“เอ๊ะ ไอ้นี่ ปากน่าตีนัก” หญิงสาวเงื้อมือสูง ทำท่าคล้ายจะทุบจุนยองคนปากหมาให้ช้ำ โทษฐานพูดจาไม่เข้าหู “หมวยไม่ต้องไปฟังมัน ถ้าค่าเครื่องไม่พอเดี๋ยวพี่ออกให้”

“ม่ะเปราจ้ะ โน๋ซื้อเอก็ด้า มีเงออยู่”

คนได้รับข้อเสนอส่ายศีรษะปฏิเสธจนผมปลิว ขนาดชั้นประหยัดบนเครื่องบินยังนับว่าแพงนักสำหรับการเดินทางแค่ไปกลับ แน่นอนว่าแบคฮยอนทำใจจ่ายมันยาก แต่คงยากกว่าหากต้องรับเงินพี่ยูริมาสะสางธุระของตัวเอง

“โอเค เอาหลักฐานมาให้พี่ดูด้วยนะ ไม่อย่างนั้นไม่เชื่อแน่”

ในจังหวะเดียวกันกับที่แบคฮยอนพยักหน้ารับ เจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่กาย พนักงานตัวน้อยจึงรีบร่ำลาเพื่อน ๆ ด้านใน และเดินออกไปปีนขึ้นซ้อนท้ายอีกฝ่ายเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน

หากบ้านที่แบคฮยอนกล่าวถึงนั้นคือบ้านของชานยอล จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดตนเองจึงต้องตามใจจอมเผด็จการนี่นัก แค่อีกฝ่ายตื๊อ ดื้อแพ่งว่าทุกคืนจะต้องได้ใช้เวลาด้วยกันท่าเดียว ก็ถึงกับต้องยอมร่างข้อตกลงเพื่อความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

เนื่องด้วยแบคฮยอนยังคงต้องกลับไปดูแลบ้าน ส่วนชานยอลขี้ร้อนเกินกว่าจะสามารถอดทนนอนหลับโดยมีแค่พัดลมจ่อเป่าทำความเย็นตลอดทั้งสัปดาห์ เลยสรุปว่าแบคฮยอนจะได้กลับมาบ้านตัวเองแค่วันศุกร์ถึงอาทิตย์ ส่วนนอกนั้นก็ค้างอยู่กับชานยอล ซึ่งเป็นการยอมให้เขาเอาเปรียบเพราะไม่อาจขัดขืนความปรารถนาของใจ

หลังจากจัดการมื้อค่ำจนอิ่มหมีพีมันกันทั้งคู่ เราต่างแยกย้ายกันอาบน้ำ แน่นอนว่าชานยอลวิ่งผ่านออกมาพร้อมกลิ่นหอมฟุ้ง ส่วนแบคฮยอนนั้นหลังจากใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณอยู่พักใหญ่ ก็จัดการพอกหน้าด้วยผงสมุนไพรอย่างที่เคยทำเป็นประจำเพื่อผิวพรรณที่ดี

“ชายอ”

“หื้อ?”

กลายเป็นภาพชินตาสำหรับชานยอลไปแล้วที่ได้เห็นพี่หมวยแปลงร่างเป็นผีตองเหลืองยามค่ำคืน เขาผ่อนลมหายใจ เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นที่จ้องมองอีกฝ่ายในชุดลำล้องย้วย ๆ สำหรับใส่นอน เพราะกำลังตั้งหน้าตั้งตานัวป้อมสุดท้ายให้แตกไว ๆ

บอกจนปากเปียกปากแฉะแล้วว่าฝุ่นจะเข้าจมูกเข้าปากจนเป็นภูมิแพ้เข้าสักวัน แต่พี่เขากลับไม่สนใจ ให้เดาเอาเองแบคฮยอนคงเป็นเหมือนพวกผู้หญิงนั่นล่ะ อยากบำรุงผิวให้เนียนละเอียดและดูดีตลอดเวลา เอาเป็นว่าชานยอลไม่ยุ่งด้วยดีกว่า ประเดี๋ยวคนตัวหอมแป้งเด็กแคร์จะเอาเหตุผลที่เขาไม่ชอบผงสมุนไพรนี่หนีหลับบ้าน จนเขาต้องนอนเคว้งคว้างข่มตาไม่หลับอยู่ตามลำพัง

“ชั่วจอตั๋วเครื่อบีห้าหน่อด้ามะ”

แบคฮยอนหย่อนตัวลงนั่งข้างเจ้าบ้านที่กำลังสนใจตัวละครในจอสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยหน่ายยามเห็นว่าเส้นผมสีเข้มขลับยังคงชุ่มน้ำ มองแล้วน่ารำคาญยิ่งว่ามาส์กสมุนไพรบนหน้าเขาเสียอีก

“ตั๋วเครื่องบิน? พี่จะไปไหน?”

เด็กหนุ่มเบ้หน้าเมื่อถูกผ้าขนหนูโปะบนศีรษะ ก่อนคนน่ารักจะลงมือขยุ้มเรือนผมเขาอย่างไม่เบาแรงนัก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเคืองที่ไม่ยอมเช็ดผมให้แห้งเหมือนเคย แต่ต่อให้แบคฮยอนจะจิกหนังหัวกันจนกระทั่งมันหลุดหลุดออกมา ชานยอลก็คงไม่เปลี่ยนนิสัยเสีย ๆ นี้หรอก เพราะเขาอยากให้อีกฝ่ายเป็นคนจัดการให้มากกว่า

ทนเจ็บแค่ไม่กี่นาที หลังจากนั้นก็จะมีคนตัวหอมมานั่งแนบชิด คอยปรนนิบัติให้อย่างนุ่มนวลจนกระทั่งเส้นผมแห้งสนิทดี อภิสิทธิ์แบบนี้ต่อให้เอาอะไรมาต่อรอง ชานยอลก็ไม่ยอมแลกหรอก :-)

“กละบ้าชั่วหยุยางา”

“ทำไมเพิ่งมาบอกผมตอนนี้อะ?”

ชานยอลกดล็อกโทรศัพท์แล้วโยนเอาไว้ข้างตัว ป้อมฝ่ายตรงข้ามแตกเรียบร้อยแล้ว เขาไม่มีเหตุผลอะไรต้องสนใจมันอีก เด็กหนุ่มอาศัยความเป็นต่อทางกายภาพคว้าเอาเอวคนตัวเล็กมานั่งทับหน้าขา กระชับสะโพกขณะเงยหน้าจ้องตาคาดคั้น โทษฐานแสดงพฤติกรรมหุนหันพลันโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยโดนฟาดไปครั้ง แต่กระนั้นก็ไม่ได้สร้างความสะเทือนให้แต่อย่างใด

“ต้อบ่อดั้วเหรอ” แบคฮยอนตั้งคำถามพร้อมขมวดคิ้ว

“ต้องบอกดิ เดี๋ยวตีเลย” ชานยอลผ่อนลมหายใจทิ้งอีกครั้ง ไม่สนใจอีกแล้วว่านั่นจะบั่นทอนอายุตัวเองไปมากสักเท่าไร เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าแอปพลิเคชันสำหรับจองตั๋วเครื่องบินในทันควัน สีหน้าขึงขังจนดูราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน “ไหน จะไปไหน เดี๋ยวผมไปด้วย”

“บ้า จะปาทะมา”

“แล้วพี่มีเหตุผลอะไรไม่ให้ผมไปด้วยอะ?”

ชานยอลย้อนถามเสียงขุ่น รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในทันควัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้แพ้เกมด้วยซ้ำ เขาไม่ชอบเลยที่แบคฮยอนกำลังตัดสินใจทำอะไรโดยไม่บอกกล่าวกันก่อน

“ก็ตัวเอม่ะด้ามีธุระอะรา จะเสียเงอปาเพื่อ?”

เอ้า ไอ้เด็กบ้านี่ คนไม่อยากให้เสียเงินเสียทองโดยเปล่าประโยชน์ก็ยังมาทำท่าหาเรื่องใส่ เมื่อหัวค่ำกินข้าวไม่อิ่มหรืออย่างไรนั่น?

“ผมรวย หนักกระเป๋า เงินเป็นฟ่อนรอการระบาย”

ชานยอลไหวไหล่ไม่ใส่ใจนัก เขาปรารถนาเสียอย่าง ไม่สนใจหรอกว่าต้องใช้เงินมากเท่าไร แล้วกับอีแค่บินในประเทศไปกลับสองคนคงไม่กี่พันหรอก

“ผมไม่ได้เที่ยวต่างจังหวัดนานแล้วเนี่ย อยากไปแอ่วเหนือ ช่วงนี้อากาศกำลังดีเลย”

“ข้ออ้า”

ช่วงนี้ชานยอลปิดเทอม มีเวลาว่างมาตั้งพักใหญ่แล้ว แต่ไม่เห็นว่าจะอยากทำอะไรนอกจากเล่นเกมอยู่กับบ้าน แวะเวียนมารับมาส่งเขาที่สาขา และไปมหาวิทยาลัยเพื่อซ้อมกีฬาตามตาราง จู่ ๆ มาบอกอยากเปิดหูเปิดตา ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น

“แล้วถ้าผมบอกว่าเป็นห่วง ไม่อยากให้พี่เดินทางคนเดียว แล้วก็ไม่อยากทนคิดถึงพี่ด้วย พี่จะให้ผมไปปะ?”

คนฟังหน้าร้อนเห่อในทันควัน ปกติชานยอลเล่นเป็นหมาหยอกไก่จนแบคฮยอนมีความต้านทานในเรื่องตรงนั้นแล้ว แต่พอเป็นอะไรที่เอาจริงเอาจังเช่นนี้ เขาก็กลับต้องเสียอาการอยู่ร่ำไป ยิ่งอีกฝ่ายชอบเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยด้วยแล้วยิ่งรับมือยากเข้าไปกันใหญ่ เป็นแบบนี้แล้วเมื่อไรแบคฮยอนจะเจ้าชู้ได้ครึ่งของเจ้าเด็กบ้านี่

“พู่อะรา เปบ้าหรืองา”

ชานยอลกลั้วหัวเราะในลำคอ เห็นอีกฝ่ายประดักประเดิดแล้วอยากหอมเป็นบ้า แต่ถ้าทำตอนนี้มีหวังไม่ได้รู้ความแน่ ๆ ว่าตกลงแล้วอีกฝ่ายจะเอาอย่างไรแน่

“ให้ผมไปด้วยเหอะ อยู่นี่คนเดียวก็เหงา พี่ไปสนุกคนเดียวอะ ไม่ยุติธรรมเลย”

“แล้ม่ะต้อซ้อหรืองา”

ตั้งคำถามพลางขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย เห็นว่าแม้กระทั่งปิดเทอมยังมีซ้อมกีฬาอยู่เป็นประจำ ถ้าเหลวไหลมาเที่ยวเล่นกับแบคฮยอนแล้วถูกโค้ชดุจะทำอย่างไร เขาไม่อยากทำให้ชานยอลเดือดร้อนหรอกนะ

“โค้ชให้หยุดแหละ – ตกลงผมไปได้ใช่ปะ”

พอเห็นว่าคนที่เคยขึงขังแปลงร่างเป็นเด็กผู้ชายคล้ายจะขี้อ้อนอยู่ในที การนั่งเช่นนี้ทำให้ชานยอลต้องเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย และด้วยดวงตากลม ๆ ที่ทอประกายคู่นั้น ซึ่งสามารถหลอมละลายความเอาจริงเอาจังกับจุดยืนของแบคฮยอนจนสูญสิ้น สุดท้ายแล้วร่างเล็กก็ยินยอมให้ชานยอลได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่ดี

“...ตาจา”

“แบคฮยอนน่ารักที่สุด”

ไม่เพียงพูดเปล่าเท่านั้น ชานยอลยังขโมยหอมแก้มอีกฝ่ายไปครั้งด้วย จะว่าไปแล้วกลิ่นสมุนไพรนี่ก็หอมดี สงสัยคงต้องลองดมบ่อย ๆ จะได้ชินชาเหมือนที่ตาเห็นแบคฮยอนมาส์กหน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“แต่ว่าม่ะห้าอ่อค่าตั๋วเครื่อบีห้ะนะ”

“ช้า ผมจัดการเสร็จไปละ”

ชานยอลจุดยิ้มร้าย โยนโทรศัพท์ไปไกลตัวเมื่อเสร็จธุระกับมัน โชคดีที่เขามีข้อมูลบ้านเกิดแบคฮยอนอยู่แล้วในหัว เลยไม่ต้องคอยอีกฝ่ายให้เสียเวลา ทั้งยังสามารถมัดมือชกจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายได้เองอีกด้วย

“ชายอนี่! นิสาม่ะดี!”

ตำหนิพร้อมประเคนแรงทุบซ้ำตรงตำแหน่งเดิม เป็นอีกครั้งแล้วที่ชานยอลทำให้แบคฮยอนเหมือนคนนิสัยไม่ดีที่มาแสวงหาความสุขสบายจากทรัพย์สินของอีกฝ่าย ถึงเขาจะมีไม่มากเท่าแต่ก็ไม่ได้ยากไร้จนต้องให้คนอื่นรับผิดชอบ แต่ถ้าหากพูดไปตอนนี้คงไม่พ้นต้องทะเลาะกันอีกแน่ เผลอ ๆ คงต้องเปลืองตัวร่วมด้วยอีกประการ

“ทุบผมสองทีแล้วนะวันนี้ มานี่เลย มือไวนัก”

“อื้ออออออ ชายอ!”

“โดนแน่”

ทว่าการไม่พูดไม่ได้แปลว่าแบคฮยอนจะรอดพ้นเงื้อมมือคนเจ้าเล่ห์แต่อย่างใด เพราะไอ้เด็กบ้านี่คาดโทษเขาเอาไว้ตั้งแต่ประทุษร้ายทางร่างกาย สุดท้ายในคืนนั้นจุดจบของคนตัวเล็กคืออ้อมแขนแข็งแรงของอีกฝ่าย พร้อมกันกับการตักตวงจุมพิตที่ทำให้เขาหลับสนิทจนกระทั่งรุ่งอรุณมาเยือน

 

*********

 

หลายสัปดาห์ให้หลัง วาระของการหยุดพักร้อนยาวของแบคฮยอนก็เวียนมาถึง เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่โดยสายการบินในประเทศ บนที่นั่งที่ดีที่สุดที่ชานยอลจะสามารถหาได้ ซึ่งปกติแล้วเขาคงไม่ยอมจ่ายเพื่อยืดแข้งยืดขาแน่

ใช้เวลาเพียงไม่นานนกเหล็กขนาดใหญ่ก็พาเรามาถึงจุดหมาย สนามบินในยามสายมีผู้คนไม่พลุกพล่านนัก ร่างเล็กรีบกดโทรศัพท์ดูจุดนัดพบที่มารดาส่งมาให้ ก่อนรีบสับเท้าผลุนผลันนำไปโดยไม่ฟังคำทัดทานของคนติดสอยห้อยตาม พอกรอบสายตาสะท้อนภาพของคนที่ตนเองเฝ้าห่วงหาทุกลมหายใจก็แทบติดปีกบินไปหา แต่พอทำไม่ได้เลยวิ่งสี่คูณร้อยเข้าใส่แทน

“แม่จ๋า”

“แบคฮยอน”

แบคฮยอนสวมกอดมารดาเต็มรัก ฝังจมูกลงกับไหล่บาง สูดกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เข้าเก็บกักจนเต็มปอด น้ำตารื้นล้นเพราะรอคอยจะกลับมาหาท่านเป็นเวลานานเหลือเกิน – ในขณะที่ทางด้านฮวายอนนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า เธอกอดลูกชายคนเดียวเอาไว้ด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ ก่อนผละออกมากดหอมพวงแก้มอิ่มฟูคู่นั้นซ้ำ ๆ โดยไม่คิดอายสายตาใครมอง

“หนนี้มีน้ำมีนวลมากขึ้นนะลูก กินมากขึ้นแล้วใช่ไหม แม่ดีใจที่สุดเลยที่เห็นหนูเป็นอย่างนี้”

หญิงวัยกลางคนวาดยิ้มกว้างขณะกอบประคองใบหน้าน่ารักเอาไว้ หนนี้ฮวายอนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของลูกได้ด้วยตา แบคฮยอนคงไม่ได้อดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บออมเงินเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว เธอไม่เคยเห็นด้วยเลยกับหนทางดังกล่าวนั้น ซ้ำยังย้ำให้เลิกทำตั้งหลายคราหลายครั้ง แต่คนตระหนี่กลับไม่ยอมคำนึงถึงสมดุลทางสุขภาพอันดีที่สำคัญกว่าทรัพย์สินนอกกาย

“แล้วนี่ไม่เห็นบอกแม่เลยว่าจะพาเพื่อนมาด้วย ทำงานด้วยกันเหรอลูก ชื่ออะไรล่ะ?”

ฮวายอนเอ่ยตั้งคำถามเมื่อสังเกตเห็นเด็กหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบภายหลัง ดูแล้วเหมือนคนรู้จักกับแบคฮยอนมากกว่านักท่องเที่ยวหลงมาถามทางคนพื้นที่ แถมยังมีกระเป๋าเป้ของลูกอยู่ในมือด้วย

“ชื่อชานยอลครับ”

“ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เพิ่งมาทำงานเหรอลูก?”

“ผมเป็นลูกค้าประจำครับ แวะมาอุดหนุนบ่อย ๆ เลยสนิทกัน”

ชานยอลตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา โดยละเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าตนเองเคยทำเลวร้ายอะไรไว้กับอีกฝ่ายบ้าง เขาไม่อยากโกหก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากคะแนนติดลบตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน

“อ๋อ จ้ะ ไปขึ้นรถเถอะ มาเหนื่อย ๆ กลับบ้านเราจะได้นังพักกินน้ำกินท่า”

ฮวายอนยิ้มรับ แม้จะประหลาดใจอยู่ลึก ๆ ว่าเหตุใดลูกจึงไปสนิทสมกับลูกค้าได้ แต่ก็ไม่คิดก้าวก่าย ประเดี๋ยวเจ้าตัวอยากเล่าก็คงเป็นฝ่ายบอกเอง เธอนำทางทั้งคู่ไปยังรถกระบะวินเทจรุ่นเก๋าที่ยังใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกสัมภาระวางไว้บนพื้นที่ส่วนท้าย โดยมีแบคฮยอนนั่งข้างหน้าด้วยกัน ส่วนเด็กชายตัวใหญ่ให้อภิสิทธิ์ครองเบาะหลังตามลำพังไป

“แม่ไม่รู้ว่าแบคฮยอนเขาจะพาเพื่อนมาด้วย เลยเอารถไม่มีแอร์อย่างที่เขาชอบมา ชานยอลนั่งได้นะ ลมข้างนอกก็พอมีอยู่บ้าง”

“ครับแม่ ผมนั่งได้”

แบคฮยอนเหวี่ยงค้อนวงใหญ่ให้กับไอ้จอมเนียนด้านหลัง แม่เม่ออะไรกัน ชานยอลนี่ขี้ตู่อย่าบอกใคร

“เช้านี้อยากกินอะไรกันลูก แวะกินจากในเมืองไปเลยไหม หรือจะไปรอกินที่บ้านเรา”

“โน๋คิเถอกะข้าฝีมือแม่ จะกีฝีมือแม่”

ร่างเล็กว่าอย่างดื้อรั้น ก่อนเท้าแขนลงกับขอบหน้าต่าง ปิดเปลือกตารับลมเย็น ๆ พร้อมกับแสงแดดอุ่น ๆ ในช่วงสายที่เมืองกรุงไม่มีให้ แต่ก็ยังไม่วายต้องผละจากสุนทรีทางบรรยากาศมาแหวใส่ผู้เป็นมารดาซ้ำอีกครา เมื่อท่านปฏิบัติกับชานยอลประหนึ่งว่าอีกฝ่ายเป็นลูกชายแท้ ๆ อีกคน

“ชานยอลเอายังไงลูก?”

“แม่! โสจาโน๋สิ จะปาโสจาชายอทะมา!”

คนน่ารักคว่ำปาก ขึงตาถมึงทึง ประท้วงเรียกสิทธิ์ของลูกชายคนเดียวลั่น แต่กระนั้นแล้วนอกจากมารดาจะไม่มอบความยุติธรรมให้ ซ้ำยังหัวร่อจนเสียงดัง ราวกับมันน่าขันนักนั่นล่ะ!

“เอ้า ลูกคนนี้ พาแขกมาบ้านแล้วยังทำตัวไม่น่ารักอีก น่าตีจริง ๆ”

“ตามใจพี่แบคฮยอนเขาเถอะครับ ผมยังไงก็ได้ แค่ติดสอยห้อยตามมาด้วยนี่ก็เกรงใจมากแล้ว”

เอาเข้าไป เรียกคะแนนนิยมเข้าไป นี่ชานยอลเป็นคนนอบน้อมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? อยู่กับแบคฮยอนมาตั้งนาน คำนำหน้าว่าพี่นี่เคยได้ยินชนิดนับครั้งได้ พอมาอยู่ต่อหน้าแม่นี่สร้างภาพเก่งจริงเชียว

ถ้าอยู่ข้าง ๆ นี่จะบิดให้หูเขียวเลย ไอ้เด็กบ้า! เลือกปฏิบัติอีกต่างหาก!

ชานยอลยังไม่เข้าใจนักว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นสนามอารมณ์ แต่เรื่องนั้นเอาไว้คาดคั้นกันในยามที่เราอยู่ด้วยกันตามลำพังแค่สองคนก็ได้ เขาทอดสายตามองทิวทัศน์ที่แม้จะมีความเจริญตาให้เห็นอยู่ไม่น้อย ทว่ากลับถูกแทรกผสมด้วยทิวไม้ใบหญ้าชวนชื่นตาชื่นใจ ลมพัดโกรกจากภายนอกก็เยือกเย็นมากพอจะทดแทนเครื่องปรับอากาศได้ ทุกอย่างดีกว่าที่ชานยอลคาดการณ์เอาไว้เสียอีก

บ้านของแบคฮยอนอยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก ซ้ำยังต้องไต่ระดับขึ้นเขาเล็กน้อย แต่กระนั้นแล้วหนทางก็ยังไม่ถือว่าทรหดจนน่าหวาดเสียว ชานยอลพบเรื่องน่าประหลาดใจเมื่อรถกระบะหักเลี้ยวเข้าพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ แม้ไม่มีรั้วรอบขอบชิดสัญชาติญาณก็บ่งชี้ว่าผู้ถือครองกรรมสิทธิ์คือมารดาของอีกฝ่าย โดยรอบถูกแบ่งเอาไว้ใช้เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นสัดส่วน ที่อยู่อาศัยซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางถูกสร้างด้วยไม้ คงเอกลักษณ์พื้นถิ่นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในบ้านยังมีรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่จอดอยู่อีกคัน ทั้งหมดนั้นเป็นข้อขัดแย้งกับชีวิตรันทดที่ชานยอลคิดว่าแบคฮยอนต้องเผชิญมาโดยตลอด ครอบครัวของแบคฮยอนดูเป็นชนชั้นกลางมากกว่าชนชั้นล่าง อาจจะฟุ้งเฟ้อได้ไม่มากเท่าบ้านเขา แต่น่าจะไม่ลำบากแน่ แล้วไอ้นิสัยตระหนี่ขี้เหนียวไม่กล้าควักเนื้อนี่มันมาได้อย่างไร? ทำไมพี่เขาถึงทำตัวเหมือนจนตรอกหนักหนา?

ชานยอลต้องหาคำตอบของเรื่องนี้มาให้จงได้

เมื่อรถกระบะถูกจอดสนิท เด็กหนุ่มก็เป็นฝ่ายขนลำเลียงสัมภาระทั้งหมดขึ้นบ้าน ตัวเรือนยกสูงและเปิดโล่งทำให้ลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา อุณภูมิเลยคล้ายกับว่ามีเครื่องปรับอากาศเปิดอยู่ บริเวณที่เป็นห้องหับก็มิดชิดและเป็นส่วนตัวดี ท้ายบ้านมีครัวไฟ ส่วนห้องน้ำนั้นอยู่ด้านล่าง

“ชานยอล นอนกับแบคฮยอนได้ไหมลูก หรือว่าอยากจะนอนคนเดียว เดี๋ยวให้แบคฮยอนมานอนกับแม่ก็ได้”

“ผมนอนกับพี่เขาได้ครับ ไม่เป็นไร”

“ถ้าอย่างนั้นก็โอเคจ้ะ แม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวจะหาหมอนผ้าห่มมาเพิ่มให้”

“โตะโลคราเปลู่แม่เนี่ย”

“อะไรเนี่ยลูกคนนี้ เรียกร้องความสนใจจัง” ฮวายอนหอมแก้มลูกชายคนเดียวไปอีกครั้ง หวังจะทำให้แบคฮยอนเลิกทำหน้ามุ่ยใส่กันเสียที “เอาของไปเก็บไปลูก ถ้าเหนื่อยก็ลงไปเอาน้ำลูบหน้าลูบตากันสักหน่อย เดี๋ยวแม่เตรียมน้ำดื่มเย็น ๆ กับผลไม้เอาไว้ให้รองท้องก่อนกินมื้อเช้ากัน”

“ขอบคุณครับแม่”

ชานยอลทิ้งท้ายเอาไว้เท่านั้นก็เดินตามหลังลูกชายของบ้านไปยังห้องนอนที่ค่อนข้างมีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ ภายในเป็นระเบียบเรียบร้อย เตียงขนาดควีนไซซ์ถูกปูทับด้วยชุดเครื่องนอนสีอ่อน นอกนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีให้เห็นทั่วไป ไม่ได้น่าสนใจมากไปกว่าภาพของแบคฮยอนในกรอบ

“อาเสื้อผ้าปะเกะนาตู้สิ”

ชานยอลเพิกเฉยคำสั่งนั้น เขาตรงไปหยิบวัตถุดังกล่าวขึ้นมาเพิ่งพินิจ มันเป็นรูปหมู่ที่แบคฮยอนถูกรายล้อมด้วยผู้คนในชุดพื้นเมือง ทั้งหมดล้วนมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ซึ่งจุดที่ทำให้ชานยอลขมวดคิ้วเพราะความประหลาดใจมันอันเนื่องมาจากพนักงานร้านสะดวกซื้อตัวน้อยของเขากำลังสวมใส่ชุดครุยจากมหาวิทยาลัยดังในภูมิภาค พร้อมประคองประกาศนียบัตรอยู่ในมือด้วย

“ยู่อะไรกะขอโคอื่อ นิสาม่ะดี”

แบคฮยอนฉวยเอารูปในมือผู้บุกรุกมาแอบไว้ข้างหลังพร้อมทำหน้าบึ้ง ชานยอลนี่เผลอไม่ได้เลยจริง ๆ ไวยิ่งกว่าอะไรดี จู่ ๆ มาวุ่นวายกับทรัพย์สินส่วนตัวคนอื่นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ขนาดของอีกฝ่ายแบคฮยอนยังดูแต่ตาเลยนะ!

“มีความลับกับผมอ่อ”

“ม่ะช่าควาละ แต่ม่ะต้อยู่จะได้มะ”

“ไม่” ถ้าชานยอลอยากจะยุ่ง เขาก็ต้องได้ยุ่ง เด็กหนุ่มฉวยโอกาสคว้าเอากรอบรูปดังกล่าวกลับมาถือครองอีกครา ซ้ำยังชูขึ้นจนสูดแขนเพื่อตัดโอกาสในการชิงมันกลับคืนไปอีกด้วย “พี่ไม่เห็นเคยบอกผมว่าจบมหา’ลัยด้วย”

“โจะม่ะโจะแล้มาจะทะมา ม่ะช่าเรื่อสาคาที่ต้อรู้ซะหน่อ จู้จ้า”

“ก็ผมอยากรู้อะ ทำไม ไม่มีสิทธิ์รู้? อ๋อ เดี๋ยวนี้ผมรู้เรื่องพี่ไม่ได้แล้วดิ”

เด็กหนุ่มเพิ่งตระหนักว่าตนเองไม่ได้ล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดที่เกี่ยวกับคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย วันนี้เมื่อมีโอกาสแล้วเลยต้องการเก็บเกี่ยวมันให้มากที่สุด เริ่มต้นจากวุฒิการศึกษาก่อนเลยเป็นอันดับแรก ชานยอลจะได้เลิกคิดว่าพี่หมวยจบแค่มัธยมปลายเสียที

“มาม่ะสาคาก็ม่ะต้อรู้ โระสมอปล่า ๆ”

“เรื่องพี่มันก็สำคัญสำหรับผมหมดแหละ” จ้องมองรูปนั้นได้เพียงครู่ ใบหน้านวลแต้มสีระเรื่อที่อยู่ใกล้ตาก็ดึงดูดความสนใจของเด็กหนุ่มไปจนสิ้น “แค่นี้ก็เขินแล้วอ่อ?”

“อ่อปากลา ๆ เลอ!”

ทั้งขยับมาใกล้ ทั้งพูดจาจริงจังแบบไม่มีปี่ขลุ่ย ก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าแบคฮยอนไม่มีภูมิต้านทานด้านนี้ ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากเสียอาการต่อหน้าให้ชานยอลเอาไปล้อหรอก

“ไม่”

พอเห็นแบคฮยอนเป็นอย่างนี้แล้วชานยอลก็ไม่สามารถหยุดตัวเองให้ไม่แกล้งพี่เขาต่อได้ เด็กหนุ่มสืบเท้าเข้าใกล้ กวาดต้อนจนกระทั่งอีกฝ่ายหลังชนฝา กรอบรูปถูกวางคืนที่เมื่อเขาอยากสนใจคนตรงหน้ามากกว่าสิ่งใด

“ชายอ! แม่อยู่ข้าน่อนะ!”

แบคฮยอนกระแทกเสียงกระซิบ ตีมือใหญ่ ๆ ที่เลื้อยเข้ามากอดเอวไปครั้ง ผนังบ้านหลังนี้ทำด้วยไม้ แถมยังไม่มีฝ้า แค่คุยกันเบา ๆ ยังได้ยินไปถึงข้างนอก ชานยอลจะมารุ่มร่ามตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้

“แล้วไง? ผมไม่ได้จะทำอะไรเสียงดังสักหน่อย” แบคฮยอนจะประหลาดใจมากแน่หากได้รู้ว่าชานยอลจัดการกับเสียงได้ดีเพียงใด “หรือพี่อยากให้ทำ?”

เขาตั้งคำถามข้างใบหูขาวด้วยเสียงทุ้มต่ำ ซ้ำยังคลึงเอวบางขณะเลิกคิ้วทำท่าทางเจ้าเล่ห์ใส่คู่สนทนา “ลามก”

“ม่ะด้าลาโมะ!”

“หึ ขี้อิจฉาอีกต่างหาก”

“คราขี้อิฉา พู่ห้ามาดี ๆ นะ!”

แบคฮยอนคว่ำปาก ประท้วงด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะไม่อยากให้แม่รู้ว่าเรากำลังคุยอะไรกัน เขาทุบแผงอกหนั่นแน่นจนเกิดเสียงดังปั้กเพราะไม่พอใจกับคำปรักปรำดังกล่าวนั้น แถมยังหมั่นไส้คนที่แสดงท่าทีกะล่อนใส่กันอยู่ด้วย

“แบคฮยอนขี้อิจฉา เด็กเรียกร้องความสนใจ ทำตัวไม่น่ารัก พูดจาไม่ดี แบบนี้ต้องถูกลงโทษนะ รู้หรือเปล่า?”

“โลโท่อะรา— อื้อออ”

บทลงโทษที่มอบประโยชน์ให้กับชานยอลเกิดขึ้นในตอนนั้น นี่ไม่ใช่จุมพิตครั้งแรก แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งที่สอง หากเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนของเราทั้งคู่ แต่แบคฮยอนก็ไม่เคยรู้จักมันอย่างถ่องแท้เลย จูบของชานยอลไม่มีรูปแบบตายตัว บางคราเมื่อบรรยากาศเป็นใจก็หอมหวานและนุ่มนวลเหมือนปุยสายไหม บางคราเมื่ออีกฝ่ายปรารถนาที่จะกลั่นแกล้งกันก็มักจะป้อนทุกสิ่งอย่างให้เขาแบกรับไม่หวาดไม่ไหว ส่วนหนนี้ไม่รู้ชานยอลไปหิวกระหายมาจากไหน จึงได้ไม่ยอมเว้นระยะให้แบคฮยอนหายใจแม้เพียงวินาที

ริมฝีปากของแบคฮยอนทั้งถูกขบและกัด เรียวลิ้นกระหวัดพันสะเปะสะปะกับอวัยวะชนิดเดียวกันของอีกฝ่าย อารมณ์ของชานยอลเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่สาดซัดเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยาดน้ำลายที่กระฉอกล้นออกมาจากมุมปากไม่ได้สูญเสียไปอย่างไร้ค่าเพราะร่างสูงลอบมาเก็บกลืนมันทั้งหมด แผงอกของพี่ชายตัวน้อยยกกระเพื่อมอย่างรุนแรง ส่วนสองมือน้อยคู่นั้นทึ้งขยำเนื้อผ้าจนกระทั่งมันยับยู่ยี่

กระทั่งแบคฮยอนรู้สึกราวกับริมฝีปากจะถูกอีกฝ่ายกลืนกินเข้าไป อิสระก็กลับมาเป็นของเขาอีกครา คนตัวเล็กหอบหายใจจนช่วงไหล่ไหวสั่น ผิวหน้าแดงจัดและร้อนเห่อราวกับถูกหม้ออังเป็นเวลานานเอียงวาง เรี่ยวแรงแทบไม่หลงเหลือ เดือดร้อนชานยอลต้องคอยประคองเอวเอาไว้ 

“สงสัยผลไม้ของแม่จะเป็นหมันแล้วมั้ง”

รูปประโยคที่ไม่มีปี่ขลุ่ยทำให้แบคฮยอนต้องแหงนปลายคางมองอีกฝ่าย

“แค่ปากพี่ผมก็อิ่มแล้วเนี่ย”

“พู่อะราบ้า ๆ” ละล่ำละลักเถียงข้าง ๆ คู ๆ เมื่อได้ฟังความจากปากชานยอล แบคฮยอนกำลังพยายามกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่ากำลังเสียอาการจนไม่เป็นตัวของตัวเอง “ตัวเอม่ะด้ากีอะราข้าปาซะหน่อ”

“ก็จริงอย่างที่พี่ว่าแหละ จูบอะ มันแค่รองท้อง” แต่กลับกลายเป็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชานยอลเห็นหนทางในการกลั่นแกล้งพี่ชายตัวเล็กต่อ “ระดับผมถ้าจะให้อิ่มต้องมากกว่านี้” 

เขากระซิบ เปลี่ยนเป้าหมายจากริมฝีปากเข้าจู่โจมใบหู กรุ่นกลิ่นแป้งเด็กลอยเฉียดปลายจมูกขณะเขาเริ่มงับเย้ากระดูกอ่อนด้านบนเบา ๆ

“มากกว่านี้”

แล้วจึงไล่ริมฝีปากร้อนเรื่อยลงมาบรรจบกับซอกคอ แตะสัมผัสอย่างเชื่องช้า ดูดซับซ้ำเพียงเพื่อปลุกเร้าความรู้สึกของแบคฮยอน ไม่ได้ประสงค์จะฝากรอยเอาไว้ให้อีกฝ่ายถูกใครมองไม่ดี

“มากกว่านี้อีก”

แอ่งชีพจรคือที่สุดท้ายที่ชานยอลใช้เวลาด้วย เขาจูบแบคฮยอนอย่างทะนุถนอม ประหนึ่งไม่ใช่คนกระหายที่เอาแต่ตักตวงผลประโยชน์จากอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ ล่อลวงพี่เขาด้วยความนุ่มนวลทั้งหมดที่มี กระทั่งร่างบางสิ้นแล้วซึ่งเรี่ยวแรงสำหรับต้านทาน เสียงหวานสั่นไหวยามร่ำร้องให้เขาหยุดกลั่นแกล้งกันเสียที

“ชะ...ชายอ พ...พอแล้ ยอแล้ หยะแกล้กาเลอนะ”

คนเจ้าเล่ห์ยอมทำตามความปรารถนา เขาผละออกมาบรรจงเกลี่ยพวงแก้มเนียนละเอียด พร้อมจ้องมองเหยื่อตัวน้อยด้วยแววตาเอ็นดูอย่างที่ไม่เคยมีให้ใครมาก่อน “น่ารัก”

แรงดึงดูดระหว่างสองสายตาที่สอดประสานกันกระตุ้นจังหวะหัวใจให้เต้นถี่ สติสัมปชัญญะพร่างพร่า แม้อีกฝ่ายจะพยายามลมทอนระยะห่างระหว่างเราทั้งคู่อีกครา คนที่เคยร้องห้ามก็กลับไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านิ่งเฉยให้ชานยอลควบคุมสถานการณ์ แต่แล้วจู่ ๆ ภายใต้ความเงียบงัน เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ทำให้ทั้งสองร่างผละออกจากกันราวกับแม่เหล็กขั้วซ้ำ หรือหากจะพูดให้ถูกคือแบคฮยอนนั้นเป็นฝ่ายผลักชานยอลออกไปด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้

แม้ถูกผลักไสแต่ชานยอลกลับยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้า เขาตัดสินใจเป็นฝ่ายร้องตอบแม่ของพี่หมวยเอง เพราะดูเหมือนว่าลูกชายตัวจริงจะมัวแต่เขินจนไม่เป็นอันทำอะไร

“ครับแม่”

“แม่จะถามว่าชานยอลกินเผ็ดได้ไหมลูก แล้วผักล่ะ กินได้ไหม?”

“ผมกินผักได้ แต่กินเผ็ดไม่ได้ครับแม่”

“โอเคจ้ะ เดี๋ยวแม่จะทำกับข้าวจืด ๆ ให้สักอย่างสองอย่างนะ”

“ครับแม่ ขอบคุณครับ”

ชานยอลเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าเดินจากไปจนมั่นใจแล้วว่าหน้าห้องไม่มีใคร เขาจึงพยายามกลับเข้าใกล้เจ้าบ้านร่วมอีกครั้ง แต่ดูเหมือนแบคฮยอนจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เพราะพี่เขารีบปลีกตัวย้ายไปยืนเอาหลังชิดผนังอยู่อีกฝั่งห้อง พร้อมกันนั้นยังจ้องมองกันอย่างหวาดระแวง

“ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนกลัวผมขนาดนั้นเลย”

“รี่ ๆ อาเสื้อผ้ามาเกะได้แล้ จะด้าอ่อปากาซะที”

แบคฮยอนรีบเปลี่ยนประเด็นในทันควัน ทั้งยังเดินดุ่ม ๆ ไปนั่งกองอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางขนาดย่อม รื้อเอาข้าวของข้างในออกมาจัดใส่ตู้เสื้อผ้า และทำอย่างเดียวกันนั้นกับสัมภาระของชานยอลโดยไม่ปริปากพูดอะไรอีก

หลังเสร็จธุระทั้งหมดทั้งมวล เราทั้งคู่ก็พากันออกไปสมทบกับเจ้าบ้านตัวจริงที่อยู่ในครัว แม่เตรียมน้ำลอยดอกมะลิหอม ๆ เอาไว้ให้พร้อมกับผลไม้เมืองหนาวดั่งคำสัญญา ดูเผิน ๆ แล้วธรรมดา แต่ทว่าที่จริงแล้วต้นทางนั้นมาจากสวนของท่านเองทั้งสิ้น

วิถีการต้อนรับแบบคนเก่าแก่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชานยอล น้ำลอยดอกมะลิก็เย็นชื่นใจ ผลไม้ทุกชนิดลูกใหญ่รสหวานฉ่ำ เขากินอะไรก็ชอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี พีช ลูกพลับ หรือแม้กระทั่งกีวี แต่สำหรับพี่แบคฮยอนนั้น ไม่รู้จะเอาสีแดงไปกักตุนเอาไว้ใช้สำหรับตอนเขินหรืออย่างไร เล่นเหมาสตรอว์เบอร์รีไปตั้งสามในสี่ส่วน

เท่านั้นยังไม่พอ อัดมื้อเช้าต่อยาว ๆ เติมข้าวไปตั้งสองครั้ง เคี้ยวทีแก้มตุ่ย ๆ ก็โยกโย้ ปกติแล้วแบคฮยอนเวลากินนั้นดูมีความสุขมากอยู่แล้วเป็นทุน หากเมื่อเป็นกับข้าวฝีมือแม่ก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปกันใหญ่ ขนาดชานยอลเป็นแค่คนมองยังสุขใจแทนคนทำ สรุปว่ามื้อแรกของทริปนี้ทำให้เด็กหนุ่มอิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งตา อิ่มทั้งใจ มีแรงเหลือเฟือเอาไว้ถลุงใช้กับกิจกรรมอื่นอีกมาก

ซึ่งไอ้กิจกรรมที่ว่านั่นก็ไม่ได้สร้างความบันเทิงสักเท่าไรหากชานยอลสารภาพตามตรง อันเนื่องมาจากที่ดินของแม่ค่อนข้างกว้างขวาง แม้จะมีคนมาคอยช่วยเหลืออยู่บ้างแต่ก็ยังเหลือสิ่งละอันพันละน้อยอีกมากรอให้ไปจัดการ ชานยอลเลยรับขันอาสา ช่วยท่านขุดหลุมลงต้นไม้ใหม่ โชคดีที่เขาไม่ใช่ลูกคุณหนูงอมือเท้า เล่นกีฬาและเรียนทางนี้มาโดยตรง งานดังกล่าวเลยไม่หนักสำหรับร่างกายที่ทรหดอดทนสักเท่าไร

ทำอะไรเพลิน ๆ ไปเรื่อย เผลอแป๊บเดียวก็เย็นย่ำ สาว ๆ (ใช่ ชานยอลหมายถึงแม่กับแบคฮยอนนั่นแหละ) เข้าครัวทำมื้อเย็นรสดีมาบำรุงบำเรอเขาเป็นอย่างดี พอเสร็จแล้วคนตัวเล็กที่วันนี้ไม่ได้ออกแรงสักเท่าไร (เพราะชานยอลไม่อยากให้มือนุ่ม ๆ คู่นั้นเป็นรอยหรือเกิดด้านขึ้นมา) ก็จัดการนำภาชนะทั้งหมดไปล้างทำความสะอาดให้ ขณะที่แม่ได้รับสิทธิ์อาบน้ำก่อนใครเพราะอาวุโสที่สุด

ส่วนชานยอลได้อาบเป็นคนที่สองเนื่องจากเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน เสื้อมีแต่เหงื่อจนแบคฮยอนทำหน้าหยีใส่ น้ำเย็น ๆ ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก อากาศด้านนอกก็แสนเป็นใจ เด็กหนุ่มตัวหอมฟุ้งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาใส่ชุดลำลองสบาย ๆ ท้าความหนาวเหน็บตามประสาคนขี้ร้อน ผิดกับเจ้าบ้านที่แม้จะนุ่งซิ่นอย่างคนพื้นเมือง แต่ก็ยังมีผ้าคลุมไหล่กันลมอีกชั้นหนึ่งเพื่อความอุ่นกาย

เพราะเห็นแม่ยังไม่เข้าห้องเลยไม่เสียมารยาทปลีกวิเวก ท่านกำลังนั่งถักงานฝีมืออะไรสักอย่างที่ชานยอลไม่เข้าใจ ในขณะเดียวกันโทรทัศน์ก็ถูกเปิดละครหลังข่าวเอาไว้คลายเหงา เขาหย่อนตัวลงนั่งบนพื้นเรือนเย็น ๆ ขยี้เรือนผมชุ่มน้ำไปพลาง ระหว่างดวงตากำลังเพ่งพินิจบรรยากาศรอบตัวอย่างตั้งใจอีกครา

ยิ่งมองเท่าไรก็ยิ่งประหลาดใจ ยิ่งเป็นบ่อเกิดของคำถาม ไหนจะข้อเท็จจริงสารพัดที่ขัดแย้งกับความเชื่อทั้งหมดทั้งมวลที่ผ่านมาของเขา ชานยอลไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองลอบมองผู้หญิงบนตั่งไปกี่ครั้ง ไม่รู้ว่าตัวเองทำพฤติกรรมอะไรให้ท่านจับได้ว่ากำลังวุ่นวายใจ แต่ทั้งหมดนั้นมากพอจะทำให้เสียงนุ่มเย็นดังขึ้นแทรกเสียงละครและบทเพลงหรีดหริ่งเรไรในบรรยากาศ

“ชานยอล มีอะไรจะพูดกับแม่หรือเปล่าลูก?”

เด็กหนุ่มยิ้มแหย ถึงแม้จะถูกจับได้แล้วแต่ก็ยังเกรงใจท่านเกินกว่าจะสารภาพความต้องการอย่างตรงไปตรงมา “ครับ แต่มันค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว ผมกลัวจะเสียมารยาท”

“ถามมาเถอะลูก เรื่องไหนดี?”

ฮวายอนยิ้มขณะตั้งคำถามเพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดมากเกินไป เธอคงใจร้ายมากถ้าหากปล่อยให้เด็กหนุ่มรู้สึกวุ่นวายใจเช่นนั้น

ชานยอลใช้เวลาชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนพ่ายให้กับความใคร่รู้ที่ตีรวนในอก “ผมอยากรู้จักพี่เขามากขึ้นครับ ที่ผ่านมาตั้งแต่รู้จักกัน พี่เขาก็ไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟังเท่าไร บอกแต่ว่ามันไม่สำคัญ ๆ – ที่ผมสรุปเอาเองจากสิ่งที่ได้เห็นก็แค่มีชีวิตลำบาก ต้องทำงานร้านสะดวกซื้อ ค่อนข้างประหยัด กระทั่งความสุขให้ตัวเองยังไม่ยอมควักเนื้อจ่าย”

ฮวายอนไม่แปลกใจเลยที่ลูกชายของเธอถูกมองเช่นนั้น บางครั้งมันก็เป็นเรื่องดีที่ได้ยินว่าแบคฮยอนพยายามประคับประคองชีวิตของตัวเองให้สมถะอยู่เสมอ ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อหรือหลงระเริงแสงไฟของเมืองใหญ่ แต่ก็อดจะปวดใจไม่ได้ที่ลูกไม่สามารถมีความสุขได้มากเท่าใครคนอื่น

“ขอโทษนะครับแม่ แต่ผมสารภาพตามตรงว่าผมไม่คิดว่าความจริงแม่จะมีชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ มันค่อนข้างเกินจากที่ผมจินตนาการเอาไว้มากเลย แม่มีรถยนต์ มีบ้าน มีที่ทางกว้างขวาง ผมว่าแม่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินเดือนพี่เขาด้วยซ้ำ แล้วเพราะอย่างนั้น ทำไมพี่แบคฮยอนถึงต้องทำเหมือนตัวเองยากจนมากนักด้วย”

ฮวายอนหยุดมือที่ขยับสานเส้นด้าย เบาเสียงโทรทัศน์ลงเมื่อตนเองกำลังจะถ่ายทอดเรื่องสำคัญให้เด็กหนุ่มได้ฟัง

“ชานยอลอาจจะยังไม่รู้ แบคฮยอนน่ะ เป็นคนที่อีโก้สูงมาก ๆ เลยนะลูก”

เด็กดีของเธอมีมุมที่ดื้อรั้นมากเสมอ ถึงจะว่านอนสอนง่าย แต่บางคราหากไม่เห็นด้วยกับสิ่งใด กลับหัวแข็งไม่ยอมฟังคำเกลี้ยกล่อมของใครทั้งนั้น ลูกเชื่อในตัวตน ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หากไม่เคยนำมันไปกดข่มคนอื่นเพราะเนื้อแท้เป็นคนอ่อนโยน นิสัยน่ารัก ฮวายอนไม่เคยเห็นว่าจะมีใครโกรธเกลียดลูกชายของเธอลงได้เลยสักราย

เว้นไว้เสียก็แต่แบคฮยอนที่เคยเกลียดตัวเองเพราะความโง่เขลาในวัยเยาว์ของผู้ให้กำเนิดอย่างเธอ...

“แบคฮยอนมีแม่แค่คนเดียวตั้งแต่เด็ก พ่อเขามีบ้านใหญ่อยู่ที่เมืองหลวง ไม่เคยมาดูแลทางนี้เลยตั้งแต่แม่ท้อง ยังดีที่ยกที่ผืนนี้เอาไว้ให้แม่ทำกิน แล้วก็ส่งเงินมาให้ทุกเดือนไม่ขาด

ครั้งหนึ่งในตอนที่ฮวายอนเป็นเพียงแค่เด็กสาววัยแรกรุ่น เธอเคยตกหลุมรักหนุ่มเมืองกรุงเข้าเต็มเปาแม้ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ที่นี่นานเท่าไร ยอมมอบให้ทั้งกายและใจเหมือนคนไร้สติ ฮวายอนวาดฝันสวยงามว่าจะสร้างครอบครัวกับเขา เราจะมีลูกด้วยกัน โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นเพียงแค่หนึ่งในดอกไม้ริมทางซึ่งถูกเขาเด็ดดมเพื่อฆ่าเวลาที่จะได้กลับไปหาคู่หมั้น

ฝันดีของฮวายอนกลายเป็นฝันร้ายเมื่อเธอมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกำลังเติบโตอยู่ในร่างกาย ผู้ชายคนนั้นคัดค้านความคิดที่จะเก็บแบคฮยอนเอาไว้เพราะเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่เพื่อดูแลเราทั้งคู่ได้ เขาอธิบายความจริงทั้งหมดให้ฮวายอนฟังทุกอย่าง หัวใจของเธอพัง ร้องไห้จนน้ำตาแทบกลั่นเป็นเลือด แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติญาณความเป็นแม่ของเธอ

ฮวายอนไม่ได้รั้งเขาไว้ เธอไม่อยากดูน่าสมเพช คิดแต่เพียงว่าจะเก็บลูกเอาไว้และใช้ชีวิตตามมีตามเกิด หากเขาบอกว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษมากพอจะรับผิดชอบในผลของการกระทำ จึงหยิบยื่นที่ดินผืนใหญ่มาให้ พร้อมกับคำสัญญาว่าจะเจียดเงินส่งมาทุกเดือนให้กินใช้ไม่ลำบาก

“แม่ไม่เคยคิดจะบอกแบคฮยอนหรอกนะว่าอะไรเป็นอะไร แม่ไม่อยากให้แบคฮยอนเสียใจที่นอกจากตัวเองจะต้องเกิดเป็นลูกผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ๆ แล้ว ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นเมียรองฆ่าเวลาของเขาอีกต่างหาก”

ชานยอลรู้ว่ารอยยิ้มบางบนใบหน้าสะสวยคือการปลอบใจไม่ให้ท่านรู้สึกสมเพชตัวเองไปมากกว่าที่เป็นอยู่

“แต่พอถึงจุดหนึ่งแบคฮยอนก็อยากจะรู้ความจริง นั่นเป็นครั้งแรกแระครั้งเดียวที่แบคฮยอนถามถึงพ่อของเขา แบคฮยอนโกรธมากที่ได้รู้ว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่แม่เลี้ยงให้เขาอยู่สบายเป็นเงินของผู้ชายที่ไม่เคยใยดีพวกเรา เพราะอย่างนั้นพอเขาจบมหาวิทยาลัย มีวุฒิการศึกษา เขาเลยไม่ขอรับเงินจากแม่อีก แม้จะเป็นส่วนที่แม่หามาได้จากการนำผลผลิตรอบบ้านไปขาย แต่เขาถือว่าตราบใดที่ต้นกำเนิดของมันมาจากพ่อ เขาจะไม่ยุ่งเป็นอันขาด”

ฮวายอนพยายามอธิบายว่าเงินทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่พ่อของแบคฮยอนไม่สามารถมาทำด้วยตัวเองได้ เธออยากให้เรื่องราวดังกล่าวนี้จบลงโดยไม่ฝากรอยแผลใด ๆ เอาไว้ในใจลูก – แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว แบคฮยอนไม่เพียงแต่โกรธเกลียดพ่อของเขา หากยังเอาความรู้สึกนั้นมาลงกับตัวเองอีกด้วย

ความกดดันที่แบคฮยอนนำมาตีกรอบตัวเองทำให้ลูกต้องการเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสทำเงินที่ดีกว่า

“ที่จริงแบคฮยอนเป็นคนเก่งของแม่ตั้งแต่เด็ก สอบได้ที่หนึ่งของสายชั้น แม้กระทั่งจบปริญญาตรีก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งมา ชานยอลน่าจะรู้นะว่าโปรไฟล์ระดับนี้คงหางานดี ๆ ได้ไม่ยาก แต่อุปสรรคอันดับหนึ่งของแบคฮยอนก็คือการสื่อสารอย่างที่เห็น”

“เมื่อก่อนมีชนพื้นเมืองอยู่แถวนี้เยอะมาก แบคฮยอนอยากไปเล่นกับเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน แต่เพราะกลัวเขาจะมองว่าแปลกแยก เลยเลียนแบบวิธีการพูดเพื่อให้ตัวเองกลมกลืน หลังจากนั้นเลยติดเป็นนิสัย แล้วแม่ก็ไม่เคยได้ยินแบคฮยอนพูดด้วยสำเนียงปกติอีกเลย”

“แต่ก็นะ มันไม่ได้เปลี่ยนอะไรหรอก ลูกแม่ก็ยังคงเป็นคนเดิมที่แม่รัก ยังขยันหมั่นเพียร แล้วก็เป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลาย แม่ไม่เคยอายเลยที่เขาได้แสดงออกอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่สำหรับคนอื่นไม่ใช่ – แบคฮยอนเคยต้องการที่จะเข้าเมืองกรุงไปด้วยความรู้สึกอันแรงกล้า เขาบอกแม่ว่าอยากเปลี่ยนความคิดของทุกคน อยากให้ทุกคนตระหนักว่าถึงแม้เราจะต่างกัน แต่นั่นไม่ได้ลดทอนศักยภาพหรือความสามารถที่มนุษย์ทุกคนพึงมีได้”

ความหวังของแบคฮยอนยิ่งใหญ่กว่าเงินและงาน คงเพราะอยู่กับสังคมที่มีความต่างมากจึงเล็งเห็นความไม่ยุติธรรมที่เพื่อนมนุษย์ปฏิบัติต่อกันจนกลายเป็นความเคยชิน แบคฮยอนบอกเธอว่าเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลง จะเพิ่มโอกาสให้กับเพื่อน ๆ ของเขาได้ไปทำงานในเมืองหลวงบ้าง ไม่ใช่จมปลักอยู่กับเรือกสวนไร่นา กลายเป็นแรงงานทาสให้พ่อค้าคนกลางกดขี่ตลอดไป

แต่ความหวังมักมาพร้อมกับความผิดหวังเสมอ

“สุดท้ายทุกอย่างกลับพังไม่เป็นท่า ชานยอลน่าจะเดาออก มนุษย์ยังล้าหลังเกินกว่าจะยอมรับความแตกต่างของเพื่อนร่วมโลกได้...แบคฮยอนโปรไฟล์ดีขนาดนั้นแต่ไม่มีใครรับลูกแม่เข้าทำงานเลย ไม่เลยสักที่ ซ้ำเขายังปฏิบัติไม่ดีต่อลูกของแม่อีกต่างหาก”

ฮวายอนพรูผ่อนลมหายใจ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็เจ็บปวดทุกครา

“แบคฮยอนเสียใจมาก โทรมาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร แม่สงสารลูกจนใจจะขาด พอบอกให้กลับมาอยู่บ้านเรา กลับมาอยู่กับแม่ เขาก็ไม่ยอมท่าเดียว เขาบอกว่าเขาจะไม่ตอกย้ำความล้มเหลวของตัวเอง ถ้าเขาเปลี่ยนคนทั้งสังคมไม่ได้ เขาก็จะแสวงหาสังคมเล็ก ๆ ที่ตัวเองสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขให้เจอ”

“สุดท้ายก็ลงเอยที่ร้านสะดวกซื้อ เงินน้อยแต่สบายใจ เขาก็ใช้ชีวิตของเขาไป แม่บอกไม่ต้องแบ่งเงินมาให้แม่ก็ได้ เพราะอยู่นี่ไม่ลำบาก แต่แบคฮยอนน่ะดื้อ ทั้งส่งมานี่ ทั้งเจียดเก็บ เหลือกินเหลือใช้เท่าไรก็ไม่รู้ นี่ดีนะที่ได้อยู่บ้านญาติ ไม่ต้องเช่า แล้วก็มีเพื่อน ๆ เขามาคอยรับส่ง คงประหยัดไปได้เยอะ”

ชะตากรรมของแบคฮยอนทำให้คนฟังสะเทือนใจไม่ต่าง ชานยอลพาลผ่อนลมหายใจตามแม่ไปด้วย เขาสัญญากับตัวเองในตอนนั้นว่าจะพยายามมอบสิ่งดี ๆ แก่อีกฝ่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้นั่นจะช่วยลบล้างความเฮงซวยที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งเอาไว้ให้สองแม่ลูกคู่นี้แบกรับไม่ได้ แต่อย่างน้อย ๆ ขอแค่เติมความสุขใหม่เพิ่มเข้าไป จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจเพราะอดีตที่คอยตามมาหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“ที่แม่พูดให้ฟัง ไม่ได้อยากให้ชานยอลรู้สึกสงสารหรือสงเพชลูกแม่หรอกนะ แค่อยากให้เข้าใจว่าถึงแม้แบคฮยอนจะแสดงออกว่าตัวเองเข้มแข็งหนักหนา แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็มีความเปราะบางอยู่เหมือนกัน”

ฮวายอนคลายความตึงเครียดลงด้วยรอยยิ้ม จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ดวงตากลมโตซึ่งอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งไม่สามารถปิดบังจากคนผ่านน้ำร้อนมาก่อนได้

“แม่เห็นนะ สายตาที่ชานยอลมองแบคฮยอนน่ะ...คงมีเรื่องดี ๆ ที่แม่ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ”

ชานยอลยิ้มบางเมื่อตนเองถูกจับไต๋ หากยังคงสงวนคำพูดและท่าทีเอาไว้ดังเดิม

“แม่ไม่ห้ามหรอกนะ ชีวิตใครชีวิตมัน แบคฮยอนมีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง ถึงแม้ชานยอลจะทำให้แม่รู้สึกเหมือนกำลังมองพ่อของแบคฮยอนอยู่ก็เถอะ”

ไม่แช่แค่เหมือนเพราะความรู้สึกเมื่อได้มอง แต่พื้นเพแล้วก็แทบไม่ต่างกัน แบคฮยอนเล่าให้เธอฟังว่าชานยอลเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตดี ๆ คอยอยู่ในวันข้างหน้า รากฐานทางครอบครัวก็เพียบพร้อมทั้งฐานะ การศึกษาและมรดกทางพันธุกรรม ลูกรับรองว่าชานยอลเป็นคนดี ถึงจะชอบทำตัวเหมือนหมาหยอกไก่ แต่ก็ไม่เคยทำให้เสียใจที่มีโอกาสได้รู้จักกัน

“ปรานีลูกแม่หน่อยนะ แล้วก็ได้โปรดอย่ามองว่าแบคฮยอนเป็นเพียงแค่ของเล่นต่ำต้อยด้อยค่า เพียงเพราะเขาไม่สามารถเลือกเกิดได้หรือแตกต่างจากคนอื่นเลย”

ฮวายอนหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะไม่ใช่แอปเปิลอาบยาพิษอีกลูกหนึ่ง

 

 

 

*********

ชานยอลหรือเปล่า ชานยอลเป็นแอปเปิลอาบยาพิษหรือเปล่า

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #107 Renoir92 (@renoir92) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 19:24
    ไม่ประวัติการซ้ำรอยหรอกกก พี่ชานยอลเรารักจริงหวังแต่งเนอะะะะ กำลัวจะถามเลยว่าทำไมคุณแม่พูดชัด 5555 แง เฉลยแน้ว
    #107
    0
  2. #97 ออมม่า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 20:43

    แอบกลัว ดราม่าจุง

    #97
    0
  3. #89 Saturnblue (@Saturnblue) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 14:28
    สงสารคุณแม่กับแบคฮยอน ชานยอลห้ามทำพี่โหม๋เสียใจนะ
    #89
    0
  4. #88 LoveekiL (@loveekil) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 23:14
    ชานยอลอาจไม่ใช่ แต่ครอบครัวชานยอลล่ะ

    คุณแม่พูดน่ารัก คำพูดคุณแม่ทำให้เรารู้สึกเอ็นดูพี่โหม๋มากขึ้นอีก พี่เค้าน่ารักน่าเอ็นดู จะมีใครใจร้ายหยิบยื่น แอปเปิ้ลอาบยาพิษได้ลง
    #88
    0
  5. #87 jellyxz (@jellika) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 23:58
    ฮื่อออ พี่โหม๋ ;-;
    #87
    0
  6. #85 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 09:55
    ขอล้อง ได้มึ้ย ไม่เปนแอปเปิ้บอาบยาพิดได้มึ้ย แงงงงงง
    #85
    0
  7. #84 realmm (@realmm) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 05:01
    ฮื่ออออออชานย้อนนนนนอย่าทำร้ายพิโหม๋นะ ㅠㅠ ใจดีกับพิเย้อะๆๆๆ
    #84
    0
  8. #83 Milky─ (@MarkbamChanbaek) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 00:43
    แงงงงง คูมไรท์ขอร้องงงงง ชานยอลต้องไม่ใช่แอปเปิ้ลอาบยาพิษสิ ฮื่ออออออ
    #83
    0
  9. #82 ellecake (@cakekie_fanfan) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 22:42
    ถ้าชานยอลเปนแอบเปิ้ลอาบยาพิด ดิชั้นก้จะเปนคนเอามีดเนี่ยแหละค่ะสับๆๆๆๆๆๆให้เละเลย พี่โหม๋น่ารักขนาดนี้ถ้ายังทำให้เสียจัยเจอชั้นค่ะ!!!! จาไม่ยกพี่โหม๋ให้ด้วยบอกเรย!!! แอบกัวม่าจังเรยค่ะ;__; แบบว่ากัวคนในครอบครัวชานยอลรับพี่โหม๋ไม่ได้ ขอร้องเลยนะคะ ได้โปดเอนดูพี่โหม๋ด้วย พี่เค้าเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก ถึงแม้จะพูดไม่ชัดด้วยเหตุอันใดก็ตามแต่เค้าก็คือมนุดเหมือนกับทุกคนนั่นแหละค่ะ!!! ได้โปดให้ความรักกับพี่โหม๋ด้วยนะคะ นายชานยอลดูแลพี่โหม๋ดีๆด้วยห้ามทำให้เสียใจ เข้าจัยมุ้ย!!
    #82
    0
  10. #81 momeann (@momeann) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 20:48
    ไม่เอาาาา ชานยอลต้องไม่เป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษนะ ดูแลพี่เขาดีๆด้วยนะผู้บ่าว
    #81
    0