โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 3 : สา : โหม๋และโจรจอมวุ่นวาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 592
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

 

 

 

ถ้าคุณคิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ชานยอลแวะเวียนไปวุ่นวายกับพนักงานต่างด้าวกลิ่นแป้งเด็กแคร์ล่ะก็...

คุณคิดผิด

ความจริงแล้วชานยอลก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาจึงติดใจใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตานั้นนัก รู้แค่ว่าอยากได้รับการอภัยเพราะตัวเองไม่ได้ตั้งใจทำให้อีกฝ่ายขวัญหาย พักนี้หลังจากหมดภาระที่มหาวิทยาลัย ชายหนุ่มจึงแวะเวียนไปที่ร้านสะดวกซื้อพร้อมขนมนมเนยอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งพนักงานทุกกะในสาขานั้นคุ้นเคยกับการมาของเขาดี นับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง แต่แน่นอนว่าเว้นต่างด้าวตัวหอมนั่นไว้คนนึงก็แล้วกัน

ไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรเขานักหนา แค่เห็นหน้าก็หลบตาเป็นพัลวัน แถมยังชอบหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังร้าน ชานยอลเลยไม่เคยอยู่คุยกับพี่ ๆ คนอื่น ๆ ได้นาน เพราะกลัวเจ้าตัวจะเสียการเสียงานเอา แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้รู้ว่าขนมที่เทียวซื้อมากำนัลอีกฝ่ายไม่ได้เป็นหมัน เจ้าตัวได้ทานแน่ ๆ พี่ยูริผู้จัดการยืนยันแล้ว แต่แค่ชานยอลไม่เคยได้เห็นเท่านั้นเอง

หลบกันไปกันมาเป็นหนังอินเดียอยู่ราวแปดสัปดาห์เห็นจะได้ จนชานยอลรู้ทะลุปรุโปร่งว่าอีกฝ่ายแบ่งวันหยุดอย่างไร และสามารถคำนวณล่วงหน้าถึงเวลาที่ควรมาดักจับจอมหนีได้ คราวนี้ต่างด้าวตัวหอมจึงขยับตัวทำอะไรยากมากยิ่งขึ้น ชานยอลเอาลูกล่อลูกตื๊อเข้าชน อาศัยไปปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ชวนคุยทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายกำลังนั่งจัดสินค้าเข้าชั้น หรือวนเวียนซื้อของหลายต่อหลายครั้งในตอนที่ร่างเล็กประจำเคาน์เตอร์คิดเงิน

ชานยอลเก่งเรื่องเทียวไล้เทียวขื่อยิ่งกว่าใคร เพื่อน ๆ เคยให้นิยามไว้ ซึ่งนั้นทำให้เขามั่นใจว่าตนเองจะต้อนอีกฝ่ายให้จนมุมได้สักวันหนึ่ง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นภายในร้าน เมื่อเจ้าของกลิ่นแป้งเด็กแคร์ตัดสินใจไม่หนีหน้าเขาอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยความชินชา รำคาญ หรือสิ่งอื่นใด แต่ชานยอลจะถือว่าเขาชนะแล้วในเกมนี้

“ทำไรอะ”

ที่เก่า เจ้าเดิม เพิ่มเติมคือเวลาที่เปลี่ยนไป วันนี้ชานยอลเลิกเรียนตอนบ่ายสาม บึ่งตะบึงรถมาถึงเซเว่นหน้าตลาดนัดตอนช่วงคล้อยบ่ายสี่ เขาใช้อภิสิทธิ์จอมตื๊อที่พี่ยูริสถาปนาให้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสาขา เวียนวนวุ่นวายใกล้พนักงานตัวน้อยซึ่งคอยแต่จะเมินเขาอยู่ร่ำไป เห็นสนใจแต่ขนมบนชั้น พูดอะไรก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

“.........”

แบคฮยอนไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงตั้งคำถามเช่นนั้น ของมันก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าเขากำลังเติมขนมเข้าชั้นตามคำสั่งของพี่ยูริที่เจ้าตัวก็ได้ยินผ่านหูเมื่อสิบนาทีก่อน

“หยิ่งว่ะ คนพูดด้วยก็ไม่พูดตอบ”

ชานยอลไม่เลิกรา เขาจะกวนจนกว่าคู่สนทนาจะหันมาสนใจ นี่อุตส่าห์ไม่หัวร้อนใส่ เปิดโหมดจอมตื๊อที่ทำเอาสาว ๆ ค่อนมหาวิทยาลัยระทดระทวยกันมาแล้วนักต่อนัก อยากรู้เหลือเกินว่าหนนี้จะทนได้สักเท่าไร ขนาดหนีหน้าชานยอลยังทำให้เลิกได้ ขี้คร้านอาการอมพะนำคงอยู่อีกไม่นานหรอก

“.........”

รำคาญ! รำคาญ! รำคาญ! แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงลูกค้าและเด็กเส้นของผู้จัดการอย่างพี่ยูริ (เพิ่งได้ตำแหน่งนี้หมาด ๆ เนื่องจากบังเอิญว่าเจ้าตัวดันเป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้าของสาขาเสียนี่) แบคฮยอนจึงมีปากมีเสียงมากไม่ได้ ประเดี๋ยวเกิดคุณชายไม่พอใจ จะทำให้ตำแหน่งงานที่มั่นคงปลิวหายไปในพริบตา

“เดี๋ยวจะฟ้องพี่ยูริให้หักเงินเดือน อดเลยนะโบนัสอะ”

คนช่างแหย่เย้า เอาเรื่องอาชีพเข้าขู่ ชานยอลไม่ได้ดูถูกหรอก แต่คนทำงานร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เพราะฉะนั้นเงินก้อนใหญ่จึงสำคัญมาก เผลอ ๆ หากหักลบส่วนที่ต้องจ่ายชดเชยให้สาขาเป็นค่าจุบจิบ คงเหลือใช้เพียงไม่กี่สิบด้วยซ้ำ

“ฮึ่ย!”

แบคฮยอนขมวดคิ้ว พ่นลมขู่คนวุ่นวายไปที ถูกกวนมากเข้า ๆ ก็ชักจะเริ่มอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาจริง ๆ แล้วนะ!

“เอ้า โกรธแล้ว ๆ”

ชานยอลอมยิ้ม กลั้วหัวเราะในลำคอ เพราะมันเขี้ยวจึงยื่นปลายนิ้วเข้าไปบีบแก้มกลม ๆ อย่างเผลอไผล แล้วก็ถูกขู่ฝ่อใส่ แถมยังหวิดถูกกัดอีกต่างหาก

“เจ้าหมวย เดี๋ยวเสร็จตรงนี้แล้วไปพักได้เลยนะ เอากระดาษกับเงินหลังร้านไปด้วย คนอื่น ๆ มันฝากซื้อของกัน”

“จ้า”

สลับสวิชต์อารมณ์ในทันควันเพราะไม่อยากถูกพี่ยูริดุซ้ำ ช่วงนี้ฟึดฟัดใส่จอมตื๊อหน้าตายทีไร แบคฮยอนก็ถูกเอ็ดทางสายตาทุกคราไป ใช่สิ เขามันแค่ลูกจ้างตาดำ ๆ จะสู้ไอ้คนเส้นใหญ่ที่มาลอยหน้าลอยตาอวดเบ่งอำนาจในสาขาทุกวันได้อย่างไร

คนจะทำงานทำการก็มาแกล้งอยู่ได้!

หนแรกที่เจอหน้าก็ทำให้ร้องไห้ ผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังมิวายมาทำให้รำคาญใจอีก!

แบคฮยอนรีบจัดของเข้าชั้นจนกระทั่งสินค้าหมดตะกร้า เขาหอบหิ้วภาชนะเดินลิ่วเข้าหลังร้าน เพิกเฉยคนหน้าด้านเพราะไม่อยากถูกแกล้งอีก แต่กระนั้นไอ้ขาเจ้ากรรมก็แสนสั้น ออกเดินจากตำแหน่งเดิมได้ไม่ไกลเท่าไรก็ดันถูกเจ้าของมือใหญ่ฉุดรั้งเอาไว้จนเซกลับไปหา

!!!

“จะไปเที่ยวเหรอ”

“.........”

เมื่อกี้ก็อยู่ฟังด้วยกัน ยังจะถามมาได้!

“ไปด้วยดิ”

“ไม่!”

แบคฮยอนตอบโดยไม่ต้องคิด แค่วนเวียนอยู่ในสาขาจนเขาไม่เป็นอันทำอะไรก็มากพออยู่แล้ว พี่ยูริห้ามมาผลักภาระให้กัน หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดทันที!

“เล่นตัวจังวะ เมื่อไรจะหายโกรธกันสักที นี่หมดค่าขนมไปตั้งหลายพันแล้วนะ”

จริง ๆ แล้วชานยอลก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่ปากว่าหรอก แต่งอนกันนานแบบนี้เห็นทีเขาจะหมดไอเดียง้อแล้ว ยิ่งอีกฝ่ายไม่เคยบอกกันด้วยว่าชอบของกำนัลที่หามาให้หรือไม่ เลยต้องมานั่งเดาเองทุกคราวไป

“พี่หมวย โกรธไปอีกนาน ๆ เลย ลาภปากพวกผม”

“โห นี่ไม่ใช่ว่าส่งเสริมกันแบบนี้มาตลอดนะ ถึงได้เคืองกันไม่จบไม่สิ้นสักที”

แต่ที่แน่ ๆ ชานยอลมั่นใจว่าคนอื่น ๆ ในสาขาชอบขนมของเขา...

“พวกนี้นี่ก็” ยูริส่ายศีรษะ ส่งสายตาเอ็ดพวกทโมนที่ชอบแย่งขนมคนตัวเล็กทานอย่างไม่กลัวเจ้าของสินน้ำใจ “ชานยอลไปช่วยหมวยถือของหน่อยได้ไหม พวกเด็ก ๆ ฝากซื้อขนมกันเต็มเลย พี่กลัวว่าจะหอบหิ้วกลับมาไม่ไหว”

“ไม่เอา!”

“ไม่เอาได้ยังไง ตัวเราก็เท่านี้”

“โน๋ไหว!”

“ไม่ต้องเถียง ไปได้แล้ว เราน่ะไม่กินข้าวตั้งแต่บ่าย เดี๋ยวได้เป็นลมตายกันพอดี”

ยูริยกเหตุผลเรื่องปากท้องขึ้นอ้าง ปิดบังความจริงที่ว่าเธออยากให้ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อปรับความเข้าใจ จากการสังเกตมาหลายสัปดาห์ ชานยอลไม่ใช่เด็กนิสัยเลวร้าย แค่อารมณ์ร้อนเกินไปในบางครา คราวก่อนที่เผลอตวาดใส่จนเจ้าหมวยขวัญหายนั่นเป็นกรณีศึกษาชั้นดี แต่เมื่อสำนึกผิดแล้วก็ควรได้รับการอภัย จะเสียเวลาหมางเมินไปใยในเมื่อทำดีต่อกันได้

ฝ่ายแบคฮยอนนั้นเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็จำต้องยอมรับโดยดุษณี เขาใช้เวลาจัดการตัวเองอยู่ในห้องเก็บสินค้าด้านหลังร้านชั่วครู่ ฉวยหยิบเงินที่วางคู่กับแผ่นกระดาษติดมือมา กวาดสายตาอ่านทวนรายการพลางผลักเปิดประตูออกไปด้านนอก ย่ำฝีเท้าก้าวบนพื้นกรวดโดยไม่จำเป็นต้องมองทางเพราะความคุ้นชิน ชั่วขณะหนึ่ง ร่างเล็กหลงลืมคำสั่งสุดท้ายของผู้จัดการสาขาอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังไม่ได้ใส่ใจว่ามีเสียงรบกวนรอบกายประเภทใดบ้าง

กลับมาจำได้อีกครั้งว่าพี่ยูริบอกให้มีผู้ติดตามไปช่วยถือของก็ในตอนที่จอมกวนเริ่มส่งเสียงนั่นล่ะ...

“รีบไปไหนอะ ตลาดเพิ่งตั้ง แม่ค้าเขายังไม่เก็บร้านหนีหรอกน่ะ”

ชานยอลเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรีบเดินเดินเหมือนตลาดกำลังจะวาย ดูก็รู้ว่าตั้งใจหนี แต่มีหรือเขาจะยอมให้ความปรารถนานั้นเป็นไปได้โดยง่าย พี่ยูริอุตส่าห์เปิดทางขนาดนี้แล้ว หากปล่อยโอกาสในการกระชับมิตรผ่านเลยไป เห็นทีคงต้องสถาปนาตัวเองเป็นไอ้โง่แล้ว

“.........”

แบคฮยอนไม่สนใจ ต่อปากต่อคำไปก็มีแต่เขาที่อารมณ์เสีย ปล่อยให้คนตัวใหญ่ทำตามอำเภอใจไปนั่นล่ะ เดี๋ยวเบื่อหรือเหนื่อยคงหยุดเอง—

“ นี่ใจคอจะไม่ตอบกันเลยใช่ไหม ”

“.........”

แต่ดูเหมือนว่า...

“ไหน พี่ยูริให้ซื้ออะไร เอามาดูมั่ง”

“นี่! อาคือมานะ!”

แบคฮยอนจะประเมินคู่กรณีต่ำไป

เมื่อกระดาษจดรายการในมือถูกยื้อแย่งออกไปจากมือในระหว่างที่แบคฮยอนไม่รู้ตัว เขาฟึดฟัด ขมวดคิ้วมองค้อนยักษ์ปักหลั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่าทางเตรียมพร้อมมีเรื่องทะเลาะ มือทั้งสองบีบกำเป็นก้อนหมัดแน่น

“แน่จริงก็หยิบให้ถึงดิ”

เจ้าของความสูงเทียบเคียงนักบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอยักคิ้วหลิ่วตา ชูกระดาษในมือจนสุดแขน ซ้ำยังเขย่งปลายเท้าทิ้งระยะห่างจากคนตัวเล็กยิ่งขึ้นไปอีกขั้น จากมุมนี้อีกฝ่ายไม่ต่างอะไรกับลูกหมาขาสั้น ๆ ที่กำลังแหงนมองเยอรมันแชพเพิร์ด

“อามา!”

ขี้โกง! ไอ้คนขี้โกง! ปกติก็สูงจะแย่อยู่แล้ว ยังมาเขย่งขาทำหน้าเหนือใส่อีก! ไม่รู้ว่าตอนแรกเกิดแม่บดเสาไฟฟ้าผสมเสริมให้ดื่มคู่กับนมผงหรืออย่างไร ถึงได้โตมาข่มเหงคนตัวเล็กกว่าแบบเขา แบคฮยอนพยายามเขย่งปลายเท้าและกระโดดเพื่อคว้าเอาแผ่นกระดาษดังกล่าวนั้นคืนกลับมา ทว่าเพราะกรรมพันธุ์จากครอบครัว การกระทำในครั้งนี้จึงไร้ค่า นอกจากทำให้อีกฝ่ายหัวเราะแล้วก็ไม่มีประโยชน์ใดอีก

โลกนี้ไม่ยุติธรรม!

พระเจ้าให้ความสูงเขามาเพียงเท่านี้ได้อย่างไร!

“ไหนอา ไม่เห็นมี”

แม้ชานยอลจะวนเวียนอยู่กับอีกฝ่ายมานานจนสามารถฟังสำเนียงเพี้ยน ๆ เหล่านี้ออกได้บ้างแล้ว แต่กระนั้นเด็กหนุ่มก็อดออกลายกวนประสาทไม่ได้ เขาวาดยิ้มซุกซนประดับใบหน้า ลบล้างภาพลักษณ์ผู้ชายอารมณ์ร้อนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนอย่างสิ้นเชิง

“ไอ้โคนิสาไม่ดี!”

“แต่หล่ออยู่นะ พอหยวน ๆ ให้กันได้ปะ”

แม้ถูกด่าว่า ชานยอลก็ไม่ยี่หระ ซ้ำยังยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้หัวรถจักรขนาดกระจ้อยที่กำลังพ่นควันออกจากหูไม่หยุดหย่อน ดูเอาเถอะว่าเจ้าตัวยุขึ้นง่ายแค่ไหน แกล้งนิดแกล้งหน่อยก็ไปหมดแล้วทั้งหน้า เป็นคนที่เก็บซ่อนอารมณ์จากสายตาคนมองไม่ได้จริง ๆ 

“ไอ้บ้า!”

“ทีด่าอะพูดชัดจริงเชียว”

เมื่อความพยายามไม่ได้ถูกตอบแทนด้วยความสำเร็จเฉกเช่นที่คาดหวัง แบคฮยอนก็กลับมายืนตรงมุ่ยหน้า เขาอยากจะทุบอีกฝ่ายให้ตายไปข้างเลยหากไม่ติดว่าจะถูกขึ้นทัณฑ์บนในภายหลัง ไม่รู้ว่าจะอะไรกันนักกันหนา หน้าตาดีเสียเปล่า แต่นิสัยกลับสวนทาง

“อย่าทำหน้างี้ดิ”

ไม่รู้เลยหรืออย่างไรว่ายิ่งทำก็ยิ่งยุให้อยากแกล้ง โกรธทีหน้าดำหน้าแดง แก้มพองเหมือนตัวการ์ตูนญี่ปุ่น ใจหนึ่งชานยอลต้องการที่เห็นคนตัวเล็กร่ำไห้อีกครา หากไม่ใช่เป็นเพราะว่าโกรธเกลียดหรือยังโมโหอีกฝ่ายแต่อย่างใด ตัวเขาเองมีหนึ่งนิสัยประหลาดซึ่งแก้ไม่หาย คือเวลาเห็นคนน่ารักน่าเอ็นดูมาก ๆ คราวใดก็มักอยากแกล้งให้โมโหจนร้องไห้แล้วค่อยตามง้อทีหลัง

ซึ่งปกติจะเป็นกับเด็กเล็ก ๆ อย่างหลานชายของเขาก็เข้าข่าย ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมากำเริบเอากับคนตัวหอมเสียได้ เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งเอ็ดไปให้เหยื่อทางอารมณ์รู้ตัวก่อนแล้วกัน ชานยอลอยากสนิทสนมให้มากกว่านี้อีกสักหน่อยค่อยเผยสันดานหมา ๆ เพราะในตอนนั้นหากอยากเลิกคบหา สายสัมพันธ์ก็น่าจะแน่นหนาจนไม่สามารถตัดขาดได้ง่าย ๆ

“.........”

ไม่เห็นประโยชน์ในการยืนนิ่งให้คนตัวสูงยิ้มล้อ แบคฮยอนจึงเดินเบี่ยงเบียดหัวไหล่หนาเตรียมตรงเข้าสู่ความพลุกพล่าน แต่กระนั้นความวุ่นวายก็ยังตามติดมาเป็นกำแพงกั้นไม่ไปไหน ร่างเล็กแหงนเงยปลายคาง มองหน้าอีกฝ่ายพร้อมส่งเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความไม่พอใจ ถามตัวเองว่าต้องใช้ความอดทนอีกสักเท่าไรกับผู้ชายคนนี้

“เดี๋ยวก่อนดิต่างด้าว”

“ไม่ด้าเช่อต่าด้าว!”

เขาสวนกลับในทันควัน ไอ้บ้านี่มันเป็นคนประเภทใดกันมาเรียกคนอื่นต่างด้าว ๆ แบคฮยอนแค่พูดไม่ชัดหรือเปล่า ไม่ได้หลบหนีเข้าเมืองมา สัญชาติหรือบัตรประชาชนก็มี ปีสองพันสิบเก้าแล้วเลิกเหยียดชาวบ้านด้วยคำพูดอย่างนี้สักที มันไม่เท่เลย! ไม่เท่เลยสักนิดเดียว!

“เอ้า แล้วชื่ออะไร”

“.........”

ไม่รู้ไม่ชี้! ไม่อยากพูดด้วย! เห็นหน้ากันมาตั้งนานแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นได้หรืออย่างไรว่าควรถามชื่อเป็นมารยาท ถามให้ปากเปื่อยไปเถอะ แบคฮยอนไม่ตอบหรอก—

“ถ้าไม่บอกจะเซ้าซี้จนกว่าจะรำคาญเลยนะ”

“เช่อโหม๋”

เรียกได้ว่าจี้ถูกจุด แบคฮยอนไม่อยากจะถูกตอแยโดยคนช่างตื๊อจนรู้สึกรำคาญไปมากกว่านี้ ประเดี๋ยวสภาพอารมณ์จะเลยเถิดจนไม่สามารถควบคุมได้ เขาจึงเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างขอไปที

“โหม๋?”

“ไม่ใช่! เช่อโหม๋!”

“เอ้า ก็โหม๋ไง”

“โอ๊ยยย พู่ภาษาโคไม่รู้เรื่อหรืองะ! บ่อว่าเช่อโหม๋ ๆ หอ มอ โอ ยอ โหม๋ เนี่ย! ข้าจาม้า!”

“ใครกันแน่วะที่พูดจาไม่รู้เรื่อง...”

แบคฮยอนมองอีกฝ่ายตาเขียว อย่านึกว่าเขาไม่ได้ยินเชียว ไอ้ที่พูดเมื่อกี้น่ะ เขาล่ะเกลียดจริง ๆ ไอ้พวกที่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วมักจะย้อนถามซ้ำเนี่ย น่าทุบให้หลังหักไปข้าง

“ตกลงชื่ออะไร”

“บอกว่าเช่อ—โอ๋!!”

ตั้งท่าจะตวาดใส่หน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงสุดขีดจำกัด ริมฝีปากก็กลับถูกผนึกปิดด้วยฝ่ามือหนา ครานี้แบคฮยอนถลึงตา รู้สึกถึงฝ่ามืออีกข้างที่จับล็อกท้ายทอยเอาไว้จึงทำให้ไม่สามารถพยศต่อคนตัวสูงได้ดั่งใจปรารถนา

“ผมหมายถึงชื่อจริง ๆ ครับคุณ ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ โหม๋หรือหมวยอะ ผมรู้ตั้งนานแล้ว”

คนช่างเย้ายื่นใบหน้าเข้าใกล้ กดดันกันทางสายตาก่อนฆ่าซ้ำให้ตายด้วยเสียงทุ้มพร่าและยิ้มร้าย ก่อนจะค่อย ๆ คลายฝ่ามือปล่อยอีกฝ่ายกลับคืนสู่อิสระอีกครั้ง

“เช่อแบคฮยอน!”

“แบคฮยอน? ทำไมคำนี้พูดชัดจัง”

“ยู่!”

“ยู่? อ๋อ...ยุ่งใช่ปะ” ชานยอลพยักหน้า ยังคงรอยยิ้มเอาไว้แม้อีกฝ่ายจะดูหงุดหงิดมากก็ตามที “จะยุ่งไปอีกนาน ๆ เลยถ้ายังไม่หายโกรธกัน”

“หาแล้! พอจารึยา! อย่ามายู่กาอีกนะ!”

“ไม่ ใครจะเลิกให้เลิกให้โง่ อยู่กับโหม๋สนุกจะตาย”

“ดื้อด้า!”

ยิ่งคุยยิ่งโมโห ไม่รู้ไอ้คนป่าเถื่อนที่เจอกันครั้งแรกนั้นหายตัวไปไหน เหลือเอาไว้แต่ชายหนุ่มที่ขยันตื๊อ ขยันตอแย แถมหน้าหนายิ่งกว่ากระดาษทราย แสดงออกว่ารำคาญบ่อยเพียงใดก็ไม่เลิกแวะมาที่สาขาสักที

“ด่าเก่ง นี่ชื่อชานยอลนะ จำไว้ให้ขึ้นใจเลยล่ะ”

“ไม่จา! ระคา!”

“อายุเท่าไรแล้วอะ จะได้เรียกถูก”

“ยี่สิห้า”

สู้กับคนบ้าอย่างไรก็ไม่ชนะ แบคฮยอนจึงยอมถูกซักเพื่อตัดรำคาญให้มันจบ ๆ ไป เขามุ่ยหน้า แสดงอากัปกิริยาสวนทางกับอายุที่แท้จริงโดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาเอ็นดูมองอยู่ไม่ห่าง

“อ๋อ เป็นพี่”

“รู้แล้ก็ดี หะคาโระกันบ้า”

“ไม่อะ ไม่อยากเหมือนใคร”

ไอ้

คน

กวน

ส้น

ตีน

!!!

“ไปหาอะไรกินกัน หิวจะตายแล้วเนี่ย ขับรถตากแดดมาหาตั้งหลายโล รู้บ้างปะ”

“แล้คาขอห้าขะมา ทาตัวเอแท้ ๆ แล้ยาจะมาโบ่”

“ ไม่รู้อะ คนแก่ขี้แยแถวนี้ล่ะมั้ง ”

ชานยอลผิวปาก กดยิ้มน่าหมั่นไส้จนคนมองกลอกตาให้เป็นของกำนัล ก่อนฝีเท้าทั้งสองคู่จะเริ่มออกเดินตรงเข้าสู่ตลาดนัดอันพลุกพล่านเมื่อร่างสูงยอมส่งกระดาษจดรายการคืนเจ้าของเดิม ผู้คนมากมายเบียดสวนกันขวักไขว่ หน้าแผงขายอาหารเต็มไปด้วยลูกค้าที่รอซื้อหากับข้าวกับปลาเหมือนไทยมุง ส่วนพ่อค้าแม่ขายแข่งกันใช้เสียงตะโกนเรียกความสนใจอย่างไม่มีใครยอมใคร พื้นที่จำกัดทำให้หัวไหล่ของเราเบียดกันหลายครา กระทั่งกอปรเป็นความใกล้ชิดโดยธรรมชาติ

แบคฮยอนแวะจับจ่ายอาหารรายทางตามคำสั่งให้คนในสาขาก่อน เพียงไม่นานฝ่ามือน้อย ๆ ก็พะรุงพะรังไปด้วยถุงพลาสติกมากมาย จนการควักเงินออกจากกระเป๋าสะพายกลายเป็นเรื่องยากเย็นเข้าไปทุกที ร้อนถึงชานยอลที่ทนเห็นคนตัวเล็กกว่าลำบากไม่ไหว สุดท้ายจึงแย่งสัมภาระทั้งหมดนั้นมาถือเอาไว้เอง เด็กหนุ่มคอยเดินตามต้อย ๆ เป็นลูกหาบ ทอดสายตามองนักซื้อมือฉมังเลือกสินค้าอย่างชำนิชำนาญโดยไม่รู้สึกถึงความเบื่อหน่าย

กระทั่งผ่านแผงขายลูกชิ้นปิ้งเคลือบน้ำจิ้มเรียกน้ำลาย ท้องไส้ที่ไม่มีสิ่งใดตกถึงมาตั้งแต่ช่วงบ่ายก็ร้องประท้วงขึ้นมา

“ลูกชิ้นเนื้อน่ากินว่ะ กินปะ ผมเลี้ยงเอง”

“ร้านี้ไม่อะหร่อ”

คนชำนาญพื้นที่เขย่งตัวขึ้นกระซิบชิดใบหูใหญ่ เมื่อชานยอลไม่กวนประสาทแบคฮยอนก็มิได้ตั้งป้อมจะตีกับอีกฝ่ายท่าเดียว ซ้ำยังปฏิบัติต่อกันด้วยดีดั่งเช่นเนื้อแท้ที่ตัวเองเป็นมาโดยตลอดอีกด้วย มือเล็ก ๆ ของพนักงานร้านสะดวกซื้อจับกำชักนำทางร่างหนา พากันย้ายมายืนด้านหน้าแผงขายลูกชิ้นอีกแห่งซึ่งห่างจากตำแหน่งเดิมสามล็อก

“ต้อร้านี้ เนื้อดี น้าจี้แซ่บ”

การันตีด้วยสองแก้มพอง ๆ ของแบคฮยอนเลย!

“แอบแต๊ะอั๋งเหรอ คนเขามีพ่อมีแม่นะ”

ชานยอลกระตุกยิ้ม หลุบตามองพันธนาการหลวม ๆ ที่ข้อมืออย่างมีนัยยะ รู้หรอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาในเชิงนั้น แต่จะปล่อยผ่านไปโดยไม่ทำปากพล่อยใส่ก็คงไม่ใช่เขา

“แหยะ”

คนถูกกล่าวหาทำหน้าเบ้ รีบปล่อยมือออกจากเนื้อกายอีกฝ่ายราวกับแตะจับของร้อน ก่อนชานยอลจะกลัวหัวเราะในลำคอเพราะความขัน เขาจัดการสั่งลูกชิ้นเนื้อจากร้านในโครงการพี่โหม๋ชวนชิมมาสิบไม้ กำชับให้แยกน้ำจิ้มเพราะกริ่งเกรงสีแดงสดกับพริกแห้งที่ลอยอยู่บนผิวหน้า แล้วจึงพากันเดินจับจ่ายสินค้าประเภทอื่นต่อ เจ้าของเวลาพักยังเอ้อระเหยลอยชายไม่ซื้ออาหารมื้อหลักเสียที เนื่องจากบังเอิญเห็นเสื้อยืดลดราคา ก่อนเลยเถิดไปซื้อผงสมุนไพรสำหรับพอกหน้ากับแม่ค้าที่ชวนอีกฝ่ายสร้างบทสนทนาจนน้ำลายแตกฟอง

ที่สุดแล้วเมื่อร่างเล็กหมดธุระกับของนอกกาย เขาจึงตรงไปหย่อนบั้นท้ายนั่งใต้เต็นท์ขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดในตลาด ตะโกนสั่งเส้นหมี่น้ำตกเพิ่มตับกับผักบุ้งลวกด้วยสำเนียงแปร่งประหลาด หากก็ได้รับรอยยิ้มจากเจ้าของร้านเพราะสนิทสนมกันดี ส่วนชานยอลเลือกกินเย็นตาโฟเกี๊ยวกรอบซึ่งพิเศษตรงที่ได้เครื่องทะเลพูนจาน แบคฮยอนขอยืมชามกับถ้วยใส่น้ำจิ้มเล็ก ๆ เพิ่มสำหรับลูกชิ้นปิ้ง แล้วเป็นฝ่ายจัดแจงให้ทุกสรรพสิ่งพร้อมรับประทาน

เปิดประเดิมของทานเล่นก่อนเจ้าภาพ เขาหย่อนลูกชิ้นลงในน้ำจิ้ม กลิ้งวนมันรอบ ๆ จนกระทั่งทุกอณูชุ่มฉ่ำไปด้วยสีแดงสด ทั้งยังกดปลายไม้เสียบเม็ดพริกแห้งส่งเข้าปากเคี้ยวหยุบหยับอย่างไม่สะทกสะท้าน ทำเอาชานยอลที่กำลังจะทดลองชิมว่าอร่อยสมราคาคุยหรือไม่ถึงกับทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“ไม่เผ็ดเหรอนั่น”

“ไม่เผะ”

ไม่เพียงพูดเปล่า ร่างเล็กยังส่งลูกชิ้นเคลือบน้ำจิ้มพ่วงพริกแห้งอีกสองเม็ดเข้าปาก บดกรามเคี้ยวอวดคนตัวใหญ่ที่ใจกากกินแต่เนื้อลูกชิ้นอยู่ตรงข้าม

“แต่สีมันแดงมากเลยนะนั่น”

“กลัว?”

“ ......... ”

“เดะน้อเอ้อ”

แบคฮยอนยิ้มเยาะ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีจึงล่วงรู้จุดอ่อนของจอมกวนได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดบอกกล่าว ชานยอลคงไม่ถูกกับอาหารรสเผ็ดจัดแน่ เพราะอีกฝ่ายแทบไม่แตะต้องน้ำจิ้มเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ มันที่ต้องกินคู่กับลูกชิ้นเพื่อให้ได้รสอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก

“อะไร ไหนมาลอง มันจะแค่ไหนกันเชียว”

ลูกผู้ชาย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ชานยอลกระตุกคิ้วขมวดเมื่อโดนคนตัวเล็กกว่าท้าทาย เขาจุ่มลูกชิ้นลงในนรกจำลองรูปแบบน้ำ ก่อนถูกฝ่ามือบางกดซ้ำให้ชิ้นเนื้อจมดิ่งจนแตะสัมผัสก้นถ้วย อารามเลือดขึ้นหน้า ความเกรี้ยวกราดมันขึ้นตา เด็กหนุ่มไม่รีรอที่จะส่งมันเข้าปากเพื่อลบล้างคำสบประมาทดังกล่าวนั้นทันที

โดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่าปลายไม้มีพริกแห้งเสียบติดมาถึงสองเม็ดด้วยกัน

“เปงา อะหร่อม้า”

เพิกเฉยสีหน้าหยอกล้อของคนตรงข้าม บดกรามเคี้ยวอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับโกรธเกลียดกันมาตั้งแต่ชาติไหน ก่อนร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในทันควัน เริ่มจากใบหน้าที่เริ่มเห่อแดงลามไปถึงใบหู หยาดเหงื่อผุดพรายเกาะตามไรผม ริมฝีปากอิ่มบวมเต่งเนื่องจากความแสบร้อน น้ำมูกน้ำหูน้ำตาไหลจนคนตัวสูงต้องหากระดาษมาเช็ดซับเป็นพัลวัน

“คิก...”

แต่ภายใต้สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ดูเหมือนจะมีแค่คนเดียวที่สนุกได้ แบคฮยอนกลั้นยิ้ม ขำคิกคักเด็กไม่รู้จักประมาณตนอยู่ตามลำพัง ไม่กินเผ็ดก็ไม่เห็นต้องดันทุรัง จะเอาชนะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่ออะไร

“เผ็ดฉิบหาย กินไปได้ไงวะ”

ชานยอลเปิดอ้าริมฝีปาก พยายามเป่าลมบรรเทาอาการแสบร้อน แต่มันกลับไม่ช่วยอะไร เด็กหนุ่มบีบกำหมัดแน่นราวกับกำลังสะกดกลั้น ขณะที่ช่วงขาขยับเขย่าด้วยความกังวลลนลาน เกิดมาจนอายุสิบแปดปียังไม่เคยทรมานเท่านี้ ถ้าย้อนเวลาไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนได้เขาคงไม่ทำอะไรสิ้นคิดอย่างนั้น

คืนนี้มีหวังต้องนอนปวดท้องเป็นแน่แท้...

“แซบบบ”

“โอ๊ยแม่ง เผ็ด”

“โสน้าหน้า”

โบราณว่าคนล้มอย่าข้าม แต่ถ้าชานยอลล้ม แบคฮยอนว่าต้องรีบซ้ำ ขยันแกล้งชาวบ้านเขาดีนัก รับผลกรรมไปบ้างนั่นล่ะจะได้หลาบจำแล้วไม่ทำตัวเป็นพิษอีก!

“เผ็ด!”

ยิ่งนานอาการเผ็ดก็ยิ่งหนักหน่วง ชานยอลชาไปทั้งปากทั้งลิ้น เขาเริ่มน้ำตาไหลหนักขึ้น อีกทั้งหยาดเหงื่อยังชุ่มแผ่นหลังกว้าง ความร้อนแผ่ขยายลุกลามทั่วทั้งร่างราวกับธาตุไฟแตก 

“หวามะเนี่ย”

หากเมื่อแบคฮยอนเห็นท่าไม่ดี คนขี้ใจอ่อนก็ไม่อาจทำเป็นเมินเฉยอาการดังกล่าวนั้นได้ เขาถือวิสาสะสอดปลายนิ้วเข้าเสยเส้นผมหนาที่หล่นลงมาปรกหน้าปรกตาให้ แล้วจึงสะบัดมือพัดลมเอื่อย ๆ ใส่ แม้จะช่วยอะไรได้ไม่มากก็ตามที

“ไม่ไหว จะตายแล้ว”

ลูกมะเขือเทศยักษ์โอดครวญ ฉวยเอาน้ำอัดลมผสมน้ำแข็งละลายมาดูดจนเกลี้ยงแก้วแล้วก็ยังไม่หายเผ็ดเสียที

“แม่ง น้ำหมดอีก”

“เดี๋ยไปซื้อห้า ถือว่าทำบูทำทา”

แบคฮยอนส่ายศีรษะ รู้สึกเวทนาปนขำขัน แต่กระนั้นก็ยอมลุกเดินไปหาซื้อเครื่องดื่มมาดับอาการเผ็ดร้อนให้อีกฝ่าย ครู่ใหญ่ก็กลับมาพร้อมน้ำมะพร้าวปั่นกับนมจืดหนึ่งขวดในมือ

“ไหนว่าจะไปซื้อน้ำ ทำไมเอานมกลับมา”

ชานยอลขมวดคิ้ว เขาเผ็ดจนแทบจะพ่นไฟได้อยู่แล้ว เห็นอีกฝ่ายหายไปก็อุตส่าห์รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ คิดว่าจะกลับมาพร้อมกับเป๊บซี่ใส่น้ำแข็งเย็น ๆ แก้วโตให้ดื่มเพื่อลดอาการเผ็ดร้อน แต่กลับได้นมขวดมาเสียอย่างนั้น

นี่เขายังสูงไม่พออีกหรืออย่างไร...

“ก็มาแก้เผะด้า”

“สำนักไหนบอกมา”

เด็กหนุ่มนิ่วหน้า มองขวดเครื่องดื่มในมือบางด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจ แม้ตอนนี้เขาจะลิ้นห้อยเหมือนหมาตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่กลางแดดร้อนมาทั้งวันแล้วก็ตามที

“เอาไปกีเร็ว ๆ เถอะน่า”

แม้จะไม่เข้าใจเท่าไรนักแต่ก็รับยอมรับเอามันมาเปิดดื่มจนได้ คนตัวใหญ่อย่างชานยอลกระดกคราวเดียวจนเกลี้ยงขวดอย่างไม่กลัวสำลัก ก่อนจะเบ้หน้าเพราะไม่โปรดปรานรสชาติมันเป็นทุน

“ไม่ชอบเลยว่ะ ขอกินน้ำล้างปากหน่อยดิ”

“ไม่— นี่!”

แบคฮยอนไม่ทันได้ห้าม เพราะชานยอลฉวยโอกาสใช้ข้อได้เปรียบทางร่างกายคว้าเอาแก้วน้ำมะพร้าวไปดูดล้างปากทันทีที่สิ้นประโยค ร่างเล็กถลึงตามองคาดโทษไอ้จอมกวนพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำหมัดแน่นเนื่องจากอยากทุบหลังอีกฝ่าย

“อ่าห์ ชื่นใจ ค่อยยังชั่วละ” ชานยอลยิ้มแปล้ เห็นน้ำมะพร้าวหมดไปครึ่งแก้วแล้วก็สบายใจ “ขอบคุณครับ”

ก๋วยเตี๋ยวสองชามถูกเสิร์ฟคั่นบทสนทนาของเรา ก่อนมันจะจบลงเพราะชานยอลเทความสนใจให้กับเย็นตาโฟเกี๊ยวกรอบแทนร่างเล็ก แบคฮยอนยังมีอารมณ์หงุดหงิดตกค้าง แต่ไม่เห็นประโยชน์ในการต่อความยาวสาวความยืดเพื่อน้ำมะพร้าวที่เขาไม่อาจทวงคืนมาได้

แต่ว่านะ...

ไอ้ที่หายเผ็ดน่ะ มันเป็นเพราะนมที่เขาให้ชานยอลดื่มต่างหาก

ไม่ใช่เพราะน้ำมะพร้าวที่อีกฝ่ายตีเนียนตลกรับประทานไปตั้งครึ่งแก้วเสียหน่อย!!!

 

 

 

*********

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #131 @_@ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 09:48

    อุเหม่~~~ตามง้อพี่โหม๋มา2เดือนเลยนะคะเนี่ย

    อยากให้พี่โหม๋หายโกรธหรือจีบกันแน่ค้าาาาาาาาาา

    #131
    0
  2. #102 Renoir92 (@renoir92) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 07:05
    เหมาะกันดีนะคู่นี้ 5555
    #102
    0
  3. #76 Saturnblue (@Saturnblue) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 23:58
    เจ้าโหม๋น่ารัก
    #76
    0
  4. #52 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:50
    โหม๋น่ารัก แงงงงงง
    #52
    0
  5. #47 LoveekiL (@loveekil) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:26
    อะไรตามตื้อมา 8อาทิตย์ ตามตื่อหรือตามจีบ เอาดีๆ อย่ามาแกล้งโหม๋นะ!!!!!
    #47
    0
  6. #31 จีวอนชิ':) (@view1410) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 06:48
    อย่าแกล้งน้องงง
    #31
    0
  7. #27 humannnnnnnnnn (@25-7-2547) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 17:09
    แหม ชานยอล แหม
    #27
    0
  8. #25 •Mr.CBMB• (@MarkbamChanbaek) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 22:39
    ยัยโหม๋น่ารักกชานขี้แกล้งอะ //ในที่สุดไรท์ก็มาอัพ
    #25
    0
  9. #24 UNFOUND (@tuck_story) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 22:00
    ยัยโหม๋ คิดถึงมากๆๆๆๆ วงวารชานยอล แกล้งเค้าดีนัก โดนซะบ้าง 5555555 เอ๊ะ เค้าว่าผชแกล้งแปลว่าผชชอบนะ แต่ดูทรงแล้วพี่โหม๋น่าจะรำคาญมากกว่า 5555555
    #24
    0
  10. #23 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 21:42
    ชานยอลตลกแดกอ่า 55555555555555555555555 // คิดถึงโหม๋มากๆ อัพบ่อยนะค้าบบบบ
    #23
    0
  11. #22 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 21:33
    อมกกกก. คิดถึงมากๆๆๆๆ
    #22
    0