โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 2 : สอ : โหม๋และโจรกลับใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 741
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

 

 

 

สำหรับคำทักทายแรกของวันจากปากกลุ่มเพื่อนสนิท ชานยอลหวังว่าจะได้ยินประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใย เช่นว่า ‘ มึงกินอะไรมาหรือยัง ? ’ หรือ ‘ โอเคไหมวะเมื่อวาน ? ’ 

ไม่ใช่... 

“ สมน้ำหน้า ” 

นี่ของจงอิน 

“ สมน้ำหน้า ” 

นี่ของจงแด 

“ สมน้ำหน้า ” 

นี่ของคยองซู 

“ เซฮุน ! เร็ว ! ขอให้กูประโยคนึง ! ” 

จงอินเร้า กระดิกขาเร่าๆ กระตุ้นชายหนุ่มที่นั่งทำหน้าตายอยู่ข้างๆ พลางจับเขย่าแขนอีกฝ่าย ด้วยหวังจะสร้างความรำคาญจนเจ้าตัวยอมเปิดปากคายเสียงออกมาเป็นคำพูดให้ได้สดับรับฟังตามต้องการ 

“ ………… ” 

เซฮุนผ่อนลมหายใจ ใช้หางตามองเจ้าของผิวสีแทนพลางกลิ้งกลอกลูกแก้วเคลือบน้ำด้วยความระอิดระอา ขนาดว่าอุตส่าห์นั่งนิ่งไม่ไหวติงจนแทบจะกลายเป็นกิ่งไม้ก็ยังไม่วายถูกดึงเข้าร่วมขบวนการซ้ำเติมชานยอลอยู่ดี 

“ คุณหนูเซฮุนครับบบ ~ ” 

“ สมน้ำหน้า ” 

มาช้า แต่ในที่สุดก็มา, โอ เซฮุน 

“ สาแก่ใจกูนัก ! อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงโว้ย ! ” 

จงอินตบเขาฉาด พ่นเสียงหัวเราะดังลั่นจนเป็นที่จับตามองของประชาชนรอบลานกว้างข้างคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชานยอลเบะปากเป็นรูปตัวยูคว่ำ หย่อนสะโพกลงนั่งบนม้าหินอ่อน ก่อนจะยกกาแฟเย็นขึ้นดื่มดับความระอุร้อนที่กำลังปะทุแตกบนศีรษะ 

“ ไม่ต้องหัวเราะให้เปลืองแรงก็ได้นะจงอิน เดี๋ยวกูสงเคราะห์ให้ ” 

“ ดุเก่งงงง ~ ทีกับพนักงานเซเว่นทำไมไม่เห็นเป็นงี้เลยอะครับพี่ชานยอล ~ ” 

“ หุบปาก ” 

ไอ้ตัวแสบประจำกลุ่มยังไม่เลิกเย้า ซ้ำยังลากหางเสียงยืดยาวหยอกล้อ มองแล้วพ่ออยากจะล่อด้วยกำปั้นพร้อมประเคนสันส้นเท้าให้ 

“ ทำเป็นเข้ม ” 

มันลอยหน้าลอยตา ไม่สะทกสะท้านแม้ชานยอลจะฉุนกึกถึงขั้นขมวดคิ้วรับอรุณให้เห็นตามต้องการแล้วก็ตามที 

“ พอได้แล้วจงอิน ไหนบอกกูว่าแค่สมน้ำหน้าสี่ประโยคแล้วจะไม่เอาอะไรอีกไง ? ” 

จงแดแหงนเงยใบหน้าขึ้นถามตัวต้นเรื่องด้วยกระแสเสียงแกมเอ็ด อีกยังลำเลิกบุญคุณเรื่องที่ไอ้คุณจงอินมันกราบกรานไหว้วานให้มิตรสหายรุมสมน้ำหน้าชานยอลเพื่อเฉลิมฉลองรอยแดงยาวทั้งสองบนแผ่นหลัง ใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ถูกระบายทับโดยอารมณ์อิดหนาระอาใจ พลางนึกตำหนิตัวเองที่เผลอเล่นตามแผนการอีกฝ่ายไปจนเป็นเหตุสืบเนื่องให้เพื่อนตัวสูงต้องหงุดหงิดใจ 

“ ก็มันอดไม่ได้นี่หว่า สมน้ำหน้า นกบัตรคอนแล้วยังถูกไล่ฟาดด้วยด้ามไม้ถูจนต้องวิ่งหนีหางจุกตูด ” 

“ สำเหนียกด้วยว่าที่กูนกส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะมึง เน็ตบ้านเดือนละสองพันกับคอมฯ ราคาเป็นแสนมันไม่ช่วยอะไรมึงเลยหรือไง ? ” 

“ เอ้า ! ผิดที่กูเฉย ! ระบบมันล่มนะเว้ย มึงเข้าใจไหมเนี่ยว่าต้นทางมันห่วย อุปกรณ์กับซอฟต์แวร์เลิศหรูไปก็เท่านั้น ” 

ชานยอลกลอกตา ดูก็รู้ว่าเถียงข้างๆ คูๆ จงอินออกตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่สนับสนุนให้เขาเสียเงินหลักหมื่นเพื่อง้อแฟนเก่า เชื่อเถอะว่าต่อให้ระบบไม่ล่มตามคำกล่าวอ้าง มันก็แกล้งทำเป็นกดไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ 

“ ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์มันนักหรอก คิดซะว่าไม่ต้องเสียเงินตั้งหมื่นสองให้เมียเก่าฟรีๆ มึงเอาไปซื้อฮู้ดสีดำได้อีกเป็นโหลเลยนะ ” 

คยองซูที่นั่งก้มหน้าก้มตาสานต่อการบ้านจนเสร็จดีแล้วแหงนหน้าขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา เจ้าตัวเล็กกว่าใครในกลุ่มกระตุกปากรูปหัวใจเป็นรอยยิ้มยามเยาะเย้ายักษ์ปาร์ค ชานยอล ผู้ซึ่งหลงใหลได้ปลื้มแฟชั่นเสื้อฮู้ดสีดำสนิทจนพื้นที่สามในสี่ของตู้เก็บเต็มไปด้วยชุดไปรเวทประเภทดังกล่าว 

“ เกือบดีละ เกือบละ ” 

“ แล้วเป็นยังไงแผล ? ปวดปะวะ ? ” 

“ ปวดดิ กูว่าอีกวันสองวันต้องขับรถไม่ได้แน่ แม่ง ฟาดมาได้ ดีไม่โดนหัว ” 

เห็นทีจะมีแต่คยองซูกับจงแดเท่านั้นที่ชานยอลพอมีหวังพึ่งจะฝากผีฝากไข้เอาไว้ได้ เพราะไอ้จงอินนอกจากเก่งเรื่องเหยียบย่ำคน ปากหมา สันดานบาปหยาบช้า แล้วมันก็ไม่เป็นสัปปะรดเรื่องใดอีก ( แน่นอนว่าจริงๆ แล้วอีกฝ่ายมีดีมากกว่านี้ แต่เพราะเขาหมั่นไส้ ข้อพิจารณาเหล่านั้นจึงเป็นอันต้องตกไปตามระเบียบ ) ส่วนเซฮุน…ปล่อยให้อยู่เงียบๆ ไปเถอะ 

“ จริงๆ มันอาจจะดีกว่าก็ได้ถ้าเขาฟาดโดนหัวมึงอะ เผื่อจะฉลาดขึ้นบ้า— เหี้ยชานยอล ! ” 

“ หุบ – ปาก ” 

พูดยังไม่ทันขาดคำ ไอ้ตัวดีมันก็วอนเจ็บตัวอีกจนได้ และคราวนี้ชานยอลยอมเติมเต็มความปรารถนาของอีกฝ่ายโดยการประเคนฝ่าเท้าเข้าประทับตรงบั้นเอวจนกางเกงยีนส์ขึ้นรอยคัชชู สะเทือนเทิ้มไปถึงเจ้าของร่างที่ปลิวเขยื้อนจากตำแหน่งนั่งเดิมไปร่วมฟุต 

“ เออไอ้เหี้ย ! เก่งแต่กับกู ! ” 

คิม จงอินร้องสบถอย่างหัวเสีย ปัดมือกับรอยฝ่าเท้าเบอร์สี่สิบห้าจุดห้าพร้อมใบหน้ายุ่งๆ ใจนึกหงุดหงิดเพื่อนตัวสูงที่เก่งแต่กับคนในจนอยากต่อยอีกฝ่ายระบายอารมณ์ หากสุดท้ายก็ยอมหักใจไม่ลงมือทำ เพราะยังรู้รักคุณค่าของชีวิตและลมหายใจ ขืนอาจหาญไปงัดข้อกับมันคงมีแต่ตายกับตายท่าเดียว 

“ มึงอะกวนตีนนะจงอิน รู้ว่าชานยอลมันหงุดหงิดก็ยังจะไปแหย่ เดี๋ยวจะได้โดนเตะปากเข้าสักวัน หัดอยู่เงียบๆ แบบเซฮุนมันบ้าง หรือไม่ก็พูดแค่เฉพาะเวลาที่สมองเม็ดถั่วของมึงประมวลผลแล้วว่ามันมีประโยชน์จริงๆ อะ ” 

“ มันบอกมึงโง่ กูแปลให้ ” 

จงแดว่าประโยคต้นทาง และมีคยองซูคอยกำกับความหมายเป็นลูกคู่ให้ ทำเอาคนฟังหน้าบิดหน้าเบี้ยวเพราะไม่พอใจที่เพื่อนส่วนใหญ่ในกลุ่มไม่เข้าข้าง 

“ ซึ้งน้ำใจจริงๆ ” 

“ เออ แล้วมึงเป็นแผลงี้ก็ซ้อมให้โค้ชไม่ได้ปะ ? ” 

คนตากลมหมดเรื่องจะตีฝีปากรบรากับหนุ่มผิวแทนไม่รู้จักโต เขาจึงเบนเข็มความสนใจมาที่ภาวะบาดเจ็บทางกายของหนุ่มนักกีฬาประจำมหาวิทยาลัย ชานยอลเล่นเทนนิสมาตั้งแต่คยองซูจำความได้ และอีกฝ่ายรักมันมากพอๆ กับใบหน้าหล่อๆ รวมถึงเรือนร่างกำยำที่พวกพี่ว้ากปีสามยังต้องอาย 

“ อือ คงงั้น ขนาดว่าเมื่อเช้าแค่ขับรถมามหา’ ลัยยังลำบาก ขืนให้กูไปเหวี่ยงแร็กเกตคงเดี้ยงแบบกู่ไม่กลับ คราวนี้ล่ะไม่ต้องทำมาหาแดกอะไร ” 

ความรู้สึกปวดหนึบที่แผ่นหลังตลอดจนถึงลาดไหล่ทำให้ชานยอลหงุดหงิด เขาพบผลเสียจำนวนมากพ่วงมาจากเหตุการณ์ถูกประทุษร้ายในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นคืออดซักซ้อมกีฬา อดหยิบกีตาร์มาเกา หรือแม้กระทั่งหยุดขับมอเตอร์ไซค์แล้วต้องพึ่งพาบริการขนส่งสาธารณะที่แสนห่วยแตก 

“ ก็อย่าลืมไปบอกเขาด้วยล่ะ ” 

คยองซูทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น ก่อนสมาชิกทุกรายในกลุ่มชายหนุ่มทั้งห้าจะแยกย้ายกันทำภารกิจส่วนตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศรอบลานกว้างข้างคณะวิศวกรรมศาสตร์ยามเช้านั้นเต็มไปด้วยความคึกคักและจอแจ ไม่อำนวยให้ผู้ใดเกิดห้วงสัมปชัญญะสมาธิแกร่งกล้าเพื่อจดจ่อกับกิจกรรมสำคัญ หากเพียงห้านาทีหลังจากโต๊ะตำแหน่งประจำไร้บทสนทนา ชานยอลก็จมลงสู่สายธารแห่งความคิดซึ่งตนเองพยายามหลีกหนีมาพักใหญ่ เหนือความรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันไป ใบหน้าน่ารักอันฉาบฉ่ำด้วยหยาดน้ำตาของใครบางคนกำลังหวนกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง อีกทั้งเสียงร่ำไห้ก็ยังกึกก้องอยู่ในหู 

คราแรกที่ประสบพบเจอ ชานยอลยอมรับว่าตกใจจนต้องหลบหนีออกมา แต่ไม่นานหลังจากได้ปล่อยให้กระแสลมตีหน้าและขับรถถึงบ้าน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ประเดประดังเข้ามาจนเขาเซล้มไม่เป็นท่า ชายหนุ่มตระหนักในนาทีนั้นว่าที่สุดแล้วตนเองก็ไม่พ้นถูกจัดหมวดมนุษย์อยู่ในประเภทใจหมาเฉกเช่นคำปรามาสของคิม จงอินจนได้ 

และด้วยแรงผลักดัน หรือผีห่าซาตานตนใดที่เผลอไผลเข้ามาสิงร่างชานยอลชั่วขณะ มันควบคุมระบบสั่งการบังคับให้ชายหนุ่มสร้างบทสนทนาและประโยคปุจฉาชุดใหม่ อันจะนำไปสู่ความจริงที่ถูกปิดบังเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม 

“ จงแด มึงว่ากูแรงเยอะป่ะวะ ? ” 

“ ก็เยอะดิ มึงเป็นนักกีฬานะ ” 

“ หรอ ถ้ากูบีบมึงงี้มึงเจ็บป่ะ ? ” 

ไม่พูดเปล่า เขายังส่งมือใหญ่เท่าใบลานข้างหนึ่งไปบีบหัวไหล่เพื่อนชายที่นั่งก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่ ขณะที่ในหัวลองประเมินแรงบีบซึ่งตนเองกระทำในวันนั้นกับคนตัวเล็กดูคร่าวๆ ก่อนจะจำลองมันขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษา 

“ …โอ๊ย ! เหี้ยชาน ! ” 

เพียงเสี้ยววินาทีที่นักกีฬาคนหล่อของมหาวิทยาลัยลงแรง จงแดก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกและร้องเสียงหลง เขาหยัดกายกระเถิบถอยพาตัวเองให้หลุดพ้นออกจากรัศมีเอื้อมคว้าของอีกฝ่าย สีหน้าไม่สู้ดี  

“ เฮ้ย กูขอโทษ เจ็บขนาดนั้นเลยหรอ ? ” 

“ ตัวมึงอย่างกับหมีกริซลี ! ถามมาได้ว่าเจ็บไหม ! ” 

แม้ชานยอลจะไม่ใช่นักกีฬาประเภทต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้ แต่เพื่อนเขาคนนี้ก็ตัวใหญ่กว่าใครในภาค ด้วยอันเนื่องมาจากการเข้าฟิตเนสอย่างหนักหน่วง วินัยการฝึกซ้อม ตลอดจนถึงเวย์โปรตีนราคาแพงระยับ ทั้งหมดทั้งมวลเปลี่ยนชายหนุ่มวัยสิบแปดปีตอนปลายให้กลายเป็นหมียักษ์เดินสองขา เรี่ยวแรงเลยพาลพามากตามไปด้วย หนก่อนงานคณะได้มันไปช่วยขนของ ยังจำได้ว่าเพื่อนๆ แม่งยิ้มกันจนหน้าบาน เพราะพี่ชานเขาจัดการให้หมด 

“ ถ้ากูบีบไหล่มึงแบบนั้นด้วยสองมือแล้วเขย่าไปด้วยอะ ? ” 

“ ร้าว ! ร้าวพอดี ! ” 

ไอ้ตัวดียังยกตัวอย่างกรณีศึกษาให้ฟัง แถมยังทำหน้าเซื่องๆ เหมือนหมีโง่ที่นั่งอยู่เหนือธารน้ำแล้วชวดปลาแซลมอนตัวแล้วตัวเล่า ทำเอาคนฟังชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดใจ ชานยอลปกติชานยอลมันฉลาด หัวไว แต่จะตกม้าตายทุกทีหากมีอะไรรบกวนจิตใจอยู่ 

“ ………… ” 

“ ทำไม มึงไปทำอะไรมา ? ” 

“ ………… ” 

“ ชานยอล ” 

สำหรับชานยอล บางคราความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด จงแดหยุดมือจากงานเขียน พร้อมๆ กันกับเพื่อนๆ ซึ่งปรารถนาจะเอาใจใส่ความลับที่เจ้าตัวใหญ่ปิดบังเอาไว้ อันประกอบด้วยคยองซูผู้ถูกผลักดันด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และจงอินผู้พกพาอุปนิสัยขี้เสือกติดตัวมาตั้งแต่ปฏิสนธิกับไข่ในมดลูกแม่ ส่วนเซฮุนนั้นยังคงก้มหน้าไม่สนเหนือสนใต้ ตัดขาดตัวเองออกจากโลกรอบข้างอย่างสิ้นเชิง 

“ ที่กูบอกว่าถูกด้ามไม้ถูตีเพราะพนักงานเข้าใจผิดว่าเป็นโจรอะ จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเพราะกูใส่ฮู้ดดำอย่างเดียวนะ ” 

เพราะก่อนหน้านี้ที่ห้องแชทกลุ่ม ชานยอลบอกความจริงกับทุกคนไปเพียงแค่สองในสี่ เพื่อนๆ จึงมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้รับทราบว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ฉาวโฉ่นั้นลึกล้ำกว่าที่คาดเอาไว้มาก 

“ มึงเปิดมาขนาดนี้แล้วต้องขยายนะ ไม่งั้นใจหมาเลยนะ ” 

“ คนตอแหล ! เล่ามา ! ” 

“ เรื่องเสือกนี่ไวเชียวนะมึง ”  

ชานยอลตวัดสายตามองมนุษย์ถ่านที่ดัดจริตจีบปากจีบคอด้วยแววเนตรดุดัน มันยืดยื่นริมฝีปาก จิกตา ตัวสั่นระริกเหมือนไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวกเข้าให้ ดู ดูไอ้จงอินทำเข้า ถ้ารู้ว่าแค่ประทับรอยเท้าที่สะโพกแล้วระงับอาการสะดีดสะดิ้งของมันไม่อยู่ พ่อจะกระทืบให้แนบติดกับพื้นอิฐไปเลย 

หากแม้ว่าเรื่องพฤติกรรมการแสดงออกของจงอินจะน่าหมั่นไส้สักเพียงใด มันก็ไม่ได้สลักสำคัญไปมากกว่าความจริงที่เขาตั้งใจจะสารภาพ ชานยอลละทิ้งอารมณ์เกรี้ยวกราดเอาไว้เบื้องหลัง เรียกองค์จริงจังกลับมาประทับร่าง 

“ เออ...จริงๆ กูฟาดงวงฟาดงาไปนิดหน่อยด้วยว่ะ ” 

“ คำว่านิดหน่อยไม่มีอยู่จริงถ้าออกจากปากมึง ” 

จงแดว่า และมันเป็นความจริงที่สุด 

“ ร่ายครับเพื่อน เชิญ ” 

ส่วนจงอินผายมือประกอบประโยคคำพูด แน่นอนว่าหน้าตายังกวนบาทาชานยอลไม่มีเสื่อมคลาย 

“ ก็อย่างที่กูบอก กูไปกดบัตรใช่ไหม แล้วพนักงานที่เขาประจำเคาน์เตอร์อะ แม่งหน้าตาก็ดูพึ่งได้ กูเลยไม่อะไร ปล่อยให้กดเองไป แล้วตอนเลือกที่นั่งในโซนระบบมันเสือกค้าง กูสั่งให้เขารีเฟรชใหม่แต่เขาไม่ยอมรี ปล่อยไว้อย่างนั้นจนเวลามันผ่านไปเป็นนาทีๆ กูเลยโมโห ” 

“ ให้เดานะ สันดานหมาอย่างมึงต้องตะคอกใส่เขาแน่ ” 

แม่นขนาดนี้ มึงควรเป็นแฟนพันธุ์แท้กูนะจงแด… 

“ ชุดใหญ่ ” ชานยอลว่า “ เขาคงตกใจเลยเผลอกดรีเฟรชตามกูสั่ง แต่มันไม่ทันแล้วไงมึง ที่นั่งมันเต็มหมดทั้งสามวัน แล้วกูนึกขึ้นได้ ก่อนที่เขาจะมากดบัตรให้กู พนักงานอีกคนพูดย้ำเรื่องขั้นตอนกด กูเลยถามไปว่าตกลงที่มายืนอยู่เนี่ยเคยกดบัตรคอนฯ จริงๆ บ้างไหม แล้วเขาส่ายหน้า คือไม่เคย กูเลยฟิวส์ขาด ” 

“ ………… ” 

“ มึงก็รู้เวลากูโมโหเป็นยังไง กูใส่ไม่ยั้งเลย แล้วจับไหล่เขาเขย่าเขาไปด้วย สักพักเขาร้องไห้ ร้องแบบร้องอะมึง คือหน้า คือตา คือปาก ไปหมดเลย แล้วปล่อยโฮลั่นร้าน กูโคตรตกใจ แม่ง ทำเหี้ยไรไม่ถูกเลย ” 

ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงนิ่วหน้า แววตาอัดแน่นด้วยความเคร่งเครียด เกิดมาจนอายุสิบแปดปี เขากล้าบอกเลยว่าไม่มีใครคนไหนร้องไห้ได้น่าตกใจและน่าสงสารเท่าพนักงานเซเว่นนั่น แม่งอย่างกับคนที่โลกทั้งใบพังแล้วรู้ว่าไม่มีวันซ่อมแซมได้ 

“ แล้วคือเพื่อนเขาก็มาเห็น ถูกปะ ? มึงเลยได้รับรอยอารยะธรรมมาสองปื้นถ้วน ” 

“ เออ ” 

“ กูไม่น่าเสียเวลารู้สึกสงสารมึงเลย ” 

คยองซูพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง เขาส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ ไอ้นิสัยใจร้อน หุนหันพลันแล่นของชานยอลนี่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แก้ไม่หาย ห้ามปรามหรือสั่งสอนไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ 

“ เฮ้อ...กูนึกถึงหน้าเขาแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ว่ะ กูไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาเจ็บนะ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ กูแค่โมโหอะ ” 

ยิ่งพูดก็ยิ่งเครียด น้ำตาของคนตัวเล็กทับถมหัวใจจนชานยอลหงุดหงิดตัวเอง เขาเกิดคำถามที่ว่าเหตุใดเวลานั้นจึงอารมณ์ร้อนเป็นไฟ เหตุใดจึงต้องรุนแรง เหตุใดจึงโยนความผิดไปให้คนไม่รู้ความ สารพัดความคิดกระจัดอยู่ภายใต้จิตสำนึก ความรู้สึกมากมายทับถม คล้ายกับว่ามีวัตถุหนักๆ กดลิ้นปี่ กล่องเสียง และส่วนกลั่นกรองคำพูด จนสุดท้ายชานยอลก็ทำได้เพียงถอดถอนลมหายใจ ปล่อยให้ประโยคบอกเล่าถูกตัดขาดครึ่งเอาไว้เพียงเท่านั้น 

“ แล้วแม่ง...เฮ้อ ” 

“ น่ารักป่ะวะ พนักงานอะ ” 

“ น่ารัก— ไอ้เหี้ย มันใช่เวลาไหม ” 

ชานยอลเผลอตอบคำถามของจงอินออกไปด้วยความสัตย์จริงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะแหวออกมาดังลั่นเมื่อจับทางไอ้ตัวแสบได้ พร้อมกับส่งมือไปโดยหมายจะประเคนแรงฟาดไม่น้อยให้อีกฝ่าย แต่มันก็ดันหลบวิถีทัน 

“ กูไม่เคยเห็นมึงเป็นแบบนี้อะ ปกติพวกผู้หญิงร้องไห้ตอนมึงหักอกเขากี่รายต่อกี่ราย ไม่เห็นมึงจะสนใจ ” 

จงอินไม่เห็นว่าการร้องไห้ของคนนอกวงโคจรชีวิตชานยอลจะเป็นเรื่องน่าเครียด เพราะเอาเข้าจริงแล้วผู้หญิงครึ่งมหาวิทยาลัยก็ร่ำไห้เพราะมันไม่รับรักออกจะบ่อยไป 

“ นี่มันไม่เหมือนกันเว้ย กูทำเขาเจ็บแบบ...เจ็บตัวอะมึง แล้วเขาตัวเล็ก เล็กกว่าไอ้จงแด เล็กกว่าคยองซูอีก มึงว่าเขาจะเป็นอะไรป่ะวะ ” 

ชานยอลอาจเคยทำให้ผู้หญิงเจ็บช้ำน้ำใจเนื่องจากความหล่อและฮอตเกินมนุษย์มนา ( ไม่ต้องโห่ ไม่ต้องเบะปาก รู้ว่าหมั่นไส้ แต่ช่วยไม่ได้ โรงเรียนไม่เคยสอนวิธีลดความน่าหลงใหล เพราะฉะนั้นก็ทนลำบากกันหน่อยนะสาวๆ ) แต่นั่นเทียบไม่ได้กับกรณีเมื่อวันอาทิตย์เลยสักนิด พนักงานนั่นหามิได้เจ็บแค่เพียงนอกกาย หากอาจกระทบไกลถึงสภาพจิตใจ อีกฝ่ายอาจกระดูกแหลก หรือหวาดกลัวลูกค้าทุกรายก็เป็นได้ อย่างเลวร้ายเลยคือสูญเสียตำแหน่งงานอันเนื่องมาจากความรู้สึกด้านลบดังกล่าว 

“ โอ๊ย มึงยังจะมีหน้ามาถามนะ ” 

“ กูจะทำไงดีวะ หน้าเขาตอนร้องไห้แม่งติดอยู่ในหัวกูเนี่ย ” 

“ กูว่ามึงไม่ได้รู้สึกผิด มึงกำลังมีความรัก ” 

จงอินยิ้มเผล่ ใจมีแต่ความปิติยินดีมากกว่าหม่นหมองที่เพื่อนงุ่นง่าน 

“ เหี้ย ดีใจว่ะ เพื่อนกูหูตาสว่างแล้ว ” 

เขาเชียร์สุดใจเลยนะถ้ามันจะเริ่มต้นใหม่ แม้ความประทับใจแรกพ่อเจ้าประคุณจะแหกยับ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่ถูกถักทอสานต่อหลังจากนั้น จงอินไม่เห็นประโยชน์ที่ชานยอลจะเทียวไล้เทียวขื่อกับแฟนเก่า สาวเจ้าไม่ได้มีดีอะไรนอกจากไฟคู่หน้าขนาดสี่ร้อยห้าสิบซีซี ไม่รู้จะไปผูกใจเจ็บอยู่ทำไม นิสัยก็ใช่ว่าน่าพิศวาส เอามาแข่งกับคยองซูนี่ยังเทียบไม่ได้สักเสี้ยว 

“ มึงอย่าเวอร์ คนเพิ่งเจอกันครั้งแรก ” 

“ แหม๊ มึงพูดเหมือนไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า Love at first sight ” 

“ ไอ้ห่านี่ก็เล่นอยู่ได้ ดูคิ้วเพื่อนมึงด้วย จะเป็นเงื่อนผูกซุงอยู่แล้วนั่น ” 

จงแดฟาดด้ามปากกาลงบนหน้าผากของไอ้ตัวกวน กล่าวเบรกก่อนที่มันจะทำให้เรื่องราวยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ดูก็รู้ว่าชานยอลมันเครียดแค่ไหน และเขาบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างแปลกใจ เนื่องจากไม่เคยเห็นอีกฝ่ายออกอาการหนักขนาดนี้มาก่อน 

“ เพื่อนชานนนน ~ ” 

“ อย่ากวน จงอิน ” 

“ โธ่ มึงจะเครียดทำไมวะ แค่พนักงานเซเว่น เจอกันครั้งเดียว เดี๋ยวเขาก็ลืมแล้วว่าร้องไห้เพราะมึงอะ ” 

“ คนจิตใจหยาบช้าอย่างมึงจะเข้าใจอะไร ” 

“ กล้าพูด ! ดู จงแด ดู๊ไอ้คนที่มันไปทำพนักงานเซเว่นร้องไห้มาพูดเข้า ! ” 

“ ถ้ามึงรู้สึกผิดมากก็ไปขอโทษเขาดิ ” 

โด คยองซูผู้นั่งนิ่งเงียบอยู่นานเลือกโพล่งขึ้นหลังจากเก็บข้อมูลจำเป็นได้มากพอ เขาเสนอแนะทางออกง่ายๆ ที่คนแพ้ไม่เป็นอย่างชานยอลไม่มีทางหวนคิดถึง ก่อนแจกมะเหงกใส่จอมโวยวายจนเจ้าตัวหงอหงอยไม่กล้าหือ ยอมนั่งเก็บมือเก็บปากเพราะกลัวว่าสิ่งต่อไปที่ลอยมากระทบหน้าผากจะเป็นดาบซามูไร 

“ กู...ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยขอโทษใคร ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ” 

“ มันจะไปยากอะไรวะ ก็แค่ขอโทษอะมึง เดินไปขอโทษ ” 

จงแดที่ปรึกษาประจำกลุ่มส่งเสริมคำพูดของพระมารดาอย่างคยองซู ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าชานยอลไม่เคย แต่ถ้ามันไม่ลงมือทำคงไม่รู้หรอกว่าการพินอบพิเทานั้นง่ายกว่าที่คาด ไอ้การมานั่งนิ่วหน้าบ่นว่าเครียดหนักเครียดหนาน่ะไม่ช่วยอะไร แถมยังทำให้ประสาทเสียอีกต่างหาก 

“ แต่ในกรณีที่มันฝืนอารมณ์ ความรู้สึก ศักดิ์ศรี หรือทิฐิของมึงมากอะ มึงก็ปล่อยผ่านเว้ย อย่างที่จงอินมันบอกแหละ คนมันไม่ได้เจอกันทุกวัน อีกพักเดี๋ยวต่างฝ่ายก็ต่างลืมว่าเคยมีเรื่องหมางใจกัน ” 

“ หรืออีกทาง เอาเรื่องศีลธรรม จิตใต้สำนึก มาผสมกับความเป็นมึง กูแนะนำให้ไปขอโทษเขาซะ แล้วติดของฝากไปให้ด้วยแก้กระดาก ยากิน ยาทา แบบที่มึงใช้ตอนเล่นกีฬา หรือขนมนมเนย อะไรก็ได้ แค่นี้เอง ง่ายกว่าง้อเมียเก่ามึงอีก ” 

“ เฮ้อ... ” 

“ เลิกถอนหายใจแล้วทำหน้าเหมือนท้องผูกได้ละ ลุก ไปเรียน ” 

********* 

ชานยอลไม่มีสมาธิเรียนเลยทั้งวัน 

เขาตรึกตรองและถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทางเลือกใดจะดีที่สุดสำหรับการจบปัญหาน่ารำคาญใจดังกล่าวนี้ และภายในสามชั่วโมงแรก ชานยอลกากบาทการเดินเข้าไปขอโทษโต้งๆ ออกในทันที ด้วยตระหนักว่ามันออกจะดูแข็งทื่อและไม่คูลเอาเสียเลย ส่วนข้อเสนอแนะลำดับสองของจงแดนั้นถูกทำลายทิ้งจนพังไม่เป็นท่า ด้วยเมื่อใดที่เริ่มคิดว่าจะปล่อยมันผ่านไป ดวงหน้าหวานซึ่งเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาก็จะลอยวนกลับมากระแทกตีแสกต่อจิตใต้สำนึก สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าชายหนุ่มเหลือเพียงทางเลือกสุดท้าย 

ทางเลือกที่ทำให้เขาต้องแวะห้างสรรพสินค้าก่อนกลับบ้าน… 

ชานยอลไม่เคยง้อใคร เขาไม่ถนัดเรื่องจิตวิทยามนุษย์ ขนาดแฟนเก่าที่อยากให้กลับมาคบกันยังใช้เงินเข้าช่วย เพราะฉะนั้นคนนอกอย่างพนักงานเซเว่นจอมโยเยจึงได้รับการปฏิบัติไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่เปลี่ยนจากบัตรคอนเสิร์ตราคาแพงระยับเป็นขนมนมเนยขึ้นห้าง เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรอร่อย เห็นอะไรอยู่ในตู้ก็นับหนึ่งสองสามปลาฉลามขึ้นบกจิ้มมา รู้ตัวอีกทีข้าวของก็เต็มไม้เต็มมือจนแทบหิ้วถือไม่ไหว 

แฮนด์มอเตอร์ไซค์ราคาเป็นล้านของชานยอลถูกใช้เป็นที่พักถุงกระดาษ เขาขับรถฝ่าสภาพการจราจรยามเย็นมาจนกระทั่งถึงเซเว่นสาขาหน้าตลาดนัดอันเป็นจุดเกิดเหตุ ปักหลักจอดลูกชายคนโปรดเอาไว้รวมกับยนตกรรมประเภทเดียวกัน ก่อนจะหยิบนิโคตินอัดแท่งฤทธิ์เย็นขึ้นมาติดไฟ ทิ้งสะโพกพิงเบาะคล้ายกำลังโพสท่า ขมวดคิ้วขึงหน้าเคร่งเครียด หากกระนั้นก็ยังแผ่ออร่าความหล่อเหลาจนบรรดาบุรุษเพศรากหญ้าที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นแอบส่งสายตาเขม่นกันเป็นแถบ 

ชานยอลกำลังใช้ความคิดและบิลด์อารมณ์อย่างหนัก เขาไม่รู้ว่าควรเริ่มบทสนทนากับจำเลยอย่างไร ไม่รู้ว่าควรทำหน้าแบบไหน หรือใช้น้ำเสียงใด อีกฝ่ายจึงจะไม่กลัวกัน แต่อิงจากคำแนะนำนอกรอบของคยองซูกับจงแดแล้วมันบอกให้ไม่หัวร้อนเป็นพอ ชายหนุ่มจึงรั้งรอจนกระทั่งตาเองจัดการกับสารก่อมะเร็งหมดแท่ง ก่อนจะหอบหิ้วสินค้าที่ซื้อหามาผ่านประตูเลื่อนอัตโนมัติ ใบหน้าหล่อเหลาสัมผัสลมแอร์เย็นจัด หูได้ยินเสียงร้องทักที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี 

“ สวัสดีค่า เชิญค่า ” 

ในช่วงเย็นย่ำวันธรรมดา เซเว่นสาขาหน้าตลาดนัดซึ่งอยู่ถัดจากพื้นที่พักอาศัยเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ แปลกไปจากเมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ ทั้งวัยรุ่น เด็ก วัยกลางคน ตลอดจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการกันมากมาย ทำเอาชานยอลรู้สึกว่าร่างใหญ่ๆ ของตนเองเกะกะอย่างบอกไม่ถูก เขาสอดส่ายสายตาหาคู่กรณี พนักงานชายสามในสี่ไม่คุ้นตา อีกหนึ่งรายที่กำลังยืนสั่งการพร้อมทำงานควบคู่ไปด้วยคือพี่สาวซึ่งเคยรับหน้าชานยอลแล้วเมื่อวันอาทิตย์ 

“ พี่ น้ำแข็งกดหมดอะครับ ” 

ชานยอลไม่ใช่เจ้าของประโยคดังกล่าว เด็กผู้ชายในชุดมัธยมปลายที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาต่างหากที่พูดมัน 

“ สักครู่นะคะ น้องกำลังไปเอามาเติมให้ ” 

หญิงสาวที่ชานยอลคุ้นหน้ากว่าใครเบี่ยงเบนสายตาออกจากคลิปบอร์ดหนีบเอกสารเพื่อแย้มยิ้มตอบลูกค้าอย่างเป็นมิตรสมกับตำแหน่งผู้ให้บริการ ก่อนจะสะบัดคางกลับไปส่งคำสั่งต่อให้ลูกน้องซึ่งเสร็จจากงานอื่นพอดี 

“ จุนยอง ตามหมวยหน่อย ” 

“ เจ้าหมวย ~ ” 

ชายร่างสูงโปร่งใกล้เคียงกับชานยอลเดินตัวปลิวตรงไปยังประตูห้องเก็บของสำหรับพนักงานด้านหลัง เขารู้ได้ทันทีในตอนนั้นว่าจะสามารถพบคู่กรณีได้ที่ไหน หากเพราะไม่อยากบุ่มบ่ามเข้าไปรบกวนเวลางานของอีกฝ่าย เลยต้องทิ้งสมอยืนสังเกตการณ์รออยู่หลังเชลฟ์วางสินค้าซึ่งสามารถบดบังเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชานยอลได้ทุกประการ ยกเว้นใบหูกางๆ ดวงตากลมโต และเส้นผมหยกศกสีดำตามธรรมชาติ 

“ มาแล้ๆๆๆๆ ” 

รั้งรอเพียงครู่อึดใจ เสียงเอียดอาดของโช๊คประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับสำเนียงพูดสุดประหลาดที่ชานยอลจำได้ดี ด้านหลังของประตูไวนิลซึ่งถูกดึงเปิดจากภายในออกกว้างปรากฏเรือนร่างขนาดกะทัดรัดของพนักงานชายกำลังหอบหิ้วถังอลูมิเนียมบรรรจุน้ำแข็งก้อนออกมา อีกฝ่ายดูทะมัดทะแมง หากขณะเดียวกันก็น่าเอ็นดูเพราะใบหน้ายับยู่ยุ่งเหยิง เส้นผมสีเข้มสะบัดพลิ้วตามแรงกระแทกส้นเท้าเดิน ตลอดจนถึงพวงแก้มกลมเจือสีเลือดฝาด 

“ มา พี่ช่วย มีอีกไหม ? ” 

“ มีอี่ถา พี่จูยอเอาถานี้ไปก่อๆ ” 

จุนยองรับถังอลูมิเนียมมาด้วยความกระฉับกระเฉง ใช้ความสูงเฉียดร้อยเก้าสิบของตนเองให้เป็นประโยชน์ เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งเก้าอี้ต่อก็สามารถส่งน้ำแข็งลงเครื่องจักรได้ง่ายๆ อีกทั้งยังรวดเร็วจนเรียกได้เลยว่าลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอนาน 

“ คุณลูกค้า น้ำแข็งมาแล้วนะครับ ” 

เมื่อแล้วเสร็จเขาก็เบือนใบหน้าหันไปกล่าวแจ้งให้ลูกค้าวัยรุ่นทราบด้วยน้ำเสียงสุภาพ หากดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีสติตอบสนองต่อเสียงทุ้มๆ ข้างต้นนั้น เพราะกลุ่มนักเรียนชายสวมกางเกงสีน้ำเงินกำลังชะเง้อชะแง้ชายตาจ้องมองประตูไวนิลอยู่ คล้ายว่ากำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่าง… 

“ คุณลูกค้า…อ๋อ ” 

ซึ่งคำตอบของความสนใจใคร่รู้นั้นย่อมไม่พ้นเจ้าตัวกระจ้อยที่ผลุบหายเข้าไปลำเลียงภาชนะบรรจุน้ำแข็งอีกหนึ่งหน่วยออกมาเป็นแน่แท้ 

“ อึ๊บ ! มาแล้ ~ พี่จูยอโหละหน่อค้าบ ” 

ร่างน้อยกระเตงถังอลูมิเนียมซึ่งปกคลุมด้วยไอเย็นสีขาวเอาไว้ในอ้อมแขน เดินตรงดิ่งไปหาเครื่องจำหน่ายสินค้าบนเคาน์เตอร์ ใช้สะโพกผลักดันเก้าอี้สำหรับเสริมเพิ่มความสูงให้เคลื่อนมาหยุดอยู่ตรงตำแหน่งยุทธศาสตร์ แล้ววาดขาพาตัวเองขึ้นไปเทของเหลวแปรสภาพใส่ช่องเก็บดังโครมครามเล็กน้อย จวบจนกระทั่งเสร็จสิ้นก็พาตัวเองลงจากฐาน ดวงเนตรสีน้ำตาลสังเกตเห็นว่าคนข้างๆ กำลังกดพยักใบหน้าในจังหวะถี่กระชั้นพร้อมแววตาวิบวับ คล้ายบอกใบ้ทางอวัจนภาษาว่ามีสิ่งใดจะบอกกล่าว เจ้าหมวยของพี่ๆ น้องๆ จึงเอียงศีรษะเข้าใกล้ ด้วยหมายจะเงี่ยหูฟัง 

“ เอาน้ำแข็งใส่เครื่องเสร็จแล้วแจกยิ้มให้ลูกค้ากลุ่มนู้นหน่อยนะหมวย ขายขนมปังโปรหน้าเคาน์เตอร์ด้วย ถ้าเขาซื้อเดี๋ยวพี่พูดให้พี่ยูริพิจารณาเพิ่มโบนัสให้ ” 

และทันทีที่จุนยองถ่ายทอดความต้องการออกไปได้ครบถ้วนทุกถ้อยคำ ใบหน้าของสมาชิกภายใต้บทสนทนาในระดับเสียงกระซิบกระซาบก็ปรากฏยิ้มละไม ค่อนไปทางร้ายกาจเพราะหัวหมอทั้งคู่ ชีวิตพนักงานร้านสะดวกซื้อจะมีอะไรสำคัญไปกว่ายอดขายรายวัน นาทีนี้ยิ่งสินค้าหน้าเคาน์เตอร์โปรโมชันหมดไวเท่าไรก็ยิ่งสบายเท่านั้น นอกจากไม่โดนหักสตางค์แล้วยังได้เพิ่มอีกต่างหาก 

สาขาหน้าตลาดนัดน่ะโชคดีกว่าใครในละแวกนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมีแบคฮยอนเป็นแมวกวักล่าลูกค้าประจำมาเข้าสาขาไม่ขาดสาย แถมยังมีทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงคุณลุงคุณป้า คุณตาคุณยายก็ไม่เว้น แต่ที่มากสุดเลยคงไม่พ้นบรรดาหนุ่มๆ ซึ่งตกหลุมรักพี่หมวยเข้าเต็มเปา ด้วยหน้าตาน่ารักน่าชัง ส่วนสูงน้อยๆ ชวนทะนุถนอม ผิวกายขาวเนียนสมกับถิ่นกำเนิดซึ่งอยู่ด้านเหนือสุดของประเทศ พ่วงด้วยนิสัยเป็นมิตร มีน้ำใจ และสำเนียงแปร่งประหลาดที่น่าเอ็นดูมากกว่าจะหยิบมาล้อเป็นปมด้อยให้กระดากอาย 

“ โอเค๊ ! โน๋จะห้า ! ” 

เจ้าตัวว่าเสียงดังฟังชัด ก่อนส่งถังเหล็กให้เจ้าของคำสั่งจัดการนำมันไปเก็บหลังร้าน ส่วนตนเองก็รับหน้าที่วาดยิ้มหวานปานน้ำผึ้งประดับใบหน้า กลุ่มลูกค้าซึ่งกำลังคอยน้ำแข็งจากพนักงานหวานใจจึงพาลอารมณ์ดีกันไปเป็นแถบด้วย 

“ พี่ตัวเล็กน่ารักจังเลยครับ ~ ” 

หนุ่มกางเกงน้ำเงินเบอร์หนึ่งว่า 

“ พี่กับโอวัลตินกดอะไรอร่อยกว่ากันครับ ~ ” 

สมทบด้วยหนุ่มกางเกงน้ำเงินเบอร์สองที่ยกแก้วกระดาษขนาดใหญ่พิเศษขึ้นมาสะบัดเบาๆ โดยมีแบคกราวน์เป็นเสียงแซวเซ็งแซ่ของลูกคู่ลิ่วล้ออีกสามราย 

“ โอวาตีซี่ ~ ยี่ถ้าได้กีกะขะโหน๋ปาหวาที่จะโปรอยู่น้าคูลู่ค้า จะอาหร่อม่ะๆ โลย ~ ” 

พี่จุนยองบอกให้ขาย ! หมวยก็จะขาย ! เพราะปลายทางเป็นถึงจำนวนโบนัสงามๆ ที่พี่ยูริจะอนุมัติให้เชียวนะ ! 

“ โห พูดงี้เดี๋ยวผมเหมาหมดแผงแล้วพี่จะเอาไรขายให้คนอื่นเนี่ย ” 

“ ก็ไม่ขาแล้งา ขาให้เราโคเดียก็พอ ~ ” 

ประโยคสุดฉอเลาะถูกส่งออกไปพร้อมกับรอยยิ้มสดใส และเด็กผู้ชายกลุ่มนั้นก็พากันใจอ่อนยวบเป็นมาร์ชแมลโลว์ลนไฟ ภาพทั้งหมดทั้งมวลตกอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของชานยอลที่ย้ายตำแหน่งยืนมาอยุ่ใกล้จุดเกิดเหตุมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีดังกล่าว ดูเหมือนว่าผู้เคราะห์ร้ายในคดีของเขาจะไม่ทุกข์ร้อนอะไร ทั้งๆ ที่หนึ่งคนทางนี้ฟุ้งซ่านจนเรียนไม่รู้เรื่องทั้งวัน 

“ หมวย เสร็จแล้วไปดูเคาน์เตอร์กาแฟสดให้พี่หน่อย จะออกไปกินข้าวละ ” 

เมื่อจุนยองไป ก็มีพนักงานชายตัวใหญ่อีกคนเดินเข้ามาเป็นคู่สนทนา ส่วนกลุ่มนักเรียนชายในกางเกงน้ำเงินนั้นก็กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นหลังไปโดยปริยาย 

“ จ้า ~ พี่โทซอซื้อขะโหน๋มาฝ่าโน๋ดั้วน้า ” 

“ กินแต่ขนม แก้มจะแตกอยู่แล้ว พี่ไปนะ ไปนะครับพี่ยูริ พี่จุนยอง ” 

“ อื้อออ แก้โน๋ ~ ” 

แก้มกลมของเจ้าตัวกระจ้อยถูกสำเร็จโทษถึงสามครั้งสามครา ก่อนเจ้าของสัมผัสจะจากไปหาอะไรรองท้องอย่างเช่นที่ปากว่าเอาไว้ ดังกล่าวจึงส่งผลให้หมวยของใครๆ เสร็จสิ้นภาระติดพันโดยปริยาย ร่างเล็กวาดขาหันเปลี่ยนทิศทางไปทางเคาน์เตอร์กาแฟสดซึ่งตั้งอยู่อีกฟากร้าน หากยังไม่ทันโยกย้ายเรือนกายออกห่างจากตำแหน่งเดิมสักเท่าไร ชานยอลก็จับคว้าแขนขาวเอาไว้มั่น 

“ เดี๋ยว ” 

เขาเอ่ยรั้ง ด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมเช่นปกติวิสัย เห็นคู่สนทนามองมาด้วยแววตาฉงนฉงายจึงปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยย้ำเตือนความทรงจำ คนเพิ่งเจอกันเมื่อวานคงยังไม่ลืม ยิ่งก่อวีรกรรมเอาไว้อย่างชานยอลยิ่งเรียกได้ว่าควรระลึกถึงทุกลมหายใจ 

“ ……………? ” 

“ จำผมได้ไหม ? ” 

แต่เมื่อระยะเวลาสามสิบวินาทีผันผ่านไป ชานยอลก็ต้องเริ่มถามย้ำอีกครั้งเพราะเขาไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะแสดงการอะไรไปมากกว่าขมวดคิ้ว 

“…………… ” 

หลังจากแบคฮยอนปล่อยให้สมองประมวลผลพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคือใคร เขาจำดวงตากลมโต จำน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความดุดัน จำน้ำหนักแรงบีบเค้นนั่นได้ เพราะเมื่อวานเจ้าของอัตลักษณ์ดังกล่าวนั้นฝากแผลช้ำจ้ำใหญ่เอาไว้บนผิวกายเป็นของที่ระลึก ทั้งยังสร้างรอยสึกกร่อนในความรู้สึกอีกต่างหาก 

“ เมื่อวาน… ” 

“ ฮึ…… ” 

“ เฮ้ย ! อย่าเพิ่งเบะดิ ” 

เค้าลางว่ากลิ่นไม่ดีมาตั้งแต่ไกล เพราะเมื่อแววตาฉงนฉงายหายไป คนตัวบางก็แสดงอาการหวาดกลัวให้เห็น ชานยอลกระตุกคิ้วขมวดแน่นขึ้น สร้างผลกระทบต่อเนื่องไปถึงมือใหญ่ที่กระชับค้างอยู่บนท่อนแขน เสียงทุ้มเอ่ยทัดทานคู่สนทนาซึ่งเริ่มเบะเบ้ปากเหมือนเด็กเล็กๆ ช่วงไหล่แคบก็สั่นไหว ดูจากมุมนี้อีกฝ่ายยังไม่ร้องไห้ แต่ก็คงอีกไม่นานนัก 

“ อึ่ก…… ” 

“ อย่าร้องไห้นะ ! ” 

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งดุก็ยิ่งทำ ชานยอลปรามด้วยเสียงทุ้มต่ำดั่งเช่นที่ตนเองเคยปฏิบัติแล้วได้ผลกับหลานชายจอมแสบ แถมยังยื่นใบหน้าเข้าใกล้เป็นการขู่เข็ญร่วมด้วยอีกทาง โดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าหวาดกลัวจนแทบทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอยู่รอมร่อ 

“ อะ..ฮึ่ก…… ” 

เพราะกลัวว่าจะถูกทำร้าย กลัวว่าจะถูกตวาดใส่เหมือนเมื่อวาน จิตใต้สำนึกของแบคฮยอนจึงสั่งให้ฝ่าฝืนทุกคำสั่งของอีกฝ่าย ร่างเล็กหลับตาปี๋ แม้กลืนเม้มริมฝีปากแต่ก็ยังเบะคว่ำมันเป็นสะพานโค้ง เนื้อตัวสั่นหงกประหนึ่งลูกนกตกน้ำ ปัจจุบันถูกคุณลูกค้าเขาบีบบนต้นแขน หากกลับรวดราวย้าวไปถึงหัวไหล่ ซ้ำรอยเดิมจนน่าหวาดกลัวว่าวันนี้กลับบ้านไปตรวจดูอาการ คงเจอรอยช้ำสีเขียวหรือม่วงแทนสีแดงเป็นแน่แท้ 

“ ห้ามร้อง ! ” 

“ หงึ…ฮ… ” 

หูได้ยินอยู่หรอกว่าเขาห้ามไม่ให้ร้อง แต่สมองเหมือนถูกสาดทับด้วยความขี้ขลาด พอหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงสายเมื่อวานน้ำตามันก็พาลรื้นปริ่ม  

“ นี่ไม่ได้จะทำอะไร ไม่เข้าใจหรือไงต่างด้าว ! ” 

เหมือนอีกฝ่ายเริ่มอดรนทนไม่ไหว เสียงเข้มที่เคยรักษาระดับให้อยู่ในขั้นพูดให้รู้กันเพียงสองคนจึงดังขึ้นหลายระดับ บัดนี้เลยคล้ายกับว่าคนตัวสูงนั้นกำลังเปล่งเสียงตวาดกลายๆ ไม่ต่างจากการพบกันครั้งแรกเลย 

“ โน๋โกแล้…อึ๊ก… ” 

คนตัวเล็กยกมือไหว้ปลก หลับตาปี๋แถมยังห่อไหล่ เริ่มสะอึกในลำคอเพราะกลัวจับใจ หยดน้ำร้อนก็หล่นเผาะรดลวกผิวแก้มขาวนวล 

“ บอกว่า— ” 

ชานยอลยังไม่ทันได้แก้ต่างให้ตนเองดี คำพูดของเขาก็เป็นอันต้องถูกเก็บกลับเข้าลำคอไปเมื่อมีบุคคลที่สามก้าวเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนา 

“ หมวย เป็นอะไร ? ” 

ยูริที่สังเกตเห็นความวุ่นวายเดินเข้ามาโพล่งขึ้น เธอกอดหัวไหล่ที่เริ่มสั่นไหวของเจ้าตัวเล็กประจำสาขา สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงระคนเคลือบแคลงสงสัยกวาดมองคู่สนทนาสลับไปมา 

“ คุณลูกค้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ ? ” 

“ ผม— ” 

“ ฮื้อออออออ ” 

อยู่ดีๆ เจ้าตัวเล็กก็แหกปากเป่าปี่ มุดหน้าซุกกับลาดไหล่ของหญิงสาวข้างกาย คล้ายรังเกียจเขานักหนา แม่ง อะไรกันวะ นี่ยังไม่ทันอ้าปากพูดประโยคอะไรยืดยาวเลยนะ ไอ้ตัวงอแงมันก็น้ำตารื้นแล้ว แถมพี่พนักงานสาวอีกรายยังมองหน้าเหมือนกับว่าชานยอลเป็นคนผิดในข้อหาประทุษร้ายหัวจิตหัวใจคนตัวน้อยอีกต่างหาก ส่วนชายหนุ่มที่ยืนจัดของเข้าเชลฟ์อยู่ไม่ไกลก็เริ่มเบนสายตามาให้ความสนใจกับเหตุการณ์วุ่นวายขนาดย่อมบริเวณนี้บ้างแล้ว 

“ พี่ยูริ พี่หมวยเป็นอะไรอะ ” 

เจ้าของประโยคข้างต้นเดินลากไม้ถูพื้นเข้ามาใกล้ ซึ่งนั่นทำเอาชานยอลรู้สึกหลอนจนแทบบ้า ถึงแม้ไม่ใช่พนักงานชุดเมื่อวานที่ลงมือสำเร็จโทษเขาก็ตาม แต่การถูกทุบตีเพราะความเข้าใจผิดไม่มีทางได้เกิดขึ้นซ้ำสองแน่ และเพราะเป็นเช่นนั้นเอง ร่างสูงจึงหมุนกายหันหลัง ก้าวเท้าฉับๆ ออกจากบริเวณที่ถูกปกคลุมด้วยความโศกาของพนักงานตัวกระจ้อย ตั้งท่าว่าจะกลับบ้านไปตั้งหลัก เอาไว้วันหน้าวันหลังค่อยแวะมาใหม่ 

“ โว๊ย ! แม่ง ! ” 

แต่ยังไม่ทันได้พ้นออกจากกรอบประตูอัตโนมัติไป ชานยอลก็เดินปึงปังกลับมา เขาฉวยเอาฝ่ามือน้อยๆ ที่ตกห้อยอยู่ข้างเรือนกายเล็กๆ มาจับเอาไว้ แล้วยัดหูจับของถุงกระดาษจากร้านขนมชื่อดังลงไปให้ผู้เป็นเจ้าของถืออย่างรวดเร็วว่องไว 

“ เอ้า ! ขนม ! ” 

ก่อนจากไปอย่างสมบูรณ์ โดยทิ้งให้พนักงานต้นเรื่องและผู้ร่วมสถานการณ์คนอื่นๆ ได้แต่ยืนงง มองถุงขนมเหมือนเป็นวัตถุแปลกประหลาด... 

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะเนี่ย ? 

 

 


********* 

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #125 @_@ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:37

    น้องหมวยขวัญใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย อิอิ

    อิชานเปนยักษ์ หมวยกลัวฝังใจแน้วววววววววว

    #125
    0
  2. #75 ออมม่า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 20:13

    สงสารหมวย คงกลัวมาก

    #75
    0
  3. #51 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:34
    น้องกลัวหมดแร้วคุนพี่
    #51
    0
  4. #46 LoveekiL (@loveekil) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 21:58
    น้องกลัวฝังใจไปแล้ว ต้องหาวิธีมาง้อใหม่แล้วนะคะคุณลูกค้า
    #46
    0
  5. #30 จีวอนชิ':) (@view1410) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 06:43
    มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยนะหนู
    #30
    0
  6. #21 BoBillovy (@darling-bill) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 23:10
    55555555น่ารัก
    #21
    0
  7. #20 kamonlak27189 (@kamonlak27189) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 09:50
    แงงงงงงงง อยากให้มาต่อออ
    #20
    0
  8. #18 dsweet ,,* (@dsweet) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 01:17
    หูดับก่อนรักกันพอดี
    #18
    0
  9. #15 Malila. (@piwwsiri) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 22:18
    ความเจอกันความประทับใจแรกหายหมดเลยตาพี่ว่อยยยย555555555 ละดูเสียงดังใส่น้องสิ ฮือออออ
    #15
    0
  10. #14 aunaunmtyj (@aunaunmtyj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 21:59
    ดูอิพี่มันสิ ใครจะไม่ร้องละเนี่ย55555 อยากอ่านต่อแย้ววว
    #14
    0
  11. #12 UNFOUND (@tuck_story) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 21:08
    อ่อนโยนกับน้องหน่อยพี่เอ้ย น้องกลัวหมดแล้ว เมื่อไรจะได้คุยกันดีๆซักทีละเนี่ย 55555555555555
    #12
    0
  12. #11 minecb (@Mymineii) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 18:51
    โหม๋น่ารักมากกกก
    #11
    0
  13. #10 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:43
    โอ้ยอัพแล้ว คิดถึงโหม๋ม่าม่า
    #10
    0